ตอนที่ 9 ท่านอาจารย์
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป......
"การพัฒนาของเ้าช่างรวดเร็วนัก เพียงแค่หนึ่งอาทิตย์เ้าก็สามารถที่จะรับรู้และััได้ถึงกระแสของลมปราณแล้ว ช่างน่าทึ่งจริงๆ หากคนธรรมดาทั่วไปต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งถึงสองปีกว่าจะรับรู้ถึงกระแสลมปราณนี้ได้”
“บางทีอาจจะเป็เพราะว่าผลท้อที่เ้ากินไปนั้นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรับรู้ก็เป็ได้ถ้าเ้ายังพัฒนาต่อไปเรื่อยๆแบบนี้ เ้าจะสามารถััได้แม้แต่กระแสลมปราณอันแ่"
ตลอดเวลาที่ผ่านมา จิ๋นหยางฝึกการรับรู้กระแสลมปราณกับชายชราอยู่ตลอดและมันยังช่วยสอนเทคนิคต่างๆในการกำหนดลมหายใจหรือการทำสมาธิโคจรพลังและสร้างเป็จิตััขึ้นมาเพื่อรับรู้ถึงกระแสของลมปราณที่ถูกปล่อยออกมาด้วย.....
เช่นการรับรู้ถึงลมปราณจากต้นสมุนไพรที่อยู่ลายล้อมเขายิ่งต้นไหนมีพลังลมปราณมาก ต้นนั้นก็ยิ่งมีอายุที่มากตามไปด้วย รวมถึงประโยชน์ที่ได้ก็มากขึ้นไปด้วยเช่นกันแต่สำหรับต้นที่มีพิษกระแสลมปราณของมันจะแตกต่างออกไป การไหลเวียนจะเป็แบบทวนเข็มนาฬิกาจะไม่ไหลตามกระแสแบบธรรมชาติ......
เพราะพลังของต้นที่มีพิษเป็รูปแบบแห่งความมืดซึ่งมีกระแสลมปราณแบบเดียวกับอสูรดังนั้นจึงสามารถแยกแยะระหว่างคนและอสูรได้จากการัักระแสลมปราณของมันแต่ก็มีบางพรรคที่ฝึกฝนวิชาที่ใช้ลมปราณด้านมืดในการฝึกฝนเช่นกัน......
ทำให้คนผู้นั้นมีกลิ่นอายที่เหมือนกับอสูรออกมา เช่นพรรคฝ่ามือโลหิตพรรคอสรพิษ พรรคอสูรนิล พรรคเหล่านี้เป็พรรคมารที่ใหญ่ที่สุด แต่ถูกเพราะสี่พรรคใหญ่ที่ทำให้พวกมันหายไปซึ่งตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันอยู่ที่ไหน มีพลังมากแค่ไหน.......
"ข้าสอนมันทุกวัน มันน่าจะซาบซึ้งใจข้าแน่ ที่นี้ละมันต้องยอมกราบข้าเป็อาจารย์อย่างแน่นอนข้าจะใช้ข้ออ้างนี้แหละบังคับมัน ถ้ามันอยากเรียนรู้เพิ่ม" ชายชราพึมพำกับตัวเองอยู่ในใจพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปากของมัน......
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็ผ่านมาอีกหนึ่งเดือนแล้วจิ๋นหยางสามารถใช้จิตััในการรับรู้ถึงพลังลมปราณและเขาก็ยังสามารถลบพลังของตนออกได้เช่นกันด้วยการสอนของชายชราทุกวันที่มันสอนให้เขา.......
"เด็กน้อยในเมื่อเ้าสามารถใช้จิตััได้แล้วคราวนี้ก็ลองใช้จิตััของเ้ารับรู้ถึงกระแสลมปราณของท่านไต้ซือดู"ชายชราพูดขึ้นเพื่อให้จิ๋นหยางลองััถึงการคงอยู่ของท่านไต้ซือหนานฟู๋ที่ถูกซ่อนอยู่.....
เขาหลับตาและเพ่งสมาธิใช้จิตััของเขาเพื่อหากระแสลมปราณของไต้ซือหนานฟู๋ทันทีหลังจากที่ได้ยินคำพูดของชายชราจิตััของเขากวาดไปทั่วบริเวณถ้ำและในที่สุดมันก็มาหยุดอยู่ที่ต้นท้อซึ่งมีพลังหมุนเวียนอยู่หนาแน่นกว่าที่อื่นและเป็พลังลมปราณที่บริสุทธิ์มาก...
จิ๋นหยางขมวดคิ้วทันทีและใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยและไม่เข้าใจก่อนจะพูดขึ้นว่า"ต้นท้ออย่างนั้นรึ? ไม่ ไม่น่าจะเป็ไปไม่ได้ที่ต้นไม่มีแม้แต่โพรงหรืออะไรที่จะบอกว่ามันเป็ท่านไต้ซือซักอย่างแล้ว ท่านจะอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร"จิ๋นหยางพูดอย่างสงสัย....
แต่เพื่อให้แน่ใจจิ๋นหยางจึงเดินเข้าไปใกล้กับต้นท้อห่างเพียงก็แค่หนึ่งผิงเท่านั้นและเขาเริ่มใช้จิตััอีกครั้งเพื่อที่จะตรวจสอบให้แน่ใจว่าใช่สิ่งที่เขาคิดหรือไม่ทันใดนั้นก็ปรากฏเสียงโบราณดังขึ้นอีกครั้งแต่ครั้งนี้ชัดมากมันดังออกมาจากต้นท้อที่เข้าใส่จิตััเข้าไปมันเป็เสียงเดียวกันกับที่เขาได้ยินมากจากครั้งก่อนๆ........
“อำนาจไม่เที่ยงธรรม,ทุกคนแกร่งแย้งชิงดี,เข่นฆ่าไรเหตุผล,จบลงด้วยความตายหมื่นหมัดไร้คำพูด,ผันแปรตามวิถี,เคลื่อนไหวดังอัสนี,ปฐียังะเื”
เมื่อเสียงที่ดังก้องอยู่สิ้นสุดลงอยู่ๆก็เกิดการสั่นะเืไปทั้งถ้ำโพรงขนาดใหญ่ค่อยๆปรากฏขึ้นมาให้เห็น และข้างในก็เผยร่างคนผอมซูบนุ่งห่มด้วยจีวรของหลวงจีนไว้และมีสร้อยประคำเม็ดใหญ่ที่คอมีตำราอยู่หนึ่งเล่มวางไว้ข้างหน้าและก็แผ่นหยกหนึ่งแผ่น......
จิ๋นหยางมองไปที่ร่างผอมแห้งร่างนั้น สายตาของเขาจับจ้องมองเข้าไปและเขารับรู้ได้ทันทีว่านี้ต้องเป็ร่างของท่านไต้ซือแน่นอนด้วยชุดที่ท่านใส่อยู่นั้นเป็ชุดหลวงจีนแล้วด้วยและเมื่อแน่ใจแล้วว่าร่างที่เขาเห็นนี้เป็ร่างของไต้ซือ เขาก็คุกเข่าลงทันทีพร้อมกับเขาโขกศีรษะลงคาราวะที่หน้าศพนั้นครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง ครั้งที่.......
"นั้นเ้าจะทำอะไรนะ?"ชายชราที่เห็นเจิ้งฟู่โขกศีรษะไปแล้วสองครั้งมันก็ได้รีบร้องะโขึ้นเพื่อหยุดการกระทำของเจิ้งฟู่.....
แต่จิ๋นหยางไม่ฟังเสียงของชายชรา เขาโขกศีรษะของเขาต่อในครั้งที่สาม เมื่อมันเห็นอย่างนั้นมันขมวดคิ้วทันทีพร้อมสีหน้าที่เป็กังวลมันกำลังคิดเื่บางอย่างอยู่เกี่ยวกับการกระทำของจิ๋นหยาง ของมันภาวนาว่าอย่าให้เป็อย่างที่มันคิดเลยแต่ในตอนนั้นเอง.....
"ข้า จิ๋นหยาง ขาคาราวะท่านอาจารย์ วิชาของท่านนั้นข้าได้ฝึกโดยไม่ได้รับอนุญาตดังนั้นข้าจึงขอกราบท่านเป็อาจารย์ของข้า เพื่อเป็การไถ่โทษที่แอบฝึกวิชาหมัดนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต"
เ้า!!
สีหน้าของชายชราพลันน่าเกลียดกว่าเดิมเมื่อได้ยินคำพูดของจิ๋นหยางที่กล่าวมาเมื่อสักคู่มันทำอะไรไม่ถูกไม่รู้จะพูดอะไรออกมา มันคิดหาวิธีมากมายเพื่อนทำให้เขากลายเป็ศิษย์ของมันไม่ว่าจะการเล่าเื่ต่างๆ ถ่ายทอดความรู้มากมายแนะนำวิชาหรือแม้แต่การแนะนำให้รู้ถึงจิตััแต่สิ่งที่มันเห็นคือ จิ๋นหยางไปกรามคาราวะร่างไต้ซือหนานฟู๋เป็อาจารย์แล้ว ก่อนที่จะที่เต็มไปด้วยความโกรธจะดังออกมาจากไข่มุก.......
"เ้าเด็กเหลือขอ เ้า!! ข้าต่างหากละที่สอนเ้าเ้าควรมากราบข้าซิถึงจะถูก ไม่ใช่ไปกราบศพนั้น มันก็แค่เขียนวิชาไว้บนผนังเท่านั้นถ้าไม่มีข้าเ้าคิดเหรอว่าเ้าจะฝึกมันได้"ชายชราพูดไปพร้อมกับทำหน้าไม่พอใจไปด้วย......
"ไม่ว่าท่านจะได้สอนข้าหรือไม่ ยังไงก็เป็วิชาของท่าน สำหรับข้าแล้วท่านไต้ซือก็เปรียบได้กับอาจารย์ของข้าส่วนเ้ามันก็แค่........” จิ๋นหยางพูดไปก่อนจะหยุดแล้วทำเย้ยๆ.......
“ก็แค่อะไร? ไหนเ้าลองพูดให้จบซิ!!?” ชายชราโกรธเป็อย่างมากและร้องะโให้จิ๋ยหยางพูดให้จบ......
เฮ้!!!!
แต่จิ๋นหยางไม่สนใจเสียงของชายชราอีกต่อไป เขาทำเป็ไม่ได้ยินอะไรแล้วมองไปยังของที่อยู่เบื้องหน้าทั้งสองชิ้นหนึ่งตำรา หนึ่งแผ่นหยก ทันใดนั้นเองก็มีแสงประหลาดพุ่งมาทางจิ๋นหยางและสติของเขาเลือนรางลงจนแทบจะหมดสติไป.......
อยู่ๆก็มีภาพมากมายไหลเข้ามาในหัวของเขามันเป็ภาพของไต้ซือหนานฟู๋ที่ผ่านมาในชีวิตของท่านประสบการณ์ ความรู้ต่างๆไหลเข้ามาให้เขาเห็นไม่หยุดเมื่อมันหยุดลงก็กลายเป็พื้นที่สีดำขนาดกว้างสุดลูกหูลูกตา ทุกอย่างอยู่ในความมืดมิดมีเพียงเขาและแสงสีทองที่เลือนรางอยู่ข้างหน้าเขาไม่ไกลจากตัวเขา......
ลำแสงสีทองค่อยๆหันมาช้าๆ ภาพที่ปรากฏให้จิ๋นหยางเห็นก็คือร่างของท่านไต้ซือหนานฟู๋ท่านค่อยๆลืมตาขึ้นและจ้องมองมาที่เขา........
"ผู้มีบุญเอ๋ย.....เราและท่านถือว่ามีบุญวาสนาต่อกันนักที่ได้มาพบกันในครั้งนี้เราเป็ผู้บำเพ็ญที่ละจากทางโลกไปแล้วและไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางโลกอีกต่อไป ดังนั้นเมื่อเราได้มีบุญได้พบกันในครั้งนี้ข้าขอมอบของสองสิ่งให้กับท่าน”
“หนึ่งคือตำรายุทธและความรู้ต่างๆที่เราเก็บรวบรวมไว้และแผ่นหยกเคลื่อนย้ายทางใกล้ไปยังวัดหนานกงข้าได้บังเอิญเข้ามาพบกับถ้ำนี้โดยไม่ตั้งใจและพบเข้ากับอสูรวานรที่เป็สีทองอยู่ข้างนอกแต่พวกมันก็ไม่ได้ทำอันตรายต่อเรา เมื่อเรามาพบถ้ำแห่งนี้เราก็พบกับต้นท้อที่มีกระแสลมปราณไหลเวียนสูงซึ่งเหมาะแก่การนั่งบำเพ็ญยิ่งนัก และก่อนที่เราจะบรรลุธรรมและจากโลกนี้ไปเราได้ทิ้งลมปราณจิตไว้ส่วนหนึ่ง"
หวืดดดดดด!!
เมื่อเสียงของท่านไต้ซือสิ้นสุดลงภาพก็กลับมาเป็เหมือนเดิมก่อนหน้านี้ร่างของท่านไต้ซื้อค่อยๆสะลายหายไปเหลือไว้เพียงจีวร ประคำ ป้ายชื่อ ตำรายุทธและแผ่นหยกทิ้งไว้ส่วนร่างของท่านก็หลายเป็ผงกองที่พื้น.........
ปั๊ก!!
จิ๋นหยางโขกศีรษะลงอีกครั้งเพื่อคำนับท่านไต้ซือหนานฟู๋ด้วยความเคารพ เขานำผงกระดูกของท่านไปฝังและทำป้ายหลุมศพตั้งไว้ด้วย..........
จิ๋นหยางมองไปที่สิ่งของของท่านไต้ซืออยู่สักพักว่าจะทำยังไงดีกับของเหล่านี้เขาไม่กล้าที่จะเอามันมาเพราะแค่วิชาที่เขาฝึกนี้ก็มากพอแล้ว แล้วจะเอาของอย่างอื่นได้ยังไงเขาปล่อยให้มันอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิมแต่แผ่นหยุกที่ท่านไต้ซือได้กล่าวไว้นั้นจำเป็สำหรับเขาอย่างมาก เพราะมันช่วยให้เขาสามารถออกไปจากสถานที่แห่งนี้ได้........
"ทำไมเ้าถึงไม่รับมันไว้ละไหนเมื่อท่านไต้ซือให้เ้าแล้ว?" ชายชราส่งเสียงออกมันภาพเมื่อคู่นี้มันก็เห็นด้วย เื่ที่จิ๋นหยางพูดคุยกับท่านไต้ซือมันก็รู้ด้วยเพราะมันอยู่ในไข่มุกมันจึงสามารถเข้าไปยังมิติที่จิ๋นหยางเข้าได้ด้วย......
"ไม่ละ ข้าไม่ได้ละโมบโลภมากเหมือนท่านซะหน่อย"จิ๋นหยางตอบกลับไปพร้อมกับแฝงคำพูดกวนประสาทเอาไว้.......
“เ้า!! ดีข้าก็อยากรู้นักว่าเ้าจะปากดีได้นานแค่ไหน? ชิ!!”
จิ๋นหยางนั่งลงแล้วทำสมาธิเพื่อเพิ่มจิตััของเขาให้ดียิ่งขึ้นกว่าเก่าเพราะการรับรู้ได้ก่อนมีความได้เปรียบอย่างมาก มันช่วยเพิ่มโอกาสรอดและความปลอดภัยให้กับตัวเขายิ่งขึ้นเพียงแต่ฝึกจิตััเท่านั้น.......
ส่วนวิชาหมัดของเขาเองก็มีความพัฒนาอย่างมากโดยเฉพาะท่าร่างอัศนีวานรของเขายิ่งรวดเร็วยิ่งนักความเร็วนี้เปรียบได้กับผู้ฝึกต้นเริ่มต้นขั้นสูงเลยทีเดียว บวกกับท่าวานรเร้นลับแล้วการก้าวเดินของเขาจะไร้ร่องลอยแบบไม่มีที่ติยิ่งจิตััเขาแข็งแกร่งเขาก็จะควบคุมและกำหนดมันได้ดีมากเท่านั้น.......