ปรมาจารย์ผู้ใช้อสูรมายา

    กึ่งจักรพรรดิ

            เพียงการโจมตีเดียวก็สามารถทำให้ผู้นำตระกูลหลางบาดเจ็บได้ และนี่เป็นความต่างของระดับจอมพลขั้นสูงสุดและกึ่งจักรพรรดิ

            ผู้นำตระกูลหลางซีดขึ้นมาทันทีเขาไม่คิดว่าพลังของจอมพลสูงสุดจะแข็งแกร่งขนาดนี้แล้ว

            “หลางเจี่ย ข้าไม่สนใจว่าเจ้ามีความทะเยอทะยานอะไรแต่การที่เจ้ากล้าที่ทำลายหลักฐานต่อหน้าข้าเจ้าก็ต้องได้รับโทษตามกฎของอาณาจักรเช่นกัน” จอมพลสูงสุดกล่าว

            “จอมพลสูงสุด เจ้าอย่าได้คิดว่าพวกเราตระกูลหลางกลัวเจ้า” ผู้นำตระกูลหลางเช็ดเลือดที่มุมปากด้วยความโกรธ

            “สหายทั้งสองอย่าได้มาต่อสู้กันเองเลย ซึ่งมันจะเข้าทางตระกูลหวังเปล่าๆ” ผู้นำตระกูลจวิ้นกล่าวพร้อมกับปรากฏตัวออกมา

            “จวิ้นเฟิง เจ้าเองก็อยู่ที่นี่นานแล้วใยจึงไม่เข้ามาช่วยเหลือพวกข้า” จอมพลสูงสุดกล่าว

            “ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากจะช่วยแต่เพราะข้าคิดว่ากำลังรอให้ปลาตัวใหญ่มันติดเบ็ดเสียหายที่กลุ่มคนที่แข็งแกร่งของตระกูลหวังไม่ปรากฎตัวออกมา” ผู้นำตระกูลจวิ้นกล่าว

            “เหอะ ถึงเจ้าจะมีข้ออ้างแต่หลางเจี่ยการกระทำของเจ้านั้นมีจุดน่าสงสัยมากเกินไป” จ้าวโยวหลันกล่าว

            “เอาแบบนี้แล้วกัน เหตุการณ์ครั้งนี้ตระกูลหลางผิดจริงเพราะงั้นเพื่อแสดงความจริงใจให้ตระกูลหลางแสดงความรับผิดชอบเป็นอย่างไร” ผู้นำตระกูลจวิ้นกล่าว

            “ได้ ครั้งนี้ข้าจะปล่อยไปก่อนแต่พวกเจ้าจะต้องแสดงความรับผิดชอบออกมาเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ข้าจะนำไปรายงานท่านจักรพรรดิหญิงทั้งหมด” จ้าวหยูซินกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชาก่อนจะจากไป

            “หึ!!!” จอมพลสูงสุดจ้องมองไปยังทั้งสองก่อนจะเคลื่อนใหวไปหาพั่วเสอ

            “ข้าขอขอบคุณคุณชายพั่วเสอที่ให้การช่วยเหลือในครั้งนี้” จอมพลสูงสุดกล่าว

            “ท่านจอมพลสูงสุดกล่าวเกินไป ตระกูลพั่วเองที่มีวันนี้ได้เพราะท่านจักรพรรดิหญิงเพราะงั้นเพื่อประโยชน์ของท่านจักรพรรดิพวกเรายินดีทำทุกอย่าง” พั่วเสอกล่าว

            “ยอดเยี่ยม ตระกูลพั่วเหมาะสมแล้วที่เป็นตระกูลใหญ่ต่างจากอีกสองตระกูลที่มีแต่สวะ” จอมพลสูงสุดกล่าว

            ถึงแม้เสียงของจอมพลสูงสุดจะไม่ดังมากนักแต่ก็ทำให้ผู้นำตระกูลหลางและจวิ้นได้ยิน นี่ทำให้ใบหน้าของทั้งสองเย็นชาขึ้นมาทันที

            หลังจากนั้นพวกจ้าวหยูซินก็พาพวกต้าหมิงกลับวังหลวงทันที เรื่องทั้งหมดได้ถูกรายงานไปให้จักรพรรดิหญิงรับรู้อย่างระเอียด

            “เจ้าพวกตระกูลหลางนั้นคงคิดจะนำน้ำค้างแห่งชีวิตไปช่วยต่อชีวิตให้กับตาแก่ของตระกูลหลางเพื่อที่จะใช้ตาแก่นั่นมากดดันข้าสินะ หึ น่าขันด้วยพลังของตาแก่นั่นจะมาทำอะไรข้าได้ แต่น่าเสียดายที่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาจัดการตระกูลหลางเสียแล้ว” จักรพรรดิหญิงกล่าว

            “ท่านจักรพรรดิหญิงหมายถึงพื้นที่ลับในดินแดนรกร้างกำลังจะเปิดขึ้นแล้วสินะ” จ้าวหยูซินกล่าว

            “ใช่ พื้นที่แห่งนั้นอยู่ในข้อตกลงของสามดินแดน เพราะมันกำหนดจำนวนผู้ที่เข้าไปดังนั้นทั้งสามดินแดนจึงจัดการประลองของผู้เยาว์เพื่อตัดสินว่าดินแดนใหนจะสามารถส่งคนของตนเข้าไปได้มากที่สุด” จักรพรรดิหญิงกล่าว

            “ข้าเข้าใจแล้ว เพราะสำหรับพวกเราที่แห่งนั้นสำคัญอย่างมากเพราะถ้าไม่ได้สถานที่แห่งนั้นพวกข้าก็คงไม่แข็งแกร่งขึ้นรวดเร็วแบบนี้” จ้าวโยวหลันกล่าว

            “แต่ก่อนจะมีการประลองระหว่างสามดินแดนอย่างดินแดนมนุษย์ ดินแดนครึ่งอสูร และดินแดนภูติ พวกเราจะต้องประลองกับอีก 2 อาณาจักรเสียก่อน” จักรพรรดิหญิงกล่าว

            “การประลองรุ่นเยาว์คือการประลองของคนที่มีอายุไม่เกิน 20 ปีและจะต้องมีระดับไม่เกินจอมเวทย์ระดับ 9 สินะ” จ้าวหยูซินกล่าว

            “ใช่แล้ว ตอนนี้น้องเล็กเองก็ทะลวงเข้าสู่ระดับ 9 ได้แล้วถือว่าเป็นความหวังคนหนึ่งได้แล้ว” จ้าวโยวหลันกล่าว

            “แค่จ้าวหลานยังไม่พอข้าต้องการคนที่มีพรสวรรค์มากว่านี้เพื่อชิงตำแหน่งให้ได้มากที่สุด” จักรพรรดิหญิงกล่าว

            “ท่านจักรพรรดิหมายถึงต้าหมิงงั้นเหรอ” จ้าวหยูซินกล่าว

            “แต่เด็กคนนั้นพึ่งจะเป็นจอมเวทย์ระดับ 3 เองนะ” จ้าวโยวหลันกล่าว

            “ความแข็งแกร่งของผู้อัญเชิญไม่ได้อยู่ที่ตัวของจอมเวทย์แต่เป็นสัตว์เวทต่างหาก” จักรพรรดิหญิงกล่าว

            “ก็จริงที่สัตว์เวทแปลกๆของต้าหมิงนั้นทรงพลังยิ่ง แต่ว่าอย่างน้อยการจะเข้าร่วมการประลองได้เข้าจะต้องมีพลังมากกว่านี้” จ้าวหยูซินกล่าว

            “ใช่แล้วเพราะงั้นต่อจากนี้ให้พวกเจ้าผลัดกันฝึกฝนให้กับต้าหมิง จำไว้ว่าการฝึกครั้งนี้จะต้องเข้างวดอย่างมากและทรัพยากรพวกเจ้าสามารถเบิกจากในคลังหลวงได้ตามใจ” จักรพรรดิหญิงกล่าว

            “แล้วทางสถาบันละ” จ้าวหยูซินกล่าว

            “ข้าจะแจ้งทางนั้นให้เอง” จักรพรรดิหญิงกล่าว

            หลังจากนั้นวันหยุดก็หมดลง ต้าหมิงได้ไม่ได้กลับไปที่สถาบันเหมือนกับนักเรียนคนอื่นๆแต่ต้องออกไปฝึกฝนกับขุนพลสาวทั้งหมด ส่วนจ้าวหลานเองทางจักรพรรดิหญิงได้ช่วยเหลือในด้านฝึกฝนนางด้วยตัวเอง

            “ต้าหมิงท่านผู้อาวุโสจากสถานบันจอมเวทย์ได้ฝากข้าให้นำสัตว์เวทของเจ้ามาส่ง” จ้าวหยูซินกล่าวพร้อมกับนำปักษาสี่ปีกมาส่ง ตอนนี้ปักษาสี่ปีกกลายเป็นสัตว์เวทย์ระดับ 3 ดาวแล้วและถ้ามันกลายเป็นสัตว์เวทระดับ 4 ดาวมันก็จะมีปีกงอกออกมาอีกคู่หนึ่งและขนาดตัวของมันก็จะใหญ่มากกว่านี้อีก

            “ต่อจากนี้พวกเราจะไปฝึกฝนกันที่ใหน” ต้าหมิงกล่าว

            “ดินแดนรกร้าง” จ้าวโยวหลันกล่าว

            “อะไรนะ พื้นที่อันตรายแบบนั้นมันไม่เหมาะที่จะฝึกข้าเลยสักนิด” ต้าหมิงกล่าว

            “เด็กน้อย เจ้าในตอนนี้เหลือเวลาแค่ 1 ปี ในการเพิ่มความแข็งแกร่งซึ่งก่อนที่การประลองใหญ่จะเริ่มขึ้นเจ้าจะต้องประลองกับนักเรียนชั้นปีที่ 2-3 ซึ่งพวกเขาเป็นจอมเวทย์ระดับ 6 ขึ้นไป ด้วยพลังของเจ้าในตอนนี้สามารถต่อสู้กับจอมเวทย์ระดับ 9 ได้หรือเปล่า” จ้าวหยูซินกล่าว

            “แน่นอนว่าไม่” ต้าหมิงกล่าว

            “เพราะงั้นมีทางเดียวที่เจ้าจะแข็งแกร่งขึ้นได้คือต้องไปฝึกฝนในพื้นที่รกร้าง ด้านในนั้นถึงแม้จะเต็มไปด้วยอันตรายแต่ก็มีโชคอยู่ไม่ใช่น้อย ถ้าโชคดีอาจจะได้รับสมุนไพรเวทย์หรือแม้แต่สัตว์เวทตัวใหม่ของเจ้าก็ได้” จ้าวโยวหลันกล่าว

            “เอาละพวกเราไปกันได้แล้ว” จ้าวเฟยหรูที่เงียบและเย็นชามาตลอดกล่าวขึ้น

            “เฮ้อ ข้าจะรอดกลับมาหรือเปล่าก็ไม่รู้อย่างน้อยถ้ามีรางวัลที่น่าสนใจข้าก็คงจะมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง” ต้าหมิงกล่าวพร้อมกับมองไปยังหญิงสาวทั้งสี่ก่อนจะไปหยุดที่จ้าวหยูเฟยที่ยืนเงียบอยู่

            “เจ้าต้องการอะไร” จ้าวหยูเฟยกล่าว

            “เอาแบบนี้เป็นอย่างไรเรามาพนันกันหรือเปล่าว่าข้าจะเพิ่มความแข็งแกร่งไปถึงระดับใหนหลังจากจบการฝึก” ต้าหมิงกล่าว

            “น่าสนใจแล้วเจ้าต้องการอะไรเป็นรางวัลละ” จ้าวโยวหลันกล่าว

            “พวกพี่สาวจะต้องหอมแก้มข้าคนละ 1 ครั้ง” ต้าหมิงกล่าว

            “เจ้าเด็กลามกที่เจ้าคิดจะจีบพี่สาวทั้งหมดเลยงั้นเหรอเจ้าไม่โลภมากไปหน่อยเหรอ” จ้าวโยวหลันกล่าว

            จ้าวหยูซินได้แต่ส่ายหน้าส่วนจ้าวเฟยหรูกลับไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรต่างจากจ้าวหยูเฟยที่หน้าแดงเล็กน้อย 

    คล้ายกับเรื่องปรมาจารย์ผู้ใช้อสูรมายา ที่คุณอ่าน