เชียงยืนฟื้นฮัก

    ตอนที่ 66 ต้นแบบ แห่งวิถี

         หากนึกย้อนอดีต กว่ามาถึงตอนนี้ วีรบุรุษส่วนใหญ่


    ย่อมฝ่าด่านอุปสรรค การจะได้สิ่งใดไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องลงมือทำให้สำเร็จ


    จากจุดเล็ก ๆ ขยายกว้าง ชุมชนเชียงยืนโดยท้าวฟ้าฟื้น


    ดำเนินไปในทิศทางแปลงบ้านแปลงเมือง เพื่อรองรับมวลบรรดาอพยพมาสมทบ


    บักสากเห็นอิทธิฤทธิ์แหวนศักดิ์สิทธิ์ มันจึงไม่กล้าท้าทายอำนาจ


    อันพิพากษาชี้เป็นหรือชี้ตายได้ ขึ้นอยู่กับนิ้วผู้สวม 


    สำนึกในจิตใจสูงส่ง สมควรได้รับความเคารพนับถือ


    ตรรกะจะไม่ทำร้ายชาวประชาของตน เพียงเพื่อสนองความเป็นใหญ่


    มันจึงไม่แปลกใจ ใยเด็กเมื่อวานซืน ถึงครองใจปวงชน


    ยอมถอยกลับมาหานายเก่า ทั้งเล่าสิ่งพบเจอกับตัวเอง


         “หลาบแล้ว พ่ะย่ะค่ะ”


    ยกมือกราบขออภัยในกิจซึ่งติดขัด มันว่าตามที่ตาเห็น


         “กะซัมแหวน มึงขี้ขลาดแท้ บักห่า”


    เจ้าพระยารณชัย โมโหบักสากสมุนใกล้ตัว


    ลำพังแหวนไฉนถึงกลัวหัวหดไปได้ แลสภาพคนที่ยอมแพ้อย่างราบคาบ 


    ทั้งเอ่ยเชิงยกย่อง ในสิ่งที่ท้าวฟ้าฟื้นเมตตาต่อมัน


         “ข้าน้อยคึตายแล้วเกิดใหม่ พ่อพญาบ่ฮู้ดอก ว่ามันเป็นจังได๋”


    พยายามอธิบายอาการจวนขาดใจ คืนกลับมามีชีวิตได้ก็ถือว่าบุญหัว


         “สิไปไสกะไป กูบ่อยากเห็นหน้ามึง บักสาก”


    เกรี้ยวกราดกับความล้มเหลว ไม่ได้ดั่งใจในภารกิจ 


    ด้านท้าวรณชัย ออกปากไล่บักสากให้พ้นหน้า


    พอมีเวลาได้นั่งนึกเทียบ สมัยองค์เลอสรวง กษัตริย์ที่ตนมองบกพร่อง


    ไม่มีความเด็ดขาด และยังอะลุ่มอะล่วยให้แก่หลายอย่าง


    หรือนี้คือต้นแบบ แห่งวิถี ล้วนทำเพื่อบ้านเมือง มากกว่าผลประโยชน์ตัวเอง


    พอพิจารณาจุดนี้ ท้าวรณชัยผุดสะท้อนใจ 


    ไม่แน่อาจทรงรู้เรื่องราวลับ ๆ ระหว่างตนกับจามรเทวี


    แต่ทำเป็นเงียบเฉย แสดงถึงการเก็บอารมณ์ได้ดี


    วุฒิภาวะที่คนอื่นเห็นว่าอ่อนแอ แท้แล้วสามารถอดทน อดกลั้นกว่าบุคคลทั่วไป


    ผิดกับตนอ่อนไหวต่อสิ่งเร้าง่ายดาย ต่างลิบลับกับเลอสรวง


    ทบทวนช่วงปกครอง ขณะมานั่งบริหารอาณาจักรเอง ท้าวรณชัยรู้ในอก


    ตกต่ำขั้นส่งบรรณาการต่อเพชบุระ กลายเป็นว่าจามรเทวีมีผลทำให้เลวร้ายกว่าเดิม


    แล้วอย่างไรล่ะ ตราบใดใจเจ้ากรรมมันสมยอมต่อนาง


    จึงยากเกินจะทัดทานความต้องการ อันไม่มีที่สิ้นสุด


    อำนาจ เงินตรา ศักดินายศฐาพระราชา ก็แค่ฉากหน้า ดุจตัวเองมีส่วนด้วยในความวิบัติ


    แรกฮึกเหิมประสงค์ปรับโครงสร้างแบบคละผสม ดึงกลุ่มคหบดีธนาธิปไตยเข้าร่วม


    วางตนลดบริบทผู้นำองค์กรลง เพื่อให้เดินหน้าพัฒนาราบรื่น


    ทั้งอาศัยอริยะ เด็กซึ่งเป็นทายาทสร้างกระแส เรียกความนิยมคืนมา


    ดูเหมือนกำลังไปได้ดี ถ้าไม่มีท้าวแสนขร บิดาจามรเทวีกดดัน


    คิดทีไรท้าวรณชัยปวดขมับ จังหวะถอนหายใจ 


    มีคนทักในท่าทางคิดหนัก พระนางจามรเทวีย่างเท้าเดินมา


         “เบิ่งอ้าย ทรงคึดหลาย มีอีหยังน้อ”


    ใจที่มอบให้ชายคนนี้ จามรเทวียอมเป็นหญิงร้ายกาจ ขนาดทำผิดต่อองค์เลอสรวง


    เอ่ยถามไถ่กับสวามี ที่หน้าตาหมองคล้ำขาดสง่าราศี


         “มะลางได่นั่งเทิงตั่งทอง จักจังได๋ ข้าว ปลา กินกะบ่แซ่บ”


    ภายในตำหนักปราสาทที่ประทับ ท้าวรณชัยพูดคุยกับจามรเทวี


    เอ่ยถึงสุขภาพ ไม่อยากอาหาร ไร้รสชาติเวลากิน


         “ซั่น น้องนางสิหาแนวกินดี ๆ มาให้อ้าย”


    เอาความใส่ใจ จามรเทวีจะสรรหาสิ่งถูกปากมาให้ 


    สังเกตถึงความทรุดโทรมทางร่างกาย จึงบอกบ่าวข้ารับใช้


         “มึงไปหายาต้ม เสริมแฮงมาอีปุน”


    ก่อนอื่นต้องบำรุงด้วยสมุนไพร จากนั้นจามรเทวีเน้นเรื่องอาหาร


    ประการสารรูปท้าวรณชัย นานวันเข้าสังขารถดถอย


    พลางนึกเกี่ยวกับอาถรรพ์ของแท่นบัลลังก์ พอได้มานั่งบนที่สูง 


    ชักจะหมดสุขเข้าไปทุกที คำสาปซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่


    ไม่ว่าใครยืนอยู่จุดนี้ ก็ต้องแบกรับภาระเสี่ยง


    ...ไม่ต่างกับมังคลา ตั้งแต่เกิดปัญหากับองค์หญิงจารนี 


    แยกตัวออกมาพำนักในตำหนัก แหล่งของอริยะ ลูกศิษย์เป็นการถาวร


    รอยบาดหมางส่งผลต่อสถานะที่สั่นคลอน มังคลาหาความสุขไม่มีในชีวิตคู่


    อยู่กับจารนีเหมือนอึดอัด กับข้อกำหนดซึ่งผูกมัดให้จนมุม


    เหล่าคณะพราหมณ์พรรคพวกส่วนใหญ่ ตกตายไปท่ามกลางกองไฟในเทวาลัย 


    โศกนาฏกรรมเมื่อหลายปีก่อน เหตุเพลิงไหม้ได้พรากองค์เลอสรวงสิ้นขัย 


    รวมถึงปลดปล่อยวิญญาณอสูร อชาตะหลุดพ้นเป็นอิสระ


    แต่มังคลารู้สึกตนยังติดแหงกอยู่กับที่ วนเวียนกับขุมแห่งอำนาจ


    พอได้กุมบังเหียนจริง ๆ กลับทำอะไรไม่ได้เต็มที่ ตามปรารถนาไว้


    จะเกี่ยวกับตัวบุคคลหรือสารบบกันแน่ ทั้งตัวแปรรอบด้าน 


    กฎรัฐศาสตร์ซึ่งยังต้องหาคำตอบ อันไม่ตรงกับยุค สมัยในอุดมคติ


         “อีพ่อ ข่อยหิว”


    เสียงอ้อนวอนสื่อจิตจากบักโผน ผีกุมารมันอดอยากปากแห้ง


    คืนนี้จึงมาขออนุญาต ออกไปหากินข้างนอกเขตราชฐาน


    เพราะมันยังแค่สัมภเวสี จำพวกสังเวยด้วยของดิบ


    จะให้กินแต่พักผลไม้ก็หาใช่ กายเคยอ้วนพีของมัน 


    หมู่นี้ผอมแห้งแรงน้อย จนทนไม่ได้ บักโผนทำเป็นพรายกระซิบบอก


    ช่วงขบคิดตกในภวังค์ มังคลาเหลียวเห็นมันกระมิดกระเมี้ยน


         “เออ ๆ มึงไปหากินเอาโลด”


    เลยเปิดทางให้มัน เนื่องหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเลี้ยงผีในวัง ไม่ให้ใครรู้


    และทั้งไม่อยากให้อริยะทราบ ว่าบักโผนยังคงดำรงชีพด้วยเลือดอยู่


    อาจกระตุ้นสัญชาตญาณ ซึ่งกดไว้ในการควบคุมจากพลังตุ้มหูเงิน


    เครื่องทรมานที่สกัดกั้นอสูรในตัวอริยะ เหตุผลจำเป็นผีกุมารทองต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ


    พักหลังมาบักโผน มันระวังอยู่เหมือนกัน หวั่นความแตก


    มันจึงหาจำพวกซากสัตว์ที่ตายเองเท่านั้น หรือลอบขโมยกินปลา กบ 


    ของชาวบ้านที่ติดเบ็ดตามหนอง คลอง บึงแถวริมตลิ่งแทน


    กำลังหายตัวล่องลอยไปข้างนอก บักโผนถูกเรียกทัน


         “มื้ออื่น มึงอย่าเว้าหยังหลายเด้อ”


    กำชับบอกกล่าวเผื่อกันไว้ เพราะกลัวมันจะปากโป้งกับอริยะ


         “ข่อยสิอาบน้ำ ล้างให้เกลี้ยงเลยอีพ่อ”


    คำรับประกันจากบักโผน ก่อนลิงโลดกระโจนหายวับไปกับธาตุอากาศ


    ปล่อยให้มังคลายังนั่งตรงที่เดิม หากอีกฟากอริยะแอบอยู่หลังม่าน


    แววอยากรู้อยากเห็น ก่อกวนจิตให้ฟุ้งซ่าน 


    อริยะพยายามข่มความกระหาย ระงับกลืนลงคอ


    ...แสงคบขี้ไต้แท่งเสียบบนกระบะทราย กลางอาศรม


    ฤาษีไศลเข้าฌาน พลันสายลมวูบเย็นพัดผ่าน


    ดุจมีสิ่งสังหรณ์ใจ ลองนับคำนวณเวลา ยามตราควรคราปรากฏตัว


    ใกล้เข้ามาทุกขณะ กับสัจธรรมที่ค้นหา เก่าไป ใหม่มา บรรจบเวียนว่าย


    ภาคเทวะราชสักกะ แบ่งวาระอณูเศษเสี้ยวมาเยือนเอง


    เพื่อสัมผัสนัยยะมนุษย์ปุถุชน เนื่องวางความสงสัยไม่ลง 


    ทั้งที่พระองค์เป็นประมุข ผู้จำแนกหมวดหมู่เทวดา ถือตามบุญญาธิการ


    ครั้งอชาตะหมดกรรม ดวงจิตพุ่งสู่สวรรค์เพื่อรับบัญชา


    กรณีลบล้างวิสัยแข็งกระด้างได้ เมื่อผจญกับสิ่งเกินขีดกำหนด


    ฝืนไปใช่จะดีตลอด ดุจสายพิณตึงมาก มักขาดง่าย


    หย่อนยานไป จังหวะทำนองไม่ไพเราะเสนาะหู


    ทางสายกลาง นำมาซึ่งสงบครบถ้วน ไม่ขาดไม่เกิน 


    ผู้เจริญแล้วถึงจะแยกแยะออก ท้าวสักกะพระอินทร์ ประวัติเคยใช้หลัก*มัชฌิมาปฏิปทา 


    สำหรับเตือนสติองค์สิทธัตถะ ช่วงเพียรเพ่ง ทรมานตน เพื่อสำเร็จอรหันต์


    คล้ายกับบทเรียนขณะอยู่ในร่างราชา เจ้าอาณาจักรศรีจนาศะ 


    สอนให้อชาตะถ่องแท้ พอตายไปก็เอาอะไรติดตัวไม่ได้ นอกจากความดีสร้างสม


    สิ่งที่จะนำพาวิญญาณ พ้นนรกเหวลึก คือผลกุศลอันประเสริฐต่างหาก


    ย่ำรุ่งก่อนฟ้าสาง กาเหว่ากู่ร้องแว่วจากหุบเขา


    ถอนสมาธิลืมตา ฤาษีไศลอิ่มเอมจิตตกผลึก เบิกฤกษ์ยามเช้าวันใหม่


    ...ท้าวเทศเห็นแล้วกับความสัมพันธ์ ที่ท้าวฟ้าฟื้นมีต่อรจนา 


    ลักษณะมองออกมาตั้งนาน อาการเลี่ยงหลบของลายสือ


    กิริยาพยายามซ่อนไว้ เพราะความเป็นเครือญาติ เกรงอาจมีคำครหาตามมา


    สำหรับรจนาลูกสาวตน ท้าวเทศรู้นิสัยดี เธอถูกเลี้ยงดูอย่างให้ขอบเขต 


    ไม่จำกัดว่าเพศหญิงต้องขลุกตัวอยู่แต่ในครัว เสมอไป


    ด้วยเปิดโอกาสให้บุตร เลือกที่จะใช้ชีวิตตามทิศทางของแต่ละคน


    สิ่งอบรมจากครอบครัว เน้นทำความดี เว้นสร้างความเดือดร้อนต่อผู้อื่น


    ส่วนการศึกษา ส่งเสริมตามความถนัด มากกว่าเพศสภาพชาย หญิง


    รจนาเติบโตมากับแรงสนับสนุน ลูกสาวคนโตของตระกูล 


    เธอสนใจในวิชา ตำราสอน รอบรู้ผ่านตัวอักษรที่ชอบอ่าน


    ฉายแววผู้ใฝ่เรียน มุ่งถ่ายทอดความรู้สู่มวลเด็ก ๆ รุ่นหลัง


    ในสายตาผู้ใหญ่ ความรักของหนุ่มสาวเป็นไปตามธรรมชาติ


    ประกอบกับท้าวฟ้าฟื้นเอง ถือว่าดีพอสำหรับลูกสาวตน


    ทั้งสองคนเหมาะสม ที่จะเรียนรู้ดูหัวใจกัน ท้าวเทศไม่ขัดขวางใด


    ให้บุญพา วาสนาหนุนนำทำงาน บุพเพสันนิวาสคู่ใครคู่มัน 


    ขอเพียงอย่างเดียว รักษาสัมพันธ์และถนอมจิตใจกัน เพราะหนทางยังอีกยาวไกล


    หวังไว้อยากให้ครองรักเนิ่นนาน ตามประสาหัวอกผู้เป็นพ่อ


    ประโยคที่พูดกับท้าวฟ้าฟื้น ตอนมาขออนุญาตคบหารจนาต่อตนในวันนั้น


    คำยืนยันของชายหนุ่ม ผู้ไม่กล้าโกหกใจตัวเองอีกแล้ว


    ท้าวฟ้าฟื้นรับมั่นในสัญญา ยึดกาลเวลาเป็นเครื่องตัดสิน แสดงถึงความจริงจัง.


    *มัชฌิมาปฏิปทา หรือเรื่องราวพิณ 3 สายในพุทธประวัติ


    เป็นคติธรรมเปรียบเทียบ โดยพระอินทร์เนรมิตมาดีดถวายพระพุทธเจ้า


    ขณะบำเพ็ญเพียร เพื่อแสดงหลัก มัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง)


    สายที่ 1 ตึงเกินไปขาด ทรมานตน เน้นหนักสาหัสสากรรจ์ จนทุกขเวทนา


     สายที่ 2 หย่อนเกินไปไม่ดัง ดุจละเลยปฏิบัติซึ่งยากจะเห็นผล


    สายที่ 3 ตึงพอดี ถูกที่ถูกทาง ย่อมเกิดการวิเคราะห์ตีโจทย์ นำพาปัญญารู้แจ้ง


    (อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)


     


     

    คล้ายกับเรื่องเชียงยืนฟื้นฮัก ที่คุณอ่าน