“ฮ่าๆ จะจีบสาวต้องลงทุนหน่อย แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว”
วิ๊ง~!
ค่ายกลระดับ 5 ค่อยๆกระจายตัวปกคลุมรอบๆบ้านพักของตงฟางเกิดเป็นโดมป้องกันรัศมี 100 เมตร ทันทีที่ตงฟางวางค่ายกลเสร็จเขาก็รีบนำสมุนไพรหลากหลายชนิดที่เก็บไว้ ออกมาปลูกแล้วใช้พลังจิตกระตุ้นการเติบโตของพวกมัน จนทำให้รอบๆบ้านของเขามีสมุนไพรระดับ 4 ระดับ 5 ไปจนถึงระดับ 6 เบ่งบาน
“สุดท้ายก็”
คลืน~!
ค่ายกลอีกอันถูกกระตุ้นการทำงาน จนพลังงานวิญญาณที่อยู่รอบๆค่อยๆถูกดูดเข้ามาในบ้าน หล่อเลี้ยงสมุนไพรที่ตงฟางปลูก จนพวกมันสะท้อนแสงจันทร์ดูสวยงาม
“ตาแก่เฟยหงนะตาแก่เฟยหง เล่นหนักเกินไปแล้ว บวมทั้งหน้าเลย”
ตงฟางบ่นให้อาจารย์เฟยหง ก่อนที่เขาจะเดินไปนั่งยังม้านั่งข้างๆบ้านเพื่อรอให้ยาฟื้นฟูรักษา เขาจะได้ฝึกต่อ
ตลอด 2 อาทิตย์ที่เขากลายศิษย์ของผู้นำนิกายตงฟางได้เรียนรู้หลายอย่างจากอาจารย์หลายคนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์อี้ที่ได้สอนเขาเกี่ยวกับประสบการณ์รักษาตัวยาที่นักหลอมยาระดับ 6 จะทำกัน วิธีนั้นคือการสลักยันต์ลงไปในเม็ดยาเพื่อเก็บรักษาคุณภาพของมันเอาไว้ ตงฟางลองฝึกทำตามเขาก็ทำได้ภายใน 2 วันจนอาจารย์อี้สอนวิธีการหลอมยาที่สูงกว่านั้นให้อีก เป็นสิ่งที่นักหลอมยาระดับ 7 ต้องเชี่ยวชาญ คือการลดระยะเวลาการหลอมยาด้วยการหลอมสมุนไพรพร้อมกันในครั้งเดียว
วิธีนี้กลับเป็นวิธีหลอมที่ยากมาก เนื่องจากว่าตงฟางต้องแบ่งพลังออกเป็นหลายส่วนให้อยู่ในเตาหลอมยาใบเดียวกัน เขาต้องสัมผัสสมุนไพรทุกๆอย่างภายในเตาหลอมยาพร้อมกัน จนเขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังหลอมยาหลายเตาในเวลาเดียวกัน การฝึกแยกแยะทุกอย่างภายในเตาหลอมยาจนกว่าจะไม่เกิดความผิดพลาด ทำให้ตงฟางยังไม่สามารถเรียนรู้มันได้ เขาคิดว่าคงต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ
สำหรับอาจารย์ซิ่วที่สอนเขาเรื่องการเล่นแร่แปรธาตุ ตงฟางที่ได้ฟังการสร้างอาวุธสร้างชุดเกราะระดับ 6 ขึ้นไปเขาถึงกับอึ้งตะลึงงัน เพราะวิธีการตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 5 ที่เขาอ่านมานั้น แทบจะเป็นพื้นฐานของวิธีการเล่นแร่แปรธาตุระดับ 6 เลยก็ว่าได้
โดยสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ในการเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุระดับ 6 คือการสลักยันต์ลงไปในอาวุธให้ได้ การใส่อัญมณีลงไปในอาวุธเป็นสิ่งที่ทำให้อาวุธทรงพลังแล้วก็จริง แต่หากอยากให้อาวุธทรงพลังมากยิ่งขึ้น อาวุธชิ้นนั้นจำเป็นต้องมียันต์เสริมธาตุของอัญมณีที่ใส่เข้าไป มันจะทำให้ทรงพลังขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
ตงฟางกลับพยายามสลักยันต์ลงไปบนใบดาบที่เขาหลอม ปรากฎว่ามันทำได้ยากมากๆ เนื่องจากยันต์จำเป็นต้องสลักไว้ข้างในตัวดาบ เดิมทีการสร้างอาวุธระดับ 1 - 5 ไม่จำเป็นต้องพึ่งยันต์เพียงแค่หลอมแร่แล้วขึ้นรูปให้ได้ก็เพียงพอแล้ว
สำหรับอาวุธระดับ 6 กลับมีวิธีพิเศษกว่านั้นเพื่อให้มันเป็นอาวุธระดับ 6 ที่แท้จริง คือการสลักยันต์ลงไป การสลักยันต์ลงไปในอาวุธก็เป็นการพลิกวิธีการหลอมอาวุธอีกเช่นกัน เพราะนักเล่นแร่แปรธาตุจำเป็นต้องตีดาบขึ้นมา 2 ชิ้นเพื่อนำมาประกบกันหลังจากสลักยันต์ลงไปใจกลางตัวดาบ ในขั้นตอนการตีประกบหากระวังไม่ดีจะทำให้ยันต์ที่สลักลงไปเสียหายได้
ตงฟางเคยสงสัยการสลักยันต์ว่าการสลักลงลงไปบนใบดาบด้านนอก กับสลักลงไปในตัวดาบที่สร้างประกบกัน มีความต่างอย่างไร อาจารย์ซิ่วตอบเขาเพียงแค่ว่า มันเป็นการทำให้ใช้งานยันต์ได้นานขึ้น
การสลักยันต์ไว้ด้านนอกอาวุธมีโอกาสถูกทำลายได้ง่าย หากยันต์ถูกทำลายอาวุธชิ้นนั้นก็ยากจะซ่อมแซม ส่วนการสลักไว้ในอาวุธ หากอาวุธไม่หัก ยันต์ยังคงใช้งานได้ต่อไป
ถึงอย่างนั้นการสลักยันต์ที่ตงฟางได้รับคำอธิบาย พวกมันล้วนขึ้นอยู่กับอาวุธที่เราจะใช้งานด้วย ในสถานะการณ์นั้น เราต้องการใช้อาวุธแล้วทิ้ง หรือเราต้องการอาวุธใช้ในระยะยาว การสลักยันต์ลงไปบนอาวุธจึงไม่มีถูกและไม่มีผิด
แต่ที่ทำให้เขาอึ้งและคิดว่ามันยากในการเล่นแร่แปรธาตุก็คือการเรียนรู้การเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุระดับ 7 เพราะอาจารย์ซิ่วบอกเขาว่า ระดับนี้จำเป็นต้องนำดวงวิญญาณบรรจุลงไปในอาวุธ ซึ่งดวงวิญญาณสามารถใช้ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดวงวิญญาณของปีศาจ ดวงวิญญาณของมนุษย์ หรือจะเป็นดวงวิญญาณของสัตว์อสูร ด้วยการนำวิญญาณเข้าสู่อาวุธจะทำให้มันซ่อมแซมตัวเองได้หากเกิดอาการบิ่นหรืองอ
ส่วนอีกเรื่องที่ทำให้ตงฟางคิดว่าต้องใช้เวลาพอสมควรในการเรียนรู้มันจากอาจารย์ซิ่วคือ กลไกของอาวุธลับ มันเป็นสิ่งที่ตงฟางแสดงอาการดีใจมากเมื่อเห็นมัน เพราะอาวุธลับมีลูกเล่นหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกล่องสำหรับยิงเข็มพันเล่ม ปลอกเข็มยิงลูกดอก และอื่นๆอีกมากมาย หากเขาเข้าใจวิธีการใช้งานกลไกเขาก็มีลูกเล่นในการฆ่ามากกว่าเดิมขึ้นไปอีก ไม่เพียงเท่านั้น การได้เรียนรู้ระบบกลไกของอาวุธ ยังทำให้พลังจิตของเขาค่อยๆพัฒนาอีกด้วย
“จะเที่ยงคืนแล้ว เดินหลงทางหรือเปล่านะ”
ตงฟางพยายามมองออกไปนอกบ้าน วันนี้เขามีนัดกับใครคนหนึ่งที่ประสบปัญหาด้านสมุนไพร เนื่องจากตัวยาที่เธอกำลังศึกษาและหลอม ขาดสมุนไพรระดับ 5 ไปหนึ่งต้นไม่สามารถหาซื้อได้ที่ตึกยาและสมุนไพร ตงฟางจึงแนะนำให้มาหา เขากลับยังไม่พบร่องรอยของเธอจึงนั่งรอต่อไป พลางพยายามนวดหน้าให้กลับมาเข้าที่เร็วไว หลังจากถูกอาจารย์เฟยหงเตะและต่อย
การที่เขาถูกต่อยเป็นเพราะว่าตงฟางอยากเห็นและอยากหาช่องว่างไปพร้อมๆกับหาวิธีรับมือทักษะที่มีสอนในตึกทักษะสถาบันเฟยเทียน โลกเดิมของเขาเคยสู้เพียงแค่กับผู้ใช้พลังจิตที่เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้เท่านั้น ยังห่างกันกับทักษะที่ปลดปล่อยพลังออกไปในรูปแบบต่างๆ
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา หลังจากเขาไปหาอาจารย์อี้และอาจารย์ซิ่ว เขาจะเดินทางไปหาอาจารย์เฟยหงเพื่อให้สู้กับเขาวันละทักษะจนกว่าเขาจะหาทางรับมือได้ สุดท้ายเขาก็ไปทำความเข้าใจกับค่ายกล ที่ไม่มีอาจารย์ชี้แนะเขาสักคน เนื่องจากตึกยันต์และค่ายกล กลายเป็นศัตรูของเขาไปแล้วเพราะเขาไปฆ่าศิษย์สายตรงของอาจารย์ผู้คุมตึก ในช่วงที่จงหูพาเพื่อนของมันไล่ล่าเขา
“ตงฟาง” เสียงเรียกหน้าทางเข้าบ้านพักดังขึ้นเบาๆ ตงฟางจึงรีบวิ่งไปรับโดยเร็วเพราะเขากางค่ายกลเอาไว้รอบๆบ้าน ป้องกันพวกที่คิดจะมาขโมยสมุนไพรที่เขาปลูกเอาไว้
“ศิษย์พี่เยว่ ท่านมาแล้วเหรอ เข้ามาก่อนสิ สิ่งนี้ข้าให้ท่านเก็บไว้จะได้เข้าออกสะดวก”
ตงฟางยื่นแผ่นป้ายที่ใช้ผ่านเข้าออกค่ายกลไปให้ศิษย์พี่เยว่สือ เธอจึงรับไว้แล้วก้าวตามตงฟางเข้ามาในเขตบ้าน จังหวะที่ก้าวผ่านมานั้นเธอก็ตกใจตื่นเพราะรอบๆบ้านของตงฟางที่ปกคลุมด้วยค่ายกลไม่สามารถมองเห็นจากข้างนอกได้ว่าข้างในมีอะไร ตอนนี้ภายเต็มไปด้วยสมุนไพรมากมายหลากหลายชนิดทุกอย่างล้วนเป็นสมุนไพรที่หายากทั้งหมด
“ศิษย์พี่เยว่สือ เป็นยังไงบ้าง บ้านข้า อ้าว..”
ตงฟางหันมายิ้มหลังจากพาศิษย์พี่เยว่สือเข้ามาบริเวณบ้าน ศิษย์พี่ของเขากลับเดินออกไปด้านข้างพุ่งเข้าไปหาสมุนไพรที่เธอเคยเห็นเพียงแค่ในหนังสือ ไม่เพียงเท่านั้นเธอยังพุ่งไปเรื่อยๆเพื่อสัมผัสสมุนไพรมากมายที่เธอต้องการ พลางพูดกับพวกมันอย่างกับสมุนไพรของเขามีชีวิต
“เออ …ไม่คิดว่าจะลืมกันเร็วขนาดนี้” ตงฟางปล่อยให้ศิษย์พี่ของเขาเดินไปรอบๆบ้านสำรวจสมุนไพรทุกๆอย่างที่ไม่เคยเห็นและเคยเห็นจากในหนังสือ ทันใดนั้นตงฟางก็ยืนทำหน้าเหวอ เมื่อศิษย์พี่ของเขานำหนังสือออกมาเปิดเปรียบเทียบสมุนไพรระหว่างที่ปลูกอยู่ในแปลงกับในหนังสือมันเป็นต้นเดียวกันหรือเปล่า
“ศิษย์พี่ ข้าชงชามาให้”
ตงฟางค่อยๆขยับแก้วชาไปให้ศิษย์พี่ของเขาช้าๆกลัวว่าจะทำหกใส่หนังสือ ทางฝั่งศิษย์พี่ของเขากลับไม่มองดูแก้วชาของเขาเลยสักนิด ทำเพียงยื่นมือมารับแล้วก้มมองหนังสือต่อไปพร้อมจิบชาของเขา ตงฟางจึงเดินไปลากเก้าอี้มาให้ พลางนำเก้าอี้ที่เหลือไปวางไว้รอบๆแปลงของเขาเป็นจุดๆ เพราะรู้ว่าคืนนี้ศิษย์พี่เยว่สือจะต้องอ่านหนังสือและดูสมุนไพรพวกนี้แน่นอน ตงฟางจึงนั่งอยู่ข้างๆบ้านพลางทำความเข้าใจกับกลไกอาวุธลับต่อไป สลับกับมองศิษย์พี่ของเขาเป็นช่วงๆ
“เอ……ชวนสาวมาดูสมุนไพรที่บ้าน สาวกลับดูสมุนไพรจริงๆ วาว ตงฟางแกนี่มันสุดยอดไปเลย”
ตงฟางพูดกับตัวเองพลางทำความเข้าใจเรื่องค่ายกลและกลไกอาวุธลับต่อไป
—-----------------------------------
ปริบปริบ
เปลือกตาค่อยๆเปิดขึ้นมาช้าๆมองไปยังเพดานที่ไม่คุ้นเคย พริบตาที่รู้ว่าไม่ได้นอนอยู่ในบ้านพักของตัวเองเยว่สือก็รีบลุกขึ้นนั่งพลางมองจ้องออกไปรอบๆตัวทันที จนพบเข้ากับกระดาษแผ่นหนึ่งเขียนไว้ข้างๆ เธอจึงหยิบมันขึ้นมาอ่าน
[ศิษย์พี่เยว่สือ ท่านนอนอยู่ห้องข้างๆข้านะ หากตื่นแล้วไม่เจอข้าก็หมายความว่าข้าไปหาอาจารย์อี้ ตามด้วยไปหาอาจารย์ซิ่ว แล้วก็ไปต่อยกันกับอาจารย์เฟยหง เดินแวะไปยังตึกยันต์และค่ายกล กว่าจะกลับก็ดึก หากท่านอยากได้สมุนไพรอะไรก็ตาม ท่านหยิบไปเลย ขอเพียงแค่เหลือรากเอาไว้ให้ข้าก็พอ ส่วนห้องนี้ท่านสามารถนอนพักได้ตามสบายเพราะมันเป็นห้องของท่านแล้ว คิดว่าเป็นสถานที่พักผ่อนอีกแห่งของท่านก็ได้ ต่อไปนี้ท่านจะมาตอนไหนก็ได้เพราะท่านคงต้องศึกษาสมุนไพรเหล่านี้อีกนาน สำหรับข้าสมุนไพรทุกต้นภายในนี้ก็เหมือนของท่าน จะหยิบไปมากแค่ไหนก็ได้ ข้าสนับสนุนให้ท่านได้ศึกษาการหลอมยา จากตงฟาง คนเช้าชู้ที่ชอบศิษย์พี่เยว่ อ๋อ! อีกอย่าง ข้าทำอาหารเช้าเอาไว้ให้ท่านด้วย หากข้ากลับมาแล้วพบว่ามันไม่หมด ข้าจะไม่ให้ท่านเข้าบ้านอีก]
เยว่สืออ่านข้อความบนแผ่นกระดาษก่อนจะอมยิ้มเล็กน้อย เธอไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเมื่อคืนหลับไปตอนไหน รู้เพียงแค่ว่ากำลังทำความเข้าใจกับสมุนไพรแล้วทุกอย่างก็มืดลงไปในทันที รู้ตัวก็ตอนเช้าของวัน
—------------------------------
ผั๊วะ!
“อาจารย์เฟยหง เร็วหน่อย” ตงฟางปล่อยให้หน้าตัวเองเขียวช้ำ ไม่สนใจความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ทางฝั่งคู่ชกของเขาที่กระดกดื่มเหล้าอย่างสบายใจพลางใช้ทักษะกรงเล็บหงษ์สะบั้นขั้น 6 เข้าโจมตีกลับพบว่าวันนี้ตงฟางแปลกไป แทนที่เขาจะร้องโอดโอยกลับแสดงใบหน้าดีใจ เหมือนรีบไปทำธุระสักอย่างที่น่าจะเป็นเรื่องดี
“เจ้าเป็นอะไร ทำไมดูกระตือรือร้นแบบนั้น”
“เปล่าเลยท่านอาจารย์ รีบๆเร็วเข้า ข้าจะรีบกลับไปนอน”
“เจ้ามีพิรุธ”
“ท่านอาจารย์ ท่านคิดมาก เร็วเข้า มีอะไรก็ใส่มา ข้าพร้อม”
ตงฟางเป็นฝ่ายกระโจนเข้าหาอาจารย์เฟยหงด้วยความรวดเร็ว งัดทักษะทุกอย่างออกมาใช้ แต่เขาถูกห้ามไม่ให้ใช้พิษเพราะมันจะทำให้อาจารย์บาดเจ็บหนัก ดังนั้นจึงมีเพียงแค่ทักษะใส่พลังวิญญาณดิบเท่านั้น ไม่มีการเปลี่ยนพลังวิญญาณไปเป็นพิษแต่อย่างใด กระทั่งเขาฝึกซ้อมจนครบเวลาตงฟางก็รีบวิ่งกลับบ้าน โดยไม่ลาอาจารย์เฟยหงสักคำ
“ศิษย์พี่เยว่ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง เดี๋ยวข้าจะชงชาให้นะ”
ตงฟางกลับเข้ามาในบ้าน เขายังคงเห็นศิษย์พี่ของเขากำลังนั่งชำแหละสมุนไพรเช่นเดิม จึงรีบเข้าไปในบ้านชงชามาให้ดื่ม พลางนึกหาวิธีให้ได้อยู่กับศิษย์พี่นานๆ
“ใช่ เราก็แค่ให้พี่ซิงเยียนช่วยซื้อสมุนไพรระดับ 5 และ 6 มาปลูกเพิ่มฮ่าๆ ”