ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 33 เงินตรา..ตราเงิน ตอน แรก

            ใบหน้าของตงป๋ายซานที่ซีดอยู่แล้วจากการเสียเลือด

            ตอนนี้ยิ่งซีดขาวราวกระดาษเมื่อได้ยินคำของท่านหญิงตงชเว

            จากคนที่กำลังเตรียมจะวิ่งเปลี่ยนเป็นค่อย ๆ หมุนตัวกลับมา แล้วฝืนยกมือคำนับต่ำ

            “ขอบพระคุณท่านอาวุโสผู้คุมกฎที่เมตตา..”

             

            ผมนั่งนิ่งอยู่กับที่ มองดูร่างสะบักสะบอมของเจ้าตัวดีค่อย ๆ เดินหมุนตัว ตะเกียกตะกายจากไปโดยไม่ใช้ท่าเท้า

            ผมได้แต่คิดแล้วรู้สึกอายแทน

            ในเมืองหลวงที่วังยุทธ์ตั้งอยู่ การที่ 'ลูกชายของตระกูลตง' ต้องวิ่งโดยไม่ใช่ท่าร่างด้วยสภาพแบบนี้

            มันไม่ต่างอะไรกับการถูกเฆี่ยนกลางลานบ้านให้คนทั้งเมืองดู

            แล้วสำหรับคน...คนหนึ่งที่คาบช้อนทองมาเกิด น้ำร้อนขันแรกที่อาบยังเป็นน้ำแร่

            ความอัปยศในวันนี้มันคือรอยร้าวครั้งใหญ่ของชีวิตแน่

             

            ผมมองแผ่นหลังที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ แล้วจู่ ๆ ร่างนั้นก็หยุดชะงักก่อนหันกลับมาตวัดตามองตรงมาที่ผม

            ไม่ต้องเดา..

            ผมรู้ว่ามันคิดอะไรอยู่

            มันคือสายตาของคนที่ถูกลดทอนศักดิ์ศรี แล้วต้องการชำระคืนให้ครบทุกหยด

             

            ผมเองก็ไม่ได้หลบ ผมสบตาตอบตรง ๆ

            ไม่ต้องมีคำพูด.. ใช้สายตาของเราพูดกันเองเป็นสายตาแบบเดียวกับตอนที่ผมมองโกลที่ถูกผมซันโวประตูในสนามฟุตบอล

            มันคือสัญญา

            ถ้าได้เจอกันอีก..

            มันเอาคืนแน่...

            และผมก็พร้อมให้เขามาเอาคืนได้ทุกเมื่อ

             

            แต่ยังไม่ทันจะคิดอะไรต่อ เสียงของใครบางคนก็ดังแทรกเข้ามาดังก้องและโกรธเหมือนจะฟาดพวกเราทีละคน

            “เรื่องจบแล้วเหตุใดยังไม่รีบแยกย้าย? หรือต้องให้เราก้มกราบขอร้องพวกเจ้า?!!

            พวกเจ้าถึงจะยอมไป!”

            เสียงของท่านหญิงตงชเวกล่าวเสียงเย็น

            เป็นเสียงไม่ต้องดังมาก แต่มันแทงกระดูกพอจะทำให้พวกคนมุงรอบ ๆ ขยับตัวทันที

             

            ในทันที

            ฝูงคนรอบลานก็พลันสะดุ้ง พากันเดินไปคนคนละทางแบบไม่ต้องรอซ้ำคำที่สอง

             

            ผมมองไปรอบ ๆ

            ตอนนี้ลานแห่งนี้เหลือแค่พวกเรากับความเงียบที่ยังแผ่แรงกดดันอยู่เต็มทุกอณูอากาศ

            คืนนี้..

            พวกที่หนีไปนั่นคงได้เรื่องไปเม้าท์กันทั้งเมือง

            เป็นเรื่องของ 'ศิษย์สำนักสี่ขุนเขากล้าด่าคนตระกูลตงต่อหน้าเจ้าวัง'

            ฟังดูเกือบเหมือนเรื่องแต่ง แต่ก็ไม่เกินจริงเลยสักนิด

             

            แล้วเสียงเดิมก็กล่าวออกมา

            “เจ้าอย่าเพิ่งไปไหน... เรายังไม่เสร็จธุระกับเจ้า...”

            ผมยังไม่ได้ขยับตัว แต่แค่ถูกสายตาของท่านหญิงตงกวาดมาก็รู้สึกเหมือนถูกล่ามโซ่ไว้กับพื้น

            ไม่มีเสียงตวาด..

            ไม่มีท่าไม้ตาย..

            แค่ดวงตาคู่นั้นที่เย็นเยียบแตะลงมาที่ตัวผม

             

            ผมหันไปมองโหวหวังข้างตัวอย่างขอพลังใจ.. แต่หมอนั่นถอยหลังไปตั้งหลายก้าวแล้ว

            ขอบใจมากนะเพื่อน..

             

            ท่านหญิงตงชเวเดินเข้ามา สายตาไม่แม้แต่จะแลไปทางโหวหวัง

            เธอมองแค่ผมคนเดียว

            “เมื่อครู่เจ้ามอบเงินให้ครอบครัวนั้นไปเท่าใด?”

             

            ผมตอบทันที ตอบด้วยความจริงเหมือนถูกอาจารย์ห้องปกครองถามเรื่องเหตุผลของการมาสาย

            “สองเหรียญทองขอรับ”

             

            ยังไม่ทันพูดจบ..

            เหรียญทองสิบเหรียญก็ถูกวางลงบนฝ่ามือผมอย่างแม่นยำ

            ตัวเหรียญนั้นเย็นเยียบ แต่หนักแน่นเหมือนน้ำหนักคำที่นางพูดตามมา

            “ที่เหลือถือเสียว่าเป็นค่าทำขวัญของเจ้า ข้าขอตัวก่อน”

             

            ผมยังไม่ทันได้ยกมือคารวะเจ้าวังยุทธ์ก็หมุนตัวจากไป แต่แค่ครึ่งทาง นางก็หยุด

            เงียบชั่วครู่แล้วเสียงก็ดังขึ้นอีก

            เบาแต่เจาะเข้าไปในอก

            “เขาสบายดีหรือไม่..”

            น้ำเสียงนั้น...

            ฟังดูแผ่วเบาเหมือนคนพูดแค่อยากถาม

            แต่ในหูผมมันดังก้องเหมือนสายฟ้าผ่าเบื้องลึกของใครบางคน

            แล้วกลับมีอะไรบางอย่างที่ดึงผมให้ตอบ

             

            บางทีอาจเพราะแววตามั่นคงของเธอก่อนหน้า

            หรือเพราะการตัดสินที่แม้จะเด็ดขาดแต่ก็เที่ยงตรง

            หรืออาจเพราะมันมีอะไรบางอย่างในน้ำเสียงนั้นที่เหมือนกำลัง...

            รอคำตอบนี้อยู่จริง ๆ

             

            และผมไม่คิดจะโกหก ก็เลยพูดออกไปตามจริง

            “ยังสบายดีขอรับ”

             

            เธอเงียบไปอึดใจหนึ่ง..

            ก่อนที่เสียงลมหายใจคล้ายคนปล่อยของหนักในอกจะดังออกมาแผ่ว ๆ

            “สบายดี..

            ก็ดีแล้ว..”

            นั่นคือคำสุดท้าย ก่อนที่เจ้าวังยุทธ์ปัญจมิตรจะเหินขึ้นสู่ฟ้า

             

            ร่างนางพุ่งทะยานหายลับไปในกลุ่มเมฆแทบจะในทันที

            ผมคิดว่าจบแล้วแต่วินาทีนั้นเอง…

            《วิชาฝ่ามือของเจ้า...จงอย่าได้ใช้พร่ำเพรื่อ... ไม่ใช่ทุกคนหรอก ที่รู้ความเกี่ยวพันของเจ้ากับเขาแล้วจะปล่อยเจ้าไปโดยง่ายเช่นเรา จงรักษาตัวให้ดี..》

             

            เสียงนั้นดังขึ้นชัดเจนในหัวไม่ผ่านหูไม่ผ่านลมแต่มาจากพลังจิตโดยตรง

            เป็นสิ่งที่มีเฉพาะผู้ฝึกยุทธ์ที่ก้าวเข้าสู่ 'ช่วงชั้นเป็นหนึ่ง' เท่านั้นที่จะทำได้

            มันเรียกว่า 'ถ้อยนภา'

             

            “ปล่อยโดยง่าย...? เฮ้อ!”

            ผมถอนหายใจ พลางลูบโหนกแก้มตัวเองที่ยังชา ๆ อยู่

            “ข้าเกือบขาดใจตายเพราะยัยแก่นั่นเลยนะ...

            ปล่อยโดยง่ายตรงไหนกันฟะ!”

            ผมบ่นงึมงำกับตัวเอง

             

            “ถ้อยนภารึ?”

            เสียงของโหวหวังดังขึ้นข้าง ๆ

            “ท่านหญิงพูดอะไรกับเอ็งล่ะเกลอ? สีหน้าของเอ็งดูไม่ต่างจากคนเพิ่งถูกสาปเลยนะ”

             

            ผมหันไปมองมันก่อนจะยกมุมปากเล็กน้อย

            “ไม่ใช่อะไรใหญ่โตหรอก...

            ก็แค่... พอได้ยินแล้วก็เข้าใจขึ้นมาเลยว่าทำไมตอนหนุ่ม ๆ ยี่ฟู่ของข้าถึงเคยไปหลงรักนางอยู่ช่วงหนึ่ง

            เพราะเรื่องมือหนักกับความซาดิสม์น่ะ...

            สองคนนั้นใกล้เคียงกันไม่มีผิด!”

             

            “ปากของเอ็งเรียกได้ว่าเผ็ดร้อนใช้ได้เลย

            อ่านตอนเบ่งฤา..

            ช่างกล้า!”

            ซุนโหวหวังพูดพลางขำท้องแข็ง ขำจนต้องเอามือกุมพุง

             

            ผมยักคิ้วตอบ

            “ไงล่ะ.. วิชาก้นหีบของข้า..

            กวนถูกจังหวะ..ถูกใจเจ้าใช่ไหมล่ะโหวหวัง?”

             

            มันพูดพร้อมหัวเราะ

            “เผ็ดแสบดี!”

            พวกเราชกกำปั้นใส่กันเบา ๆ อย่างสะใจ

            เป็นครั้งแรกในรอบวันเลยมั้งที่ผมได้หัวเราะเต็มปอดแบบนี้

            แม้จะเจ็บปอดหน่อย ๆ ก็เถอะ..

             

            หลังจากคลายเครียดกันพอประมาณ เราสองคนก็รีบเดินกลับไปยังจุดนัดที่นัดกับพวกพี่เกาฟ่างเอาไว้

            และทันทีที่พี่ฟ่านเห็นผม…

            สีหน้าของเขานี่แบบ ตกใจเหมือนกับโหวหวังอุ้มศพผมกลับมา

            “อะ..! อะไรกันนี่!?”

            พี่เกาฟ่านโพล่งเสียงหลง

            “เจ้าถูกใครลากไปมัดกับรถม้าหรืออะไรมาจอมยุทธ์หลิว!?”

             

            ผมหัวเราะแห้ง ๆ ส่วนโหวหวังก็เป็นฝ่ายเริ่มเล่าแทน

            เล่าด้วยน้ำเสียงเหมือนเล่านิทาน แต่รายละเอียดดันเสียวไส้พอจะทำให้พี่เกาฟ่านเหงื่อตก

            ยิ่งพอได้ยินชื่อ 'ตระกูลตง' พี่ฟ่านถึงกับซีดเผือด เขารีบคว้าแขนผมพร้อมอ้อนวอนน้ำตาแทบไหล

            “ขอเถอะคุณชาย...

            อย่าผ่านทางทิศตะวันออกเลย

            ไปอ้อมเทือกเขาทางทิศใต้ก็ได้!”

             

            ผมทำหน้ามึน ๆ เพราะเส้นทางที่เขาว่าจะอ้อมไปอีกครึ่งวันเป็นอย่างน้อย

            แต่สุดท้ายโหวหวังก็เข้ามาช่วยพูดจนเขาใจเย็นลง

            ด้วยความช่วยเหลือของมัน พวกเราก็เลยยังได้ใช้เส้นทางตรงตามแผนเดิม แล้วทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่นกว่าที่คิด

            ไม่มีด่านไม่มีคนของตระกูลตง ไม่มีเสียงฝีเท้าตอนกลางคืน

            อย่างน้อยก็คืนนั้นน่ะนะ

             

            แต่สิ่งที่ตลกที่สุดคือตอนนอน

            พวกเรานอนกันกลางป่า คืนนั้นพวกของพี่เกาฟ่านทั้งกลุ่ม

            ไม่มีใครกล้านอนใกล้ผมเลยสักคน พากันกระจายตัวกันเหมือนผมเป็นศพติดคำสาป

            พอถามออกไป

            พวกเขากลับตอบว่า 'กลัวโดนลูกหลง ถ้าผมโดนลอบฆ่า'

            นั่นคือคำที่เขาพูดแบบไม่ขอโทษด้วยซ้ำ

             

            ผ่านไปอีกสามวันขบวนของพวกเราก็มาถึง 'เมืองมังกรธารา' ในยามที่แสงตะวันสาดเป็นสีส้มอร่ามขอบฟ้า

            พอเหยียบเข้าประตูเมือง ผมก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่ง

            เมืองนี้สวยเกินคาด

            ทั้งเมืองถูกประดับด้วยภาพวาดมังกร รูปแกะสลักมังกร ยันตู้ขายข้าวโพดปิ้งก็ยังติดลายเกล็ดมังกร สีที่ปะทะกับสายตาก็มีแต่ฟ้า เขียว น้ำเงิน

            แม้แต่ลมหายใจยังแฝงกลิ่นธารน้ำไหล

            ถ้ามหานครปัญจมิตรคือเมืองที่เต็มไปด้วยอำนาจ

            เมืองมังกรธาราก็ให้ความรู้สึกเหมือนแผ่นน้ำที่สงบนิ่ง

            แต่ลึกจนน่ากลัว

             

            “ในที่สุด!! รีบ ๆ ไปส่งงานกันเลย!!

            เราจะได้ไปเรือนบุปผากัน!!

            ฉันได้ยินมาว่าเมืองนี้น่ะ...

            เป็นมีเรือนบุปผาชื่อ 'เรือนบุปผากลิ่นธารา' ที่เป็นอันดับหนึ่งของภาคตะวันออก!!”

            เสียงของซุนโหวหวังดังลั่นอยู่หน้าประตูเมือง

            เจ้าหมอนี่.. ตลอดสามวันที่ผ่านมาเหี่ยวจนเหมือนเนื้อปลาตากแดด

            แต่ตอนนี้ฟื้นขึ้นมาราวกับมีคนสาดน้ำมนต์ใส่

            เอาแต่พร่ำเพ้อเรื่องสตรี ดอกไม้ และกลิ่นผมสาว ๆ จนผมเริ่มสงสัยว่าในหัวมันเหลือพื้นที่ให้กลยุทธ์หรือวิชายุทธ์บ้างไหม

            “พวกพี่ ๆ น้า ๆ เองก็ไปด้วยกันด้วยหนา!

            ฉันเป็นเจ้ามือเอง!!”

            คำว่า 'เจ้ามือ' นั่นแหละที่เหมือนปลุกชีพคนทั้งขบวน

            พวกคนหาบที่ตอนแรกเดินหามเหมือนจะล้มอยู่รอมร่อ จู่ ๆ ก็วิ่งกันราวกับมีไฟลนก้น

            ความเร็วในการขนของเพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

            ก็แน่ล่ะ..

            การที่เดินทางในป่ามาสามวัน ที่เห็นนอกจากต้นไม้กับก้อนหิน ก็คือหน้าของชายฉกรรจ์ทั้งสิบสี่คน

            พอได้ยินว่ามีคนจะเลี้ยงในหอบุปผา พี่ ๆ คนหาบก็พากันวิ่งวุ่นเหมือนลืมหน้าเมียที่บ้าน

            พวกนายเชื่อไหม..

            ไม่ถึงสิบห้านาที พวกเราก็มาถึงที่หมายตามใบภารกิจ

             

            สถานที่นั้นคือสำนักการค้าแห่งหนึ่งที่ดูใหญ่โตประมาณหนึ่ง ที่มีคนเดินเข้าออกตลอดเวลา

            ด้านบนแขวนป้าย 'สำนักการค้าจันทร์เสี้ยว'

             

            เมื่อมาถึงที่หมาย ผมกับโหวหวังพากันเดินเข้าไปข้างใน ปล่อยให้พวกของพี่เกาฟ่านขนของลง

            ภายในดูสะอาดแต่ครึกครื้น ของทุกอย่างดูใหม่สดทั้งผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ เครื่องปรุง

            คนเดินเข้าออกพลุกพล่านไม่ต่างกับประตูเมืองที่

            สำคัญคือ...

            ของที่นี่ถูกกว่าที่เมืองนพบุรีเยอะจนไม่น่าแปลกใจว่าทำไมขายดีนัก

             

            ผมกวาดตามองหาคนที่น่าจะใช่.. แล้วก็เจอชายหนุ่มคนหนึ่งมีตราจันทร์เสี้ยวติดอกเสื้อ เหมือนกับตราหน้าร้าน

            ผมจึงเดินเข้าไปหาเขาพร้อมบอกเหตุผลที่พวกเรามา

            เขาคนนั้นไม่พูดมาก แค่พยักหน้ารับแล้วบอกให้รอสักครู่ จะไปแจ้งผู้จัดการให้

            เรายืนรอกันอยู่หน้าร้านได้ไม่นาน แล้วชายคนหนึ่งก็เดินออกมาหา

            เขาดูอายุน่าจะราว ๆ ห้าสิบปลาย ๆ แต่งตัวเนี๊ยบ ผ้าไหมสีเทาหม่น ตัดเย็บดี หนวดเคราก็ถูกเล็มอย่างพิถีพิถัน

            คนแบบนี้.. น่าจะเป็นผู้ดูแลร้าน..

             

            “ขออภัยที่ปล่อยให้พวกท่านรอนาน”

            ชายวัยกลางคนที่แต่งตัวเรียบหรูเดินตรงเข้ามาหาเราสองคนพร้อมรอยยิ้ม

            “ข้ามีนามว่า เจิ้ง ฉางไห่ เป็นผู้จัดการของสำนักการค้าแห่งนี้”

            น้ำเสียงของเขาดูรื่นเริงดีจนฟังแทบไม่ออกว่าเหนื่อยหรือเครียด แถมยังหันไปสั่งลูกน้องให้รีบออกไปขนของทันทีแบบไม่เสียจังหวะ

             

            “ข้าน้อยหลิวเจี้ยน.. ส่วนนี่สหายของข้า.. ซุนโหวหวัง”

            ผมยกมือคารวะเขาตามมารยาทก่อนจะส่งใบรายการสินค้าให้เขา

             

            แทนที่จะหยิบมาเปิดอ่านเหมือนคนทั่วไป เขากลับเก็บมันเข้าในแขนเสื้อ เหมือนซ่อนกล่องไม้ขีดแม้แต่หางตายังไม่เฉียดลงมามองสักครึ่งแว่ว

            แล้วสายตาของเขาก็เบนไปทางโหวหวังแทน

            “ได้ยินชื่อเสียงนายน้อยซุนมานาน..”

            พูดจบก็ยกมือคารวะด้วยท่าทีที่ไม่ใช่แค่ให้เกียรติธรรมดา

            แต่เหมือนจะประจบยังไงยังงั้น

             

            โหวหวังเพียงแค่โบกมือท่าทีดูรำคาญมากกว่าเกรงใจ

            “เสร็จงานแล้วใช่ฤาไม่? พวกฉันจะได้ไปพักผ่อนกันสักที”

            ให้ตายสิ.. เจ้านี่แทบจะเอาหน้าโขกพื้นเพื่อรีบไปเรือนบุปผาแล้วมั้ง

            ตั้งแต่เดินทางมา มันบ่นเรื่องขาดกลิ่นดอกไม้หนักยิ่งกว่าขาดข้าวเช้าอีก

             

            “จริงสิ ๆ”

            เจิ้งฉางไห่หัวเราะกลั้ว

            “พวกท่านเดินทางมาไกล คงเหนื่อยแย่แล้ว..

            แต่ก่อนจะไป..

            ข้ามีเรื่องเล็กน้อยจะเรียนแจ้ง”

            ตอนที่ผู้ดูแลร้านเจิ้งพูดแบบนั้น ผมเห็นหน้าของโหวหวังดูฟีบลงเหมือนกับมีป้ายติดว่า 'วันนี้เรือนบุปผาปิด'

            แต่ก็เหมือนเจิ้งฉางไห่จะไม่เห็นสีหน้านั้น

            เขาได้ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ ก่อนหยิบเหรียญทองเหรียญหนึ่งยื่นมาทางเรา

            “พอดีเกิดเหตุเล็กน้อย ทำให้สินค้าที่ข้าต้องส่งกลับไปล่าช้ากว่ากำหนดราวหนึ่งสัปดาห์...

            นี่คือค่าเสียเวลาของพวกท่าน ส่วนค่าจ้างเดิม พวกท่านจะได้เพิ่มแน่นอนเมื่อถึงวันส่งของ”

            ผมก้มมองเหรียญทองในมือเขา..

            เหรียญมันเงาแต่ไม่เงาเท่าท่าทีที่เขาพูด

            เขาพูดเหมือนจะ 'ขอโทษ' แต่จริง ๆ เหมือน 'กลบเกลื่อน'

             

            ผมถอนใจในใจก่อนจะยกมือขึ้นแล้วผลักฝ่ามือของเขาคืนกลับไป

            “ข้าไม่อาจรับไว้ได้ผู้ดูแลเจิ้ง

            มันเป็นกฎของสำนัก..

            ข้าชัดเจนว่าห้ามรับสินน้ำใจจากผู้จ้างวานโดยตรง...”

            ผมหยุดนิดหนึ่งสบตาเขาเต็ม ๆ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แน่นขึ้น

            “หากจำเป็นต้องเปลี่ยนกำหนดการจริง ๆ

            ข้าขอรบกวนท่านช่วยส่งหนังสือแจ้งกลับไปยังสำนักของข้าจะดีที่สุด

            ส่วนรายละเอียดอื่นหรือค่าจ้างเพิ่มเติมใด ๆ

            ข้าไม่อาจเจรจาแทนสำนักได้ หวังว่าท่านจะเข้าใจในกฎนี้ และข้าก็หวังว่าท่านจะยึดถือมันเช่นเดียวกัน”

             

            ได้ฟังที่ผมพูดไป เจิ้งฉางไห่ยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก ก่อนจะเก็บเหรียญทองกลับลงไปในอกเสื้อแบบไม่อิดออด

            “คงเป็นข้าที่ทำตัวไม่เหมาะสมเอง”

            เขากล่าวเสียงเรียบ

            “เช่นนั้น...

            เอาตามเจ้าว่าก็แล้วกันจอมยุทธ์น้อย..

            ข้าจะส่งข้อความไปยังสำนักของพวกเจ้าเอง”

            แล้วเขาก็ยิ้มให้พวกเราสองคนอีกครั้งก่อนหมุนตัวเดินกลับไปทางที่เขาเดินออกมาในตอนแรก

             

            ผมมองแผ่นหลังของเขาอย่างนิ่ง ๆ ไม่ได้พูดอะไร แต่คิ้วข้างหนึ่งของผมเริ่มย่นเข้าหากัน

            ไม่รู้สิ...

            น้ำเสียงของเขาแม้จะอ่อนน้อม แต่มีอะไรบางอย่างฟังแล้วไม่ลงคอ

            มันก็ดูก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก

            แต่คนที่ยิ้มในจังหวะที่ไม่ควรยิ้มมักจะไม่ใช่คนที่ควรวางใจ

            พวกนายคิดอย่างนั้นไหม?

             

            “เอ็งยืนคิดอะไรอยู่!”

            เสียงของโหวหวังดังขึ้นข้างหู

            ไม่ทันที่ผมจะได้ตั้งตัว

            มันก็โอบคอผมแล้วลากออกมาจากหน้าสำนักการค้านั้นแบบกึ่งบังคับ

            “รีบ ๆ ไปกันได้แล้ว! เรือนบุปผารออยู่!”

             

            “ให้ได้อย่างงี้สิโหวหวัง..

            สมองเจ้ามันก็มีแต่อะไรแบบนี้อยู่เรื่อย!

            ไร้สาระสิ้นดี!!”

            ผมบ่น

             

            “เพราะเอ็งยังไม่เคยเข้าไปในเรือนบุปผาน่ะสิเกลอเอ๋ย!

            เลยคิดว่ามันไร้สาระ!”

            โหวหวังหันมาหัวเราะอย่างภูมิใจราวกับกำลังจะพาผมไปเปิดประตูสวรรค์

            “รอให้เจ้าลองใช้บริการเรือนบุปผาสักครั้งก่อนเถอะ…

            วันนี้แหละ...

            ฉันจะเปิดโลกให้เอ็งเอง!

            และวันนี้...

            เจ้าจะต้องเสียบริสุทธิ์กับบุปผางามสักนางแน่นอน!!”

             

            'หาาา!?!?'

            เสียงในใจผมดังสนั่น แต่ปากดันพูดไม่ออก

            สาบานเลยว่าผมไม่เคยเดินเกร็งเท่านี้มาก่อน

            และที่หนักกว่านั้น

            หัวใจผมน่ะสิ!!

            มันดันเต้นแรงแบบไม่มีเหตุผลเฉยเลย!!!

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน