รุ่งเช้าพวกเขาตกลงกันเื่สัญญาณมือ
เรนนั่งตรงหน้าหลินในแสงรุ่งสางกางนิ้วมือทีละท่า พูดช้าๆ เพื่อให้จำได้ ไม่ใช่เพราะคิดว่าหลินโง่แต่เพราะในเขตที่เข้าไปจะไม่มีโอกาสย้ำอีก
นิ้วชี้ขึ้น —หยุด
กำมือ —อยู่นิ่ง ไม่ขยับ
สองนิ้วชี้ไปข้างหน้า— เดินต่อ
มือวางบนบ่าอีกฝ่าย— ไม่โอเค ต้องหยุด
มือจับข้อมือ— ออกทันที ไม่รอ
หลินพยักหน้ายืนยันทีละท่าทดสอบกลับให้เรนดู ทำซ้ำจนทั้งคู่แน่ใจว่าจำได้
"ระฆังไร้ก้องจะอยู่สูงกว่าระดับตา"เรนพูด "วางไว้บนต้นไม้หรือหิน ต้องดึงออกด้วยมืออย่าใช้เสียง ถึงแม้จะรู้สึกอยากใช้"
"ในเขตนั้นใช้เสียงไม่ได้อยู่แล้ว"
"ไม่ใช่อย่างนั้น"เรนพูด "ใช้เสียงออกมาได้ แต่ป่าไม่ตอบสนองปัญหาคือถ้าพยายามใช้สุรเสียงในเขตนั้นแล้วป่าไม่รับ แรงจะย้อนกลับมาที่ผู้พูด"
หลินคิดถึงตอนที่ลองสะกิดต้นไม้และต้นไม้เกือบล้ม"แรงย้อนจากสุรเสียง..."
"ไม่ดีในพื้นที่ปิด"เรนพูด สั้น แต่ชัด
"โอเคไม่ใช้เสียงในแบบนั้น"
"ไม่ใช้เสียงในแบบไหนก็ได้ถ้าไม่จำเป็"เรนพูด "พูดได้ แต่ป่าไม่รับ เสียงไปไม่ถึงไหนเหมือนที่เธอรู้สึกตอนทดสอบชายเขต"
หลินพยักหน้าจำได้ จำได้ดีมาก เสียงออกมาแต่รู้สึกว่าไปไม่ถึงไหน เหมือนพูดในห้องกันเสียงเหมือนพูดในฝัน
"ระฆังอยู่ที่ไหนในนั้นเธอบอกว่ายังไม่รู้"
"จากรอยที่วางน่าจะอยู่ลึกเข้าไปประมาณสามสิบก้าวจากชายเขต" เรนพูด"ถ้าระฆังอยู่ที่ระดับที่มองเห็น เราจะหาได้"
"ถ้าไม่เห็น?"
"ก็จะรู้สึกเสียงไร้ก้องจะดูดเสียงที่ผ่านมาใกล้ๆถ้าเดินผ่านแล้วรู้สึกว่าเสียงที่พูดเบาลงกว่าปกติ แปลว่าอยู่ใกล้ระฆัง"
หลินมองเขตที่อยู่ตรงหน้าป่าตาย เงียบ ต้นไม้แห้งยืนอยู่ในความว่างเปล่าที่ไม่ใช่ความตายแต่รู้สึกอย่างนั้น
"พร้อมไหม?"เรนถาม
หลินหายใจเข้าลึก"ไม่พร้อม แต่ก็ไปเถอะ"
เรนยื่นมือมา
ไม่ใช่กำมือแค่เปิดฝ่ามือ เสนอให้จับ
หลินจับ
มือเรนอุ่นกว่าที่คิดแข็งกว่าที่คิด มีรอยิัที่บ่งบอกว่าใช้งานมาก แต่จับได้มั่นคง
ทั้งคู่ก้าวเข้าเขตพร้อมกัน
ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทันที
ไม่ใช่แบบที่เ็ปไม่มีเสียงหายดังตูม ไม่มีความรู้สึกว่าถูกดึงบางอย่างออกไปแค่รู้สึกว่าโลกเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง เหมือนเดินเข้าห้องที่อากาศต่างออกไปเหมือนจุ่มมือลงน้ำที่อุณหภูมิต่างกัน
หลินพูด"เย็น"
ได้ยินเสียงตัวเองแต่เสียงนั้นไปไม่ถึงไหน ออกจากปากแล้วก็หยุดอยู่ตรงนั้น ไม่กระจาย ไม่ก้องไม่มีอะไรตอบสนอง เหมือนพูดในห้องที่เก็บเสียง
เรนมองมาถามด้วยสายตา
หลินพยักหน้าโอเค
พวกเขาเดินต่อ
ก้าวหนึ่ง สองสาม ต้นไม้แห้งอยู่รอบข้างกิ่งที่ไม่มีใบชี้ขึ้นไปในอากาศเหมือนนิ้วมือที่ผอมเกินไป พื้นดินแห้งและแตกไม่มีใบไม้ร่วง ไม่มีสัตว์ ไม่มีแมลง ไม่มีอะไรเลยที่ทำให้รู้ว่าที่นี่เคยมีชีวิต
แต่ก็ไม่รู้สึกว่าตาย
รู้สึกว่า"หยุด"
เหมือนสถานที่ที่เวลาตัดสินใจพักอยู่ที่นี่ก่อน
หลินมองซ้ายมองขวา ต้นไม้เหมือนกันทุกต้น แห้งเหมือนกัน ยืนเหมือนกัน ไม่มีสีที่ต่างไม่มีอะไรที่บอกว่าเดินมาแล้วเท่าไหร่หรือเหลืออีกเท่าไหร่
เรนเดินช้าๆสายตามองรอบข้างอย่างมีจุดประสงค์ ไม่ใช่มองเฉยๆ แต่มองแบบที่รู้ว่ากำลังหาอะไร
มือทั้งสองยังจับกันอยู่
ยี่สิบก้าว
เรนหยุดทำสัญญาณนิ้วชี้ขึ้น
หลินหยุดทันที
เรนมองขึ้นไปที่ต้นไม้ข้างหน้าต้นแห้งเหมือนต้นอื่น แต่มีบางอย่างผูกอยู่ที่กิ่ง้า ผ้าบางสีเทาหลินมองตามสายตาเรนแล้วก็เห็น ไม่ใช่แค่ผ้า มีอะไรห้อยอยู่ใต้ผ้าสิ่งที่ดูเหมือนระฆัง รูปทรงคล้ายระฆัง แต่ไม่มีเสียง ไม่มีเงาราวกับมันดูดแสงที่ผ่านใกล้ๆ ให้หายไปด้วย
ระฆังไร้ก้อง
หลินพูดว่า"เห็น"
เสียงออกมาแล้วก็หยุดไม่ก้อง ไม่แพร่ ราวกับพูดในสุญญากาศ
เรนพยักหน้าแล้วมองต้นไม้ ประเมินความสูง ประเมินกิ่ง ชี้ขึ้นไปที่กิ่งหนึ่งแล้วมองหลิน
หลินเข้าใจโดยไม่ต้องพูดเรนอยากให้ขึ้นไปเอา
เธอมองต้นไม้รูปทรงกิ่ง จุดที่เหมาะปีน เรนสูงพอที่จะเอื้อมถึงกิ่งแรกได้แต่ระฆังอยู่สูงกว่านั้นอีก หลินเบากว่าและคล่องแคล่วพอที่จะขึ้นไปได้
เธอปล่อยมือเรน
ทันทีที่ปล่อยรู้สึกแตกต่าง ไม่ใช่เ็ป แต่รู้สึกว่า "คนเดียว" ชัดขึ้นไม่ใช่ความรู้สึกใหม่ แต่ในเขตนี้มันชัดกว่าปกติเหมือนการปล่อยมือทำให้รู้สึกว่าส่วนหนึ่งที่เชื่อมกับภายนอกหายไปด้วย
เรนจับข้อมือเธอแทนไม่ปล่อย
หลินมองมา
เรนทำสัญญาณมือ— จับข้อมือไว้ก่อน ปีนทีหลัง
หลินพยักหน้า
เรนจับข้อมือเธอจนกระทั่งพาเดินเข้าไปใกล้ต้นไม้ที่ระฆังแขวนอยู่ยืนชิดโคน มองขึ้นไปยืนยันอีกครั้งว่าระฆังอยู่ที่กิ่งไหน แล้วค่อยๆ ปล่อยมือ
การปล่อยมือครั้งนี้ต่างออกไปเพราะทั้งสองรู้แล้วว่าหลินจะไปไหน
หลินจับโคนต้นไม้เริ่มปีน
ไม้แห้งไม่เปราะยังแข็งอยู่ แต่ผิวลื่นกว่าไม้ที่มีชีวิต ต้องระวังทุกจุดที่วางมือทุกจุดที่วางเท้า กิ่งแรกอยู่ในระยะแขนเมื่อยืนบนกิ่งเล็กๆ ที่ต่ำกว่ากิ่งที่สองต่อขึ้นไป กิ่งที่สาม
ระฆังอยู่ที่กิ่งสี่
หลินเอื้อมมือขึ้นไปผ้าที่หุ้มอยู่เป็ผ้าบางพับไว้เป็เปลาะๆ รอบตัวระฆัง เธอจับผ้าพยายามคลายออก
นิ้วมือรู้สึกว่ามีอะไรดูดความร้อนออกไปไม่ใช่เย็น แต่เป็การขาดอะไรบางอย่างที่ควรมี ราวกับจับสิ่งที่ไม่มีอุณหภูมิ
หลินพูดเบาๆกับตัวเอง "โอเค"
เสียงออกมาแล้วก็หายไป
แต่รู้สึกบางอย่าง
ไม่ใช่เสียงที่ออกไปสู่ป่าไม่ใช่เสียงที่ป่าตอบสนอง แต่เป็เสียงที่อยู่ข้างในเสียงที่ไม่้าให้ใครได้ยิน เสียงที่เธอพูดกับตัวเองในเวลาที่ไม่มีใครฟัง
โอเค
ฉันทำได้
ฉันรู้ว่าทำได้
ผ้าคลายออกมาเปลาะหนึ่ง
หลินดึงต่อเปลาะสอง เปลาะสาม ผ้าพันไว้แน่นกว่าที่คิด แต่ก็ไม่ได้แน่นพอที่จะหยุดเธอได้เธอดึงอย่างอดทน ทีละเปลาะ ทีละนิ้ว ทีละชั้น
ระฆังโผล่ออกมาจากผ้า
เล็กกว่าที่คิดขนาดกำปั้น สีดำเข้ม ผิวเรียบไม่มีลวดลาย ไม่มีก้านตี ไม่มีลิ้นระฆังแค่รูปทรงของระฆังที่ทำจากบางอย่างที่ดูดความสว่างออกไปจากรอบข้าง
หลินจับ
มือรู้สึกเย็นทันทีเย็นแบบที่ไม่เคยรู้สึกในหิมพานต์เย็นแบบที่ทำให้รู้ว่าสิ่งที่จับอยู่ไม่ควรมีอยู่ในที่ที่มีชีวิต
เธอดึง
ระฆังไม่ขยับ
ผูกอยู่กับกิ่งหลินมองดูใกล้ขึ้น มีเส้นด้ายบางๆ สีเดียวกับระฆัง มองยากมากถ้าไม่มองตรงๆผูกวนรอบกิ่งหลายรอบ
เธอพยายามแกะด้ายนิ้วชาจากความเย็น แต่ยังขยับได้ ค่อยๆ คลายออกรอบหนึ่ง สองรอบ
ระฆังขยับ
สามรอบ
ระฆังคลายออก
หลินหยุดสักครู่มองลงมาข้างล่าง เรนยืนอยู่ที่โคนต้น มองขึ้นมา มือพร้อม
เธอดึงระฆังออกมาจากกิ่ง
และทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน
ระฆังหลุดออกมาตกจากมือหลินพร้อมกับที่เธอเสียหลักเล็กน้อย ระฆังตกลงมาข้างล่าง เรนเอื้อมมือรับและในเวลาที่ระฆังผ่านเขตไร้เสียงในขณะที่เรนจับอยู่นั้น
เสียงะเิออกมา
ไม่ใช่เสียงระฆังไม่ใช่เสียงดัง แต่เป็เสียงของป่าที่กลับมา ลมกลับมาใบไม้ของป่าฝั่งปกติที่อยู่ไม่ไกลออกไปไหวพร้อมกัน เสียงสัตว์เบาๆที่หายไปั้แ่ก้าวเข้ามาก็กลับมาเบาๆ เสียงที่หลินรู้แล้วว่าป่ากำลังหายใจ
ระฆังอยู่ในมือเรนแล้ว
หลินลงมาจากต้นไม้เร็วกว่าที่ขึ้น เพราะรู้แล้วว่าจุดไหนปลอดภัย ลงมาถึงพื้นมือยังชาอยู่บ้างจากความเย็นของระฆัง
เรนยื่นมือมา
หลินจับทันที
และทันทีที่จับมือรู้สึกว่าเส้นเชื่อมกลับมา ไม่ใช่แค่ความอบอุ่น แต่รู้สึกว่า"อยู่กับคนอื่น" แทนที่ "อยู่คนเดียว"
"ออก"เรนพูด
พวกเขาเดินกลับมาทางที่เข้ามาเร็วกว่าตอนเดินเข้า แต่ไม่วิ่ง เพราะวิ่งในที่ที่ไม่รู้จักคือสิ่งที่ไม่ควรทำ
และก็ก้าวผ่านขอบเขต
ป่าตอบสนองทันที
ลมพัดมาใบไม้ไหว ดอกไม้ที่หลินไม่เคยสังเกตก็สังเกตเห็นในตอนนี้เพราะมันหันมาเล็กน้อยป่าฝั่งมีชีวิตส่งเสียงรอบข้าง เสียงที่ไม่เคยดูพิเศษก็ฟังดูพิเศษในตอนนี้เพราะเพิ่งผ่านที่ที่ไม่มีมัน
หลินยืนอยู่ที่ขอบชายเขตหายใจลึก
ป่าฟัง
"เย็น"เธอพูดออกมา ทดสอบ ไม่ใช่เพราะ้า แต่เพราะ้ารู้
ป่าตอบสนองลมเบาขยับ ใบไม้ไหว เสียงที่ออกไปแล้วถึงที่ไหนสักที่
หลินหัวเราะสั้นๆโดยไม่ได้ตั้งใจ
ไม่ใช่เสียงหัวเราะที่ตลกแต่เสียงหัวเราะแบบที่เกิดขึ้นเมื่อบางอย่างที่กลัวจะเสียก็ยังอยู่ครบ
เรนมองเธอ
"เสียงยังอยู่"เธอพูด
"ใช่"
"ดีกว่าที่คิด"
เรนมองระฆังในมือของตัวเองสิ่งเล็กๆ สีดำที่ดูดแสงออกไปจากรอบข้าง มองใกล้ๆ ก็ยังดูเหมือนไม่ค่อยมีอยู่จริง
"เอาไว้ที่ไหน?"หลินถาม
"ห่อผ้า"เรนพูด "ห่อหลายชั้น ถ้าไม่มีผ้าหุ้มมันจะดูดเสียงออกไปเรื่อยๆในระยะใกล้"
"ฉันรู้สึกตอนจับเย็นมาก"
"ใช่มันดูดพลังเสียงออกจากสิ่งที่ัั" เรนพูด เริ่มห่อผ้าที่นำมาด้วยห่อทีละชั้น "แต่ตอนนี้เอาออกจากเขตแล้วมันไม่มีพลังเสริมจากเขตนั้นอีก"
"แปลว่าอ่อนกว่าเดิม"
"อ่อนกว่าแต่ยังอันตรายถ้าไม่ระวัง"
หลินมองระฆังที่ถูกห่อผ้าจนมองไม่เห็นแล้ว"เธอเอาไว้กับตัวได้ไหม?"
"ได้ฉันไม่ใช้เสียงสุรเสียง ระฆังดูดเสียงปกติบ้างแต่ไม่มีผล"
"โอเค"
ทั้งสองยืนอยู่ที่ขอบชายเขตฝั่งหนึ่งมีชีวิต ฝั่งหนึ่งว่างเปล่า ตอนนี้พวกเขาอยู่ฝั่งมีชีวิต
หลินมองเข้าไปในเขตอีกครั้งต้นไม้แห้งยังยืนเงียบอยู่ ระฆังหายไปแล้วแต่เขตนั้นก็ยังเป็เขตไร้เสียงเหมือนเดิมเพราะระฆังเป็แค่สัญลักษณ์ของการวางกับดัก ไม่ใช่ต้นเหตุของเขตนั้นเอง
"เขตนั้นจะหายไปไหม?"เธอถาม "ตอนนี้ที่เอาระฆังออกแล้ว"
"เขตยังอยู่"เรนพูด "ระฆังไร้ก้องทำหน้าที่ประกาศตำแหน่ง ไม่ใช่สร้างเขตเขตนี้มีอยู่ก่อนแล้ว ระฆังแค่บอกให้ฝ่ายเงารู้ว่าเราผ่านที่นี่"
"แปลว่าตอนเราอยู่ในนั้นพวกเขารู้ตำแหน่งเรา"
"อาจรู้ว่าระฆังถูกััแต่ไม่รู้รายละเอียด ระฆังไม่ส่งสัญญาณต่อเนื่อง แค่ส่งสัญญาณตอนถูกแตะ"
"งั้นพวกเขารู้ว่ามีคนเอาระฆังออก"
"น่าจะ"
หลินถอนหายใจ"แปลว่าต้องรีบ"
"แปลว่าต้องรีบ"
ป่ารอบข้างไม่เปลี่ยนแปลงยังคงส่งเสียงชีวิตเหมือนเดิมแต่หลินรู้สึกว่าความสบายใจที่ได้กลับมามีเสียงนั้นเบาลงนิดหนึ่งเมื่อรู้ว่ามีนาฬิกาที่มองไม่เห็นกำลังเดินอยู่
"ศาลาสังข์อยู่ไกลแค่ไหน?"เธอถาม
"ข้ามเขตนี้ไปอีกฝั่งเดินอีกครึ่งวัน" เรนพูด "ถ้าไม่มีอะไรขัดจังหวะ"
"มีอะไรขัดจังหวะบ้างที่เป็ไปได้?"
"หลายอย่าง"
"อธิบายได้ไหม?"
"ระหว่างทาง"เรนพูด "เดินก่อน"
หลินพยักหน้าก้าวออกจากขอบชายเขต เดินตามเรนเข้าสู่ป่าฝั่งมีชีวิต
ป่าตอบสนองเสียงฝีเท้าตอบสนองลมหายใจ ตอบสนองทุกสิ่งเล็กๆ ที่พวกเขาทำหลินรู้สึกว่าการที่ป่าฟังในตอนนี้ ฟังดูดีกว่าเสมอ
แม้จะมีความเป็ไปได้ว่ามีคนรับรู้เสียงนั้นอยู่ด้วย