ทางเดินด้านนอกห้องพักผู้ป่วยนายแพทย์วิชัยในชุดคนไข้ นั่งอยู่บนรถวีลแชร์มีสีหน้าจริงจังเขาเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่มรูปงามที่ยืนอยู่ตรงหน้าก่อนจะเป็ฝ่ายเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยจากความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ข้างใน
“ผม... ผมต้องขอบคุณคุณจริงๆ นะครับที่ช่วยชีวิตผมกับลูกสาวไว้ในคืนนั้น ถ้าไม่ได้คุณป่านนี้พวกเราคงไม่รอด...”หมอวิชัยกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ
คินน์ยืนกอดอกนิ่งสีหน้าสุขุมและเรียบเฉยตามวิสัย เขาพยักหน้ารับเบาๆ “ไม่เป็ไรครับผมบังเอิญผ่านมาพอดี”
แววตาของหมอวิชัยฉายความเ็ปขึ้นมาวูบหนึ่งความกังวลใจที่ค้างคามาตลอดสี่วันทำให้เขาต้องตัดสินใจเอ่ยถามในสิ่งที่ติดอยู่ในใจออกมา
“เอ่อ...ผมอยากถามคุณเื่ภรรยาของผม... ตอนที่คุณลงไปช่วยในรถตอนนั้น เธอ...เธอเป็ยังไงบ้างครับ เธอรู้สึกตัวมั้ย ได้พูดหรือสั่งเสียอะไรบ้างรึเปล่า...”น้ำเสียงของหมอวิชัยค่อนข้างสั่นและขาดห้วงไป ดวงตาเริ่มแดงก่ำ
คำถามนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงไปถนัดตาคินน์ชะงักไปเล็กน้อย ความรู้สึกผิดที่ฝังลึกอยู่ในอกถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้งแม้เขาจะเคยผ่านความสูญเสียมานับไม่น้อย แต่ภาพภายในรถที่จมดิ่ง ภาพผู้เป็แม่ที่ไร้ลมหายใจกับเด็กน้อยที่ร้องไห้พยาพยามไขว่คว้าในคืนนั้นได้สร้างรอยแผลในใจให้เขาคาดโทษตัวเองที่ช่วยไว้ได้เพียงแค่คนเดียว
คินน์นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่สีหน้าเคร่งขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มนิ่งแต่เจือไปด้วยความรู้สึก
“ตอนที่ผมลงไปถึง...เธอไม่รู้สึกตัวแล้วครับ... ผมเลยช่วยได้แค่ลูกสาวคุณเท่านั้น...ผมขอโทษด้วย”
หมอวิชัยหลับตาลงช้าๆปล่อยให้น้ำตาหยดใสไหลรินอาบแก้มอย่างกลั้นไม่อยู่แม้ในใจจะพอรู้ผลลัพธ์ั้แ่วันเกิดเหตุแล้วแต่พอได้ยินคำยืนยันจากปากของคนที่อยู่ในเหตุการณ์จริงๆหัวใจของคนเป็สามีก็แทบแหลกสลายความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างพวกเขาทั้งสองคนอีกครั้ง
คินน์มองภาพความโศกเศร้าตรงหน้าเขารู้สึกผูกพันและเห็นใจครอบครัวนี้อย่างประหลาดราวกับมีบางสิ่งดึงรั้งให้เขาต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง มือหนาควักนามบัตรสีดำเรียบหรูออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วยื่นส่งให้หมอวิชัย
“นี่นามบัตรผม... ผมชื่อ ‘คินน์’ ครับ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ถ้าคุณหมอมีปัญหาอะไร หรือ้าความช่วยเหลือ... โทรหาผมได้ตลอดเวลา”
หมอวิชัยรับนามบัตรแผ่นนั้นมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทาเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มผู้มีพระคุณด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายก่อนที่คินน์จะยิ้มและพยักหน้าให้ แล้วหมุนตัวเดินจากไปปล่อยให้หมอวิชัยจมอยู่กับความคิดของตัวเองตามลำพัง
ผ่านไปครู่ใหญ่หมอวิชัยรวบรวมสติสูดหายใจเข้าลึกแล้วบังคับล้อรถวีลแชร์หมุนกลับเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย
ทันทีที่ประตูห้องเปิดออกความรู้สึกหม่นหมองเมื่อครู่ก็แทบจะมลายหายไปเมื่อสิ่งที่สะท้อนเข้าสู่สายตาคือภาพของลูกสาวตัวน้อย พิมพ์ลดา กำลังนั่งอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มดวงตากลมโตสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในรอบสี่วันเธอกำลังกอดเ้าตุ๊กตาหมีสีชมพูตัวั์ขนฟูฟ่องด้วยความรักใคร่
เด็กหญิงหันมาเห็นพ่อพอดีเธอรีบส่งเสียงเรียกด้วยความดีใจ ใบหน้าจิ้มลิ้มเปื้อนยิ้มกว้าง
“พ่อขา! ดูนี่สิคะ... หนูตั้งชื่อให้มันว่าปุกปุยน่ารักใช่ไหมล่ะ!”
พิมมี่ชูตุ๊กตาหมีตัวโตอวดผู้เป็พ่อด้วยความตื่นเต้นลืมความหวาดกลัวจากอุบัติเหตุไปชั่วขณะ
หมอวิชัยมองภาพลูกสาวด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตาคลอเบ้าความอบอุ่นไหลเข้าสู่หัวใจที่กำลังแตกสลาย...และเขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงชายหนุ่มที่เพิ่งเดินจากไปเมื่อครู่นี้—คินน์ ผู้ชายลึกลับที่เข้ามาช่วยชีวิตลูกสาวและมอบรอยยิ้มให้เธอได้ในวันที่มืดมนที่สุด
เวลาล่วงเลยผ่านไป5 ปีเต็ม...
“พิมมี่”เติบโตขึ้นเป็เด็กหญิงวัย 12 ขวบที่กำลังสดใสและเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาแล้วทางด้านนายแพทย์วิชัยยังคงครองตัวเป็โสดปฏิเสธการเริ่มต้นใหม่กับใครทั้งหมดเพราะ้าทุ่มเทดูแลลูกสาวคนเดียวอย่างดีที่สุดชีวิตประจำวันของหมอวิชัยจึงมีเพียงแค่ "งาน" กับ "ลูก"วนเวียนอยู่แค่นี้
นอกจากงานหนักอึ้งที่โรงพยาบาลใหญ่แล้ว่นี้หมอวิชัยยังตัดสินใจเปิดคลินิกส่วนตัวเล็กๆ ใกล้บ้านอีกด้วย
คืนนี้มีเคสด่วนผ่าตัดใหญ่ที่โรงพยาบาลทำให้หมอวิชัยกลับถึงบ้านดึกดื่น เมื่อเขาก้าวเข้ามาในบ้านนวล แม่บ้านคนสนิทที่อยู่ดูแลกันมานานก็รีบก้าวออกมาต้อนรับทันทีด้วยความห่วงใย
“คุณหมอกลับดึกเลยค่ะเหนื่อยไหมคะ ให้นวลอุ่นอะไรรองท้องหน่อยไหม” นวลเอ่ยถามพลางรับกระเป๋าจากมือหมอวิชัย
หมอวิชัยยิ้มบางๆส่ายหัวปฏิเสธ “ไม่เป็ไรนวล ชั้นไม่หิวเลย เดี๋ยวขึ้นไปดูพิมมี่แล้วก็จะนอนเลย ”
หมอวิชัยเดินขึ้นมาบนชั้นสองอย่างเงียบเชียบเปิดประตูห้องนอนของลูกสาวแง้มดู ภาพที่เห็นคือร่างบอบบางของพิมมี่กำลังนอนหลับสนิทในอ้อมกอดของ"เ้าปุกปุย"—ตุ๊กตาหมีสีชมพูตัวั์ที่ใครบางคนเคยซื้อให้เมื่อห้าปีก่อน นายแพทย์หนุ่มก้าวเข้าไปนั่งช้าๆที่ขอบเตียง มือเรียวเอื้อมไปลูบกลุ่มผมนุ่มของลูกสาวอย่างอ่อนโยนก่อนจะก้มลงจูบหน้าผากมนเบาๆ ด้วยความรักและเอ็นดูพิมมี่ผูกพันกับตุ๊กตาหมีตัวนี้มากเสียจนน่าใ
หมอวิชัยอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มขำเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนพิมมี่กลับมาแล้วต้องไปโรงเรียนวันแรก...เด็กน้อยร้องไห้งอแงเสียงดังลั่นบ้าน จะเอาเ้าปุกปุยตัวั์ใหญ่บิ๊กเบิ้มนั้นขึ้นรถไปส่งที่โรงเรียนด้วยให้ได้ป้านวลกับเขาทั้งปลอบทั้งขู่พูดกล่อมสารพัด พิมมี่ก็ไม่มีทางยอมสุดท้ายคนเป็พ่อก็ต้องใจอ่อนยอมให้ลูกแบกตุ๊กตาหมีขึ้นรถไปส่งที่โรงเรียนด้วยทุกวัน ขากลับก็ต้องหอบกันกลับมาด้วยทำแบบนี้ติดต่อกันยาวนานจนกระทั่งพิมมี่เรียนจบ ป3 โน่นแหละ เ้าปุกปุยถึงยอม"เกษียณ" ตัวเองรออยู่ที่บ้านได้เสียที
รอยยิ้มของหมอวิชัยค่อยๆเลือนหายไปเมื่อสายตาเหลือบไปมองเ้าตุ๊กตาหมีตัวโตนั้นอีกครั้งและมันทำให้เขาหวนนึกถึงเ้าของตุ๊กตา—ชายหนุ่มลึกลับคนนั้น ั้แ่วันที่อยู่โรงพยาบาลเมื่อห้าปีก่อนหมอวิชัยก็ไม่เคยได้พบหน้าหรือได้ข่าวคราวของ “คินน์” อีกเลยราวกับว่าผู้ชายคนนั้นเป็เพียงภาพฝัน แต่กระนั้นหมอวิชัยก็ยังคงจดจำใบหน้าหล่อเหลาคมคายและรูปร่างสูงสง่าของคินน์ได้แม่นยำไม่มีวันลืม
หมอวิชัยอดหัวเราะในใจไม่ได้เมื่อคิดถึงเื่นี้...ขนาดตัวเขาเองที่เป็ผู้ชายด้วยกันยังยอมรับเลยว่าผู้ชายคนนั้นมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างน่าประหลาดชนิดที่ว่าพบเจอแค่เพียงครั้งเดียวก็ฝังแน่นอยู่ในความทรงจำไปตลอดกาล
ชายหนุ่มผู้ลึกลับ...ผู้ที่ทิ้งร่องรอยความอบอุ่นไว้ให้เด็กหญิงตัวน้อย แต่กลับหายลับไปในกลีบเมฆ
โดยที่นายแพทย์วิชัยไม่มีทางล่วงรู้เลยแม้แต่น้อยว่า...อีกไม่กี่อึดใจข้างหน้านี้ โชคชะตาที่หยุดหมุนไปถึงห้าปีกำลังจะเริ่มทำหน้าที่ของมันอย่างรุนแรงอีกครั้ง!