ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 171 ดินแดนศักดิ์สิทธิ์

            (*ขออนุญาตเปลี่ยนจาก ดาบเฟิ่งหวู่เป็น กระบี่เฟิ่งหวู่ แทนนะครับ)

            พลังที่ต้วนเทียนหยาแสดงออกมาเมื่อวานตอนอยู่ที่ลานชมฟ้านั้นค่อนข้างน่าตกใจเป็นอย่างมาก

            เพลงดาบที่แข็งแกร่งอย่างไร้ผู้ต่อกรนั่นจนถึงตอนนี้หลินหยางยังไม่อาจลืมภาพของมันไปได้เลย อีกทั้งร่างกายสุดพิสดารของต้วนเทียนหยาที่ถูกพิษโลหิตเข้าไปเต็มๆแล้วแต่กลับไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย

            “เทียบกับตาข่ายผืนนั้นของเจ้าไม่ได้หรอก...ท่านแอบไว้มิดชิดมาก”

            “ฮ่ะฮ่ะ”

            หลินหยางแย้มยิ้มขึ้นมา

            “ตาข่ายผนึกวิญญาณ” ผืนนั้นคือผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขาทำได้ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมามันคืออุปกรณ์เวทมนตร์แห่งวิถีพลังจิตที่ทรงพลังอย่างมากชิ้นหนึ่ง

            พอพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็ต้องขอบคุณพวกกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าเลยที่ทำให้สามารถสร้างมันขึ้นมาได้ถ้าพวกเขาไม่ได้มอบสุดยอดสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดของพวกเขาที่เป็นวัตถุดิบระดับหกอย่างเอ็นมังกรวารีหนึ่งเส้นให้หลินหยางละก็หลินหยางก็ไม่มีทางสร้างอุปรกรณ์ที่มีพลังความสามารถเทียบเท่ากับยุทธภัณฑ์ระดับวิถีจักรพรรดิแบบนี้ออกมาได้แน่

            วัตถุดิบระดับหกแบบนี้ ในทวีปชี่หวู่นั้นมีอยู่ไม่ถึงสิบชนิดและต่อให้มีวัตถุดิบชั้นสูงแบบนี้อยู่ในมือแต่ถ้าไม่มีวัตถุดิบเสริมและไฟวิญญาณชั้นสูงที่มากเพียงพอก็ไม่อาจจะสามารถสร้างยุทธภัณฑ์ระดับวิถีจักรพรรดิของจริงขึ้นมาได้

            ตาข่ายวิเศษของหลินหยางผืนนี้ ใช้เอ็นมังกรวารีที่เป็นวัตถุดิบระดับหกเป็นวัตถุดิบหลักประดับไว้ด้วยขนนกอัคคีของปี้ฟังเก้าชิ้นที่ถูกนำไปอบด้วยพลังเพลิงอัสนีม่วงก่อนแล้วอีกทั้งหลินหยางยังได้สลักอักษร “ผนึกวิญญาณ”ที่เป็นอักษรขั้นสามลงไปบนเอ็นมังกรวารีอีกด้วยทั้งหมดนี้รวมกันถึงจะได้ออกมาเป็นยุทธภัณฑ์ระดับวิถีจักรพรรดิที่สำเร็จเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

            ที่บอกว่าสำเร็จครึ่งเดียวเป็นเพราะว่าวัตถุดิบขาดแคลนทำให้ไม่สามารถแสดง “พลังแห่งศาสตราจักรพรรดิ”ของตาข่ายผนึกวิญญาณออกมาได้ถึงขีดสุด

            แต่ถึงอย่างนั้น ตาข่ายผนึกวิญญาณก็ยังคงมีฤทธิ์สะกดข่มยุทธภัณฑ์สายมารอย่างนาฬิกาสลายวิญญาณได้เป็นอย่างดีทำให้สามารถผนึกและแย่งชิงมันมาได้อย่างง่ายดายขนาดนั้นกลับกลายเป็นว่าหลินหยางได้รับยุทธภัณฑ์ระดับวิถีจักรพรรดิของจริงมาเสียอย่างนั้น

            แต่เป็นเพราะว่าหลินหยางไม่เคยฝึกฝนวิชาพลังชั่วร้ายแบบนั้นทำให้เขาตอนนี้ยังไม่สามารถใช้งานมันได้แต่ขอแค่มีวัตถุดิบที่เหมาะสมให้เขาใช้ดัดแปลงได้ละก็หลินหยางก็จะสามารถใช้งานนาฬิกาแห่งความมืดเรือนนี้ได้และมันจะกลายเป็นสุดยอดอาวุธที่มีพลังมหาศาลไร้เทียมทานอีกชิ้นหนึ่งของเขาเลย

            แค่คิดก็รู้สึกตื่นเต้นแล้วแต่น่าเสียดายที่ทวีปชี่หวู่นี้เป็นเพียงภพภูมิระดับต่ำวัตถุดิบระดับห้าดาวขึ้นไปล้วนหายากราวกับขนของพญาปักษายิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับหกเลย มันแทบจะกลายเป็นเพียงตำนานไปแล้ว

            “หลังจากนี้ท่านจะทำอะไรต่อ?” ต้วนเทียนหยาเอ่ยถามขึ้น

            หลินหยางเงียบไปครู่หนึ่ง

            อันที่จริงเขาได้คิดเรื่องนี้ไว้สักพักแล้ว

            “ข้าว่าจะออกเดินทางสักเที่ยวน่ะ”

            “ไปไหน?”

            “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์”

            ดินแดนศักดิ์สิทธิ์คือสถานที่แห่งเดียวบนทวีปชี่หวู่ที่มีลักษณะเป็นนครรัฐ

            ถึงแม้ว่ามันจะเป็นพื้นที่ที่มีขนาดเท่ากับเมืองเมืองหนึ่งเท่านั้นก็ตามแต่มันกลับเป็นดินแดนที่มีอิทธิพลต่อทวีปชี่หวู่มากยิ่งกว่าราชอาณาจักรมหาอำนาจอย่างเหมิงจี๋เลี่ยหรือเทียนฉางเสียอีก

            มันคือพื้นที่ที่เป็นใจกลางสำคัญของทวีปชี่หวู่อย่างแท้จริงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในดวงใจของเหล่าจอมยุทธ์ทั้งหลายที่หวังอยากจะเดินทางไป

            ที่แห่งนั้นเป็นที่ที่รวบรวมเหล่ายอดฝีมือที่แกร่งที่สุดและเหล่าวัตถุดิบหายากชั้นยอดทั้งหลายเอาไว้เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่แสวงหาเส้นทางสู่จุดสูงสุดล้วนมายังที่แห่งนี้เพื่อค้นหาโชคชะตาของตัวเองกันทั้งนั้น

            นอกจากลัทธิหมื่นวิญญาณแล้วทั้งสามศาสนาใหญ่ของทวีปชี่หวู่ล้วนมาตั้งสาขาใหญ่ของตัวเองที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้กันทั้งนั้นเพื่อที่จะค้นหาเหล่าผู้มีพรสวรรค์ที่มาจากทั่วหล้าฟ้าดินนี้ไปเป็นศิษย์ของตัวเอง

            สถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรการค้าที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งที่สุดทั้งสามกลุ่มอีกด้วยซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้านั่นเองที่นั่นล้วนมีการจัดงานประมูลขึ้นทุกวันทุกจำนวนสินค้าและคุณภาพของสินค้าที่นำไปจัดประมูลนั้นล้วนสูงกว่าที่จัดในหอฟ้าสมุทรที่หลินหยางเคยเข้าร่วมด้วยหลายเท่า

            หลินหยางในตอนนี้มีระดับพลังฝีมืออยู่ที่ระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดแล้วโอสถธาตุไฟขั้นสี่นั้นไม่เพียงพอสำหรับการฝึกฝนเพื่อเพิ่มระดับพลังของเขาอีกต่อไปแล้ว

            ขณะเดียวกันเขายังต้องการจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับตาข่ายผนึกวิญญาณและดัดแปลงนาฬิกาสลายวิญญาณด้วยซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนต้องการวัตถุดิบพิเศษขั้นหกทั้งสิ้นนอกจากนี้ยังมีกระบี่เฟิ่งหวู่ที่แตกหักไปแล้วซึ่งจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วนอีกด้วย

            ซึ่งวัตถุดิบที่ต้องใช้ทั้งหมดนั้นคงจะมีแค่ที่ดินแดนศักดิ์สิทธ์เท่านั้นถึงจะหาได้

            ดังนั้น หลินหยางจึงจำเป็นต้องไปที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่อาจเลี่ยงได้

            “ไม่เลว” ต้วนเทียนหยาพยักหน้า

            การที่เขาพยักหน้าแบบนี้แสดงว่าตัวเลือกของหลินหยางนั้นถูกต้องดีแล้ว

            ต้วนเทียนหยาล้วงอะไรบางอย่างออกมาสองชิ้นพอหลินหยางได้เห็นมันแล้ว ก็แอบอึ้งไปครู่หนึ่งเลยทีเดียว

            “นี่มัน... จานแห่งช่องว่างมิติเวลาแล้วก็ไข่มุกสื่อสาร?”

            จานแห่งช่องว่างมิติเวลานั้นเป็นสุดยอดอุปกรณ์เวทมนตร์ที่สามารถใช้เดินทางระยะไกลได้ถ้ามีของสิ่งนี้แล้ว หลินหยางก็จะสามารถเดินทางกลับมายังแท่นเคลื่อนย้ายระหว่างมิติในจุดที่จานแห่งช่องว่างมิติเวลาได้บันทึกเอาไว้ในเวลาที่สั้นที่สุดได้

            แต่อุปกรณ์ชิ้นนี้เป็นสมบัติหายากที่อย่างน้อยต้องอยู่ในภพภูมิขั้นสูงถึงจะมีในทวีปชี่หวู่นี้ไม่มีใครเคยเห็นมันเลยด้วยซ้ำ

            ส่วนไข่มุกสื่อสารเองก็เป็นสมบัติล้ำค่าของภพภูมิขั้นสูงเช่นกันสามารถใช้สื่อสารถึงกันได้แม้จะอยู่ห่างไกลกันมากกว่าหมื่นลี้ก็ตามทำให้หลินหยางที่กำลังจะออกเดินทางไกลสามารถติดต่อกับอาณาจักรชูอวิ๋นได้ตลอดเวลา

            ตาต้วนผู้นี้ มิอาจหาคำพูดใดมาบรรยายถึงความลึกลับพิสดารของเขาได้อีกแล้ว

            หลินหยางตอนนี้พอจะมั่นใจได้แล้วว่าทั้งตาต้วนและเสด็จพ่อของเขา จักรพรรดิหลินเฮ่ายวนนั้นจะต้องเคยไปที่ภพภูมิชั้นสูงมาก่อนแน่ไม่อย่างนั้นพวกเขาไม่มีมีฤทธิ์เดชสูงส่งขนาดนี้ได้แน่

            แต่ไม่นานเขาก็นึกถึงอีกปัญหาหนึ่งขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

            “ท่านหัวหน้าต้วนอาณาจักรชูอวิ๋นกำลังจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นใช่ไหม? ไม่อย่างนั้นท่านจะให้ของสองสิ่งนี้กับข้าทำไม...”

            ต้วนเทียนหยามองมาทางหลินหยาง ไม่อาจปฎิเสธอะไรได้เขาแค่ตอบกลับมาอย่างจริงจังว่า

            “จะไปก็รีบไปเสีย เหลือเวลาไม่มากแล้วท่านยังต้องแข็งแกร่งมากขึ้นกว่านี้...ตอนที่จะให้ท่านกลับมา ข้าจะส่งข้อความไปเอง”

            พูดจบ ตาต้วนก็เดินจากไปทันที

            เหลือแค่หลินหยางที่กำลังถืออุปกรณ์สองชิ้นนั้นอยู่เขายืนนิ่งเงียบอย่างนั้นอยู่นาน

            เหลือเวลาไม่มากแล้ว...

            เขาพอจะเข้าใจความหมายของคำพูดประโยคนี้อยู่

            หลังจากที่เขากวาดล้างสมาชิกของลัทธิหมื่นวิญญาณไปหมดแล้ว พวกที่อยู่ในภพภูมิที่สูงกว่านั่นย่อมต้องมาล้างแค้นในอีกไม่นานนี้แน่

            อีกด้านหนึ่งคือแต่เดิมเขาก็รีบที่จะหาทางไปตามหาแม่ของเขาอยู่แล้วจึงจำเป็นต้องรีบเพิ่มระดับขั้นของตัวเองให้สูงถึงระดับโพ่ไห่ให้ได้โดยเร็ว

            ถึงแม้ว่าหลินเฮ่ายวนจะบอกกับเขาไว้ว่าภพภูมิที่แม่เขาอาศัยอยู่นั้นมันไม่มีอันตรายแต่หลินหยางไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองเผลอชะล่าใจเด็ดขาด

            ตัวเขาในตอนนิ้ถ้าใช้ไพ่ตายออกมาทั้งหมดจะสามารถต่อกรกับยอดฝีมือระดับโพ่ไห่ขั้นกลางได้แต่เขารู้สึกได้ว่าศัตรูใหม่ที่กำลังจะมาถึงจะต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่าระดับนั้นขึ้นอีกเป็นแน่

            การไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้ก็คือการก้าวไปบนเส้นทางแห่งการพัฒนาความสามารถของหลินหยางนั่นเอง

            ..................................

            หลินหยางเตรียมตัวเสร็จอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นสามวันเขาก็ออกเดินทางไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์

            จากอาณาจักรชูอวิ๋นไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นต้องใช้การเดินทางผ่านแท่นเคลื่อนย้ายระหว่างมิติเพื่อย่นระยะในการเดินทางข้ามภูเขาข้ามทะเลนับพันนับหมื่นลี้ให้เหลือน้อยมากที่สุดแต่ก็ยังต้องใช้เวลานานถึงห้าวัน

            ระหว่างทางนั้น หลินหยางได้เห็นวิวทิวทัศน์อันแสนงดงามของสถานที่ต่างๆตามจุดที่แท่นเคลื่อนย้ายระหว่างมิติของแต่ละที่ตั้งอยู่

            การเดินทางครั้งนี้หลินหยางพามาแค่หนึ่งคนกับอีกหนึ่งตัวเท่านั้น

            หนึ่งตัวที่ว่า ก็ย่อมต้องเป็นท่านหั่วเอ๋อร์ที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่มีต่อโลกของมนุษย์นั่นเองส่วนอีกคนที่โชคดีได้มีโอกาสเดินทางมาที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์พร้อมกันกับหลินหยางนั้นก็คือจ้าวเหวินชาง

            การพัฒนาของดินแดนภาคตะวันตกและภาคใต้ได้เข้าสู่จุดเสถียรภาพแล้วอาณาจักรที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดในภูมิภาคนี้ก็คืออาณาจักรชูอวิ๋นและราชอาณาจักรโล่ยื่อส่วน “กลุ่มพันธมิตรการค้าติ่งชาง” ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ซึ่งอยู่ภายใต้การจัดการดูแลของเวินติ่งเทียนนั้นก็ได้เจริญรุ่งเรืองมากขึ้นเรื่อยๆจนตอนนี้มีศักยภาพที่มากพอจะไล่ตามกลุ่มพันธมิตรการค้าใหญ่อีกสามกลุ่มได้แล้ว

            และเมื่อสามเดือนก่อนหน้านี้ ภายใต้การนำของจ้าวเหวินชางนั้นกลุ่มพันธมิตรกาค้าติ่งชางก็ได้ส่งคนของตัวเองไปที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เพื่อขยายกิจการไปยังดินแดนที่เป็นศุนย์กลางด้านเศรษฐกิจอย่างแท้จริงของทวีปชี่หวู่แล้ว

            อีกทั้งจ้าวเหวินชางตอนเด็กๆ เองก็เคยไปที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์กับพ่อของเขาหลายครั้งแล้วด้วยทำให้เขาได้รับหน้าที่เป็นผู้นำทางให้กับหลินหยางไปโดยปริยาย

            ระหว่างทางนั้น จ้าวเหวินชางและหั่วเอ๋อร์พูดคุยกันเจี๊ยวจ๊าวตลอดเวลาทำให้การเดินทางของหลินหยางไม่ดูโดดเดี่ยวหรือเปลี่ยวเหงาจนเกินไป

            เวลาห้าวันนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว

            หลังจากที่หลินหยางก้าวออกมาจากแท่นเคลื่อนย้ายระหว่างมิติของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้วภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือภาพของเมืองอันใหญ่โตและเจริญรุ่งเรืองอย่างมิอาจมีที่ไหนเทียบได้

            หลินหยางเคยเห็นเมืองขนาดใหญ่มาแล้วหลายที่แต่ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลวงทองคำที่ทอแสงอร่ามอย่างเมืองตู่ไป้หรือว่าจะเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยอย่างเมืองอีหลานเฮ่าเท่อที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของนักรบอันห้าวหาญเร่าร้อนนั้นก็ล้วนมิอาจทาบรัศมีความยิ่งใหญ่ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ได้เลย

            ใหญ่เกินไปแล้ว

            ใหญ่จนเทียบกับอาณาจักรหนึ่งได้เลยทีเดียวหลินหยางที่ยืนอยู่แถวๆ แท่นเคลื่อนย้ายระหว่างมิติซึ่งอยู่ห่างจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ออกไปหลายพันเมตรนั้นมองเขามองออกไปที่ตัวเมืองแล้วถึงกับมองไม่เห็นพื้นที่สุดขอบซ้ายขวาของนครรัฐนี้เลย

            พอกวาดตาดูแล้วมันเหมือนกับมีพรมขนาดมหึมาราวกับว่าจะสามารถครอบทั่วฟ้าดินได้ผืนหนึ่งที่มีสีสันหลากหลายปูอยู่บนพื้นบนพรมนั้นถูกตกแต่งอย่างหรูหราอลังการเต็มไปด้วยสีสันต่างๆ มากมายภายในนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกมีชีวิตชีวาของผู้คนราวกับภาพวาดของสรรพสิ่งภาพหนึ่งเลยก็ไม่ปาน

            พอเดินหน้าไปต่อแล้ว

            หลินหยางก็พบว่าแท่นเคลื่อนย้ายระหว่างมิติที่อยู่ด้านหลังเขานั้นมีจำนวนมากถึงหนึ่งร้อยแท่นแต่ละแท่นล้วนมีผู้คนจำนวนมากมายมหาศาลที่ไหลเวียนเข้าออกระหว่างที่นี่และดินแดนศักดิ์สิทธิ์อยู่ตลอดเวลาราวกับทะเลมนุษย์

            ในแต่ละวันนั้นที่นี่จะมีจำนวนผู้คนที่ไหลเวียนไปมากันมากถึงหลักล้านคนเป็นอย่างน้อยจำนวนคนนั้นเทียบเท่ากับอาณาจักรเล็กๆ แห่งหนึ่งได้เลย

            “หึหึหึ พี่หลิน ที่นี่ครื้นเครงดีใช่ไหมล่ะ...นี่แหละดินแดนศักดิ์สิทธิ์สถานที่ที่มั่งคั่งและเจริญรุ่งเรืองที่สุดในทวีปชี่หวู่นี้”

            เจ้าอ้วนน้อยเริ่มอธิบายขึ้น

            “อันที่จริงที่นี่ตอนนี้ใกล้เข้าสู่ฤดูหนาวแล้วจึงมีจำนวนคนมาน้อยกว่าปกติถึงสามส่วน ถ้าหากมาในช่วงที่คึกคักที่สุดละก็ที่นี่ก็จะทะลักไปด้วยผู้คนจนแค่จะเข้าเมืองยังต้องเสียเวลารอนานถึงหนึ่งชั่วยามเลยเดียว”

            สมกับเป็นเมืองใหญ่อันดับหนึ่งจริงๆ!

            หลินหยางแอบพยักหน้าในใจ เขาหวังว่าการมาครั้งนี้เขาจะสามารถค้นหาวัตถุดิบระดับหกและวัตถุดิบสำหรับใช้ในการฝึกพลังที่เหมาะสมของเขากลับไปได้อย่างราบรื่น

            หั่วเอ๋อร์ที่อยู่ด้านบนไหล่ก็เริ่มพูดแทรกขึ้นว่า

            “ข้าไม่ชอบเข้าแถว บินข้ามไปเลยได้ไหม?”

            “อย่านะ ท่านบรรพบุรุษหั่วเอ๋อร์!!” จ้าวเหวินชางถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นๆ ออกมาทันที “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้เทียบกับที่อื่นไม่ได้เลยในนั้นมีอาณาเขตของสามศาสนาใหญ่ตั้งอยู่ ซึ่งทางเข้าภูเขา ‘หมื่นยอดศักดิ์สิทธิ์’ ของศาสนาศักดิ์สิทธิ์ก็ตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ด้วยไม่มีใครกล้ามาก่อกวนในที่แห่งนี้เลยนะ!!”

            “ศาสนาศักดิ์สิทธิ์” หั่วเอ๋อร์ลูบคางตัวเองครู่หนึ่งจากนั้นก็เอ่ยออกมาว่า “ไอ้ศาสนาของมู่หยงไป๋นั่นน่ะหรือ?ก็ไม่เท่าไรนะ ข้าน่าจะเผามันได้...”

            จ้าวเหวินชางเริ่มอยากร้องไห้แล้ว

            ผู้ที่กล้าพูดว่าจะไปเผาศาสนาศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ทั่วทั้งชี่หวู่คงมีแค่เจ้านกน้อยสีแดงที่ไม่กลัวฟ้ากลัวดินตัวนี้ตัวเดียวเท่านั้นแหละ

            ศาสนาศักดิ์สิทธิ์ สาเหตุที่กล้าตั้งชื่ออลังการแบบนี้ ก็เป็นเพราะในประวัติศาสตร์อันแสนยาวนานตั้งแต่ที่มันเริ่มก่อตั้งมานั้นพวกเขาเคยมีคนที่สามารถไปถึงขอบเขตระดับนักปราชญ์อันศักดิ์สิทธิ์นั่นเกิดขึ้นจริงๆ

            ซึ่งผู้ก่อตั้งศาสนาศักดิ์สิทธิ์นี้ขึ้นก็คือบรรพบุรุษของนักปราชญ์ผู้นั้นนั่นเอง ถึงแม้ว่าตัวนักปราชญ์ท่านนั้นเขาจะไปเปิดสาขาย่อยที่ภพภูมิที่สูงกว่านี้แล้วก็ตาม

            ถึงแม้ว่ามู่หยงไป๋จะสามารถเป็นตัวแทนของระดับพลังต่อสู้ของศาสนาศักดิ์สิทธิ์ได้หรืออาจจะถึงขั้นสามารถดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสของศาสนาได้เลยก็ตามแต่ผู้คนต่างก็พอจะคาดเดากันได้ว่า ภายในศาสนาศักดิ์สิทธิ์จะต้องซ่อนเหล่าอสูรเฒ่าที่เร้นกายจากโลกภายนอกเอาไว้จำนวนหนึ่งเป็นแน่ซึ่งพวกเขาทั้งหมดน่าจะเป็นตัวตนที่สามารถทะลวงขอบเขตพลังไปถึงระดับโพ่ไห่แล้วทั้งสิ้น

            จ้าวเหวินชางอธิบายถึงความแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ของศาสนาศักดิ์สิทธิ์ให้หลินหยางและหั่วเอ๋อร์ฟังพร้อมกับปาดเหงื่อไปด้วยแต่เห็นได้ชัดว่าหั่วเอ๋อร์ไม่ใส่ใจอะไรเลย “ระดับโพ่ไห่แล้วเก่งมากรึอย่างไร? อย่างไรข้าก็จะเผาพวกมันอยู่ดี...”

            เอิ่ม...

            เอาเถอะ

            จ้าวเหวินชางลองกลับมาคิดดูอีกทีแล้ว

            หนึ่งคนกับอีกหนึ่งตัวข้างๆ เขานั้นเป็นตัวตนที่เพิ่งจะจัดการปีศาจร้ายระดับโพ่ไห่ขั้นกลางไปไม่นานนี้เองถ้าหากจะซัดกันจริงๆ ละก็ไม่แน่ว่าศาสนาศักดิ์สิทธิ์อาจจะต้านทานหลินหยางไม่ไหวก็ได้

            เฮ้อ... ความคิดของเขายังหยุดอยู่ที่ชุดความคิดในอดีตอยู่เลยเขาลืมไปแล้วว่าสองคนที่เขากำลังตามอยู่นี้ล้วนเป็นปีศาจที่แข็งแกร่งในแบบที่ก้าวข้ามยุคสมัยนี้ไปแล้ว!

            “แหะแหะ ท่านหั่วเอ๋อร์ เราเพิ่งมากันครั้งแรกข้าว่ามีปัญหาน้อยลงน่าจะดีกว่ามีปัญหาเพิ่มขึ้นนะ ท่านวางใจเถอะ ข้าได้ให้คนของเราเตรียมการอะไรนิดหน่อยเอาไว้ให้ก่อนแล้วเราสามารถเข้าเมืองผ่านช่องทางพิเศษได้เลย ไม่ต้องไปต่อคิวหรอกนะ!”

            จ้าวเหวินชางทำงานละเอียดรอบคอบเขาได้เตรียมการทุกอย่างไว้ล่วงหน้าแล้ว หลินหยางเองก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร

            ไม่นานสองคนกับนกอีกหนึ่งตัวก็ได้เดินไปถึงด้านหน้ากำแพงเมืองของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ตอนที่มองจากที่ไกลๆ ก่อนหน้านี้ก็รู้สึกว่ามันดูยิ่งใหญ่อลังการแล้ว พอมาดูใกล้ๆ ถึงรู้สึกได้ถึงความอลังการที่มากกว่าเดิม

            กำแพงนี้ถูกสร้างขึ้นจากก้อนอิฐสีเขียวปนดำสีอ่อนๆมีขนาดความสูงที่หนึ่งร้อยเมตรพอดี ต้องมองจากที่ไกลออกไปถึงจะสามารถมองเห็นยอดได้

            ซึ่งก้อนอิฐแต่ละก้อนล้วนถูกฝังไว้ด้วยผลึกสีดำหนึ่งเม็ดที่ดูเปล่งประกายภายในมีประกายแสงของพลังฟ้าดินไหลเวียนอยู่ ทันทีที่เปิดใช้งานขึ้นกำแพงนี้ก็จะสร้างม่านพลังป้องกันอันแข็งแรงทนทานขึ้นมาทันที

            หลินหยางลองคำนวณดูคร่าวๆ แล้วก็พบว่ากำแพงนี้มีความยาวอย่างต่ำๆก็น่าจะหลายสิบลี้ ต้องใช้ก้อนอิฐและผลึกสีดำมากกว่าหลักล้านก้อน ความฟุ่นเฟือยขนาดนี้มันช่างสมกับเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชี่หวู่จริงๆ

            หลินหยางตอนนี้ยืนอยู่แถวกำแพงเมืองทิศใต้บนกำแพงมีประตูเมืองที่เป็นทางเข้าหลักทั้งหมดแปดทาง แต่ละทางเข้าล้วนติดไว้ด้วยประตูแบบสองบานตอนนี้สองคนกับอีกหนึ่งตัวก็กำลังยืนอยู่หน้าประตูหนึ่งจากทั้งหมดแปดทาง

            ทหารรักษาการณ์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์กลุ่มหนึ่งที่สวมใส่ชุดเกราะสีดำเอาไว้กำลังยืนเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบและสงบนิ่งราวกับรูปปั้นแต่ละคนล้วนเป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นสูงสุดทั้งสิ้นซึ่งหัวหน้าที่คอยคุมพวกเขาอยู่นั้นเป็นยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นคนหนึ่ง

            ซึ่งมันแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อีกครั้งแค่หัวหน้าหน่วยทหารที่มาเฝ้าประตูก็เป็นถึงยอดฝีมืระดับอวิ้นหลิงแล้วอย่างนั้นข้างในจะมียอดฝีมือที่แข็งแกร่งกว่านี้อยู่อีกมากขนาดไหนเกรงว่าคงยากที่จะคาดเดาได้

            “สวัสดี ท่านทหารท่านนี้ข้าน้อยจ้าวเหวินชางจากกลุ่มพันธมิตรการค้าติ่งชาง นี่คือป้ายชื่อของข้า”

            จ้าวเหวินชางได้มุ่งตรงเข้าไปกล่าวทักทายกับหัวหน้าทหารระดับอวิ้นหลิงผู้นั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแล้วสิ่งที่อยู่ในมือเขาไม่ได้มีแค่ป้ายชื่อเท่านั้น อีกทั้งยังมีตั๋วเงินใบหนึ่งที่ดูเปล่งประกายแวววับตัวเลขบนนั้นเยอะจนน่าตกใจทีเดียว

            “กลุ่มพันธมิตรการค้าติ่งชาง?” นายทหารผู้นั้นรับตั๋วเงินเอาไว้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้าดูท่าทางเหมือนจะกำลังคิดอะไรอยู่

            “อ๋อ! ไอ้กลุ่มที่เพิ่งมาเช่าร้านตรง‘ถนนหลักทิศตะวันออก’ เมื่อหลายวันก่อนนั่นสินะ”

            “ใช่แล้วใช่แล้ว” จ้าวเหวินชางรีบพยักหน้า“ร้านเล็กๆ ของพวกเราเพิ่งมาเปิดกิจการใหม่อยากจะรบทวนท่านทหาร... พอจะช่วยอำนวยความสะดวกให้สักหน่อยได้ไหม...”

            ระหว่างที่พูดอยู่ก็เหล่ตาไปทางแถวเข้าเมืองที่ยาวนับร้อยเมตรนั่นความหมายค่อนข้างชัดเจน

            “ได้อยู่แล้วสิ! เมื่อวานเถ้าแก่ของพวกเจ้าได้มาทำเรื่องเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วพวกเจ้าเข้าเมืองไปได้เลย”

            ราบรื่นตามที่คาดไว้

            ดูท่าทางคนที่จ้าวเหวินชางส่งมาเตรียมการก่อนดูจะเป็นงานใช้ได้

            หลินหยางนั้นถูกตรวจสอบแบบเรียบง่ายที่สุดเท่านั้นก็สามารถเข้าไปในเมืองได้แล้วแต่ระหว่างที่กำลังตรวจอยู่นั้นเขารู้สึกเหมือนกับว่าแววตาที่ทหารกลุ่มนี้มองมาทางพวกเขาดูแปลกประหลาดนิดหน่อย

            ดูจะมีความรู้สึกเยาะเย้ยเล็กน้อยแล้วก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกเห็นใจอีกนิดหน่อยด้วย

            “แหะแหะ พี่หลิน เรื่องที่ให้ข้าจัดการท่านโปรดวางใจได้เลย ส่วนเถ้าแก่หวังของเราน่าจะรออยู่ด้านหน้านี้แล้วละ” จ้าวเหวินชางที่กำลังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อฟังอยู่นั้น หลินหยางกลับกำลังแอบฟังสิ่งที่พวกทหารกลุ่มนั้นแอบคุยกันอยู่

            “ไอ้กลุ่มพันธมิตรติ่งชางนั่นหรือ?”

            “น่าจะใช่แหละ สองวันก่อนพวกนั้นเพิ่งถูกถล่มร้านไปเองพวกนี้คงเป็นกำลังเสริมกระมัง?”

            “เสริมบ้าอะไร แค่เด็กน้อยที่ขนยังขึ้นไม่ครบคนหนึ่งแล้วก็ไอ้อ้วนที่ได้แต่ยิ้มโง่ๆ อีกคนหนึ่ง มันจะไปสู้กับพวก ‘หอสร้างฟ้า’ ได้อย่างไร ข้ากล้าพนันเลยไม่เกินสามวันไอ้กลุ่มติ่งชางอะไรนั่นจะต้องถูกไล่บี้จนต้องหนีออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไปแน่นอน...”

            เสียงที่พวกทหารนั่นพูดกันนั้นเบามากๆแต่มันกลับไม่มีคำไหนหลุดรอดไปจากหูของหลินหยางเลยสักคำเดียว

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน