บทที่ สามสิบ
“อาชิง..” เสียงเรียกแผ่วเบานั้นฉุดให้หญิงสาวสะดุ้งตื่นจากภวังค์นางหันไปสบตากับบุรุษผู้เป็นเจ้าของเสียง โม่เหวินหานยืนอยู่ไม่ห่าง ใบหน้าคมสันภายใต้เงาไฟมีรอยยิ้มบางๆดวงเนตรคมปลาบของเขามองมาที่นางอย่างพินิจพิจารณา
อาชิง..เขาเรียกนางว่าอาชิงหญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นความเคลิบเคลิ้มเมื่อครู่หายไปสิ้นนางกำลังปลอมตัวเป็นหลี่เสวี่ยจากเผ่าซาเฟิง มิใช่หลิวชิงเซียง! แต่เขากลับเรียกชื่อเดิมของนางออกมาโดยไม่ลังเล‘เขารู้แล้วหรือ?’
มือบางที่วางอยู่บนท่อนแขนแกร่งกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัวสายตาของนางไหววูบ แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่งแต่ภายในกลับปั่นป่วนโม่เหวินหานที่เฝ้ามองอยู่ย่อมสังเกตเห็นอาการนั้น เขาหัวเราะเบาๆ “เจ้าตกใจอะไร?” เสียงของเขาฟังดูพึงพอใจ
หลิวชิงเซียงยิ่งตื่นตัวมากขึ้นไปอีกแต่นางยังคงไม่ตอบสิ่งใด
เขาโน้มกายลงเล็กน้อยวางปลายคางเกยที่ไหล่บางใกล้จนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนผมของนาง “ตอนเดินทางไปบวงสรวงเจ้าบอกข้าเองมิใช่หรือ”เขาพูดจบก็ผละตัวออกมาพลางยกมือเชยคางหญิงสาวให้หันมาสบตา“ว่า ‘ชิง’ เป็นชื่อที่คนสนิทเรียก”
หลิวชิงเซียงเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยนางจำได้แล้ว ตอนอยู่ที่วัดฉงหนานระหว่างเดินทางนางเคยกล่าวเช่นนั้นออกไปตอนนั้นนางพลั้งปากบอกความจริงไปนิดหน่อยเอง!
“เราอยากเป็นหนึ่งในคนสนิทของเจ้า” เสียงของโม่เหวินหานหนักแน่นและจริงจัง“ให้ข้าเรียกเจ้าว่าอาชิง..ได้หรือไม่?”
หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงขึ้นนางไม่ได้ตอบอะไรออกไป แต่ความเงียบของนางกลับเป็นคำตอบอย่างหนึ่งโม่เหวินหานยกยิ้มก่อนจะใช้นิ้วเกลี่ยปลายคางของนางแผ่วเบา
“ดื้อรั้นนัก” เขากล่าวอย่างเอ็นดู “แต่เราพึงใจจะปราบพยศเจ้า”
หลิวชิงเซียงขยับกายเล็กน้อยอย่างระมัดระวังพลางคิดในใจ..ไม่รู้เหตุผลแท้จริงคืออะไรแต่ตอนนี้บุรุษคนนี้กำลังเข้าหานางอย่างจงใจนี่อาจจะเป็นโอกาสดีที่จะฉกฉวยประโยชน์บ้าง..นางจึงเอ่ยขึ้นช้าๆ“เมื่อกลับถึงวังหลวงหม่อมฉันจะขอสิ่งหนึ่งได้หรือไม่?”
“ว่ามา” โม่เหวินหานขานรับทันที
หญิงสาวสบตาเขาอย่างจริงจัง“หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นในภายภาคหน้าหากหม่อมฉันกระทำสิ่งใดผิดพลาด ขอให้ฝ่าบาทลงโทษเพียงหม่อมฉันผู้เดียวอย่าให้เผ่าซาเฟิงต้องรับเคราะห์”
ดวงเนตรของโม่เหวินหานฉายแววพิจารณาก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง “ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าทำผิดทั้งสิ้น” เขากล่าวเสียงเรียบ “สิ่งใดที่ทำให้ชายารักของข้าพอใจข้าก็พอใจ แล้วมันจะผิดได้อย่างไร?”
หญิงสาวพลันชะงักนางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกล่าวอย่างเย้ยหยันตนเอง “เป็นเพียงกุ้ยเหริน มิกล้ารับคำว่า ‘ชายา’ จากฝ่าบาท”
โม่เหวินหานยกยิ้มอย่างไม่ใส่ใจในคำเย้ยหยัน“วันนี้อาจไม่ใช่” เขาเว้นช่วงก่อนจะกล่าวต่อด้วยเสียงทุ้มต่ำ“แต่พรุ่งนี้..ไม่แน่”
หลิวชิงเซียงเบือนหน้าหนีไปทางอื่นคำหวานหูของพวกบุรุษที่พยายามซื้อใจนางด้วยตำแหน่งแน่ๆ ย้ำเตือนไว้ว่าอย่าหลงเชื่อง่ายๆเด็ดขาด หญิงสาวจึงหลับตาลง “ไม่ว่าข้าจะทำผิดสิ่งใดขอให้ลงโทษเพียงข้าเพียงผู้เดียว” นางย้ำอีกครั้ง
เขาจ้องมองหญิงสาวที่พยายามทำตัวเข้มแข็งแต่กลับซ่อนความหวาดหวั่นไว้ภายในยิ่งตอนนี้เขารู้แล้วว่าความผิดที่นางขอละเว้นคืออะไรเขาก็ไม่อยากให้นางเป็นกังวล “ถึงเจ้าจะทำผิดกฎก็จริง” ปลายนิ้วอุ่นเกลี่ยไปตามแนวแก้มของนาง“ข้าจะไม่ลงโทษเผ่าซาเฟิงหรือตัวเจ้า”
แม้ปลายนิ้วของเขาจะเกลี่ยแก้มของนางระหว่างที่เอ่ยไปด้วยแต่นางก็ไม่ยอมลืมตาขึ้นมาเสียทีจนในที่สุดเขาก็จรดริมฝีปากแตะลงบนหน้าผากอย่างแผ่วเบาเป็นของกำนัลแด่ความมุ่งมั่น“หากแต่ข้าจะช่วยเจ้าปกปิดต่างหาก”
หลิวชิงเซียงพลันลืมตาขึ้นมาทันทีนางมองบุรุษเบื้องหน้าด้วยสายตาซับซ้อน “ฝ่าบาท?”
“สามีของเจ้าคือเจ้าแผ่นดิน” โม่เหวินหานกล่าวเนิบๆ “จะปกป้องภรรยาคนเดียวไม่ได้เชียวหรือ?”
หญิงสาวตกอยู่ในภวังค์ความคิดความรู้สึกบางอย่างที่นางพยายามกดเอาไว้พลันปะทุขึ้นมาอีกครั้งหัวใจของนางเต้นแรงผิดจังหวะ คำหวานนี้ออกจะสะกิดใจนางขึ้นอีกระดับ
ภายในห้องเงียบสงัดลงมีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคน ก่อนที่หลิวชิงเซียงจะทันตั้งตัวริมฝีปากร้อนของโม่เหวินหานก็โน้มลงมาอย่างจงใจ ซึ่งจากที่กะแนวองศาแล้วครั้งนี้ไม่ใช่หน้าผากแน่นอนครั้งนี้เป้าหมายคือบนริมฝีปากของนาง
นางเบิกตากว้างหัวใจสะท้านกับสิ่งที่อาจจะได้สัมผัส เสียงเบาๆจากที่แสนไกลในความคิดเอ่ยว่าเอียงหน้าหลบเดี๋ยวนี้กลับกันนั้นมีเสียงกังวานประกาศกร้าวว่าหลับตารับสัมผัสเสีย..นี่คือสิ่งที่ใจเจ้าต้องการแล้วดวงตาของนางก็ค่อยๆ หรี่ลง
สัมผัสแรกเริ่มนั้นนุ่มนวลละเมียดละไมราวกับต้องการให้นางปรับตัวเข้ากับความรู้สึกนี้ก่อนทว่าเมื่อร่างสูงรับรู้ได้ว่านางมิได้ผลักไสจึงเพิ่มแรงกดลงไปทีละน้อย จูบของเขา..อ่อนโยนยิ่งกว่าที่คิด
หลิวชิงเซียงกำมือแน่นไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดีร่างของนางเหมือนถูกตรึงไว้ด้วยสัมผัสที่ไม่เคยพบพาน
ผู้ที่เป็นฝ่ายเริ่มไม่ได้รีบร้อนริมฝีปากร้อนขยับเคลื่อนเล็กน้อยค่อยๆดูดซับรสหวานจากริมฝีปากเรียวบางของนางอย่างละเมียดละไมจนนางเริ่มคลายความตึงเครียดลงจึงเอียงศีรษะเล็กน้อยเพิ่มความลึกซึ้งของจุมพิตขึ้นไปอีก
หลิวชิงเซียงเผลอถอนหายใจแผ่วเบาสติของนางเลือนรางไปชั่วขณะ ก่อนที่ร่างกายจะตอบสนองโดยไม่รู้ตัวเปลือกตาที่คราแรกเพียงหรี่ลงตอนนี้ปิดสนิท ปล่อยให้ความรู้สึกนำพาไป
การตอบสนองที่แผ่วเบาของนางพาให้โม่เหวินหานเริ่มได้ใจจึงกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นมือใหญ่เลื่อนขึ้นมาประคองหลังศีรษะของหญิงสาวเพื่อไม่ให้นางถอยหนีก่อนที่ปลายลิ้นร้อนแตะลงบนริมฝีปากของนางเบาๆ ราวกับกำลังขออนุญาต
หลิวชิงเซียงสะท้านไปทั้งกายก่อนที่ริมฝีปากของนางจะเผลอเผยอออกเพียงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัวเพียงเท่านั้นคนที่ชำนาญกว่าก็กวาดลิ้มรสเข้าไปลิ้มลองความหวานที่ทำให้จะพันธนาการเขาเอาไว้
รสชาติของนางแรงดึงดูดของนาง เขามิอาจต้านทาน
นานเท่าใดไม่รู้ที่ทั้งสองแนบชิดกันอยู่เช่นนี้จนกระทั่งลมหายใจของนางเริ่มติดขัด โม่เหวินหานจึงค่อยๆถอนริมฝีปากออกทว่าไม่ผละห่างไปมากนักใบหน้าของยังคงอยู่ใกล้ปลายจมูกของนางไม่ถึงคืบนัยน์ตาดำขลับจับจ้องลงมายังนางอย่างเว้าวอน
“เจ้าล่อลวงเรา..” กระซิบเสียงแผ่วเบากล่าวโทษอย่างหยอกล้อ
ส่วนหลิวชิงเซียงนั้นยังคงหายใจหอบนางเผลอยกมือขึ้นแตะริมฝีปากของตัวเองที่ยังรู้สึกชาเล็กน้อยแรงสัมผัสร้อนยังคงหลงเหลือความรู้สึกอยู่เลย ‘นี่มัน..อะไรกัน?’ เขาต่างหากที่ล่อลวงนางทำให้นางหลงลืมความคิดทั้งหมดไปได้อย่างง่ายดาย
ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าบุรุษผู้นี้คือเจ้าแผ่นดินแห่งจินหยางวังหลังของเขามีสนมมากมายรอคอยการเหลียวแล ทั้งยังอุตส่าห์ไปศึกษาตำรากามสูตรเตรียมตัวกลับวังหลวงด้วยซ้ำ! ‘เช่นนี้มิใช่โง่งมยิ่งกว่าเหยียนปี้เจินหรอกหรือ?’ หลิวชิงเซียงหรี่ตาลงเมื่อนึกถึงสตรีผู้นั้นเหยียนปี้เจิน..หญิงสาวที่หลงเชื่อคำลวงของเซี่ยอ๋องจนมอบหัวใจให้เขาโดยไม่เหลือสิ่งใดไว้ให้ตัวเองเลยทว่านางกลับหนักหนากว่า เพราะแม้จะรู้ว่ากำลังถูกหลอกล่ออยู่นางก็ยังปล่อยตัวปล่อยใจเสียได้
ความเงียบที่โรยตัวระหว่างทั้งสองทำให้โม่เหวินหานเริ่มรู้สึกผิดปกติเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะเพ่งมองสตรีที่อยู่ในอ้อมแขนนางนิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ยคำใดแม้แต่น้อย ไม่มีท่าทางตอบสนองต่อเขาแถมขมวดคิ้วใบหน้ามู่ทู่หรือว่านางไม่พึงใจ?
“อาชิง” เสียงเรียกแผ่วเบาแฝงด้วยความลังเลดังขึ้นหลิวชิงเซียงสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นตามปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย “หรือว่า..เจ้าไม่พึงใจจูบของเรา?”
คำถามตรงไปตรงมาทำให้นางถึงกับชะงักงันใบหน้าเริ่มร้อนผ่าวราวกับถูกเปลวไฟลามเลีย แน่นอนว่านางย่อมมิอาจกล่าวออกไปตามตรงนางมิใช่สตรีที่หลงละเมอไปกับคำหวานของบุรุษ ต่อให้ใจจะอ่อนยวบเพียงใดปากก็ยังต้องแข็งเอาไว้ก่อน!
“ไม่ชอบ” นางตอบเสียงเบาเม้มริมฝีปากแน่นพลางหลบสายตาของเขา
โม่เหวินหานกระตุกยิ้มทันทีดวงตาสะท้อนความเจ้าเล่ห์ ท่าทางนี้ของนางต่างหากคือคำตอบที่แท้จริงขณะที่จ้องมองใบหน้าที่กำลังแดงก่ำของหญิงสาว “มิเป็นไร” น้ำเสียงของเขาเจือแววเอ็นดู “ถ้าเจ้าไม่ชอบ เช่นนั้นเราขอโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง”
ประโยคนั้นยังไม่ทันจบดีมือใหญ่ก็คว้าข้อมือนางเอาไว้ ดึงรั้งให้ร่างบางถลากลับเข้ามาใกล้ซบตนเองอีกครั้งคำพูดนางเชิญหมาป่าเข้าบ้านอีกครั้งหลิวชิงเซียงตื่นตระหนกรีบยกมือขึ้นผลักที่หน้าอกแกร่ง “โม่เหวินหาน!”
แต่บุรุษตรงหน้ายังคงยิ้มอย่างใจเย็น“รับรองว่าครั้งนี้จะดีกว่าเดิมแน่นอน” คำพูดของเขาฟังดูเหมือนจะอ่อนโยนทว่าการกระทำกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
ริมฝีปากร้อนประทับลงมาอีกครั้งคราวนี้มิใช่สัมผัสเพียงผิวเผินแต่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆเขาบดเคล้ากลีบปากนางอย่างแนบแน่นก่อนแทรกปลายลิ้นเข้าไปหาความหอมหวานมือแกร่งที่เคยวางนิ่งอยู่บนไหล่เล็กเริ่มขยับไล้ไปตามลำตัวอย่างถือวิสาสะเขาโอบกระชับร่างของนางแน่นขึ้นราวกับไม่อยากให้มีช่องว่างระหว่างกัน
ส่วนหลิวชิงเซียงที่พยายามต่อต้านได้เพียงครู่เดียวมือที่เคยตั้งใจจะผลักไสกลับกลายเป็นกำชายเสื้อเขาแน่นโดยไม่รู้ตัวนางเผลอกำปมเชือกบนชุดคลุมตนเองเข้าไปด้วยขณะที่สัมผัสร้อนเวียนวนไม่ยอมผละจากไปทำให้นางเริ่มหายใจติดขัดจิตใจสั่นไหวตามจังหวะจูบของเขา
หญิงสาวเพียงแค่ขยับมือตัวเองเล็กน้อยชุดคลุมตัวนอกก็พลันร่วงลงหากเพียงทั้งสองมองลงไปก็จะเผยให้เห็นอาภรณ์บางเบาของชุดนอนในฤดูร้อนที่สะท้อนผิวเนียนข้างใต้จนหมดหากแต่มือใหญ่ที่ไม่รู้เหตุการณ์ก็เผลอลูบไล้ไปตามแนวแผ่นหลังของนางถึงได้พบความผิดปกติฝ่ามือเจอเพียงชั้นผ้าบางๆ กั้นระหว่างมือและผิวกาย หลิวชิงเซียงลมหายใจสะดุดกึกจากสัมผัสรีบยกมือขึ้นกอดอกตนเองแน่น
แต่ก่อนที่สิ่งใดจะเลยเถิดปังปังปัง!เสียงเคาะประตูดังขึ้นกะทันหันทำให้ทั้งสองสะดุ้ง
“ฝ่าบาท! กระหม่อมมีเรื่องเร่งด่วนต้องกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ!” เป็นเสียงของเจียงเจีย
โม่เหวินหานขมวดคิ้วทันทีที่ถูกรบกวนแต่พอได้ก้มมองก็เห็นหญิงสาวที่กำลังจะขยับไปตัวหนีนั้นกลับน่าตกใจกว่าผิวกายของนางที่สะท้อนเข้าที่ดวงตาเขาใต้เนื้อผ้าบางจนเห็นอาภรณ์ชิ้นในสุดอย่างเอี๊ยมบังทรงเขาก็คว้าหนังสือบนโต๊ะขึ้นมาแล้วขว้างไปที่ประตูเต็มแรง ปึก!
“โอ๊ย!” เสียงร้องจากอีกฝั่งดังขึ้นพร้อมกับเสียงดังโครมครามเห็นได้ชัดว่าเจียงเจียโดนปกหนังสือฟาดหน้าเข้าเต็มๆ
โม่เหวินหานพ่นลมระบายโทสะพร้อมยกมือนวดขมับตัวเองก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ“หากเจ้ายังไม่ปิดตาเสียเราจะควักลูกตาเจ้าทิ้งเดี๋ยวนี้!”
เสียงตวาดทำให้เจียงเจียที่ลูบคลำหน้าผากรีบปิดตาทันทีขณะนั้นหลิวชิงเซียงที่ได้ยินเสียงบุคคลที่สามก็พลันหาทางเอาตัวรอดนางใช้จังหวะนั้นรีบผลักโม่เหวินหานออกอย่างแรง “หม่อมฉันขอตัว”
“เจ้า..” แต่ยังไม่ทันที่โม่เหวินหานจะทันได้กล่าวอะไรหลิวชิงเซียงก็รีบวิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วร่างบางหายลับไปโดยที่เขายังไม่ทันได้รั้งไว้ทิ้งแต่เพียงเสื้อคลุมกองไว้ที่พื้น
บุรุษที่กำลังเลือดลมร้อนถอนหายใจอีกครั้งเพื่อสงบอารมณ์ยกมือขึ้นลูบใบหน้าก่อนจะพึมพำกับตัวเอง “เจียงเจียเจ้ากล้าดีอย่างไรถึงมาเคาะประตูยามนี้?”
“ฝ่าบาท..กระ..กระหม่อมเห็นแสงไฟในห้องสว่างอยู่เลยคิดว่าฝ่าบาทยังไม่บรรทม”
“มีอะไรก็รายงานมา ถ้าเป็นเรื่องไร้สาระเราจะโบยเจ้าหนึ่งร้อยไม้”
“กระหม่อม..เปิดตาได้หรือยังพ่ะย่ะค่ะ?”
“อืม” ทันทีที่องครักษ์หนุ่มได้รับอนุญาตเขาก็ลอบมองผู้เป็นนายแม้ใบหน้าจะเรียบเฉย แต่ดวงตากลับฉายแววพึงพอใจอย่างปิดไม่มิดคงเพราะคนที่พึ่งวิ่งออกไปแน่ ตอนเขายืนปิดตาอยู่รับรู้ได้ว่ามีบางคนวิ่งสวนออกไปทั้งเสียงของหญิงสาวที่เขาจำได้ทันทีว่าคือ ‘หลี่กุ้ยเหริน’ ยิ่งพอเปิดตามาก็รู้สึกถึงบรรยากาศแปลกประหลาดบางอย่างเขาอยากจะทูลถามว่าเกิดเรื่องอะไรดีๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ..แต่ก็คิดว่าเก็บชีวิตไว้ยืนรอรับใช้ผู้เป็นตายต่อวันพรุ่งนี้คงดีกว่าเพราะเขาเองก็น่าจะเป็นคนมาขัดเรื่องดีๆ เห็นทีตำราที่ซื้อมาเมื่อเย็นจะได้ผล
เจียงเจียก้าวเข้ามาในห้องโถงพลันคุกเข่าลงอย่างรวดเร็วแล้วเอ่ยขึ้นเสียงหนัก“ฝ่าบาททรงโปรดอภัยที่หม่อมฉันเข้ามารบกวน แต่สารด่วนพึ่งมาถึงขอรับ”
สายตาที่กำลังครุ่นคิดถึงคนที่จากไปเงยหน้าขึ้นดวงตาคมฉายแววสงสัยก่อนจะรับกระดาษแผ่นหนึ่งจากมือองครักษ์ส่วนตัวหลังคลี่อ่านเพียงแวบเดียว คิ้วก็ขมวดเข้าหากันแน่น “ฮองไทเฮา เสด็จกลับเมืองหลวง?”
เจียงเจียพยักหน้า“พ่ะย่ะค่ะเป็นข่าวที่ส่งมาจากสายลับที่เชิงเขาวัดซานป๋อ ตอนนี้ฮองไทเฮาทรงเสด็จออกจากวัดซานป๋อแล้วน่าจะถึงเมืองหลวงในไม่ช้านี้”
โม่เหวินหานงุนงงเหตุใดฮองไทเฮาถึงจู่ๆคิดจะกลับมาเมืองหลวง “แปลกนัก เหตุใดจึงเสด็จกลับกะทันหัน อยากเลี่ยงความวุ่นวายในวังหลวงถือศีลที่วัดซานป๋อมิใช่หรือ?”
เจียงเจียปรายตามองซ้ายขวาก่อนจะลดเสียงลง “ฝ่าบาท..นี่เกรงว่าคงเกี่ยวกับข่าวพระอาการของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
แม้เขาจะเลิกคิ้วสูงแต่ก็เข้าใจในทันที“อ้อ..” เสียงทอดต่ำ แววตาฉายประกายเย็นชาก่อนจะหลุดหัวเราะสั้นๆ “ลืมไปเสียสนิทว่าผู้คนยังเข้าใจว่าเราป่วยหนักนอนไม่ฟื้น คงมีคนแอบส่งข่าวให้ฮองไทเฮารีบกลับมาจัดการบัลลังก์ในกรณีที่เราไม่ฟื้นสินะ”
เจียงเจียพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม“พวกเรารู้ว่าเป็นเพียงแผนของพระองค์เพื่อเสด็จมาสืบคดีที่ซุ่ยหยวนแต่ผู้อื่นมิรู้ความจริง หากฮองไทเฮาทรงทราบว่าฝ่าบาทบรรทมไม่ฟื้นเป็นเวลาหลายวันย่อมต้องรีบเสด็จกลับมาเป็นธรรมดา..”
โม่เหวินหานยกนิ้วเคาะโต๊ะเบาๆดวงตาล้ำลึกขณะไตร่ตรอง “เช่นนั้นแล้วก็ไม่อาจมัวชักช้าได้อีก”
เจียงเจียชะงักไปครู่หนึ่ง“ฝ่าบาทหมายความว่า?”
“เราจะเร่งเดินทาง” เขาลุกขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว “หากไปถึงช้าเกรงว่าฮองไทเฮาจะทำเรื่องที่มิอาจคาดคิด”
องครักษ์ข้างกายพยักหน้ารับทันที“หม่อมฉันจะรีบจัดเตรียมการเดินทางเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ!”
“เพิ่มม้าให้ข้าด้วยเราจะไม่ใช่รถม้าแล้ว จากนี้จะแทนการเดินทางด้วยม้าเร็ว” หากมัวแต่เดินทางโดยรถม้าขั้นต่ำก็ใช้เวลาอีกสามวัน อาจจะไม่ทันขบวนเสด็จของฮองไทเฮา “จงไปนำมาเพิ่มสองตัว”
“พ่ะย่ะค่ะ!” เจียงเจียรีบถอยออกไปไร้ซึ่งคำถามแน่นอนว่าสองตัวที่เพิ่มมาย่อมเป็นของฝ่าบาทและสนมคนโปรดอยู่แล้ว