บทที่30บุบผางามกลางโคลนเลน
เสียงตูมมมม!! ดังสนั่นก้อง ฝุ่นผงฟุ้งกระจายปิดปกคลุมบริเวณโดยรอบ ท่ามกลางแรงระเบิดและทัศนวิสัยที่บดบังนี้กลับมีร่างของบุคคลผู้หนึ่งถอยกรูดออกไปไกลชุดที่เคยคลุมปกปิดร่างกายของมันผู้นั้นบัดนี้ได้ขาดหวิ่น เผยให้เห็นรูปลักษณ์ได้อย่างชัดตาด้วยรูปที่อัปลักษณ์ ตามร่างกายและใบหน้ามีแต่รอยปูดโปนที่ให้ความรู้สึกน่าสะอิดสะเอียนนี้กลับไร้รอยบาดแผลจากแรงระเบิดเมื่อครู่ราวปาฏิหาริย์ เมื่อเหตุการณ์ปรากฏขึ้นเช่นนั้นย่อมทำให้ชายหนุ่มผู้ใช้อาวุธรูปทรงกระบอกต้องนิ่งอึ้งก่อนที่จะมีลมหวือพัดเข้าหามันและฉุดลากจนคนลอยละลิ่วทะยานขึ้นสู่ท้องนภาไป
“เป็นไปได้อย่างไร เมื่อครู่ข้าใช้อาร์พีจีผ่าสหัสวรรษสยบมารนี้ยิงใส่มันอย่างถนัดถนี่เหตุใดจึงสร้างได้เพียงรอยเสื้อผ้าที่ขาดหวิ่น”
เฟยหลงที่หิ้วร่างของหลงเหออยู่พลันกล่าวขึ้น
“มันผู้นี้มีพลังญาณสูงส่งยิ่ง”
“สูงส่งเพียงใดกัน”
“ประเมินไม่ได้… แต่เหนือกว่าข้าราวฟ้ากับเหว”
เวลาผ่านไปชั่วสามอึดใจ เสียงระเบิดและฝุ่นผงที่ปลิวคละคลุ้งก็ได้ซาลงทิ้งไว้เพียงเหล่าซากศพของนักรบชนเผ่ามารทมิฬนับร้อยที่กองระเนระนาดอยู่ ส่วนนักรบชนเผ่ามารทมิฬที่เหลือต่างยังหวาดผวาต่อพญามัจจุราชเมื่อครู่มิคลายดีที่ได้คนเข้าช่วยเหลือก่อน ด้านบุคคลที่มีหน้าตารูปร่างอันอัปลักษณ์หรือก็คือราชันย์มารผู้นั้นมันพลันแค่นเสียงออกทางจมูกก่อนกล่าวขึ้น
“หากข้าฟื้นฟูพลังได้สมบูรณ์ดังเดิมเมื่อใดเมื่อนั้นข้าจะไปกวาดล้างพวกเจ้าให้หมดจากปฐพีนี้ และแผ่นดินใหญ่อันประเสริฐของพวกเจ้าก็จะตกอยู่ใต้อำนาจของข้าเหล่าผู้ฝึกญาณอันโสมม”
กล่าวจบร่างของมันก็ได้มีไอพลังสีดำสายหนึ่งคล้ายดั่งเมฆหมอกก่อนร่างของมันจะพล่าเลือนและหายตัวไปจากบริเวณนี้ในที่สุด
“คำนับส่งท่านราชันย์มารผู้สูงส่ง”
เฟยหลงขี่รังสีกระบี่พาหลงเหอออกจากอาณาเขตเดิมที่เป็นของชนเผ่าอุยฮูได้ในที่สุดก่อนจะทิ้งร่างลงยังเขาเถาหมิงซานซึ่งห่างออกไปจากกำแพงชนเผ่ากว่ายี่สิบลี้ เฟยหลงเมื่อพาหลงเหอหลบหนีออกมาได้คนก็ยืนนิ่งเงียบมองไปยังทิศทางของชนเผ่า ก่อนระลึกถึงเรื่องราวในอดีตตั้งแต่ที่มันได้เข้ามาใช้ชีวิตณ ที่แห่งนี้ ไม่นานน้ำใสอุ่นระอุเม็ดหนึ่งก็ได้ไหลหล่นจากนัยน์ตาของชายหนุ่มสู่พื้นปฐพี
“อาจารย์ (ถังเทียนเจ๋อ) ศิษย์พี่ พวกท่านจะเป็นเช่นไรบ้าง ทุกคนข้าขอโทษที่วันนี้มิได้อยู่สู้จนตัวตายเป็นเพื่อนพวกท่านข้าอยากให้พวกท่านเข้าใจ เพราะหากข้าตายไปในวันนี้ แล้วจะมีผู้ใดทวงถามความยุติธรรมให้กับพวกท่าน….ข้าขอเวลาเพียงสองปี สองปีนี้ข้าจะทำผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องชดใช้และหากข้ายังมิอาจทำอะไรพวกมันได้ข้าก็จะขอสู้จนตัวตายเอง”
“ข้าจะช่วยเจ้าอีกแรง”
เฟยหลงหันกายกลับมาด้วยสายตาที่แน่วแน่ก่อนมองไปที่หลงเหอแล้วกล่าวว่า
“ข้าต้องไปพบอาจารย์ เพื่อให้ท่านชี้แนะการก้าวข้ามระดับด่านญาณที่เป็นอยู่ในตอนนี้”
“อาจารย์ของเจ้าอยู่ที่ใด”
“ข้าก็ไม่ทราบ เพียงแต่ก่อนจากกันท่านเคยบอกว่าหากต้องการค้นหาตัวท่านให้ไปสอบถามจากชายชราที่กวาดพื้นอารามในแคว้นเหยียน หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือแดนพันหมื่นขุนเขา”
“โฮ่ อาจารย์เจ้าช่างพิสดารยิ่งคนแก่กวาดพื้นอารามมีอยู่ทั่วทุกแห่งหน อาศัยเพียงข้อมูลเท่านี้ แล้วจะค้นหาอาจารย์ของเจ้าพบได้เช่นไร”
“ข้าก็เคยถามเช่นนั้น แต่คำตอบที่ได้รับกลับมา…”
“คำตอบคือ?”
“โชคชะตาจะนำพาข้าไป”
“โฮ่ อาจารย์เจ้าเป็นหมอดูหรือไร”
“มิผิด ท่านคือนักพยากรณ์ที่ทำนายได้แม่นยำที่สุดในปฐพีแห่งนี้”
ทั้งสองหลังจากสนทนากันเสร็จสรรพเฟยหลงก็ได้สอบถามหาหนทางจากชาวบ้านธรรมดาตามเขตชายแดนแผ่นดินใหญ่ เพื่อเดินทางไปยังแคว้นเหยียนและเมื่อทราบเส้นทางโดยแน่ชัด คนก็ได้เดินทางมุ่งหน้าไปในทันที พวกมันทั้งสองอาศัยการเดินทางโดยการขี่รังสีกระบี่สลับกับการเดินเท้าบ้างแอบติดเทียมเกวียนของชาวไร่ในเขตชายแดนไป ตลอดการเดินทางเป็นหลงเหอที่ตื่นเต้นคึกคักตลอดเวลาเพราะนี่ถือว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่มันได้มาเห็นทัศนียภาพและธรรมชาติอันสวยงามนี้ที่หาไม่ได้จากโลกอนาคตที่มันอยู่ ทั้งยังนับได้ว่าเป็นเรื่องเหนือปาฏิหาริย์ที่มันได้มาอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ยุคในหนังสือนิยายหลายๆ เรื่องมักเขียนถึง ทั้งยังได้มาใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งนี้โดยที่มิได้อยู่ในห้วงจินตนาการใดกลับกันกับเฟยหลง ชายหนุ่มมักนิ่งเงียบและร้อนลุ่มใจอยู่ทุกชั่วขณะ คิดอยากเสาะหาเฒ่าพยากรณ์ให้พบโดยไวจักได้ให้ท่านช่วยชี้แนะปลายทางแห่งความแข็งแกร่ง เพื่อที่มันจะได้นำไปคิดบัญชีกับผู้ที่มีส่วนทำให้ชนเผ่าอุยฮูแตกพ่ายย่อยยับในครานี้หลงเหอเห็นแววความกังวลใจของเฟยหลง คนต้องยื่นมือไปตบบ่ามันเป็นการให้กำลังใจ จากนั้นก็ชมมองทัศนียภาพของโลกแห่งอดีตกาลต่อไป
นับตั้งแต่ที่เฟยหลงและหลงเหอเดินทางจากเขาเถาหมิงซานเพื่อไปยังแคว้นเหยียนบัดนี้เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่วันที่สองแล้ว ในที่สุดพวกมันทั้งสองก็ได้เดินทางมาถึงเมืองชายแดนแห่งหนึ่งที่อยู่ระหว่างรอยต่อของแคว้นเว่ยกับแคว้นเหยียนเมื่อพวกมันเดินทางมาถึงตัวเมืองก็หยุดพัก และหาเหลาสุราอาหารเพื่อดื่มกิน เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองที่ไม่ใหญ่มากทั้งยังเป็นเมืองชนบท ทำให้พวกมันต้องเดินจนเกือบจะทั่วทั้งเมืองค่อยพบเหลาสุราขนาดเล็กและค่อนข้างเก่าโทรมแห่งหนึ่ง เฟยหลงและหลงเหอเดินผ่านมู่ลี่ปากประตูเข้าไปนั่งลงยังโต๊ะที่ตั้งอยู่มุมสุดแล้วสั่งหมั่นโถวหกลูกและสุราสองป้านเล็ก เมื่อหมั่นโถวอันคุกกรุ่นไปด้วยไอระเหย ส่งกลิ่นหอมหวนยั่วน้ำลายมาถึงทั้งสองก็รีบกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมทั้งกรอกสุรารสร้อนแรงลงลำคอเพื่อไปตัดความเลี่ยนของไส้หมั่นโถวส่งเสริมให้รสอาหารในวันนี้ลงตัวดียิ่ง บรรยากาศภายในร้านก็ถือได้ว่าไม่เลวนัก เพราะถึงแม้เหลาจะมีขนาดเล็กแต่กลับมีผู้คนมากมายมาใช้บริการจนแน่นขนัดเสียงสนทนาจอแจคึกคักให้อารมณ์ที่สนุกสนานอีกรูปแบบหนึ่ง
“ข้าเคยคิดว่าการดื่มสุราเป็นเหตุให้ร่างกายเสื่อมสมรรถภาพทั้งยังทำให้ร่างกายอ่อนแอ มีโรครุมเร้า เช่นนั้นข้าจึงจะเลิก…….”
“เลิกดื่ม?”
“เลิกคิด”
ฮาาาาาา เสียงหัวเราะครืนใหญ่ของเหล่าคนภายในเหลาเมื่อได้ยินคำสนทนาของชายชราสองผู้ที่คล้ายเป็นชาวชนบทในเมืองแห่งนี้ชั่วเวลาแห่งความสุขกำลังดำเนินไป แต่ทว่าชั่วครู่เสียงหัวเราะก็กลายเป็นเงียบกริบทุกผู้คนทั่วทั้งเหลาต่างก้มหน้าหงุดเมื่อมีบุรุษฉกรรจ์อายุราวสามสิบเศษเดินเข้ามาภายในเหลาสุราแห่งนี้เมื่อมันมาถึงก็วางท่าเขื่องโขใหญ่โต ก่อนที่จะเดินไปที่โต๊ะของชายชราสองผู้แล้วจับคนทั้งสองหิ้วโยนออกนอกเหลาไปคนก็กล่าวขึ้น
“เหล่ามดปลวกกับเกะกะขวางทางนักเจ้านายข้า นายน้อยแห่งนิกายสุริยันจันทราคิดใช้โต๊ะนี้ เช่นนั้นพวกเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมานั่งเสนอหน้าแล้ว”
สิ้นเสียงคำกล่าวของชายฉกรรจ์ผู้นี้ที่ด้านหลังของมันพลันปรากฏบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งก้าวเดินอย่างเนิบช้าเข้ามา มันผู้นี้ดูไปอายุประมาณยี่สิบห้าปีเศษใบหน้าสะอาดสะอ้านเจ้าสำอางค์ มือขวาถือพัดจีบโบกเบาๆ ไปมา สายตาของมันแฝงไว้ด้วยแววเหยียดหยามผู้อื่นอย่างสูงทำให้ทุกผู้คนที่อยู่ในเหลาเมื่อพบพานมันต้องแสดงท่าทีที่เหมือนกับกำลังด่าทอสาปแช่งภายในใจชายฉกรรจ์อันธพาลผู้นั้นเมื่อเห็นบุรุษหนุ่มเข้ามามันก็รีบใช้ชุดคลุมเช็ดเก้าอี้ให้ผู้เป็นนายทันที
ชายฉกรรจ์ผู้นี้มีนามว่า ซาโถวเป็นอันธพาลในเมืองชนบทแห่งนี้ และเมื่อหลายเดือนก่อนมันบังเอิญได้พบกับผู้ที่มันเรียกว่านายน้อยแห่งนิกายสุริยันจันทรานาม กู่เชวี่ยเทียนอี้ บุตรชายคนที่สี่ของประมุขนิกายสุริยันจันทรา จึงได้ถวายตนรับใช้นายน้อยผู้นี้เพื่ออาศัยบารมีของมันกดขี่ข่มเหงผู้คนในเมืองได้อย่างเต็มที่ซึ่งแม้แต่เจ้าหน้าที่ของทางการยังต้องเพิกเฉยต่อการกระทำของมัน เพราะไม่ว่าใครก็ไม่ต้องการตอแยนิการสุริยันจันทรามากนัก
“เฒ่าแก่ เอาสุราและอาหารที่ดีเลิศที่สุดในร้านนี้มา”
“เออ เอ่อ คือว่าสุราไหสุดท้ายได้หมดลงไปแล้วทั้งอาหารก็เหลือเพียงหมั่นโถวเท่านั้น”
“เจ้าว่าอะไร แล้วพวกคนเหล่านี้มันมีดื่มกินได้เช่นไรเจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้ากำลังลบหลู่นายน้อยแห่งนิกายสุริยันจันทราอยู่ ไปหามาเดี๋ยวนี้มิเช่นนั้นเจ้าจะไม่มีร้านให้ขายอีก”
“ซะซะทราบแล้ว ทราบแล้ว ปะโปรดรอซักครู่”
ทันทีที่กล่าวจบชายชราซึ่งเป็นเฒ่าแก่เหลาสุราแห่งนี้ก็รีบออกจากร้านไปทันทีชายฉกรรจ์นาม ซาโถว ก็กวาดตามองรอบๆ ร้านเมื่อพบว่ามีคนซุบซิบกันอยู่มันก็เดินเข้าไปแล้วกระชากคนผู้นั้นทุ่มลงที่พื้นดังตุบคนตะคอกขึ้น
“กล้าว่ากล่าวนินทาบิดา มันต้องเอาเลือดชั่วออกจากปาก”
ซาโถวยกฝ่าเท้าขึ้นระดับท้องน้อยของตนเองก่อนถีบลงมาอย่างรวดเร็วใส่บริเวณหน้าอกของชายผู้นั้นทันทีที่ฝ่าเท้ากำลังจะกระทบถูกหน้าอก พลันมีเท้าอันขาวผ่องข้างหนึ่งเข้ามาซ้อนรับได้อย่างทันท่วงทีทำให้ฝ่าเท้าของซาโถวชะงักค้างกลางอากาศ คนจึงตะคอกขึ้นมา
“ผู้ใดบังอาจขัดขวางบิดา หากมิอยากเจ็บตัวรีบไสหัว…….”
คำพูดยังมิทันจะหลุดจากปาก สายตาพลันเหลือบไปเห็นผู้ที่เข้าขัดขวางคนต้องนิ่งค้าง ที่แท้ผู้ที่เข้าขัดขวางมันกลับเป็นสตรีสะคราญโฉมนางหนึ่ง ด้วยรูปร่างที่อ้อนแอ้นผิวพรรณที่ขาวผ่องอมชมพู ดวงหน้าที่งดงามเพิศพริ้งสะกดให้ทุกสายตาต้องจับจ้องมาที่นางเป็นจุดเดียวแท้จริงแล้วนางกลับอยู่ภายในเหลาสุราแห่งนี้มาโดยตลอดแต่ด้วยชุดที่นางสวมใส่ บวกกลับผ้าที่คลุมบนศีรษะทำให้ไม่มีผู้ใดสังเกตมองเห็นนางจนเมื่อนางเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างรวดเร็วทำให้ผ้าที่คลุมปลิวสยายออกเผยให้เห็นวงหน้าจึงทำให้รู้ว่ากลับมีบุบผางามเกิดอยู่ท่ามกลางโคลนเลนแห่งนี้ กู่เชวี่ยเทียนอี้ เห็นเช่นนั้นคนต้องตะคอกใช่ซาโถว
“อย่าเสียมารยาทกับบุบผางาม ใสหัวเจ้าออกมาซะ”
ซาโถวรู้ว่านายน้อยของตนต้องตาต้องใจต่อสตรีนางนี้คนจึงรีบกล่าวอย่างประจบ “ข้าน้อยผิดไปแล้ว แม่นางโปรดให้อภัยที่ข้าน้อยล่วงเกินเมื่อครู่”
กู่เชวี่ยเทียนอี้ก็กล่าวต่อขึ้นมาทันที“แม่นาง เมื่อครู่คนของข้าล่วงเกินต่อท่าน ให้ข้านายน้อยลำดับสี่แห่งนิกายสุริยันจันทราได้เลี้ยงขมาโทษต่อท่านซักครา”
สตรีคนดังกล่าวชำเลืองมองกู่เชวี่ยเทียนอี้ด้วยหางตาพลันส่ายศีรษะก่อนกล่าวว่า “น่าเสียดายที่บิดาชาติพยัคฆ์ กลับมีบุตรชาติสุนัข….ข้าขอปฏิเสธ ข้ามิอาจร่วมโต๊ะกับตัวเลวร้ายที่มิต่างจากสุนัขจรจัดที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนไปทั่ว”
โครมมมม! เสียงกู่เชวี่ยเทียนอี้ตบลงบนโต๊ะเบื้องหน้าจนแหลกละเอียด เมื่อมันได้ยินสตรีที่หมายปองกล่าวเช่นนี้โทสะก็พุ่งถึงขีดสุดตั้งแต่มันเกิดมาไม่เคยมีใครกล้าปฏิเสธต่อหน้ามันซักครา ทั้งยังมิเคยมีใครกล้าด่าว่ามันต่อหน้าสาธารณชนถึงเพียงนี้เช่นนั้นชายหนุ่มจึงตะเบ็งเสียงขึ้น
“กล้าลบลู่นายน้อยเช่นเรา เช่นนั้นอย่าหาว่าเราข่มเหงรังแกสตรีจงมาเป็นนางบำเรอให้แก่เรานายน้อยลำดับสี่เสียเถอะ”
กล่าวจบกู่เซวี่ยเทียนอี้ก็พุ่งเข้าหาสตรีตรงหน้าอย่างรวดเร็วด้วยท่าร่างที่รวดเร็วบวกกับกระบวนท่าที่พิสดาร ทำให้ร่างของมันดูพล่าเลือนก่อนจะปรากฏตัวอีกทีที่เบื้องหน้าของสตรีนางนั้นจากนั้นกู่เชวี่ยนเทียนอี้ก็กางนิ้วมือทั้งห้าคว้าจับไปที่หัวไหล่ของนาง เตรียมดึงร่างของนางเข้ามาโอบกอดในอ้อมอก
“ฝันไปเถอะ”
ทันทีที่มือของกู่เชวี่ยเทียนเก๋อกำลังจะคว้าจับร่างของนางนางพลันเบี่ยงกายหลบอย่างรวดเร็วก่อนหมุนตัวตวัดเตะเข้าใส่ที่ข้อเท้าเบื้องล่างของมันจากนั้นบุรุษสตรีทั้งสองต่างออกกระบวนท่าเข้าจู่โจมกันอย่างรวดเร็ว หนึ่งตวัดฝ่ามือตะปปใส่หัวไหล่อีกหนึ่งก็ฟันมือเฉียงขึ้นต้านรับ ก่อนหมุนตัวเปลี่ยนตำแหน่งเคลื่อนไปด้านหลังก่อนตวัดเท้าเตะตัดหลังใส่บริเวณต้นคอของอีกฝ่ายทั้งสองยิ่งต่อสู้ยิ่งดุเดือด ยิ่งออกกระบวนท่ายิ่งรุนแรง ส่งผลให้คนภายในเหล่าสุราแห่งนี้ต่างแตกฮือกันออกไปชมดูอยู่ภายนอกเหลาส่วนเฒ่าแก่ที่พึ่งหอบสุราใหใหม่มาถึง คนต้องเข่าอ่อนระทวยเมื่อพบว่าเหลาสุราของตนเองกำลังพังพินาศลงไปเรื่อยๆจนใหสุราในมือพลันร่วงหล่นแตกละเอียดกลางถนน
สตรีสะคราญโฉมนางนั้นกระโดดหมุนตัวกลางอากาศสองตลบก่อนตวัดเท้าขวาเตะเข้าใส่กู่เชวี่ยเทียนอี้กู่เซวี่ยเทียนอี้เองก็ฟาดฝ่ามือเข้าคว้าจับข้อเท้าของนาง จากนั้นกระชากลงมา ก่อนที่จะวกแขนอ้อมลำคอเตรียมที่จะดึงร่างของนางเข้ามาโอบกอดไว้สตรีนางนั้นก็มิยอมให้มันได้สมมาตรปรารถนา ขณะที่นางกำลังจะถูกมันคว้าร่างเข้ามาโอบกอดคนพลันสะบัดศีรษะโขกเข้าใส่ใบหน้าชายหนุ่มอย่างรุนแรง จนโลหิตของมันไหลทะลักออกมาทางจมูกทั้งสองข้างกู่เชวี่ยเทียนอี้เมื่อเห็นบนใบหน้าของตนเองมีโลหิตไหลทะลักออกมา โทสะที่เคยคุกรุ่นก่อนหน้าพลันระเบิดออกมาอย่างรุนแรงทำให้มันเค้นพลังญาณจากแก่นญาณชีพจรฟ้าถึงหกส่วน ก่อเกิดเป็นคลื่นพลังรูปไฟสีแดงเพลิงอันร่อนระอุขึ้นด้านหน้าฝ่ามือจากนั้นมันก็ส่งฝ่ามือที่มีคลื่นพลังดังกล่าวโจมตีเข้าใส่สตรีเบื้องหน้าอย่างไร้ไมตรีเมื่อมันแสดงพลังญาณออกมาก็ทำให้ทราบว่าเป็นยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ที่มีระดับด่านญาณสูงส่งผู้หนึ่งทั้งยังเหนือกว่าสตรีนางนั้น ทำให้นางมิอาจจะขัดขืนหรือต่อต้านพลังสายนี้ได้
“เป็นเจ้าที่บีบบังคับข้า หากยอมเสียแต่โดยดีก็จะได้เป็นนางบำเรอข้าแท้ๆ แต่เจ้ากลับ…. เช่นนั้นก็จงบอกลาใบหน้าอันงดงามนี้เถอะ”
ฝ่ามือที่มาพร้อมคลื่นพลังดั่งไฟเผาผลาญเคลื่อนเข้าหาสตรีนางนั้นอย่างรวดเร็วคลื่นความร้อนที่ปลดปล่อยออกมาจากพลังลูกนี้ส่งให้นางต้องร้องเสียงหลง ทว่าขณะที่คลื่นพลังรูปไฟนี้จะกระทบถูกใบหน้าอันนวลเนียนอมชมพูของนางกลับมีมือที่คลุมไว้ด้วยพลังญาณสีทองบริสุทธิ์ข้างหนึ่ง เข้ามาคว้าจับข้อมือของกู่เชวี่ยเทียนอี้เอาไว้และสลายคลื่นพลังรูปไฟนั้นไปนางชำเรืองตาไปทางด้านซ้ายพบว่าเจ้าของมือข้างนี้กลับเป็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง บุรุษผู้มีใบหน้าหล่อเหลาราวกับภาพที่วาดจากจิตรกรมือหนึ่งของแผ่นดินจากนั้นทางด้านขวามือของนางพลันมีลมหอบหนึ่งเคลื่อนผ่าน นางจึงชำเรืองตามองไปทางด้านขวาก็พบว่ามีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ผิวเหลืองแทน ใบหน้าหล่อเหลาคมคายคล้ายชนอาณารยะยืนถือวัตถุรูปทรงกระบอกวางพาดที่หัวไหล่และจี้ส่วนหัวเข้าใส่บริเวณหน้าอกของกู่เชวี่ยเทียนอี้ก่อนบุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคมคายคล้ายชนอาณารยะผู้นี้จะกล่าวขึ้น
“บุบผางามมีไว้ให้ทะนุถนอม มิใช่ให้กดขี่ทำร้ายเจ้าว่าข้าพูดถูกหรือไม่เฟยหลง”
บุรุษหน้าตาหล่อเหลาราวภาพวาดพลันกล่าวตอบ“เจ้าพูดได้ดี ทั้งยังกล่าวมิผิดแม้แต่น้อย”
.................................
.................................
................................
................................
โปรดติดตามตอนต่อไป