ย้อนอดีตกลับมาเป็นคนรวย

    ตอนที่16 ก้าวกระโดด

    เมื่อเสียงกลองดังขึ้น เบสเบาๆ เคล้ากับอารมณ์ ดิวก็ขึ้นไปบนเวทีกับกีตาร์หนึ่งตัว ไม่มีใครสนใจเขา หรือมองมาแม้แต่น้อย ทุกคนดูหมดแรงเซื่องซึมเพราะดึกมาก เมาเหล้าแอ๋คลอกับสาวๆ
    ซึ่งดิวดูไม่แปลกใจนัก เขาเป็นแค่ศิลปินหน้าใหม่ ไม่ได้มีชื่อเสียงเรียงนามอะไร การที่จะมีคนส่งเสียงกรี๊ดคงจะไม่มี ยกเว้นบางโต๊ะที่พอรู้จักดิว โดยกลุ่มนั้นคือสาวๆ
    ดิวเผยรอยยิ้มเล็กๆ มุมปาก ไม่ได้ตื่นเต้นหรือประหม่าเช่นอยู่หน้ากล้องตอนถ่ายเอ็มวี เวทีนี้คือของเขา เขาควบคุมมัน ประหนึ่งร่างกายของตัวเอง
    ครั้นเมื่อเล่นบรรเลงบทเพลง เสียงกีตาร์ของเขาก็ดังก้องไปสี่ทิศ เสียงจากลำโพงหนักๆ ทำให้พวกเขาตื่นจากอาการงัวเงีย มาถึงก็โซโล่กีตาร์ทันที ไม่พูดพล่ามทำเพลงใดๆ อารมณ์ที่ว่ากระแทกเข้าไปในใจหลายคน ทำเอาตกอกตกใจนึกว่านักร้องวงดังมาเล่น
    แต่แล้วเมื่อมองอย่างถนัดตา เป็นต้องประหลาดใจ เพราะคนที่อยู่บนเวทีเป็นแค่ชายหนุ่มอายุ 20 ปีต้นๆ แถมยังดูไม่คุ้นตาหากว่าทักษะการเล่นกีต้าร์ของเขานั้นเทพมาก รวมเข้ากับเครื่องดนตรีอีกสองชนิด มันช่างเข้ามากระตุ้นหัวใจซะเหลือเกิน
    เมื่อเสียงดนตรีแผ่วลง ดิวก็จับไมโครโฟนตรงหน้า สายตาของเขาดูกระจ่างชัด
    “สวัสดีครับทุกคน หลายคนอาจจะไม่รู้จักผมหรือรู้อยู่แล้ว ผมดิวนะครับ และวันนี้ผมจะมามอบความสุขให้พวกคุณเอง มาโดดไปกับผมคืนนี้กันนะครับ!”
    ดิวแต่งเพลงเองห้าเพลง เพลงที่เปิดตัวในเช็คอินไม่ใช่เพลงที่ถ่ายเอ็มวี แต่มันคือเพลงเร็วป็อคร็อค
    เมื่อได้ยินเสียงของดิวหลายคนก็ถอนหายใจ อะไรกันแค่ศิลปินหน้าใหม่นี่นา แต่เห็นว่าเอาเถอะไหนๆ ก็อยู่นี่ จะทนฟังเสียงห่วยๆ เอาแล้วกัน
    หลายคนคิดอย่างนั้นแต่พอเสียงร้องของดิวเปล่งออกมา มันถึงกับทำให้หัวใจของพวกเขาสั่นสะท้าน
    อะไรกันเสียงร้องนี่!
    มันมีเสน่ห์มากเลย!
    ทำเอาหลายคนที่ง่วงซึมตื่นขึ้นมา โดดไปกับเพลงเร็ว อารมณ์รักที่เหงาเปลี่ยว เปลี่ยนเป็นบาดลึกถึงข้างในใจ คล้ายกับมีเพลิงมาสุมอยู่ในอก เร้าใจจริงๆ
    พวกเขาสนุกไปกับเพลงโดยไม่รู้ตัว ปกติยุคนี้คือยุคของโทรศัพท์ จะต้องเอาโทรศัพท์ออกมาถ่ายด้วยท่าทางง่วงเหงา ต่างจากเพลงของดิว ทุกคนสนุกไปกับมัน คล้ายกับว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในท่วงทำนองนั้น
    พอถึงท่อนโซโล่ ดิวเดินออกไปข้างหน้า เท้าข้างซ้ายวางอยู่ที่ลำโพง ยกกีตาร์เหนือศีรษะแล้วโซโล่อย่างหนักหน่วง ทำเอาสาวๆ ที่อยู่หน้าเวทีส่งเสียงกรี๊ดกร๊าด อย่างกับจะขาดใจตาย
    “เสียงใครเป็นอะไร?” เจ้าของร้านรู้สึกงุนงง เพราะเสียงนี้ดังกว่าดนตรีมาก
    “เอ่อ..เสียงลูกค้ากรี๊ดนักร้องครับ”
    “นักร้อง? กลับไปแล้วไม่ใช่เหรอ”
    “ยังครับ ยังเหลืออีกคนหนึ่ง เป็นคนที่ผมแนะนำมาไงครับ”
    เจ้าของร้านดูแปลกใจ เขาไม่รู้จักดิว เพราะโดยส่วนใหญ่เรื่องบริหารร้านถูกจัดการโดยเลขาของเขา เขามีหน้าที่เพียงนั่งนับเงินเท่านั้น
    “อยากจะรู้จริงๆ ว่าเขาคือใคร” ด้วยความสงสัยจึงไปดู ว่าคนที่ทำให้ลูกค้าส่งเสียงได้ขนาดนี้คือใครกัน แล้วเขาก็เห็นดิว กำลังโซโล่กีตาร์อย่างเมามันส์ ถึงขนาดที่ว่าเกือบจะใช้ฟันแทนนิ้ว
    ทำเอาเจ้าของร้านตกใจมากกับภาพที่เห็น แต่ไม่ใช่แค่นั้น ที่ทำเอาตกอกตกใจคงเป็นเป็นลูกค้าในร้าน เมื่อครู่นี้มีวงดังมาเล่น แต่ทุกคนเอาแต่ถ่ายคลิปไลฟ์สด ต่างจากตอนนี้ที่ส่งเสียงดังๆ กระโดดแรงตามเสียงเพลง ทำเอาเขางงไปหมด
    แต่พอได้ฟังเพลง เขาก็เข้าใจได้ทันทีว่ามันเป็นเพราะอะไร ชายที่ยืนอยู่บนเวทีเขามีพรสวรรค์จริงๆ
    “วันนี้สุดยอดไปเลยพี่ดิว ไม่คิดเลยว่าทุกคนจะสนุกไปกับเรา” ดาวเรืองกำลังนวดมือ วันนี้เธอตีกลองสุดแรง ทำเอามือแตกต้องปิดพลาสเตอร์
    “นั่นสิพี่ ผมเองก็สนุกสุดๆ” ไผ่เห็นด้วยกับดาวเรือง จนถึงตอนนี้เขายังใส่แว่นดำ ไม่ถอดออกแม้สักวิ
    “ดีแล้วแหละ แต่ดาวเรืองผมว่าคุณตีกลองหนักเกินไปนะ มันจะกลบดนตรีอื่นๆ จะเด่นแค่กลอง”
    ดิวไม่แปลกใจที่พวกเขาเรียกว่าพี่ เพราะในวงการไม่ได้นับกันที่อายุ แต่เขานับกันที่ฝีมือต่างหาก ด้วยความสามารถของดิว เป็นที่ยอมรับของสองคน ทำให้พวกเขาที่มีอายุมากกว่าเรียกดิวว่าพี่
    ดิวไม่ได้มีดีแค่ทักษะการเล่นกีตาร์เท่านั้น แต่เขายังมีทักษะการเล่นดนตรีทุกประเภทที่ติดตั้งจากคู่มือเสริม ทำให้สามารถชี้ข้อบกพร่องของพวกเขาได้ และอีกอย่างนี่ไม่ใช่ป็อบร็อคกระแทกอารมณ์ขนาดนั้น อารมณ์ของเพลงจะเปลี่ยนไปหากดนตรีมันไปกันคนละทาง เขาจำเป็นต้องบอกดาวเรืองถึงสิ่งที่ต้องปรับ
    “ฮี่ฮี่ โทษทีพี่ มันมันส์มือเกินไปหน่อย” ดาวเรืองรู้ว่าตัวเองสนุกเกินไป ซึ่งเธอก็ยอมรับ ส่วนไผ่ทำได้ดี เขายืนเหมือนกับคนติดยาบนเวที ไม่ได้สลักสำคัญหรือทำให้สาวๆ หวี๊ดหว๊าด ซึ่งถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่ดี
    บนเวที ดิวก็เหมือนกับสปอร์ตไลท์ จะต้องไม่มีใครเด่นเกินเขา ใช่ ในเมื่อเขาเป็นนักร้องเดี่ยวทำไมต้องให้คนอื่นมาเด่นกว่าด้วยเล่า
    ยอดวิวเพลงของดิวเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็ว ในเวลาหนึ่งเดือนได้ทะยานขึ้นสู่ 50 ล้าน!
    มันฟังอาจดูเกินจริงแต่เปล่าเลย ในสมัยนี้ใช่ว่าเป็นค่ายใหญ่แล้วยอดวิวจะปังในตอนนี้ยุคได้เปลี่ยนไป นักร้องไร้สังกัดลุกผงาด ตีตนเสมอนักร้องของค่ายใหญ่ก็ไม่ผิดนัก
    เพลงอีกสี่เพลงที่ไม่มีเอ็มวียอดวิวปังไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเพลงเร็วที่ดิวใช้เปิดตัว เขาไม่คิดเลยว่ามันจะดังกว่าเพลงช้า แถมยังไม่มีเอ็มวีด้วย ทำให้เขาคิดว่าหลังจากนี้คงต้องทำเอ็มวีสักหน่อย
    ดิวไม่ได้พักอยู่ที่ห้องพักของคุณคณินแล้ว ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง มันไม่สะดวก และด้วยเงินที่เพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างไม่เห็นฝุ่นทำให้ดิวตัดสินใจซื้อบ้านย่านจัดสรร ชื่อว่าหมู่บ้านฤดี เป็นหมู่บ้านที่อยู่แถบชานเมือง ราคาจึงไม่หนักเท่าไหร่
    มีสองชั้น สามห้องน้ำ ชั้นบนคือสองห้องนอน ส่วนชั้นล่างคือห้องครัวและห้องนั่งเล่น รวมถึงห้องโล่งที่ไว้จัดสรรปาร์ตี้กับเพื่อนๆ แน่นอนว่าดินไม่มีเงินมาซื้อสดหรอก เขาแค่ผ่อนเป็นรายปีเท่านั้น
    มันฟังดูเหมือนกับว่าทุกอย่างดูเร็วเกินไป แต่เปล่าเลย ดิวเป็นนักร้องกลางคืนอยู่หลายเดือน กว่าจะออกเอ็มวี อัดเพลง ระยะเวลาเหล่านั้นที่เสียไปครึ่งปี ได้ผลักดันหนุ่มช่างไฟฟ้าคนนี้ ให้ออกมาจากรังโบยบินสู่ท้องนภา
    แต่อย่างใดก็ตาม มันเพิ่งจะเริ่มต้น ชั่วโมงบินของดิวยังไม่สูงนัก และเขายังต้องพัฒนาอีกเยอะ
    วันนี้มีคอนเสิร์ตเล่นที่ร้านมาย่า ย่านหัวมุมถนนในจังหวัดแห่งหนึ่ง...
    ซึ่งแน่นอนว่าดิวไม่สามารถขับรถมอเตอร์ไซค์ไปได้ เขาจำเป็นต้องเหมารถตู้ในการรับงานสถานที่ไกลๆ และราคาก็ค่อนข้างแพง แต่โชคดีที่มีคนรู้จักแนะนำ ราคาจึงพอถูไถ แต่อย่างใดก็ตาม ดิวยังรู้สึกไม่พอใจอยู่ดี
    “เฮ้อ สงสัยคงต้องซื้อรถจริงๆ แล้วสินะ” ดิวที่เอนหลังอยู่บนรถวาดฝันเกี่ยวกับรถตู้คันใหม่ ราคาของรถตู้แน่นอนว่าหลายล้านบาท ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เยอะ โดยตอนนี้เขามีบ้านต้องให้ผ่อน ไหนจะค่าจ้างนักดนตรี ค่าผู้จัดการที่คอยดูแลในเรื่องต่างๆ
    ตอนนี้ดิวมีผู้จัดการแล้ว แน่นอนว่ามันเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งเดือนก่อน หลังจากที่เล่นจนดึกดื่น รู้สึกไร้เรี่ยวแรงไม่เหมือนอย่างทุกที ต้องมาคุยงานรายละเอียดต่างๆ ทำให้สมองของเขาถูกใช้งานไปมาก จึงคิดว่าไหนๆ ก็มาถึงขนาดนี้แล้ว จ้างผู้จัดการเลยแล้วกัน
    ผู้จัดการของดิวชื่อว่าช้าง ซึ่งแน่นอนมันคือผู้ชาย มีร่างกายที่ใหญ่โตสูงราว 190 เห็นจะได้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ดิวเลือกช้างมาเป็นผู้จัดการ ประเด็นหลักๆ เลยคือความคุ้มค่าและประหยัด ช้างไม่ได้แค่สูงเท่าตึก แต่ยังอ้วนท้วนสมบูรณ์ดูราวกับนักมวยปล้ำฝรั่ง
    คิดดูสิว่าพอมีคนแบบนี้เดินอยู่กับเรามันจะเป็นยังไง? ใช่ พวกเขาจะเหมือนกับบอดี้การ์ด ซี่งนี่แหละคือสิ่งที่ดิวชอบมาก จ้างทีเดียวเป็นได้ทั้งสองอย่าง แถมยังไม่ต้องจ่ายในส่วนของบอดี้การ์ด ประหยัดเงินไปได้หลายตังค์เลย
    แต่ถึงงั้นก็เถอะ ช้างเป็นคนสู้คนไม่เป็น จะมีดีแค่รูปร่างไว้ขู่ หากเกิดเรื่องเมื่อไหร่หมอนี่จะวี๊ดแตกทันที ซึ่งนั่นเป็นอะไรที่ดิวรับไม่ได้เลยจริงๆ
    “พี่ดิว มีรายการทีวีติดต่อมาพี่” หลังจากลงจากเวทีเหนื่อยๆ ดิวเช็ดหน้าที่เปื้อนเหงื่อ ก่อนจะฟังเรื่องที่ช้างบอก
    “รายการอะไร?”
    “แฉยันบ่ายครับ” ช้างรีบตอบ
    “แฉยันบ่ายเหรอ...” ดิวรู้สึกไม่คุ้นเลยกับชื่อนี้ แต่เอาเถอะนี่คือโลกคู่ขนานในอดีตนี่นา ไม่เห็นต้องใส่ใจเลย
    “ใช่ครับ นี่คือรายการที่มีพิธีสี่คน แต่ละคนปากจัดกันทั้งนั้น และผมยังรู้มาอีกจากวงในว่า หนึ่งในนั้นชอบกินผู้ชายตี๋ๆ” พูดถึงตรงนี้ช้างก็เอามือจับก้นตัวเอง ดิวอดไม่ได้ที่จะขำออกมา เพราะท่าทางของเขาตลกจริงๆ
    “เห...แบบนี้พี่ต้องระวังเลยนะ” ดาวเรืองยิ้มมุมปาก ตอนนี้เธอดูต่างจากเมื่อก่อนมาก ถือว่าเป็นสาวแซ่บเลยล่ะ
    “ถ้ามีใครคิดจะเข้าข้างหลังพี่ รู้ไว้ว่าต้องผ่านผมไปให้ได้ซะก่อน!” ไผ่ยืนกอดอก มาดเข้มซะเหลือเกิน แต่พอเจอสาวๆ ทัก กลับไปไม่เป็นท่า น่าขายหน้าชะมัด
    “ขอบใจ แต่ไม่ดีกว่า...” จะรู้สึกกังวลก็เพราะท่าทางของไผ่นี่แหละ ไม่รู้นะว่าหมอนี่เป็นหรือเปล่า แต่ระวังไว้หน่อยแล้วกัน
    “รายการทีวี...หึ น่าสนใจไม่เบา” ดิวเลิกสนใจพวกเขา ก่อนจะเสิร์ชหาข้อมูลของรายการที่ว่า...