นางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม)

    ตอนที่ 65 เปิดเผยตัวตน

    ตอนที่65 เปิดเผยตัวตน


    “จริงครับอารอให้เวยเวยฟื้นขึ้นมาก่อนค่อยสอบถามก็ได้ครับ”กัวจวินยืนยันกับอาสาวตามความเป็นจริง โดยมีพ่อบ้านหูช่วยยืนยันอีกคน


    อย่างไรก็ตามกัวลี่จินมีสีหน้าตื่นเต้นยินดีไว้รอไม่ว่าเรื่องของลูกสาวบุญธรรมจะเป็นความจริงหรือไม่ครั้นพอเห็นพี่ชายตนเองฟื้นขึ้นมาได้ก็นับว่าดีมากแล้วยังเหลือพี่สะใภ้ที่นอนหมดสติอยู่


    กัวเป่าไม่พูดอะไรอีกเขาไปนั่งพักผ่อนที่โซฟาพลางเหลือบตามองซูเวยที่นอนหลับอยู่บนเตียงเล็กด้วยความรู้สึกสนใจใคร่รู้เขารู้สึกทึ่งที่พบว่าเธอมีทักษะความสามารถหลากหลายแค่เรื่องความรู้ฮวงซุ้ยของภรรยาตนเองก็ทำให้เขา

    ประหลาดใจมากพอแล้วยังมีเรื่องทักษะการเลือกหินหยกของเธอ ความคิดการทำแพลตฟอร์มเดสตินีและยังมีเรื่องช่วยรักษากัวเฟิงทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจมากกว่าที่จะคิดเล็กน้อยเกี่ยวกับความลับในตัวเธอ


    ในที่สุดซูเวยลืมตาตื่นขึ้นมาหลังจากเธอนอนหลับไปนานถึง6 ชั่วโมง เมื่อเธอลืมตาขึ้นมาพร้อมกับมีเสียงท้องตนเองร้องดังเพราะเธอยังไม่ได้ทานอาหารกลางวันแม้แต่น้อย“โครกคราก!”


    “เอ๊!เวยเวยน้อยตื่นขึ้นมาพร้อมกับหิวข้าวหรือนี่?” กัวลี่จินพูดหยอกล้อลูกสาวบุญธรรมเมื่อเห็นซูเวยหันหน้ามาสบตาตนเองที่นั่งอยู่ข้างเตียงเล็กด้วยความแปลกใจ


    “แม่บุญธรรมมาแล้วหรือคะ?”ซูเวยดันตัวลุกขึ้นจากที่นอนอย่างรวดเร็วโดยมีกัวลี่จินช่วยพยุงขึ้นมาเธอถามกัวลี่จินด้วยความแปลกใจที่พบแม่บุญธรรมในเวลานี้


    “ใช่จ้ะแม่มาพร้อมกับคุณพ่อ เวยเวยไม่ได้ทานข้าวกลางวันใช่ไหม?รอแป๊บนะ พ่อกำลังเอาอาหารมาให้ลูกและทุกคนพอดี”กัวลี่จินพยักหน้าพลางบอกลูกสาวตัวน้อยให้รอคอยพ่อบุญธรรมสักครู่


    “ค่ะ” ซูเวยตอบรับอย่างเข้าใจและกวาดสายตามองรอบห้องเธอพบชายชรากัวเป่านั่งบนโซฟาพร้อมกับจ้องมองตนเองด้วยรอยยิ้มน้อยๆอย่างใจดีเธอรีบกล่าวทักทายอย่างสุภาพว่า “สวัสดีค่ะคุณปู่”


    “สวัสดีเวยเวยยังเหนื่อยอยู่ไหม? เดี๋ยวข้าวก็มาแล้ว”กัวเป่าทักทายเธอกลับอย่างเมตตาพลางพูดเรื่องข้าวให้เธอสบายใจ


    “เวยเวยมาหาพ่อทางนี้หน่อย” กัวเฟิงส่งเสียงเรียกลูกสาวให้ไปหาที่เตียงเนื่องจากเขายังรู้สึกเจ็บบาดแผลอยู่และหมอยังห้ามเคลื่อนไหวรุนแรงแต่สามารถออกกำลังกายเล็กน้อยบนเตียงได้


    ซูเวยรู้ว่ากัวเฟิงคงอยากถามเรื่องการฟื้นตัวของเขาเธอจึงลุกเดินไปหาเขาอย่างเข้าใจ ครั้นมายืนอยู่ข้างเตียงของกัวเฟิงแล้วเขายกมือขึ้นเล็กน้อยเพื่อจะจับมือเธอทำให้ซูเวยรีบจับมือเขาตอบกลับพลางวางมือเขาบนเตียงพร้อมกับตบหลังมือเบาๆเป็นเชิงบอกให้พักผ่อนไม่ต้องเร่งรีบที่จะพูดอะไร


    แต่ทว่ากัวเฟิงต้องการรู้ความจริงอันสำคัญทำให้เขาสอบถามเธอโดยตรง ซึ่งในห้องตอนนี้มีหลายคนที่กำลังรอฟังคำตอบจาก ซูเวยอยู่ด้วยใจจดจ่อ“เวยเวย ลูกช่วยรักษาให้พ่อใช่ไหม?”


    “ใช่ค่ะแต่หนูหวังว่าพ่อจะไม่บอกใครว่าเป็นฝีมือของหนู”ซูเวยตัดสินใจบอกพ่อบุญธรรมตามจริงเพราะเธอคิดว่าโกหกไปก็ไม่มีประโยชน์เนื่องจากมีพยานบุคคลรู้เห็นที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพี่ชายและพ่อบ้านหูดังนั้นซูเวยจึงตัดสินใจพูดตามจริง


    “ไม่ต้องกังวลหรอกเวยเวยพวกเรารู้ดีว่าบางเรื่องพูดไปก็ไม่สมควร โดยเฉพาะหลานยังเด็กเกินไปมันอันตรายมากนัก” กัวเป่าเป็นคนพูดขึ้นมาแทนทุกคนหลังจากได้รับฟังคำตอบของซูเวยแล้ว เขาดีใจที่ครอบครัวกัวรับเธอเป็นลูกหลานบุญธรรมซึ่งทักษะและความเก่งกาจของซูเวยจะช่วยทำให้ตระกูลกัวเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นอย่างแน่นอน


    “เวยเวยสามารถช่วยพี่ฉีฉีได้ไหมจ๊ะ?”กัวลี่จินรู้สึกยินดีที่ลูกสาวเป็นคนช่วยเหลือพี่ชายตนเองจริงเธอจึงถามความเป็นไปได้ในการช่วยเหลือพี่สะใภ้อีกคน


    “ได้ค่ะคงเป็นพรุ่งนี้” ซูเวยตอบตกลงอย่างผ่อนคลายเธอจำเป็นต้องรอให้ร่างกายตนเองมีพละกำลังฟื้นคืนเต็มที่เสียก่อน

    เนื่องจากการทดลองรักษาพ่อบุญธรรมครั้งแรกนั้น ทำให้เธอรู้แล้วว่าจะต้องเตรียมความพร้อมของร่างกายให้ดีกว่าเดิมเสียก่อน


    “เยี่ยม!สุดยอดมากเวยเวย” กัวลี่จินส่งเสียงพูดด้วยความยินดี


    “เก่งมากน้องสาวพี่”กัวจวินชื่นชมน้องสาวอย่างจริงใจ


    “เวยเวยหลานเรียนรู้เรื่องพวกนี้มาจากที่ไหน?”กัวเป่าถามหลานสาวด้วยความสงสัยใคร่รู้เขาแปลกใจที่เธอมีทักษะทางการแพทย์ที่แปลกประหลาดโดยเขารับรู้เรื่องวิธีการรักษาของเธอจากลูกชายและหลานชายมาก่อนแล้วแต่ทว่าเขายังต้องการรับรู้ความจริงจากหลานสาวอยู่ดี


    “หนูมีตำราจากตาที่เก็บไว้ที่บ้านก็เลยศึกษาด้วยตัวเอง แต่เพิ่งได้ทดลองรักษาพ่อบุญธรรมครั้งแรกค่ะ”ซูเวยพูดจริงบ้างเท็จบ้างเพราะเธอไม่สามารถอธิบายถึงตำราแพทย์เทวดาจากคฤหาสน์ขาวของตนเองได้จึงเลือกที่จะพูดถึงทักษะของตาตนเองซึ่งกัวเป่าเคยได้รับความช่วยเหลือมาก่อน


    “เป็นอย่างนี้นี่เองหลานเก่งมากที่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองจนช่วยเหลืออาเฟิงได้”กัวเป่าพูดยกย่องหลานสาวอย่างจริงใจ


    “ขอบคุณค่ะ แต่หนูมีเรื่องที่จะบอกทุกคนด้วยนะคะ”ซูเวยกล่าวขอบคุณกัวเป่าด้วยความซาบซึ้งใจที่เขาเข้าใจตนเองและสถานการณ์ ซึ่งช่วยให้เธอไม่ต้องลำบากใจเนื่องจากการที่ซูเวยตัดสินใจช่วยคนในครอบครัวนั่นเป็นเพราะว่าเธอมั่นใจว่าจะไม่มีใครพูดถึงทักษะการรักษาของตนเองกับบุคคลภายนอกอย่างแน่นอน


    แต่ทว่าซูเวยมีบางเรื่องที่จำเป็นต้องแจ้งพวกเขาเนื่องจากวันนั้นที่กัวเป่าไปที่บ้านยายไม่ได้พูดรายละเอียดเกี่ยวกับแม่ของตนมากนัก ดังนั้นอาจเกิดปัญหาในอนาคตได้


    “มีเรื่องอะไรหรือเวยเวย?”กัวจวินนั่งฟังการสนทนาของน้องสาวและปู่ตนเองอยู่นาน เขาเริ่มสงสัยท่าทางจริงจังของน้องสาวมากขึ้นทุกขณะโดยเฉพาะเขารู้สึกทึ่งและอึ้งตั้งแต่รู้ว่าซูเวยช่วยรักษาพ่อตนเองอย่างแท้จริงเขาไม่คิดว่าน้องสาวตนเองจะมีทักษะเก่งกาจและหลากหลายเช่นนี้ทำให้เขาปลาบปลื้มใจยิ่งนัก


    “แม่หนูชื่อจ้าวอิ่งเป็นสะใภ้ตระกูลหวังค่ะ หนูไม่อยากให้มีปัญหาในภายภาคหน้า”ซูเวยบอกทุกคนตามจริงเรื่องแม่แท้ๆของตนเองโดยเธอหวังว่าในงานเปิดตัวของตนเองจะได้ไม่มีปัญหาตามมา ที่อาจเกิดจากทางตระกูลหวังที่มาร่วมงานในวันนั้น


    “จริงหรือ?ไม่น่าเชื่อ มิน่าละยายเกาถึงพูดอ้อมค้อมไปมา ที่แท้เป็นอย่างนี้นี่เอง” กัวลี่จินอุทานอย่างไม่เชื่อและแปลกใจเธอไม่คิดว่าลูกสาวตัวน้อยของตน แท้จริงแล้วคือลูกสาวของภรรยาหวังเจียวชินลูกชายคนรองของตระหวัง ตระกูลใหญ่หนึ่งในสี่ตระกูลหลักของเมืองหงนี้


    “ดีแล้วที่บอกความจริงในวันงานเปิดตัวซูเวย พวกเราจะได้เตรียมพร้อมเหตุวุ่นวาย”กัวเป่าพยักหน้าเข้าใจพลางพูดบอกลูกหลานให้เตรียมตัวเนื่องจากทุกคนรู้จักนิสัยของคนตระกูลหวังที่โลภและใจคอคับแคบกันถ้วนหน้าดังนั้นหากพวกเขามาสร้างปัญหาในงานทุกคนจะได้เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดฝันได้ทันท่วงที


    ..........


    ในตอนนี้เหอเฟยเถามาถึงห้องพิเศษ21 พอดี โดยมีพ่อบ้านหูช่วยถือถุงอาหารเข้ามาเป็นจำนวนมากจากนั้นทุกคนช่วยกันจัดโต๊ะทานอาหารที่อยู่มุมด้านหน้าอย่างแข็งขันกัวเฟิงยังต้องทานอาหารอ่อนย่อยง่ายซึ่งมีข้าวต้มรสชาติดีของร้านอาหารชั้นล่างจำหน่าย


    ส่วนกัวเป่า กัวลี่จินเหอเฟยเถา กัวจวิน และซูเวย นั่งทานด้วยกันที่โต๊ะ ส่วนพ่อบ้านหูนั้นเขาทานเรียบร้อยแล้วขณะที่รอรับอาหารอยู่ชั้นล่าง


    หลังจากทานอาหารอิ่มแล้วซูเวยช่วยพ่อบ้านหูเก็บถุงอาหารออกไปทิ้งนอกห้องโดยมีถังขยะรวมของทางโรงพยาบาลตั้งวางไว้ที่ชั้นล่างในมุมตึกที่เป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับขยะ


    ซึ่งมีการคัดแยกขยะออกเป็นห้าถังประกอบด้วย ขยะทั่วไป ขยะเปียก ขยะพลาสติก ขยะรีไซเคิล และขยะติดเชื้อ


    เมื่อทิ้งขยะแยกตามประเภทเสร็จเรียบร้อยแล้วซูเวยถามพ่อบ้านหูด้วยความแปลกใจซึ่งเธอสังเกตมานานแล้วว่า “พ่อบ้านหูคะที่บ้านมีคนรับใช้น้อยหรือคะ?ทำไมพ่อบ้านหูต้องมาทำงานเล็กน้อยแบบนี้เอง?”


    “มีเยอะครับผู้คุ้มกันก็มี แต่บรรดานายท่านและคุณผู้ชายทั้งหลายไม่ชอบโอ้อวดหรือทำตัวเด่นเกินไปทุกคนชอบอยู่แบบเรียบง่ายมากกว่าครับ ซึ่งผมก็ชอบแบบนั้นเหมือนกันมีคนเดินไปไหนด้วยกันมากมาย มันดูวุ่นวายเกินไป”พ่อบ้านหูยิ้มเล็กน้อยอย่างเข้าใจพลางอธิบายให้ซูเวยฟังอย่างละเอียด


    “เอ๊!ถ้ามีคนร้ายเข้ามาทำร้ายคนในครอบครัวละคะ?” ซูเวยขมวดคิ้วพลางถามกลับด้วยความสงสัยเพราะเธอไม่อยากให้มีเหตุร้ายเหมือนเช่นที่เกิดกับพ่อแม่ตนเองอีก


    พ่อบ้านหูยิ้มอย่างเข้าใจทันใดนั้นเขาปลดปล่อยพลังของนักสู้วูซูอันแข็งแกร่งออกมาเมื่อซูเวยสัมผัสพละกำลังที่เพิ่มขึ้นมากในทันทีทันใดของพ่อบ้านหูทำให้เธอเบิกตาโตด้วยความประหลาดใจเพราะเธอไม่คิดว่าเขาจะสามารถปิดบังพลังได้อย่างมิดชิดเช่นนี้


    “โอ้โฮ!แสดงว่าพ่อบ้านหูแข็งแกร่งทีเดียว มิน่าละ” ซูเวยอุทานด้วยความตื่นเต้นเธอพบว่าเขาแข็งแกร่งอยู่ในขอบเขตสร้างฐานรากระดับต้นเหมือนกับตนเองซึ่งเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายเป็นอย่างมาก เนื่องจากขอบเขตนี้จำเป็นต้องใช้สมุนไพรวิเศษช่วยเลื่อนขอบเขตไม่สามารถใช้พละกำลังภายในเพียงอย่างเดียว ทำให้เธอแปลกใจที่เขาแข็งแกร่งเกินมนุษย์ทั่วไปมาก


    ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าการปกป้องผู้คนของตระกูลกัวนั้นมีแค่พ่อบ้านหูคนเดียวก็สามารถต่อสู้กับชายฉกรรจ์แข็งแกร่งได้คราวเดียวมากถึง 4-5คน ดังนั้นเธอจึงเข้าใจถึงการทำหน้าที่ของพ่อบ้านหูที่เป็นทั้งพ่อบ้าน เลขาและผู้คุ้มกันในตัว


    แต่ทว่าเธอยังคงเป็นกังวลถึงเรื่องการเฝ้าระวังความปลอดภัยของคนอื่นในครอบครัวที่พ่อบ้านหูไม่ได้ติดตามไปด้วย


    “ผมได้รับการฝึกฝนจากตระกูลหูมาก่อนดังนั้นทุกคนในตระกูลสามารถเรียนรู้ทักษะต่อสู้เหล่านี้ได้ครับ”พ่อบ้านหูพูดเพิ่มเติมเมื่อเห็นว่าซูเวยยังจ้องมองเขาด้วยความสนใจ


    “เข้าใจแล้วค่ะ”ซูเวยพยักหน้าเข้าใจพลางคิดว่าเหตุร้ายครั้งนี้อาจทำให้ผู้คนตระกูลกัวจัดระบบเฝ้าระวังใหม่ให้เข้มงวดกว่าเดิม


    ..........


    หลังจากรับฟังเรื่องการคุ้มกันผู้คนตระกูลกัวจากพ่อบ้านหูแล้วซูเวยทอดสายตามองไกลเพื่อสำรวจบริเวณโดยรอบโรงพยาบาลด้วยความสนใจเธอมองเห็นห้องหนังสือขนาดใหญ่อยู่ชั้นล่างของอาคารด้านหลังโรงพยาบาล เป็นเหมือนอาคารที่มีห้องประชุมขนาดใหญ่อยู่ด้านบน


    พ่อบ้านหูเห็นท่าทางการมองด้วยความสนใจของซูเวยแล้วเขามองตามและเห็นว่าทิศทางที่ซูเวยจ้องมองอยู่นั้นเป็นห้องประชุมของทางโรงพยาบาลที่ชั้นล่างเป็นห้องสมุดสำหรับให้นักศึกษาแพทย์มาอ่านศึกษาหาความรู้พร้อมกับมีห้องประชุมขนาดเล็กอยู่ในนั้นด้วย


    “คุณหนูซูสนใจอาคารนั้นหรือครับ?”พ่อบ้านหูถามซูเวยโดยตรงเมื่อเห็นว่าเธอยังคงจ้องมองชั้นล่างซึ่งเป็นห้องสมุดอยู่อย่างไม่วางตา


    “ใช่ค่ะหนูเดินไปดูสักหน่อยได้ไหมคะ?”ซูเวยพยักหน้าตอบรับคำถามของพ่อบ้านหูตามจริง


    “ไว้พรุ่งนี้คุณหนูค่อยไปดูดีไหมครับตอนนี้ผมว่าคุณหนูไปอาบน้ำพักผ่อนที่บ้านก่อนดีกว่านะครับ”พ่อบ้านหูส่ายหน้าพลางพูดอธิบายให้ซูเวยฟังอย่างมีเหตุผล


    เมื่อซูเวยได้ฟังคำอธิบายของพ่อบ้านหูแล้วทำให้เธอตระหนักได้ว่าตนเองยังไม่ได้อาบน้ำอีกเลยตั้งแต่เช้าดังนั้นการไปดูหนังสือในวันพรุ่งนี้ก็ไม่สายเกินไปดังนั้นเธอจึงตอบรับพ่อบ้านหูอย่างเข้าใจว่า “ได้ค่ะ”


    หลังจากนั้นพ่อบ้านหูพากัวเป่ากัวจวิน และซูเวยกลับบ้านไปอาบน้ำพักผ่อนส่วนกัวลี่จินและเหอเฟยเถาอยู่เวรเฝ้าดูแลคนป่วยแทนกัวจวิน


    ……….


    ซูเวยเดินทางไปถึงคฤหาสน์หรูของตระกูลกัวซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ทำเลทองโดยมีสวนสาธารณะที่มีทะเลสาบขนาดใหญ่พร้อมถนนล้อมรอบด้านหลังคฤหาสน์เป็นเนินเขาที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเต็มเป็นการอนุรักษ์พื้นที่ธรรมชาติเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่สมดุล


    เธอได้รับการทำความเคารพและต้อนรับจากบรรดาคนรับใช้ของตระกูลกัวที่มีมากถึง12 คน ซึ่งทำให้ซูเวยเข้าใจกับคำบอกเล่าของพ่อบ้านหูมากขึ้นว่ามีคนช่วยอำนวยความสะดวกที่บ้านเป็นจำนวนมาก


    มีชายฉกรรจ์หลายคนทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มกันและคนสวนรวมทั้งเป็นคนขับรถไปพร้อมในตัวมากถึง 6 คน โดยซูเวยรู้มาก่อนจากพ่อบ้านหูว่าบรรดาผู้คุ้มกันทั้งหลายนั้นล้วนเป็นญาติพี่น้องของพ่อบ้านหูทุกคนมีแซ่หูเหมือนกับพ่อบ้านทั้งหมด


    เธอไม่ได้พูดคุยอะไรกับบรรดาคนรับใช้เนื่องจากกัวจวินเห่อห้องใหม่ที่ครอบครัวจัดเตรียมไว้ให้น้องสาวไว้นานแล้วเขารีบจับจูงมือเธอขึ้นไปดูห้องใหม่บนชั้นสองของคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว


    “เป็นยังไงบ้าง?ห้องของเวยเวยถูกใจไหม?” กัวจวินถามน้องสาวด้วยความคาดหวังนั่นเป็นเพราะว่าเขามีส่วนร่วมในการตกแต่งห้องของน้องสาวอย่างเต็มที่โดยเขาเลือกสีที่คาดว่าเด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ชื่นชอบ นั่นคือ สีชมพูสดใสทำให้ห้องเล็กน่ารักของซูเวยมีสีหวานสว่างตา


    ซูเวยยิ้มแหยๆ อย่างบอกไม่ถูกแต่เมื่อเห็นท่าทีของพี่ชายที่กำลังรอคอยคำชมจากตนเองเธอจึงกล่าวชมออกมาเพื่อไม่ให้เสียน้ำใจว่า “สวยค่ะ สีสดใสดีแต่หนูชอบสีเรียบๆธรรมดามากกว่า อย่างสีฟ้าหรือสีเขียว”เธอตัดสินใจบอกสีที่ตนเองชื่นชอบไปเลยดีกว่า หากอนาคตข้างหน้าพวกเขาจะมอบของขวัญใดให้ตนอีกจะได้ไม่มีสีหวานเหมือนเจ้าหญิงแบบนี้


    “อ้อพี่เข้าใจแล้ว” กัวจวินยิ้มรับอย่างเข้าใจแต่เขาไม่รู้สึกผิดหวังเท่าใดนักเนื่องจากน้องสาวมีท่าทางกระตือรือร้นและดูชื่นชอบอยู่บ้างถึงแม้จะเล็กน้อยแต่ก็ทำให้เขายิ้มออกมาได้


    หลังจากนั้นซูเวยอาบน้ำและพักผ่อนด้วยการนั่งสมาธิฝึกตนในคฤหาสน์ขาวจนกระทั่งถึงตอนเช้า

    คล้ายกับเรื่องนางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม) ที่คุณอ่าน