บทที่ 21 แผ่นไม้โลงศพ
เช้าตรู่วันถัดมา ในขณะที่คนอื่นยังมาไม่ถึง องค์ชายสี่ก็เสด็จมาถึงเป็คนแรก
พระชายาตวนอ๋องเกิดในตระกูลขุนนางฝ่ายบู๊ ทั้งยังมีนิสัยปล่อยตัวตามสบายและเอาแต่ใจ จึงแอบเกรงใจหลานชายผู้เคร่งครัดท่านนี้อยู่บ้าง
ส่วนเซิ่งิหลินกลับดูมีความสุขยิ่งนัก นั่งสนทนากับเขาอย่างสำราญใจ
ผ่านไปไม่นาน สหายร่วมศึกษาสี่คนก็มาถึง
สหายร่วมศึกษาในราชวงศ์ต้าเซิ่ง ส่วนใหญ่มีฐานะไม่สูงนัก ยกตัวอย่างเช่น สหายร่วมศึกษาขององค์ชายเจ็ด คนหนึ่งเป็บุตรของแม่นมของเขา อีกคนเป็ลูกพี่ลูกน้องทางฝ่ายมารดาขององค์ชายเจ็ด และอีกสองคนเป็ขุนนางหนุ่มจากฮั่นหลิน
การเลือกขุนนางฮั่นหลินที่สอบได้จิ้นซื่อมาเป็สหายร่วมศึกษานั้น ถือเป็ธรรมเนียมของราชวงศ์ต้าเซิ่ง ซึ่งเปรียบเสมือนอาจารย์ครึ่งหนึ่ง โดยปกติแล้วสามารถคอยชี้แนะและสั่งสอนได้
ฐานะอย่างสหายร่วมศึกษานั้น ไม่จำเป็ต้องให้เ้านายทั้งสามคนต้อนรับใหญ่โต เพียงแค่เข้ามาทำความเคารพ แล้วก็สั่งให้คนพาลงไปพักผ่อนจัดเตรียมที่ทาง
ครู่ต่อมา อาจารย์ฝ่ายบู๊ก็มาถึง เขาปรากฏตัวเพียงครู่เดียว จากนั้นองค์ชายเจ็ดจึงเป็ผู้เดินไปส่งเขาที่เรือนพักด้วยตนเอง
พอองค์ชายเจ็ดเดินจากไป อาจารย์ฝ่ายบุ๋นสวี่เฮ่อซูก็มาถึงพอดี
สวี่เฮ่อซูมีรูปลักษณ์ที่ดูสะอาดสะอ้าน มีหนวดเคราใต้คางที่ตัดแต่งอย่างสวยงาม ดูสุภาพอ่อนโยนยิ่งนัก ไม่เหมือนกับ 'แผ่นไม้โลงศพ' ตามคำเล่าลือเลยสักนิด
ในขณะที่ทุกคนกำลังทักทายกันอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงบ่าวรับใช้ด้านนอกะโว่า "ท่านหญิงน้อย! ท่านหญิงน้อยช้าหน่อยเ้าค่ะ!"
พริบตาต่อมา ร่างเล็ก ๆ ก็วิ่งหอบแฮกเข้ามาด้านใน
จูจูมัวแต่กังวลเื่จะไปเรียนกับพี่ชาย แม้แต่มื้อเช้าก็ยังไม่ได้รับประทาน นางรีบวิ่งมาที่นี่เพราะกลัวว่าจะไม่ทันการณ์
พอเข้ามาเห็นว่ามาทันเวลาพอดี เ้าก้อนแป้งน้อยก็ดีอกดีใจ รีบเอ่ยทักทายบุคคลเพียงหนึ่งเดียวที่นางไม่รู้จักทันที
"ท่านคือ... สวี่เซียนเฮ่อ?"
สวี่เฮ่อซู "...??"
เขาประสานมือแล้วกล่าวว่า "ท่านหญิงน้อย กระหม่อมแซ่สวี่ ชื่อหง นามรองว่าเฮ่อซูขอรับ"
พอเขาบอกว่าแซ่สวี่ชื่อหง เซิ่งิหลินก็ขมวดคิ้วทันที
เขารู้สึกว่าชื่อสวี่หงนี้เหมือนจะเคยได้ยินจากที่ไหนสักแห่ง... แต่ชั่วขณะนั้นกลับนึกไม่ออก
เ้าก้อนแป้งน้อยพยักหน้าอย่างจริงจังอยู่ข้าง ๆ รู้สึกว่าตนเองมีมารยาทมาก นางเลียนแบบท่าทางเวลาท่านแม่ทักทายผู้อื่น แล้วพูดด้วยน้ำเสียงใสซื่อว่า
"ท่านป่วยโรคประหลาด เจ็บมากไหม? จูจูป่วยยังเจ็บมากเยย"
นางชี้ไปที่หน้าผากของตนเอง
สวี่เฮ่อซู "...??"
เขาถามอย่างแปลกใจว่า "กระหม่อมมิได้ป่วย ท่านหญิงน้อยหมายความว่าอย่างไรขอรับ?"
"เอ๋?" จูจูเอียงศีรษะเล็ก ๆ "แต่ท่านแม่บอกว่าท่านมีปัญหาเยอะ... อื้อ..."
พระชายาตวนอ๋องรีบดึงตัวนางมาไว้ข้างกาย พร้อมกับปิดปากนางไว้ แล้วพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า
"เด็กพูดจาเลอะเทอะ ใต้เท้าสวี่โปรดอย่าใส่ใจเลยเ้าค่ะ"
สวี่เฮ่อซูเหลือบมองนางแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไร
พระชายาตวนอ๋องกระแอมไอด้วยความขัดเขิน แล้วรีบพูดอย่างรวดเร็วว่า
"ซื่อหลาง ิหลิน พาท่านอาจารย์สวี่ไปดูที่เรือนเยียนไห่เถิด"
องค์ชายสี่มองออกตั้งนานแล้ว เขาถอนหายใจเบา ๆ โดยไม่พูดอะไร แล้วลุกขึ้นกล่าวว่า
"ใต้เท้าสวี่ เชิญขอรับ"
จูจูไม่รู้เลยว่าตนเองทำอะไรผิด นางดิ้นขลุกขลักส่งเสียง อื้อ ๆ แม้จะถูกปิดปากอยู่ แต่ก็ยังฟังออกว่านางกำลังเรียก
"พี่ชายสี่"
องค์ชายสี่ทนไม่ได้ จึงหันกลับมาปลอบนาง "จูจู เดี๋ยวพี่สี่จะกลับมาหานะ"
พอได้ยินเช่นนี้ พระชายาตวนอ๋องก็รู้ทันทีว่าหลานชายคนโตกำลังจะมาสอนบทเรียนให้นางอีกแล้ว มือที่อุดปากไว้จึงพลันคลายออก จูจูจึงฉวยโอกาสนั้นพุ่งตัวออกไปกอดขาองค์ชายสี่
"จูจูจาไปด้วย"
องค์ชายสี่ยื่นมือไปลูบผมของนาง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"พี่ชายจะไปเรียนหนังสือ นี่เป็เื่สำคัญ จูจูห้ามก่อความวุ่นวายนะ"
จูจูรีบพูดทันควัน "จูจูอ่านหนังฉือด้วย!"
องค์ชายสี่กล่าวว่า "จูจูยังเล็ก ต้องรออีกสองปี"
ศีรษะเล็ก ๆ ของจูจูส่ายไปมาเหมือนกลองป๋องแป๋ง
"ไม่อาว ไม่รอ จูจูจะอ่านหนังฉือกับพี่ชาย!"
องค์ชายสี่ทำหน้าดุ "ไม่ได้ ห้ามดื้อ"
จูจูปล่อยมือ แล้วหมอบลงกับพื้นอย่างชำนาญ วางมือน้อย ๆ ซ้อนกัน กำลังจะแสร้งร้องไห้... ทันใดนั้นก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้
นางยังคงอยู่ในท่าเดิม เอียงคอคิดครู่หนึ่ง แล้วคลานลุกขึ้นมา ประสานมือน้อย ๆ คำนับองค์ชายสี่
"พี่ชายสี่! พี่ชายสี่ดีที่ฉุดเยย จูจูยักพี่ชายสี่ที่ฉุด พี่ชายสี่จะอาวอาไย จูจูให้หมดเยย พี่ชายสี่รีบใจดีกับจูจูเร็ว ๆ นะ..."
ขณะที่พูด นางยังตั้งใจส่ายศีรษะไปมาด้วย
แม้ท่าทางเลียนแบบลูกหมากระดิกหางนี้จะดูซื่อบื้อและน่าเอ็นดู แต่เซิ่งิหลินที่มองอยู่ กลับรู้สึกตื้นตันใจขึ้นมาทันที!
แม้เ้าก้อนแป้งจะซนไปบ้างในบางครั้ง แต่นางก็เชื่อฟังนะ! บอกให้แก้ก็แก้ทันที! ช่างเป็เด็กดีที่สุด!
เขาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบผมนุ่ม ๆ ของนาง
องค์ชายสี่เองก็เริ่มจะรักษาใบหน้าให้นิ่งไม่ได้ เขาหันไปมองสวี่เฮ่อซูอย่างลังเล
สวี่เฮ่อซูขมวดคิ้วจนเป็ปม แล้วหันไปมองพระชายาตวนอ๋อง
ผู้ปกครองที่ชอบตามใจอย่างพระชายาตวนอ๋องก้มหน้า มองลายปักบนแขนเสื้ออย่างตั้งใจ
สวี่เฮ่อซูกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "ท่านหญิงน้อย การเรียนไม่ใช่การเล่น ห้ามก่อกวนขอรับ"
"จูจูมะได้เล่นนะ!" เ้าก้อนแป้งน้อยกล่าว "อ่านหนังฉือคืออ่าน ไม่เล่น จูจูเข้าใจ!"
สวี่เฮ่อซูเหลือบมองพระชายาตวนอ๋องอีกครั้ง ในที่สุดพระชายาตวนอ๋องก็กระแอมไอ
"จูจูกำลังจะครบสามขวบแล้ว ฉลาดเฉลียวเป็ที่สุด เริ่มเรียนตอนนี้ก็ไม่เสียหายกระมัง?" เมื่อเห็นสวี่เฮ่อซูกำลังจะอ้าปากพูด นางจึงรีบเสริมว่า "ฮ่องเต้ทรงอนุญาตแล้วเ้าค่ะ"
สวี่เฮ่อซูถึงกับพูดไม่ออก
องค์ชายสี่ลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น
"เื่นี้ เสด็จพ่อทรงอนุญาตจูจูจริง ๆ ขอรับ"
สวี่เฮ่อซูไม่ได้พูดอะไร เพียงประสานมือแสดงว่ารับทราบ แล้วสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป ทุกคนจึงเดินตามเข้าไปข้างในอย่างเงียบ ๆ
เซิ่งิหลินรู้สึกฮึกเหิมจากท่าทางของเ้าก้อนแป้งเมื่อครู่ จึงถามนางว่า
"จูจู ทำไมถึงอยากเรียนหนังสือล่ะ?"
เ้าก้อนแป้งตอบอย่างน่ารัก "อยากอยู่กับพี่จ๋า"
"มีอย่างอื่นอีกหรือไม่?"
เ้าก้อนแป้งคิดครู่หนึ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงใสซื่อว่า "จูจูอยากเหมือนพี่จ๋า ที่พูดคำที่จูจูฟังไม่เข้าใจเยอะ ๆ"
คำพูดนี้ ฟังดูมีใจรักในการศึกษาขึ้นมาทันที
เซิ่งิหลินจึงกล่าวกับสวี่เฮ่อซูว่า "ท่านอาจารย์สวี่ แม้จูจูจะยังเล็ก ทว่านางเชื่อฟังคำสั่งสอนยิ่ง ถึงนางจะฟังไม่เข้าใจ ทว่าก็จะไม่ก่อความวุ่นวายแน่นอนขอรับ ท่านอาจารย์สอนตามปกติได้เลยขอรับ ไม่ต้องกังวลว่านางจะก่อกวน"
สวี่เฮ่อซูพยักหน้า "อืม"
เซิ่งิหลินเลิกคิ้วขึ้นสูง ในใจคิดว่านิสัยของอาจารย์ท่านนี้ ช่างไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย
แม้ว่าั้แ่สมัยบรรพบุรุษไท่จู่ ราชวงศ์ต้าเซิ่งจะให้ความสำคัญกับอาจารย์และการศึกษาอย่างยิ่งยวด ฐานะของอาจารย์ย่อมสูงส่งมาก แต่จูจูเป็ท่านหญิงตัวน้อยที่เป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้อย่างยิ่ง อีกทั้งเขาก็พูดมาถึงขนาดนี้แล้ว แถมยังมีองค์ชายสี่อยู่ข้าง ๆ โดยเฉพาะประโยคที่ว่า 'ฮ่องเต้ทรงอนุญาตแล้ว' แล้วสวี่เฮ่อซูยังไม่ยอมโอนอ่อนตามอีกหรือ?
ยังจะทำหน้าบึ้งตึง... แบบนี้เรียกได้ว่าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเลยทีเดียว
เขาจึงไม่พูดอะไรต่อ คอยนำทางไปเรื่อย ๆ ระหว่างนั้นองค์ชายเจ็ดก็เดินตามมา จูจูที่ถูกองค์ชายสี่อุ้มอยู่ นางเรียกทักทายอย่างร่าเริง
"พี่ชายเจ็ด!"
องค์ชายเจ็ดทำเป็ไม่ได้ยิน และสนทนากับสวี่เฮ่อซูอย่างนอบน้อมยิ่ง
องค์ชายสี่หรี่ตาลง
เซิ่งิหลินเองก็ััได้ถึงความผิดปกติในจุดนี้ ในใจคิดว่ามิน่าเล่าวันนี้องค์ชายสี่ถึงได้ยอมเดินทางมาที่นี่ ที่แท้ก็เป็เพราะเื่นี้นี่เอง!
ท่าทางพิรุธขององค์ชายเจ็ดนั้นสะดุดตาเกินไป คาดว่าคงมีใครบางคนสังเกตเห็นเข้าให้แล้ว องค์ชายสี่จึงได้มาดู
เขาแอบระมัดระวังตัวอยู่ในใจ และชวนองค์ชายสี่คุยตลอดทางจนถึงเรือนเยียนไห่
เรือนเยียนไห่เป็ห้องโถงในเรือนชั้นนอก ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ ขนาดไม่ใหญ่นัก แต่เพียงพอสำหรับการเรียน
แม้พระชายาตวนอ๋องจะทำอะไรตามใจชอบ แต่การจัดการจวนกลับเรียบร้อยมาก ทุกจุดถูกจัดเตรียมไว้อย่างดี แม้แต่โต๊ะและเก้าอี้ตัวเล็กที่เหมาะสำหรับจูจูก็ถูกจัดวางไว้ด้านหน้าสุด
จูจูเห็นเข้าก็ตื่นเต้นจนใบหน้าเล็ก ๆ แดงก่ำ นางวิ่งไปนั่งลงพร้อมกับร้องเรียก
"พี่ชายสี่ ท่านนั่งตรงนี้! พี่จ๋า ท่านนั่งตรงนี้ พี่ชายเจ็ด พี่ชายเจ็ดมานั่งตรงนี้สิ!"
เมื่อเห็นว่าองค์ชายเจ็ดไม่สนใจ จูจูก็วิ่งเข้าไปดึงมือเขา แต่องค์ชายเจ็ดสะบัดมือออกทันทีโดยไม่เสียเวลาคิด
คิ้วขององค์ชายสี่ขมวดเข้าหากันทันที แต่เขากลับเฝ้ามองเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไร
เซิ่งิหลินแสร้งทำเป็เดินวนไปวนมา แต่ความจริงก็แอบจับตาดูอยู่เช่นกัน เพื่อรอดูว่าองค์ชายเจ็ดจะพลาดท่าอย่างไร