เทพสงครามหวนจุติ

    ใต้แสงจันทราและดวงดาราดารดาษ

    ตอนที่ 54


    ใต้แสงจันทราและดวงดาราดารดาษ




    “ พบแล้ว!! เป็นที่ใด?...”


    องค์รัชทายาทที่ได้ยินคำของอสูรค้างคาวก็โพลงขึ้น พร้อมกับแววตาที่สาดประกายด้วยความปิติ


    “ ไกลถึงอาณาจักรเมฆคราม”


    “ เมฆคราม!!! กลับหนีไปไกลถึงเพียงนั้น…”


    “ ยังมี พวกมันยังปลอมแปลงเปลี่ยนแซ่ จากเซี่ย เป็นหลี่”


    “ กระทั่งยังยอมเปลี่ยนแซ่ ช่างขลาดเขลานัก...” กล่าวจบก็ทำทีครุ่นคิด กระทั่งครู่ต่อมา จึงกล่าวคำ


    “ แต่ ถึงจะทราบรู้ยามนี้ก็ยังทำอันใดไม่ได้ เสด็จพ่อที่ชราภาพมากแล้วยังคงไม่ยอมสละราชสมบัติให้แก่ข้า เรื่องของตระกูลเซี่ยจึงคงต้องรอไปก่อน...”


    “ หม่อมฉันวางกำลังจับตาการเคลื่อนไหวของตระกูลเซี่ยเอาไว้แล้ว ขอเพียงองค์รัชทายาทมีรับสั่ง คนของหม่อมฉันก็พร้อมจะลงมือ”


    “ ดีมาก เจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ หากมีอันใดข้าจะเรียกหาเอง”


    “ เพคะ” อสูรค้างคาวรับคำก่อนจะถอยกายกลับไป


    กระทั่งภายในตำหนักเหลือเพียงแค่องค์รัชทายาทที่นั่งจับคางครุ่นคิด แววตาที่เหม่อมองฝ้าเพดา มากไปด้วยแผนการที่ยากจะคาดเดา


    “ ข่าวคราวตระกูลเซี่ยเผยออกมาแล้ว แต่ เสด็จพ่อที่ชราภาพของข้าก็ยังไม่ยอมสละราชสมบัติ อีกทั้งยามนี้ ยังมีน้องสาวที่สมควรจะตกตายสาบสูญไปตั้งแต่เมื่อครั้งกระนั้น…”


    “ ข้ารึอุตส่าห์วางแผนอย่างแยบยล ส่งนางและมารดาของนางออกไปได้เป็นผลสำเร็จ ทั้งยังจัดคนไล่ล่าสังหาร แต่มิรู้เพราะเหตุใด จึงรอดชีวิตกลับมา...”


    “ ส่วนเจ้ารองที่โง่เขลา มันที่เป็นแต่มัวเมาในกามารมณ์ ก็ยังถูกข้าผู้นี้ยุแหย่ จนท้ายที่สุด ก็ถูกคนจากสุสานเทพศัสตราสับสังหารจนตกตาย…”


    “ เดิม บัลลังก์จักรพรรดินี้ ข้าที่เป็นรัชทายาทสมควรที่ก้าวขึ้นนั่งอย่างสะดวกดาย ทั้งภายหลังยังปลอดโปล่งโล่งสบาย ไร้สิ่งใดที่จะเป็นเสี้ยนหนามสั่นคลอน... ”


    “ ทว่ามายามนี้ กลับปรากฏน้องสาวที่อย่างไรก็มิสมควรจะมาปรากฏ ทั้งนางยังมิได้มาเพียงตัวเปล่า ยังพกพาเอาเบื้องหลังอันยิ่งใหญ่อย่างตำหนักนางเซียนเข้ามา…”


    “ ยามนี้คิดใคร่สังหารนางจึงยากยิ่ง สิ่งเดียวที่สมควรกระทำ คือสะกดข่มนาง ทั้งร่างกายและจิตใจ…”


    “ ข้าต้องทำให้นางเป็นของเล่นของข้า ทำให้นางสูญสิ้นในศักดิ์ศรีอันเย่อหยิ่งและจองหองของนาง”


    “ ส่วนเรื่องราวของเสด็จพ่อ... หากมิมีใดเปลี่ยนแปลง ภายในสี่ปีนี้ ย่อมต้องยกบัลลังก์จักพรรดิให้แก่ข้าอย่างแน่นอน พอถึงยามนั้น เรื่องราวของตระกูลเซี่ยจึงค่อยว่ากล่าวกันอีกที...”


    “ แต่ถ้าเรื่องราวมิได้เป็นตามที่ข้าคาดการณ์ ข้าเอง ก็มีวิธีจัดการให้เสด็จพ่อสละบัลลังก์”




    มิรู้ว่าเวลาล่วงผ่านไปนานเท่าใด หานเฟิงที่ยามนี้พึ่งได้สติจึงค่อยลืมตาตื่น หากกลับพบว่า สองแขนและสองขาถูกรั้งไว้ด้วยโซ่ตรวน ร่าง แนบชิดกับผนังศิลาเย็นเยียบ ลมปราณในร่างถูกกักกัน เป็นโซ่ตรวน ที่ลงสลักอาคมสะกดปราณ


    หานเฟิงไล่สายตามองสภาพโดยรอบ มองเห็นว่าสามด้านคือกำแพงศิลา ส่วนเบื้องหน้าคือตารางซี่กรงเหล็ก จึงเข้าใจในบัดดลว่า ภาพเช่นนี้ จะมีให้เห็นได้ก็แต่ในคุกใต้ดิน


    และย่อมเป็นคุกใต้ดินของวังหลวง เป็นหานเฟิงที่ถูกอสูรวานรนำตัวมาขังเอาไว้ที่นี่ แน่นอน เพราะเป็นรับสั่งก่อนหน้าของรัชทายาท ที่ต้องการจับเป็นหานเฟิง


    กระทั่งที่ครู่ต่อมา หานเฟิงก็ได้ยินเสียงฝีเท้าย้ำลงบนพื้นศิลาดังใกล้เข้ามาทุกขณะ เงี่ยหูสดับรับฟัง จึงพบว่า เป็นเสียงฝีเท้าถึงสองคู่ด้วยกัน


    รออยู่เพียงไม่นาน สองเงาร่างก็ปรากฏเข้ามาในครรลองสายตา ร่างหนึ่งเป็นที่มันคุ้นเคย เป็นอสูรวานร ส่วนอีกร่าง เป็นชายหนุ่มผิวขาวที่หน้าตาหล่อเหลา มันอยู่ในชุดสีดำที่ดูหรูหรา หานเฟิงชมมอง ขุดค้นจากความทรงจำ จึงจดจำได้ว่า คนผู้นี้คือองค์ชายรัชทายาทแห่งอาณาจักรนภาทมิฬ


    เยี่ยหยุนเฟย


    เห็นหน้าตาหล่อเหลา แลดูอายุเยาว์ หากแท้จริง อายุก็ปาไปร้อยกว่าปีแล้ว


    “ หืม!!! ดูแล้วอายุไม่เท่าไหร่เองนิ…” 


    ผู้กล่าวคำคือเยี่ยหยุนเฟย มันจับจ้องมองชายหนุ่มที่ถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ตรวนสี่เส้น สภาพร่างของชายหนุ่มนั้นแลดูปกติ ไร้บาดแผลเลือดตกยางออก หากจะมีก็แต่แผ่นออก ที่ชุดเสื้อเป็นรูโหว่เท่ากำปั้น กับใบหน้าที่แลดูซีดขาวไปบ้าง


    “ เป็นมันบุกเข้าไปเข่นฆ่าสังหารที่เหมืองทางตะวันตก”


    เยี่ยหยุนเฟยพยักหน้ารับ “ เจ้ากล้าโขมยของ ของข้า นับว่ามีขวัญกำลังมิใช่น้อย”


    “ เจ้าเรียกว่าอะไร?”


    หานเฟิงได้ยินคำ หากมิคิดกล่าวคำตอบกลับไป มันเพียงจับจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างแน่วนิ่ง แววตาไร้ซึ่งความหวาดกลัว


    “ โอ้ ขวัญกล้าไม่เบาจริงๆ”


    “ ข้าละชอบนัก ไอ้คนโอหังอวดดีเช่นนี้ แล้วจักคอยดูว่า เจ้า จะสงบปากสงบคำไปได้นานสักเท่าใด”


    กล่าวจบก็ทำทีครุ่นคิด กระทั่งครู่หนึ่งจึงกล่าวคำขึ้นต่อ


    “ คนดื้อดึงเช่นเจ้า ความเจ็บปวดทางกายคงมิทำให้เจ้าแผดเสียงโอดครวญ ข้าจึงมีวิธีการทรมานคนประเภทนี้โดยเฉพาะ…”


    “ มันเรียกว่า ทัณฑ์รัญจวน…”


    “ วิธีนี้ง่ายดายยิ่ง ข้าเพียงให้เจ้ากลืนกินสิ่งนี้...” เยี่ยหยุนเฟยใช้สองนิ้วคีบเม็ดยาสีส้มโปร่งแสงขึ้นมาให้ชมมอง


    “ มันเรียกว่า เม็ดยาเพลิงกระสัน ส่วนสรรพคุณของมัน…”


    “ จะทำให้ผู้ที่กลืนกินมันเข้าไปบังเกิดเป็นความต้องการอย่างสุดระงับ…”


    “ แต่เจ้าอย่าได้คิดว่ามันเป็นเพียงแค่ยาปลุกสวาทธรรมดาทั่วๆไป เพราะฤทธิ์ของมันรุนแรงยิ่ง หลังจากที่กลืนมันลงไปแล้ว หากมิได้ปลดปล่อยเข้าไปในกายของสตรี ฤทธิ์ของเม็ดยา ก็จะค่อยๆแผดเผาอวัยวะภายในจนตกตาย...”


    กล่าวจบก็โบกมือวูบ เม็ดยาพุ่งผ่านซี่กรงเหล็ก ก่อนจะผ่านเข้าไปในช่องปากของหานเฟิงที่ถูกลมปราณบังคับให้อ้าเปิด เม็ดยาถูกกลืนลงท้องไปโดยที่หานเฟิงไม่อาจขัดขืน


    ราวห้าลมหายใจต่อมา หานเฟิงก็สัมผัสได้ถึงคลื่นความร้อนที่ค่อยๆแผ่ซ่านอยู่ภายใน คลื่นความร้อนที่ปลุกกระตุ้นอารมณ์กระสันของมันให้ปะทุขึ้นมา มันรู้สึกว่าช่วงล่างร้อนวูบวาบ แต่นั่นกลับทำได้เพียงแค่สองคิ้วของมันที่ขมวดมุ่น ส่วนอื่นบนใบหน้าล้วนไม่มีใดเปลี่ยนแปลง


    “ ข้าขอบอกต่อเจ้า ความตายที่ทุกข์ทรมาณที่สุดคือความตายที่เกิดจากความต้องการที่จะปลดปล่อย แต่มิอาจกระทำ…”


    “ แต่ถ้าเจ้ายอมอ้อนวอนร้องขอชีวิต ข้าก็อาจจะใจดี หาหมูตัวเมียมาให้เจ้าได้ปลดปล่อย ยืดชีวิตของเจ้า ต่อไปอีกสักสองสามวัน”


    กล่าวจบก็ยิ้มน้อยๆ ชมดูหานเฟิงที่สองคิ้วค่อยๆขมวดแน่น หากริมฝีปากยังคงเม้มสนิท คล้ายดั่งว่า ต่อให้ต้องตาย ก็มิยอมเปิดปากกล่าวคำอ้อนวอน


    “ โอ้!! ข้าละเกลียดนักไอ้พวกที่หยิ่งในศักดิ์ศรีเนี่ย... ตอนนี้ก็เชิญเจ้าหยิ่งเสียให้พอใจ เพราะหลังจากที่เจ้าตายแล้ว ข้าก็จะให้ทหารนำซากร่างของเจ้าที่ถูกเปลื้องผ้าจนเปลือยเปล่า ไปแขวนประจานไว้ที่หน้าประตูเมือง...”


    กล่าวจบก็เดินจากไปพร้อมกับอสูรวานร ปล่อยทิ้งหานเฟิงให้ต่อสู้กับอารมณ์ความต้องการที่ปะทุขึ้นมาอย่างสุดระงับ


    กระทั่งผ่านไปอีกครู่ใหญ่ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นมา ก่อนจะปรากฏให้เห็นเป็นนายทหารผู้หนึ่ง มันมาหยุดนิ่งชมมองหานเฟิงอยู่เบื้องนอกของซี่กรง


    “ ข้ามารอชมเจ้าที่กรีดร้องด้วยความทุกทรมานจนตกตาย จากนั้นค่อยเปลื้องผ้าเจ้า แล้วนำซากร่างของเจ้า ไปแขวนประจานไว้ที่ประตูเมือง”


    หานเฟิงรับฟังความ เหลือบตาจับจ้องมองนายทหารผู้นั้นอย่างแน่วนิ่ง จากนั้นก็เลือกที่จะหลับตาลง คงปล่อยให้กาลเวลาล่วนเลยผ่านไป



    กระทั่งเวลาล่วงผ่านไปแล้วมากกว่าหนึ่งชั่วยาม หากยิ่งมา ที่หานเฟิงยิ่งสัมผัสได้ คือความร้อนในกายที่แทบจะแผดเผาอวัยวะภายในจนมอดไหม้ มันที่แม้จะเป็นผู้ใช้ปราณอัคคี ซึ่งที่จริงสมควรจะทนได้ระดับหนึ่ง แต่ทว่า ความร้อนที่ปะทุขึ้นมา กลับมิได้คล้ายอัคคีธาตุแต่อย่างใด มันเป็นความร้อนจากฤทธิ์ของโอสถสารพัดที่ควบกลั่นเป็นเม็ดยา ความร้อนเช่นนี้มิใช่หยาง มิใช่อัคคีธาตุ หากสมควรจัดให้อยู่ในหมวดของพิษ...


    “ สีหน้าเจ้ายามนี้ดูไม่ดีเลย ไฉนไม่กรีดร้องออกมาให้ชมดู บางที การกรีดร้องอาจจะทุเลาความทุกข์ทรมานของเจ้าลงได้บ้าง...”


    นายทหารผู้นั้นกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยัน เป็นกว่าหนึ่งชั่วยามมานี้ มันเพียงยืนนิ่งๆ เฝ้ารอคอยหานเฟิงให้สิ้นใจ


    หานเฟิงที่ได้ยินคำก็เหลือบตาที่แดงฉานเพราะเส้นเลือดฝอยขึ้นมอง หากปากกลับเม้มสนิท จะได้ยินก็เพียงแค่เสียงของแนวฟันบนล่างที่ขบใส่กัน


    “ เฮอะ... ข้าเองก็อยากรู้นัก ว่าเจ้าจะอดทนเงียบปากไปได้อีกนานสักเท่าไร...”



    กระทั่งที่เวลาล่วงผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม เสียงกัดฟังจากปากของหานเฟิง ที่ยิ่งมาก็ยิ่งดังขึ้น กระทั่งดวงตาที่ยิ่งมาก็ยิ่งแดงฉานไปด้วยเส้นเลือดฝอย มันยามนี้ ที่นอกจากความรู้สึกต้องการที่จะปลดปล่อยอย่างสุดระงับ มันยังรับรู้ได้ถึงภายในที่ร้อนระอุ มันรู้ว่า ร่างกายของมันกำลังถึงขีดจำกัดในไม่ช้า ฤทธิ์ร้อนแรงของเม็ดยา กำลังจะแผดเผาอวัยวะภายในของมันให้ตกตาย


    กระทั่งที่เสียงกล่าวของนายทหารที่เบื้องหน้าดังขึ้น จึงพาให้หานเฟิงที่พยายามสะกดกลั้น ต่ออารมณ์ปราถนาและความเจ็บปวดต้องหันไปสนใจ เพราะครานี้ นายทหารผู้นั้นมิได้กล่าวพูดกับมัน


    “ อ องค์หญิงเยี่ยหลัน…”


    หานเฟิงเงยหน้าชมดู หากเห็นเพียงนายทหารผู้นั้นหันหน้าไปด้านข้าง ซึ่งมันก็มองไม่เห็น ว่าผู้มาเป็นเช่นไร


    “ ที่นี่เป็นเขตุหวงห้าม ท่านไม่อาจ…”


    หากคำกล่าวของนายทหารผู้นั้นเป็นอันต้องสิ้นสุดลง เพราะที่หานเฟิงมองเห็น คือประกายสีเงินที่วาบผ่าน ก่อนที่ศีรษะของนายทหารผู้นั้นจะร่วงหล่นลงมาพร้อมกับร่างไร้ศีรษะที่โลหิตฉีดพุ่งพร่างพรม


    เสียงทึบของร่างที่ไร้ศีรษะล้มลง หานเฟิงชมดูโลหิตที่ฉีดพุ่งนองพื้น ขบคิดทบทวนจากคำกล่าวของนายทหารที่ก่อนจะสิ้นใจ เป็นคล้ายว่าคนผู้หนึ่งได้เข้ามาเยือน


    เป็นองค์หญิงเยี่ยหลัน


    กระทั่งที่หานเฟิงมองเห็นเป็นร่างแบบบางของหญิงสาวในชุดสีดำเดินผ่านเข้ามา ผมดำของนางยาวสยายไปถึงกลางแผ่นหลัง ใบหน้าขาวสลางบิดบังไว้ด้วยผ้าคลุมหน้าที่ยังคงเป็นสีดำ จะเหลือก็แต่เพียงนัยน์ตาดำขลับและคิ้วโค้งโก่งจันทร์เสี้ยวให้ชมมอง


    กลิ่นอายที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างของนาง คือความเย็นชาที่ชวนให้ผู้คนรู้สึกสั่นสะท้าน กระทั่งหานเฟิงที่จับจ้องสบตากับนาง ยังรู้สึกหนาวเยือกไปถึงทรวงใน ทว่า ดวงตาคู่นั้นมันช่างคุ้นเคยนัก มันเหมือนกับ ดวงตาของเสวี่ยเอ๋อร์ หากจะต่างกันก็ตรงที่ว่า เสวี่ยเอ๋อร์นั่นเพียงแค่ทอดมองอย่างชืดชา หาได้จับจ้องอย่างเย็นชาจนชมดูน่าหวาดหวั่นไปจนถึงขั้วหัวใจ


    กระทั่งที่หานเฟิงรู้สึกตัวอีกที ก็เป็นตอนที่เบื้องหน้าก็บังเกิดมีประกายสีเงินวาบผ่าน พร้อมกันกับที่มือเท้าได้รับอิสระ เป็นโซ่ตรวนที่ฉุดรั้งพันธนาการขาดสะบั้นลง อีกทั้งยังมีเสียง ของซี่กรงเหล็กเบื้องหน้า ที่ร่วงลงเกรียวกราว


    หานเฟิงจึงค่อยสังเกตเห็นกระบี่สีเงินในมือของสตรีผู้นั้น จึงย่อมเป็นนางที่ฟาดฟันใส่ซี่กรงเหล็ก ฟาดฟันใส่โซ่ตรวน ปลดปล่อยมันออกจากการจองจำ


    ทว่า หานเฟิงที่ได้รับอิสระยามนี้กลับต้องทรุดกายลงชันเข่า เป็นเพราะถูกฤทธิ์ของเม็ดยาแผดเผาจนไร้กำลังเรี่ยวแรง มันแทบจะไม่อาจประคองตัวสืบไป


    แต่แล้ว นาสิกพลันสูดรับได้กลิ่นหอมเย็น กลิ่นนี้ช่างคุ้นเคยนัก เพราะเป็นกลิ่นของเสวี่ยเอ๋อร์ หานเฟิงเหลือบตาขึ้นมอง จึงเห็นว่าเป็นสตรีชุดดำที่ตรงหน้า เห็นว่านางโน้มตัวลง ใช้วงแขนเพียงข้างเดียวโอบประคองมันขึ้นมา ก่อนที่มืออีกข้าง จะบดขยี้ก้อนศิลาที่ถือไว้จนปริแตก กระแสปราณทะลักทลาย พร้อมกับห้วงสติของมัน ที่คล้ายกับถูกบางสิ่งฉุดกระชาก ภาพที่เห็นหมุนคว้าง ก่อนจะชัดเจนขึ้นมาอีกครา


    หากทว่า ภาพที่เห็นกลับกลายเป็นภาพของผืนป่าไป เป็นผืนป่าที่เงียบงัน แสงจันทร์จากฟากฟ้าที่ส่องต้องลงมา ปลดปล่อยกลิ่นอายบรรยากาศของผืนป่า จึงพาให้หานเฟิงเข้าใจ


    เป็นมันที่ยามนี้ถูกสตรีชุดดำช่วยเหลือ นางใช้ออกด้วยศิลาเคลื่อนย้าย พามันหลบหนีออกมาจากคุกใต้ดิน ชีวิตมันถูกนางช่วยเอาไว้ หากมันไม่เข้าใจ ใยนางต้องกระทำเช่นนี้ต่อมัน


    “ ข ขอบคุณแม่นาง” หานเฟิงที่แทบจะประคองสติไม่อยู่พยายามกล่าวคำขึ้น 


    “ แต่ไม่อาจตอบแทนน้ำใจแม่นางได้แล้ว หากภพหน้ามีจริง ข้าขอตอบแทนทบเท่าเป็นทวี...”


    หากทันทีที่กล่าวจบ หานเฟิงกลับพบว่า ตน ถูกฝ่ามือเรียวบางของสตรีที่เบื้องหน้าผลักกระแทกเข้าใส่ทรวงอก ฝ่ามือไร้ลมปราณ มีเพียงกำลังที่ทำให้ร่างที่ไร้กำลังของมันต้องหงายหลังล้มลง แต่ว่าล้มหงายลงไปแล้ว หากกลับพบว่า ผืนดินกลับกลายเป็นเย็นเยียบ พอชมมอง ที่แท้เป็นตนหงายหลังทอดนอนลงบนแผ่นน้ำแข็งไป


    หานเฟิงที่แผล่หลาไร้เรี่ยวแรง ทอดสายตาชมมองสตรีเบื้องหน้าอย่างงงงัน เห็นนางก้าวเท้าขึ้นมายืนคร่อมอยู่เหนือร่างของมัน ก่อนที่ภาพต่อมา จะทำให้มันต้องเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง


    เสียง “ ปุ!!!...” ดังขึ้น เป็นชุดผ้าของทั้งมันและนางแหลกสลายเป็นธุลี ร่างที่เปลือยเปล่าขาวสลางของนาง ต้องสะท้อนแสงจันทร์จนน่าชมมอง หากทว่า ใบหน้านั้น กลับพลันให้มันจับจ้องอย่างโง่งม


    “ เสวี่ยเอ๋อร์!!!...”


    กลับเป็นเสวี่ยเอ๋อร์ หากนางมิกล่าวตอบ สายตาที่เย็นชาเพียงจับจ้องมองประสานกันกับหานเฟิง จากนั้น นางก็ทำในสิ่งที่หานเฟิงต้องสั่นสะท้านไปทั้งกายใจ


    “ ท ทำไม…” คำถามที่แผ่วเบาของหานเฟิง ไร้คำตอบจากเสวี่ยเอ๋อร์


    ค่ำคืนในผืนป่าที่เงียบสงบ ใต้แสงจันทราและดวงดาราดารดาษ สตรีที่องอาจ โยกขยับเหนือร่างที่เปลือยเปล่าของชายชาตรี...

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามหวนจุติ ที่คุณอ่าน