หลังจากที่บัณฑิตหลี่ได้พ่ายแพ้และอับอายจนต้องล่าถอยไปแล้ว ปรมาจารย์หลินก็ผายมือเชิญคณะของเซี่ยหยางให้เดินทางขึ้นไปบนเขาซงซานพร้อมกับท่าน
เส้นทางขึ้นเขานั้นเงียบสงบและร่มรื่น สองข้างทางเต็มไปด้วยทิวไผ่ที่สูงชะลูดเสียดฟ้า เสียงลมที่พัดผ่านใบไผ่ดังราวกับเสียงกระซิบของธรรมชาติ ช่วยชะล้างความตึงเครียดเมื่อครู่ออกไปจนหมดสิ้น
เมื่อเดินลึกเข้ามาในเขตหวงห้ามของสำนักศึกษา...ภาพของหมู่เรือนไม้ที่งดงามราวกับภาพฝันก็ปรากฏขึ้นสู่สายตา!
มันคือเรือนรับรองขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างให้กลมกลืนไปกับธรรมชาติอย่างน่าอัศจรรย์! ตัวเรือนสร้างจากไม้เนื้อดีสีเข้ม ป้ายหน้าเรือนสลักอักษร พิงภูผาอิงธารา ด้านหลังอิงแอบอยู่กับหน้าผาหินที่ปกคลุมด้วยมอสสีเขียวสด ส่วนด้านหน้ามีลำธารเล็กๆ ที่ไหลรินมาจากน้ำตกบนภูเขาไหลผ่าน ส่งเสียงน้ำไหลที่ไม่ดังหรือเบาจนเกินไป...ราวกับเสียงพิณที่บรรเลงขับกล่อมอยู่ตลอดเวลา
เซี่ยหยางถึงกับต้องหยุดยืนนิ่ง...จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง!
‘สวรรค์...’ จิตวิญญาณของเสิ่นอี้ครุ่นคิด ‘ไม่น่าเชื่อ...ว่าจะมีสถาปัตยกรรมที่สามารถหลอมรวมเข้ากับธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบถึงเพียงนี้...นี่คือผลงานศิลปะชั้นเอกโดยแท้’
“งดงามใช่หรือไม่เล่า?” เสียงทุ้มที่เจือสำเนียงแปลกแปร่งเล็กน้อยดังขึ้นข้างกาย ปรมาจารย์เคนชินเดินมายืนอยู่ข้างเขาตั้งแต่เมื่อใดก็สุดจะรู้ได้ ท่านอมยิ้มบางๆ ขณะที่ทอดสายตามองไปยังเรือนหลังนั้น “คราแรกที่ข้าเดินทางมาถึงที่นี่...ก็มีใบหน้าเช่นเจ้าหนุ่มน้อยนี่แหละ...ไม่คิดเลยว่าชาวฮั่นเช่นพวกเจ้าจะมีความสามารถในการก่อสร้างที่ละเอียดอ่อนและงดงามได้ถึงเพียงนี้”
เซี่ยหยางผงกศีรษะเห็นด้วย ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม “ท่านผู้อาวุโส...จากการที่ข้าสังเกตเห็นเครื่องแต่งกายของท่านแล้วดูจะไม่เหมือนกับพวกข้า...ไม่ทราบว่าท่านเป็นสหายต่างแคว้นของท่านปรมาจารย์หลินใช่หรือไม่ขอรับ?”
“หึๆๆ” ท่านเคนชินหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ “เจ้าหนุ่มช่างสังเกตยิ่งนัก...ข้าเป็นชาวอาทิตย์อุทัย...เมื่อหลายสิบปีก่อนได้บังเอิญมีวาสนาได้รู้จักกับสหายหลิวผู้นี้ เราทั้งสองพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้แก่กันจนถูกคอ หลายปีผ่านไป...จึงได้คบหาเป็นสหายสนิทกันมาจนถึงทุกวันนี้”
เมื่อทั้งหมดเดินเข้าไปยังเรือนรับรองพิเศษหลังนั้น เหล่าศิษย์ที่คอยปรนนิบัติอยู่ภายในก็รีบจัดเตรียมน้ำชาและของว่างมารับรองแขกอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่ทุกคนได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว ปรมาจารย์หลินก็หันมากล่าวกับเซี่ยหยางด้วยแววตาที่รู้ทัน “คุณชายเซี่ย...ข้าต้องขออภัยในความวุ่นวายเมื่อครู่ด้วย...ข้าเห็นเหตุการณ์หน้าสำนักตั้งแต่ต้นจนจบ...และรู้ดีว่าเจ้าถูกใส่ความ”
เขาหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยถาม “ว่าแต่...บิดาของเจ้า…เสนาบดีเซี่ยสบายดีอยู่หรือไม่?”
เซี่ยหยางรีบประสานมือขออภัย “เป็นผู้น้อยผิดเองที่แจ้งเหตุแห่งการเดินทางมานี้ช้าเกินไป...ท่านพ่อสบายดีขอรับ และท่านได้ฝากให้ผู้น้อยนำของกำนัลมามอบให้ท่านปรมาจารย์ด้วย เพราะท่านพ่อนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้เดินทางมาเยี่ยมคารวะท่านนานมากแล้ว...เพียงแต่...”
น้ำเสียงของเขาเจือความละอายใจ “...ระหว่างการเดินทางได้ประสบปัญหาเล็กน้อย...ทำให้ของกำนัลที่เตรียมมานั้นตกหล่นเสียหายไประหว่างทางเป็นจำนวนมาก...ผู้น้อยต้องขออภัยท่านปรมาจารย์เป็นอย่างสูง”
จากนั้น...เขาก็เอ่ยถึงเหตุผลข้อที่สอง “และความจริงแล้ว...ที่ผู้น้อยดั้นด้นมาถึงที่นี่...ก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะขอความเมตตาจากท่านปรมาจารย์...คือข้าต้องการจะขอของสำคัญสักชิ้น...เพื่อนำไปใช้เป็นของขอขมาแก่สกุลฉินขอรับ”
ปรมาจารย์หลินผู้ซึ่งพอจะได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องราวของคุณชายเซี่ยมาบ้าง ก็เพียงแค่ผงกศีรษะรับช้าๆ อย่างเข้าใจ...ทว่า...
“น่าสนใจ! น่าสนใจยิ่งนัก!” ท่านเคนชินที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ กลับตบโต๊ะเบาๆ ด้วยความตื่นเต้น!
เขามองเซี่ยหยางด้วยแววตาที่เป็นประกาย “คุณชายเซี่ย...ในเมื่อเจ้าต้องการของล้ำค่าเพื่อพิสูจน์ความจริงใจ...ข้ามีข้อเสนอ!”
ปรมาจารย์หลินถึงกับต้องหันไปถลึงตาใส่สหายชราของตน!
ท่านเคนชินไม่สนใจ เขากล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม “หากเจ้าสามารถไขปริศนาของข้าได้อีกสักข้อ...ข้าจะขอให้สหายหลิวของข้า...มอบภาพวาดพู่กันเดียวที่ล้ำค่าที่สุดของเขาให้แก่เจ้า! ไม่เพียงเท่านั้น...ข้าจะยอมเขียนกลอนตุ้ยเหลียน (กลอนคู่) ให้เจ้าอีกหนึ่งบทเป็นการส่วนตัว! เจ้ากล้ารับคำท้าหรือไม่?”
เมื่อเห็นว่าสหายรักเอ่ยปากไปถึงเพียงนั้นแล้ว ปรมาจารย์หลินก็ทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างระอาใจ
เซี่ยหยางประสานมือคารวะ “ในเมื่อท่านผู้อาวุโสกรุณาถึงเพียงนี้...ผู้น้อยมีหรือจะไม่กล้ารับคำ”
“ดี!” ท่านเคนชินกล่าวอย่างพึงพอใจ “เช่นนั้นจงฟังให้ดี...”
เขากวาดสายตามองทุกคนในห้อง...ก่อนจะเอ่ยโจทย์ปริศนาที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงออกมา...
“บนกระดานหมากล้อม...มีจุดตัดอยู่ทั้งหมด 361 จุด...หากข้าจะวางเมล็ดข้าวสารลงบนกระดานนี้...โดยวางไว้ที่จุดตัดแรกเพียง 1 เมล็ด...จุดที่สอง 2 เมล็ด...จุดที่สาม 4 เมล็ด...และเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นเท่าตัวไปเรื่อยๆ ทุกๆ หนึ่งจุด...เจ้าจงบอกข้าทีว่า...เมื่อวางจนถึงจุดตัดสุดท้าย...จะมีข้าวสารอยู่บนกระดานทั้งหมด...กี่เมล็ด..?”
คำถามฟ้าถล่ม...ปรากฏขึ้นในเรือนรับรองอันแสนสงบอีกครั้ง!
ซูเหวินจื่อและเสี่ยวชุ่ยถึงกับอ้าปากค้าง! จำนวนมากมายมหาศาลถึงเพียงนั้น...มนุษย์จะไปคำนวณได้อย่างไรกัน! นี่มัน...นี่มันเป็นปริศนาที่เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง..!
ปริศนาข้อสุดท้ายของปรมาจารย์เคนชินนั้น หนักหน่วงและยิ่งใหญ่ราวกับขุนเขาไท่ซานที่ถล่มลงมากลางเรือนรับรอง!
ซูเหวินจื่อ และเสี่ยวชุ่ยต่างมีใบหน้าซีดเผือด...จำนวนเมล็ดข้าวที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวบนจุดตัด 361 จุด...มันคือจำนวนที่มหาศาลเกินกว่าที่สมองของมนุษย์จะสามารถจินตนาการได้! พวกเขามองไปยังเซี่ยหยางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลอย่างสุดซึ้ง...ปริศนาข้อนี้...ยากเกินไปแล้ว!
ทว่า...ปรมาจารย์หลินที่กำลังลอบสังเกตการณ์อยู่นั้นกลับต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ...
เขามองเห็นความตื่นตระหนกบนใบหน้าของผู้ติดตามของคุณชายเซี่ยทุกคน...แต่บนใบหน้างดงามของคุณชายเซี่ยหยางเองนั้น...กลับไม่มีร่องรอยของความประหม่าหรือหวาดหวั่นใดๆ ปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่น้อย! มีเพียงแววตาที่นิ่งสงบ...และมุมปากที่เหมือนจะยกขึ้นเล็กน้อย...ราวกับกำลังขบขันอยู่เสียด้วยซ้ำ!
‘น่าสนใจ...’ ปรมาจารย์หลินลูบเคราของตนเองเบาๆ ‘...น่าสนใจยิ่งนัก’
‘อนุกรมเรขาคณิต...’ จิตวิญญญาณของเสิ่นอี้คำนวณในใจอย่างรวดเร็ว ‘สองยกกำลังสามร้อยหกสิบเอ็ด...ลบด้วยหนึ่ง...ตัวเลขมันมหาศาลจนแทบจะไม่มีความหมาย...แต่หลักการของมันกลับเรียบง่ายยิ่งนัก...หากข้าตอบออกไปในทันที...คงไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าปรมาจารย์ทั้งสองท่านนี้อย่างแรง...ดูเหมือนว่าข้าคงจะต้องเล่นละครอีกสักฉากเสียแล้ว’
เซี่ยหยาง แสร้งทำท่าครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง...คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน...ดวงตาจ้องมองไปยังกระดานหมากล้อมที่ว่างเปล่าราวกับกำลังเห็นภาพของเมล็ดข้าวที่กองพะเนินสูงท่วมฟ้า...เขาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง...
“ปริศนาของท่านผู้อาวุโสเคนชินช่างลึกซึ้งยิ่งนัก...” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือความทึ่งและยอมรับ “...มันไม่ใช่แค่การคำนวณ...แต่คือปรัชญาที่ว่าด้วยการเติบโตและการสิ้นสุด...ผู้น้อยคงต้องขอเวลาในการขบคิดและทำความเข้าใจในความหมายที่แท้จริงของมันสักสองสามวัน...จึงจะกล้าให้คำตอบแก่ท่านปรมาจารย์ทั้งสองได้”
การประวิงเวลานั้น...ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของการถ่อมตนได้อย่างแนบเนียนที่สุด!
ปรมาจารย์หลิน และท่านเคนชินมองหน้ากัน...ก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ดี” ปรมาจารย์หลินกล่าว “ปัญญาที่ได้มาง่ายดายเกินไป...ย่อมไม่ใช่ปัญญาที่แท้จริง” เขาสั่งให้ศิษย์ที่คอยปรนนิบัติอยู่เดินนำทางคณะของเซี่ยหยางไปยังเรือนพักรับรองส่วนตัวที่อยู่ลึกเข้าไปในหุบเขา “พวกเจ้าจงไปพักผ่อนที่เรือน ‘สดับธาร’ เถิด...อีกสามวัน...ข้าจะรอฟังคำตอบของเจ้า”
ทว่า...ก่อนที่เซี่ยหยางจะทันได้ลุกขึ้นจากไปนั้น ปรมาจารย์หลินก็ได้เอ่ยขึ้นอีกครั้งหนึ่ง “คุณชายเซี่ย...ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้ชราผู้นี้ยังคงค้างคาใจอยู่”
น้ำเสียงของท่านจริงจังขึ้น “ข้าได้ยินข่าวลือมาจากเมืองหลวง...ว่าเหตุที่เจ้าพลัดตกลงไปในสระน้ำครานั้น...เป็นเพราะเจ้าไม่ยอมรับในการหมั้นหมาย...จนถึงขั้นคิดสั้นจะฆ่าตัวตาย...เรื่องนี้...เป็นความจริงหรือไม่?”
คำถามนั้นตรงไปตรงมาและทำให้บรรยากาศในห้องพลันตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง!
ซูเหวินจื่อ และเสี่ยวชุ่ยต่างก็หน้าเปลี่ยนสีด้วยความเป็นห่วง...นี่คือเรื่องอื้อฉาวที่อาจจะทำลายชื่อเสียงของคุณชายได้!
แต่เซี่ยหยางกลับไม่ได้มีท่าทีร้อนรนแม้แต่น้อย เขาสบตากับปรมาจารย์หลินอย่างตรงไปตรงมา ก่อนจะประสานมือคารวะแล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนและเปี่ยมด้วยความจริงใจ
“เรียนท่านปรมาจารย์...ข่าวลือนั้น...มีทั้งส่วนที่จริงและส่วนที่เท็จขอรับ”
“เดิมทีนั้น...ผู้น้อยมีปณิธานตั้งมั่นอยู่ในใจว่า...จะขอสร้างเนื้อสร้างตัวให้เป็นที่ประจักษ์ได้เสียก่อน...จึงจะคิดเรื่องการมีครอบครัว...ทว่า...เส้นทางที่ผู้น้อยต้องการจะเดินนั้นยังไม่ทันได้ปรากฏชัดเจน...ก็ต้องมารับการหมั้นหมายให้แต่งงานเสียก่อน...ในยามนั้น...ผู้น้อยรู้สึกทุกข์ใจและสับสนยิ่งนัก จึงได้ดื่มสุราหนักไปเสียหน่อย...ทำให้ก้าวพลาด...พลัดตกลงไปในสระน้ำโดยอุบัติเหตุ...หาได้มีความคิดที่จะคิดสั้นไม่”
เขาหยุดไปชั่วลมหายใจ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยแววตาที่เปล่งประกายอย่างมุ่งมั่น
“แต่การได้เฉียดใกล้ความตายในครั้งนั้น...กลับทำให้ผู้น้อยได้ค้นพบเส้นทางของตนเองขอรับ! ผู้น้อยจึงตั้งใจเดินทางมาที่นี่เพื่อขอความรู้จากท่าน...ด้วยหวังว่า...จะนำความรู้นั้นไปใช้ในการสอบจองหงวนที่กำลังจะมาถึง...หากสอบได้เป็นขุนนาง...ก็จะได้นำความรู้ความสามารถไปช่วยเหลือเหล่าราษฎรที่ยากไร้...และเพื่อเป็นการตอบแทนเบี้ยหวัดที่องค์จักรพรรดิทรงพระราชทานให้แก่บิดาผู้น้อยทุกเดือน...ให้สมกับคุณค่าของมัน”
“นี่...คือสิ่งที่ผู้น้อยต้องการจะทำให้สำเร็จ...ก่อนที่จะมีครอบครัวเป็นของตนเอง...ขอรับ”
สิ้นคำพูดนั้น...ความเงียบก็เข้าปกคลุมทั่วทั้งห้อง...
ปรมาจารย์หลินและปรมาจารย์เคนชิน...ต่างก็มองหน้ากัน...ก่อนที่รอยยิ้มแห่งความชื่นชม จะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทั้งสองท่าน!
“ดี!” ปรมาจารย์หลินกล่าวเสียงดัง “ดีมาก! ลูกผู้ชาย...ย่อมต้องสามารถยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตนเอง! ไม่ควรอาศัยบุญบารมีของบิดาและครอบครัวเพื่อแสวงหาความก้าวหน้าในชีวิต...มิเช่นนั้นแล้ว...จะกล้าเรียกตนเองว่าเป็น ‘วิญญูชน’ ได้เช่นไร!”
บัดนี้...ข้อกังขาข้อสุดท้ายในใจของปรมาจารย์ทั้งสอง...ได้มลายหายไปสิ้นแล้ว...
พวกท่านไม่ได้มองเห็นเพียงแค่เด็กหนุ่มผู้มีปัญญาหลักแหลมอีกต่อไป...แต่ได้มองเห็น...ยอดคน...ผู้มีทั้งปณิธานและคุณธรรมอันสูงส่ง...ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของพวกท่านแล้ว...