ตงฉินยึดอำนาจ

    ตงฉินยึดอำนาจ_36_งัดทุกแผนการที่มี

    หลิวชิงหยู่ หยิบเอกสารที่ โหวเทียนหั่ว ยื่นให้ พร้อมกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ตัวสัญญาที่เขียนไว้ในเอกสารเสนอราคาครั้งนี้ ไม่มีปัญหาอะไร มันอาจจะใช้กับโครงการทั่วๆ ไปได้ แต่ว่าโครงการนี้คือการจัดหาอาหารและสินค้าที่มีวัตถุประสงค์ใช้เพื่อบรรเทาทุกข์จากอุทกภัย ผมคิดว่ามันยังไม่เหมาะสม ในสัญญามีช่องโหว่ร้ายแรงอยู่ ซึ่งหากเกิดปัญหาขึ้นมันจะทำให้กวนซานได้รับความเสียหายอย่างมาก เราจึงใช้สัญญาฉบับนี้ไม่ได้ ที่จริงผมก็มีสัญญาที่ร่างไว้แล้ว คุณลองตรวจดูก่อน หากไม่มีปัญหาเราจะเซ็นสัญญาฉบับนี้ให้ทันที” หลิวชิงหยู่ หยิบสัญญาใหม่ที่ร่างเตรียมเอาไว้วางลงบนโต๊ะ


    โหวเทียนหั่ว หยิบสัญญาขึ้นมาแล้วกวาดตาอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน ในฐานะประธานเขารู้ดีว่า สัญญาของเขามีปัญหา และช่องโหว่นั้นก็ใช้เพื่อจัดการกับหลิวชิงหยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ว่าการเสวี่ยกำชับให้จัดการ แต่ตอนนี้หลิวชิงหยู่ได้อุดช่องโหว่ทั้งหมดด้วยสัญญาที่เขาร่างขึ้น ทำให้เขาสามารถรอดพ้นจากแผนการรายได้อย่างสบายๆ


    หลังจากอ่านจบ โหวเทียนหั่วก็พูดด้วยน้ำเสียงขึงขังว่า “นายกหลิว ผมว่าสัญญานี้มันหนักเกินไปนะ ไม่มีทางให้ซัพพลายเออร์อย่างเราหายใจได้เลย ตามสัญญาของคุณ ผมไม่ได้กลัวว่าทางคุณจะไม่มีเงินจ่าย แต่ผมกลัวว่าผมจะเสียเงินต้นทุนการผลิตไปฟรีๆ ถ้ามันเกิดปัญหา ผมจะรายงานไปยังสำนักงานประมูลราคา"


    หลิวชิงหยู่ยิ้มแล้วพูดเบาๆ ว่า “เชิญคุณรายงานได้ตามสบาย ผมไม่ห้ามคุณหรอก แต่คุณจำเอาไว้ให้ดีว่า แม้การจัดซื้อสินค้าเกิดขึ้นภายใต้อำนาจของสำนักงานประมูลเทศมณฑล แต่เงินจัดซื้อสินค้าเป็นของกวนซาน หากคุณอยากจะได้เงิน คุณจำเป็นต้องให้ผมที่เป็นนายกลงนามอนุมัติซะก่อน แม้คุณจะไม่พอใจ แต่คุณก็ทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้”


    หลังจากที่หลิวชิงหยู่พูดจบ โหวเทียนหั่ว ก็แทบจะคลั่งตาย เขาไม่คิดว่าหลิวชิงหยู่จะเหลี่ยมจัดขนาดนี้ แต่เมื่อเขาลองทบทวนดู ก็พบว่าหลิวชิงหยู่พูดถูก เงินอยู่ในมือหลิวชิงหยู่ ต่อให้เขาไปร้องเรียนที่สำนักงานประมูลของเทศมณฑล จนสำนักงานประมูลระงับเรื่องนี้ไป แต่ด้วยนิสัยของหลิวชิงหยู่ หากเขาไม่ยินยอม ต่อให้ผู้ว่าการเสวี่ย มาเองก็ทำอะไรไม่ได้ โหวเทียนหั่วคิดทบทวนถึงความจริงข้อนี้ในหัวของเขา เขาเป็นนักธุรกิจ แม้บางครั้งจะต้องพึ่งเสวี่ยเหวินหลง และคนอื่นๆ เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์มา แต่เขาก็ไม่อยากถลำลึกจนเกินไป ไม่เช่นนั้นเขาจะไม่สามารถถอนตัวออกมาได้ โดยเฉพาะหลิวชิงหยู่ที่แข็งแกร่งและมีความระมัดระวังสูงคนนี้ ถึงยังไงกำไรจากโครงการนี้ก็มีมาก เขาจึงไม่ต้องการปล่อยให้มันหลุดมือ เมื่อคิดได้แบบนี้ โหวเทียนหั่ว ก็กล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ ว่า “นายกหลิวเรามาเซ็นสัญญากันเถอะ”


    หลิวชิงหยู่พยักหน้าแล้วพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่มีปัญหา แต่ผมมีข้อเสนอเพิ่มเติม ว่าข้อตกลงนี้เราควรให้มีบุคคลที่สามเข้ามากำกับดูแล แต่เดิมเราควรติดต่อบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ แต่ผมลองคิดๆ ดูแล้ว การจัดหาสินค้าบรรเทาทุกข์มันเป็นการซื้อขายแบบพิเศษในเวลาที่จำกัด และยังต้องใช้ต้นทุนจำนวนมากเพิ่มเติม บริษัทที่จะรับทำหน้าที่นี้คงจัดการไม่ทัน แต่เรื่องนี้ก็ไม่สามารถละเลยได้ เอาอย่างนี้แล้วกัน เมื่อสินค้าจากบริษัทคุณมาถึง ผมจะสุ่มชาวบ้าน 20 คนจากตำบลกวนซานมาตรวจสอบเมล็ดข้าวผลผลิตธัญพืชของคุณชั่วคราว หากพบว่าสินค้ามีคุณภาพต่ำไม่ผ่านเกณฑ์ที่ทำข้อตกลงร่วมกัน มันจะถูกตีกลับทันทีแล้วบริษัทของคุณก็จะเสียคุณสมบัติของซัพพลายเออร์และถูกตัดสิทธิ์โดยตรง และเราจะหาซัพพลายเออร์รายใหม่เข้ามาแทน ดังนั้นหากคุณไม่จัดหาสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ผลกระทบร้ายแรงก็จะเกิดขึ้นกับบริษัทของคุณ รวมไปถึงภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือบริษัท”


    ด้วยเหตุนี้หลิวชิงหยู่จึงหยิบสัญญาข้อตกลง ยืนยันให้มีการตรวจสอบดูแลโดยบุคคลที่สามออกมาวางไว้บนโต๊ะ


    จิตใจ โหวเทียนหั่ว สั่นสะท้าน เขาไม่คิดว่าหลิวชิงหยู่จะมีแผนสำรองเอาไว้แบบนี้ เขารู้ว่าเมื่อเขาลงนามไป เขาจะต้องส่งสินค้าให้กับกวนซานทันที และหากเขาเลือกทำตามสิ่งที่ผู้อำนวยการสำนักงานประมูลบอกในกรณีที่ส่งสินค้าด้อยคุณภาพ ถึงตอนนั้นบริษัทของเขาจะต้องเสียหายอย่างหนัก แต่ถ้าเขาไม่ทำตามสั่วหมิงยี่ก็จะทำลายธุรกิจของเขา ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องเลือกว่าจะเซ็นสัญญาหรือไม่


    หลิวชิงหยู่ ไม่พูดแล้วมองไปยังโหวเทียนหั่ว


    ในแต่ละวินาที โหวเทียนหั่ว ก็มีเหงื่อผุดขึ้นมาบนใบหน้า หน้าของเขาดูซีดเซียวมากตอนนี้


    ทางเลือกนี้เป็นทางเลือกที่ยากเย็นสำหรับเขา


    อย่างไรก็ตามหลังจากคิดทบทวนในใจ เขาก็ได้ตัดสินใจเลือกทางที่ดีที่สุด


    เขาเงยหน้ามอง หลิวชิงหยู่ พร้อมรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวแล้วพูดว่า “ เอาล่ะท่านนายกหลิว ผมจะเซ็นสัญญาตามคำขอของท่าน”


    หลิวชิงหยู่ยิ้มแล้วพยักหน้า จากนั้นทั้งสองก็ลงนามและประทับตราเพื่อยืนยันข้อตกลงอย่างเป็นทางการ สัญญานั้นมีหกฉบับซึ่งแบ่งไปตามพื้นที่ของกวนซาน หลังจากโหวเทียนหั่วเซ็นสัญญาเสร็จเรียบร้อย เขาก็ขอตัวอำลาหลิวชิงหยู่แล้วขึ้นรถ พร้อมกดโทรหา สั่วหมิงยี่ ขณะที่ขับรถโดยบอกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดแก่ สั่วหมิงยี่


    สั่วหมิงยี่รีบรายงานไปยัง ผู้ว่าการเสวี่ย ผู้ว่าการเสวี่ยได้ยินก็เขวี้ยงแก้วลงบนพื้นจนแตกเป็นเสี่ยงๆ ก่อนจะพูดด้วยความโกรธว่า “บัดซบที่สุด! นี่มันอะไรกัน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่า หลิวชิงหยู่ได้ดูเอกสารแล้วเข้าใจมันทั้งหมดหรอกหรือ แล้วข้อตกลงเรื่องบุคคลที่สามนั่นอีก หากเรื่องเป็นแบบนี้ หลิวชิงหยู่จะถูกจัดการได้ยังไง แล้วคุณไม่ได้บอกโหวเทียนหั่วหรือว่า หากทำสัญญาที่ปลอดภัย ทุกอย่างจะไร้ความหมายกับเรา หนำซ้ำตอนนี้หลิวชิงหยู่ก็บรรลุข้อตกลงในสัญญาไปแล้ว ทำไมคุณไม่ทำตามที่ผมสั่ง”


    สั่วหมิงยี่ได้รับสินบนจากโหวเทียนหั่ว ดังนั้นเขาจึงพูดออกไปว่า “ผู้ว่าการเสวี่ย โหวเทียนหั่วบอกว่า หากเขาไม่เซ็นในเวลานั้น หลิวชิงหยู่จะหาซัพพลายเออร์ใหม่ ซึ่งซัพพลายเออร์ก็เล็งโครงการนี้อยู่เช่นกัน มันจะทำให้เขาเสียผลประโยชน์ไป” เขากล่าวพร้อมหยิบธนบัตรออกมาจากเสื้อแล้วพูดขึ้นว่า “ผู้ว่าการเสวี่ยนี่คือสิ่งที่โหวเทียนหั่วฝากมาให้ท่าน”


    เสวี่ยเหวินหลงเห็นเลขหนึ่งบนธนบัตรเขาก็รู้ดีว่า มันคือธนบัตรจำนวนหมื่นหยวน เพื่อที่จะได้รับสินบนเขาจึงติดสินใจปล่อยโหวเทียนหั่วไป แล้วพูดว่า “ไม่คิดเลยว่าหลิวชิงหยู่จะฉลาด ถึงขนาดมองแผนการที่ซ่อนอยู่ออกแบบนี้ หากเป็นแบบนี้ต่อไป เราคงจัดการเขาด้วยการประมูลไม่ได้ เฒ่าสั่ว คุณมีวิธีดีๆ อะไร ที่พอจะจัดการเรื่องนี้ได้บ้าง”


    สั่วหมิงยี่คิดอยู่สักพักก็พูดออกไปว่า “ผู้ว่าการ ผมคิดว่าตอนนี้เราไม่สามารถเล่นงานหลิวชิงหยู่ได้ เพราะสุดท้ายแล้ว กวนซานอยู่ห่างจากเรามาก แล้วเรายังต้องให้ความสนใจกับผู้สนับสนุนของหลิวชิงหยู่อย่าง รองนายกถังอีก ขอบเขตที่ทำได้จึงค่อนข้างมีจำกัด ผมว่าเราควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ซือเจิ้นเฉียง จัดการ เพราะเขาเป็นผู้มีอำนาจในกวนซาน เขาน่าจะหาวิธีกดดันหลิวชิงหยู่ ให้อีกฝ่ายอารมณ์ร้อนจนระเบิดออกมาได้ ถึงตอนนั้นหลิวชิงหยู่จะต้องตกที่นั่งลำบาก และเราจะใช้คณะกรรมาธิการตรวจสอบวินัยจัดการกับเขา ถึงตอนนั้นรองนายกถังก็ช่วยอะไรไม่ได้ อันที่จริงผมยังมีแผนอีกแผนหนึ่ง แต่แผนที่ว่านี้โหดเหี้ยมและยุ่งยากกว่ามาก”


    เสวี่ยเหวินหลงกล่าวขึ้นทันทีว่า “แผนอะไรผมไม่สนว่ามันยุ่งยากแค่ไหน ลองพูดออกมา”


    สั่วหมิงยี่ พูดขึ้นด้วยสีหน้าที่อำมหิตว่า “ ผู้ว่าการคุณลองคิดดูสิ ครั้งสุดท้ายที่ หลิวชิงหยู่ไปเทศบาลเมืองเพื่อขอเงินช่วยเหลือ เขาได้มีปัญหากับ ลูกชายของรองเลขาธิการโจวและต่งเทียนปา ลูกชายของเลขาธิการต่งของเทศบาลเมือง และทั้งสองก็ได้ขอให้เราจัดการกับหลิวชิงหยู่ หากไม่มีรองนายกถัง เราคงจะสามารถจัดการกับหลิวชิงหยู่ได้ง่ายๆ แต่เมื่อมีรองนายกถังอยู่เราจะต้องระมัดระวังตัวเช่นกัน ดังนั้นหากเราทำให้ โจวเหวินเชา กับ ต่งเทียนปา สามารถเข้ามาอยู่ใน จิงหลิน ได้ พวกเขาย่อมสร้างปัญหาก่อกวนทำให้หลิวชิงหยู่ไม่พอใจอย่างแน่นอน ตราบใดที่มีพวกเขาเป็นหนังหน้าไฟ เราก็ไม่ต้องกลัวรองนายกถัง นี่คืออุบายที่เข้าสำนวนที่ว่า ยืมมีดฆ่าคน”


    หลังจากที่ได้ยิน เสวี่ยเหวินหลงก็พยักหน้าแล้วพูดว่า “ไม่เลว มันพอจะเป็นไปได้อยู่ แต่การที่เราจะไปโน้มน้าวโจวเหวินเชาคงไม่ง่ายแน่ เขาฉลาด และระมัดระวังตัวมาก ส่วนต่งเทียนปาคงไม่มีปัญหาอะไร แต่เขามีพ่อเป็นเลขาธิการเทศบาลเมือง หากเขาถูกจับ มันอาจจะเดือดร้อนมาถึงเรา ส่วนทางฝั่ง ซือเจิ้นเฉียงผมจะโทรหาเขาเอง ผมคิดว่าเขาคงจะดีใจมากหากได้จัดการกับหลิวชิงหยู่ด้วยมือของตัวเอง”