ไม่มีเวลานั่งทอดถอนใจกับชีวิตนานนัก กระเพาะน้อยๆ ของหลินหลินก็เริ่มส่งเสียงร้องโครกครากประท้วง ต่อให้นางจะไม่ชอบร่างกายนี้อย่างไร แต่ก็ไม่คิดจะตาย โดยเฉพาะหิวตาย!
ว่าแล้วก็เดินไปมุมครัวของกระท่อม เปิดไหเก่าๆ ที่วางดูแล้วชะโงกดูด้านใน มีข้าวสารดิบที่เม็ดข้าวหักๆ อยู่ครึ่งหม้อ ถุงเกลือขนาดเท่ากำปั้น นอกจากนั้นแล้วก็ไม่มีของอย่างอื่นที่กินได้อีก
หลินหลินปาดน้ำตาเพราะไม่รู้จะทำอย่างไร ตอนนี้หิวข้าวยังไม่มีปัญญาทำอาหารเลย!
ใครใช้ให้ชาติก่อนนางมาจากยุคสมัยเทคโนโลยีกันเล่า? สมัยนางมีนวัตกรรมที่เรียกว่าหม้อหุงข้าว แค่โยนข้าวแล้วใส่น้ำตาม ปิดฝาเสร็จก็กดปุ่มกริ๊กเดียว แล้วก็รอข้าวสุกพร้อมรับประทาน
มาชาตินี้นางจะก่อไฟใส่ฟืนหุงข้าวเป็ได้อย่างไร!
หลินหลินนั่งยองๆ นึกถึงสารคดีประวัติศาสตร์ที่เคยดูผ่านตา พยายามเลียนแบบมนุษย์ยุคหินโดยเอาหินสองก้อนมาเคาะให้เกิดประกายไฟ
ภาคทฤษฎีกับปฏิบัติมันไม่เหมือนกัน นางเคาะหินจนมือห้อเืก็ไม่เห็นประกายไฟสักกระแอะ พยายามค้นหาวิธีก่อฟืนของคนโบราณจากในความทรงจำ แต่ก็นึกออกอย่างรางเลือน ไม่รู้ว่าใช้วัสดุติดไฟอะไรบ้างหรือวิธีการที่ชัดเจน
หลินหลินตำหนิตนเอง ทำไมชาติก่อนตนเองถึงดูแต่ละครผัวๆ เมียๆ ตบตีกัน ทำไม่รู้จักเปิดช่องสารคดีหาความรู้รอบตัวเสียบ้าง!
ไฉนทะลุมิติมา ถึงไม่ได้รับข้อมูลเื่ราวทุกอย่างจากร่างเดิมแบบในนิยายที่เคยอ่านบ้างเล่า?
นอกจากข้อมูลส่วนตัว ที่อ่านจากในห้วงมิติแล้ว ความรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตยุคนี้ดูว่างเปล่าไปเสียหมด กระทั่งวิถีชีวิตพื้นฐาน หลินหลินยังต้องมานั่งนับหนึ่งใหม่
นี่แค่วันแรกที่ต้องมาใช้ชีวิตอาศัยอยู่ในยุคโบราณยังลำบากขนาดนี้ แล้ววันต่อๆ ไปจะมีชีวิตรอดได้อย่างไร!
หลินหลินรู้ว่าดันทุรังทำต่อไปก็เสียเปล่าจึงต้องหาตัวช่วย แม้ในใจของหลินหลินจะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับคนอื่น ไม่อยากอาศัยคนอื่น แต่ว่าความจำเป็บังคับ ต่อให้อาศัยอยู่บ้านนอกแค่ไหน อย่างไรก็ต้องมีเพื่อนบ้าน มิสู้ไปขอร้องให้เขามาช่วยนางก่อไฟ
ว่าแล้วจึงลุกขึ้นเดินออกไปนอกกระท่อมทันที
หลินหลินตัดใจตักข้าวออกมาถ้วยหนึ่ง เตรียมไว้เป็ค่าตอบแทน แม้ตอนนี้ข้าวสารจะกรอกหม้อแทบไม่พอ แต่นางก็ไม่อยากติดค้างน้ำใจผู้อื่น
หลินหลินเดินไปยังบ้านข้างเคียง เคาะประตูแล้วหยุดนิ่งรอคอยด้วยใจเต้นตุบตับ เ้าของบ้านซึ่งเป็หญิงวัยอายุราวๆ ห้าสิบกว่าๆ เปิดประตูออกมาแล้วมุ่นคิ้วรำคาญ
“ขอโทษนะท่านป้า ท่านช่วยไปก่อฟืนหุงข้าวให้ข้าได้ไหมแล้วข้าจะมอบข้าวถ้วยนี้ตอบแทนท่าน” คนที่นี่น่าจะใช้ภาษาแบบนี้ใช่ไหมนะ? หลินหลินพยายามฉีกยิ้มที่สวยที่สุดออกมา
“#%$#^^3^***#@#”
“ห๊ะ...อะไรนะ!”
“%%@#&*#$#@#$!$#$##!!* (?”
ชัดเจนเลยว่าฟังไม่รู้เื่!
คำที่ออกมาจากปากหญิงแก่คือ ภาษาจีนแบบโบราณสุดๆ
ชาติก่อนหลินหลินเป็คนจีนก็จริง แต่ก็เกิดที่ไทย เติบโตที่ไทย อากงอาม่าเป็คนจีนก็จริงแต่ก็พูดจีนแต้จิ๋วผสมไทย แถมยังไม่ได้เรียนภาษาจีนกลาง รู้ภาษาแบบงูๆ ปลาๆ หว่อ หนี่ อิ เอ้อ ซาน เซ่อ เท่านั้น ต่อให้รู้ภาษาจีนกลาง แต่โบราณขนาดนี้ก็แปลไม่ออก
หลินหลินยืนโง่ๆ เบลอๆ ฟังหญิงแก่พูดไม่หยุดโดยไม่โต้ตอบ
ในใจหลั่งเืไม่หยุด นางตายทะลุมิติมาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ชีวิตอเนจอนาถรันทดไม่มีชิ้นดี แค่ใช้ชีวิตให้รอดในแต่ละวันลำบากมากพอแล้ว ์ยังไม่ส่งวุ้นแปลภาษามาเป็ไอเทมเสริมให้นางด้วยหรือ?
บ้าเอ๊ย! จะใช้ชีวิตเช่นนี้ต่อไปได้อย่างไร!
เสียงโครกครากดังมาขัดจังหวะพูดของหญิงสูงวัย หลินหลินได้ยินนางถอนหายใจแรงครั้งหนึ่ง จู่ๆ นางก็ดึงแขนอ้วนป้อมแล้วลากเข้าไปในบ้าน หญิงสูงวัยกดร่างอ้วนของหลินหลินให้นั่งที่เก้าอี้แล้วตนเองก็เดินหายไปด้านหลังบ้านของตน
หลินหลินได้ยินเสียงกุกกักๆ แต่ก็ไม่กล้าขยับไปไหนเพราะกลัวเสียมารยาท ในใจฟุ้งซ่านนึกถึงแม่มดจากเทพนิยายเด็กเื่ฮันเซล-เกรเทลกับบ้านขนมปัง หรือว่าหญิงสูงวัยจะไปลับมีดหลังบ้านเพื่อจับนางกิน
หลินหลินระแวดระวัง ตาจ้องประตู เท้าเตรียมขยับ หากเห็นท่าทีไม่น่าไว้ใจ แต่ผ่านไปไม่นานหญิงแก่ก็เดินกลับมาพร้อมกับข้าวหอมฉุยและผัดผักง่ายๆ อย่างหนึ่ง
“++!!%^%##@) **” หญิงสูงวัยพูดอะไรสักอย่างแล้วกระแทกอาหารวางตรงหน้าแล้วยื่นตะเกียบให้
ต่อให้พูดกันไม่รู้เื่แต่ภาษากายก็เข้าใจกัน หลินหลินซาบซึ้งใจมากรีบคีบข้าวคำโตกินทั้งน้ำตา
หลังจากกินข้าวจนหมด หลินหลินก็โค้งขอบคุณ แล้วหยิบถ้วยข้าวสารดิบยื่นให้เป็การตอบแทน หญิงสูงวัยชะงักครู่หนึ่ง เชิดหน้าแล้วพูดอะไรบางอย่างก่อนที่จะหยิบถ้วยข้าวจากมือของนางไป
แม้ไม่รู้ว่าหญิงสูงวัยผู้นี้พูดอะไร แต่หลินหลินก็พอสังเกตอุปนิสัยใจคอคร่าวๆ ได้ เห็นทีว่าคำพูดคงไม่ได้เป็คำดีนัก แต่โดยนิสัยคงเป็ในลักษณะของคนปากร้ายใจดี ดังนั้นนางจะพูดอะไรก็พูดต่อไปเถอะ
อย่างไรหลินหลินก็ยิ้มโง่งมเพราะฟังไม่รู้เื่อยู่ดี