เวลาผ่านไปหนึ่งปีอย่างว่องไว องค์ชายมันตรินหลังจากได้รับตำแหน่งแม่ทัพปราบทักษิณก็ถูกส่งไปคุมโซนทางใต้ของอาณาจักรเหมันต์ ส่วนองค์หญิงมันฑนา ก็ไม่น้อยหน้าถูกส่งไปดูแลทางตะวันออกทั้งหมด หลังจากได้รับตำแหน่งแม่ทัพพิชิตบูรพา นี่คือภารกิจพิทักษ์เขตแดนอันสำคัญยิ่งของสองพี่ชายและน้องสาวผู้เก่งกล้าทั้งสอง
แต่ในขณะที่ฝั่งมนุษย์วุ่นวายอยู่กับการจัดวางกองกำลังรักษาความสงบอยู่นั้น ในพิภพปีศาจก็เกิดการแตกหักขึ้น! เมื่อมหาเทพปีศาจอิ๋งม่อจุน ขนกองทัพปีศาจเงาบุกถล่มแบบไม่พัก เผาวอดไปหลายแคว้นจนท้องฟ้ากลายเป็นสีเลือด เมืองแล้วเมืองเล่าถูกกวาดล้างหายไป ดังใบไม้ที่ถูกกวาดทิ้งลงสู่เหวลึก พิภพปีศาจเกือบครึ่งหนึ่งถูกยึดครองโดยมหาเทพปีศาจอิ๋งม่อจุน
จักรพรรดิปีศาจนอสเฟอราทู ที่แก่ชราจนแทบกล่าวได้ว่าเหลือเพียงลมหายใจสุดท้าย เขาก็ยังพยายามต้านทานภัยพิบัตินี้อย่างสุดกำลัง ท่ามกลางกองเพลิงที่โหมกระหน่ำ องค์หญิงเซเรนเทีย รีบดิ่งเข้าไปเฝ้าพระราชบิดาในคูหาวิญญาณที่เย็นราวสุสานหิมะพันปี “เสด็จพ่อ! พอก่อนเถิดเพคะ โปรดอย่าฝืนพระวรกายเลย พระองค์และกองทัพของเราต้านไม่ไหวแล้ว! ลูกขอวิงวอนให้ทรงล่าถอยเถิดเพคะ” นางตะโกนทั้งน้ำตา
จักรพรรดิยิ้มอย่างอ่อนโยนราวแสงจันทร์สุดท้ายแห่งราตรี
“ลูกเอ๋ย… ฟ้าดินดลให้เจ้ามาเกิดเพื่อพิภพนี้ มิใช่เพื่อดูข้าดับสูญ จงรับสิ่งนี้… และยืนให้สูงกว่าที่บิดาเคยยืนเถิด”
กล่าวจบเขาก็ยกมือขึ้น ดึงแก่นวิญญาณเรืองแสงสีแดงเลือดผสมงาช้างลอยออกมาจากอก แล้วยื่นมืออันสั่นเทาออกมาช้อนแก่นวิญญาณเอาไว้ก่อนส่งเข้าไปในกายองค์หญิงเซเรนเทีย เพื่อหลอมเข้ากับแก่นวิญญาณของนางจนเป็นหนึ่งเดียวกัน
เซเรนเทียร้อง “ไม่! เสด็จพ่อ! หากพระองค์ให้สิ่งนี้แก่ลูก ชีวิตของท่านจะมอดดับลงด้วย!”
“ชีวิตพ่อ… ใช่แล้ว” จักรพรรดิปีศาจเอ่ยขึ้นฉับพลัน “นี่คือสิ่งที่พ่อต้องจ่าย เพื่อให้ลูกก้าวขึ้นเป็น ปฐมปีศาจ ผู้หยุดยั้งความวิปลาสของอิ๋งม่อจุนให้ได้”
ในพริบตานั้นเองร่างของจักรพรรดิปีศาจนอสเฟอราทูก็พลันสลายเป็นผงเถ้าเจือประกายเงินระยิบระยับ เสียงกรีดร้องขององค์หญิงเซเรนเทียทำให้ทั้งพิภพปีศาจสั่นสะเทือน จากนั้นพลังของนางก็หลอมรวมพุ่งทะยานเลื่อนขั้นเป็นปฐมปีศาจ ซึ่งนับว่าเป็นสุดยอดแห่งพลังสูงสุดที่จอมปีศาจน้อยตนนักจะก้าวถึงได้ “อิ๋งม่อจุน... เจ้าจะต้องชดใช้… ทุกสิ่งที่เจ้าได้ก่อขึ้น!”
องค์หญิงเซเรนเทียทรงรีบจัดทัพทำศึกใหญ่กับกองทัพของมหาเทพปีศาจอิ๋งม่อจุน นางค่อยๆยึดเมืองทีละเมือง ไล่ต้อนกวาดล้างจนสามารถยึดแคว้นทั้งหมดกลับคืนมาได้ กองทัพปีศาจเงาแตกพ่ายอย่างยับเยิน จนต้องถอยทัพเข้าสู่เขตแดนมนุษย์ ทว่าเพราะกองทัพของจักรพรรดินีเซเรนเทียเองก็บอบช้ำเป็นอย่างมากจนเกินจะเยียวยา นางจึงเลือกทอดทิ้งสงครามเอาไว้เบื้องหลัง แล้วผนึกเขตแดนปีศาจของตนเอาไว้
ตัดมาที่พิภพมารอันเร้นลับ ราชันจอมมารอสูรเทวะรับรู้เรื่องราวจากแดนปีศาจด้วยยานหยั่งรู้ของตน ดวงเนตรอันเคยเย็นชากลับสั่นไหวราวระลอกน้ำ จึงเขียนจดหมายด้วยหมึกวิญญาณแล้วส่งไปให้องค์หญิงปินเสวียนเยว่ลูกสาวของตน ข้อความเพียงสั้นๆ นั้นกล่าวว่า “กลับบ้านด่วน ก่อนจะสายเกินไป”
เมื่อนางได้รับจดหมายที่ปลิวมากับสายลม จิตใจก็พลันสั่นไหว ยินเสียง ตุบ! ตุบ! เต้นระทึกอยู่ภายในอก นางรีบเหาะฝ่ามิติไปโดยมิได้กล่าวลาผู้ใด แต่เมื่อย่างพระบาทเข้าสู่ท้องพระโรงแห่งเขตแดนมาร บรรยากาศกลับเงียบงันประดุจน้ำที่หยุดไหล ราชันผู้เป็นพระราชบิดา… บัดนี้ไม่อยู่แล้ว
ร่างทิพยขององค์ราชันมารถูกห่มด้วยเกล็ดเพลิงนิลนอนแน่นิ่งอยู่บนพระแท่น มหาเสนามารยืนคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า นำแก่นวิญญาณขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่น้อมถวายเหนือศีรษะ
เขากล่าวเสียงสั่น “ฝ่าบาทสวรรคตเมื่อยามย่ำรุ่ง ทรงฝากสิ่งนี้ไว้แก่พระองค์ก่อนสิ้นลม… ขอเชิญเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดินีองค์ใหม่แห่งพิภพมารเถิดพะยะค่ะ”
ปินเสวียนเยว่ยืนนิ่ง นางมิได้ร้องไห้ให้เห็นน้ำตาแม้เพียงหยดเดียว แต่ภายในดวงตานั้นเก็บซ่อนความทุกข์ระทมแสนสาหัส
“เสด็จพ่อ… ทรงตรัสสิ่งใดฝากไว้หรือไม่” นางกล่าวทั้งน้ำตา
“พระองค์ตรัสว่า “หากเราไม่ตายลูกเราก็ไม่มีวันได้เป็นปฐมมาร” พระเจ้าข้า” มหาเสนามารกล่าว
“เสด็จพ่อไม่น่าตัดสินใจเช่นนี้เลย ลูกไม่ได้อยากแกร่งกล้าเหนือผู้ใด มันเทียบไม่ได้เลยกับการมีเสด็จพ่ออยู่เคียงข้าง” นางร่ำไห้พลางเอื้อมมือไปดึงแก่นวิญญาณของจอมมารเข้ามาในกาย
เมื่อแก่นวิญญาณถูกผนวกเข้ากับดวงจิต พลังปฐมมาร ก็พลันปะทุขึ้น หอคัมภีร์ทั้งแปดสั่นสะเทือนเสมือนวิญญาณมารทั่วพิภพต่างหมอบกราบ
เมื่อพลังของนางมาถึงขั้นปฐมมารจึงเกิดญาณหยั่งรู้ขึ้น เมื่อทราบสถานการณ์อย่างละเอียดนางจึงสั่งการ “ผู้เฒ่ามาทั้งแปดจงปิดประตูเขตแดนมารเอาไว้ และปิดประตูเทพอสูรทั้งเก้าให้สนิทด้วย เราจะสร้างผนึกตราเพลิงเพื่อซ่อนเร้นพิภพมารจากการขัดแย้งในครั้งนี้”
ด้วยพลังปฐมมารของนางทำให้พิภพมารล่องหนหายไปโดยไม่มีผู้ใดตรวจพบได้อีก “วิธีซ่อนเร้นพิภพนี้เป็นวิธีที่เสด็จพ่อใช้มาโดยตลอด ลูกจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง” นับจากนั้นเป็นต้นมา… ก็ไม่มีผู้ใดได้เห็นเงาขององค์จักรพรรดินีปินเสวียนเย่อีกเลย
หนึ่งเดือนล่วงผ่านดุจสายน้ำอันไหลริน ทว่าบรรยากาศ ณ บัลลังก์มหาเทพ กลับร้อนระอุประหนึ่งถูกเปลวเพลิงสุม เทพอัสนีย์ผู้ปกครองพิภพเทพ มีสายฟ้าเป็นศาสตราวุธ ผุดลุกผุดนั่งบนบัลลังก์เป็นครั้งที่ไม่รู้เท่าไรแล้ว ความวิตกในดวงเนตรประหนึ่งบนท้องฟ้ามีราหูบดบังดวงตะวัน
นางกำนัลต่างก้มคารวะไม่กล้าส่งเสียง ในที่สุดเทพอัสนีย์ก็พลันกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นราวเสียงฟ้าร้อง “เรียกเทพีน้ำค้างเหมันต์มาด่วน ข้าต้องการหารือกับนางเดี๋ยวนี้”
ไม่ทันสิ้นคำ ร่างนวลโปร่งเย็นของเทพีน้ำค้างเหมันต์ก็ปรากฏขึ้นในหมอกสีฟ้า นางก้าวเข้าสู่ตำหนักเทพฤทธิ์ราวสายหมอกลูบไล้ยอดภูผา ผ้าคลุมสีขาวพลิ้วละมุนขณะนางก้มถวายบังคม
“มหาเทพอัสนีย์ ท่านมีเรื่องกังวลอันใดหรือ?”
เทพอัสนีย์ยกมือขึ้นแตะกลางหว่างคิ้ว ประหนึ่งระบายภาระที่แบกอยู่ “ข้าหยั่งรู้ความเปลี่ยนแปลงในพิภพทั้งสาม แต่สิ่งที่เห็นจากพิภพปีศาจและพิภพมาร… ช่างเกินจะนิ่งเฉยต่อไปได้”
“พิภพปีศาจ บัดนี้มี ปฐมปีศาจ ปรากฏแล้ว องค์หญิงเซเรนเทียผู้สืบกลิ่นอายอำนาจจากจักรพรรดิผู้สละชีพ บารมีนางนับว่าสูงเสียดฟ้า ส่วนพิภพมารก็เช่นกัน องค์หญิงปินเสวียนเยว่ก็ผนวกแก่นวิญญาณราชันมารจนบรรลุขั้นปฐมมารแล้ว” เป็นคำกล่าวที่กดดันยิ่งนัก
เทพีน้ำค้างเหมันต์นิ่งฟัง ก่อนกล่าวด้วยเสียงเย็น “สองพิภพมีผู้ก้าวขึ้นระดับปฐมแล้ว… แต่พิภพเทพของพวกเรา กลับไม่อาจส่งใครไปถึงขั้นนั้นได้แม้แต่ผู้เดียว”
นางเงยหน้าขึ้น ดวงเนตรปานหยดน้ำแข็ง “ในระดับเทพบรรพกาล เผ่ามารคือเผ่าที่แข็งแกร่งที่สุดใช่หรือไม่เพคะ? เช่นนั้นแล้ว… ในระดับปฐมเผ่าใดคือผู้แข็งแกร่งที่สุดกันแน่?”
เทพอัสนีย์หลับตาชั่วอึดใจ ก่อนกล่าว “หากขึ้นถึงระดับปฐม เผ่าเทพคือผู้ทรงพลังสูงสุดแห่งสามพิภพ แม้เผ่ามารหรือปีศาจก็มิอาจต่อกรได้”
“แต่เหตุใดพวกเราไม่มีผู้ใดบรรลุถึงขั้นนั้น…” นางกล่าวรำพึงเบาๆ เทพอัสนีย์ทอดถอนใจที่หนักราวเทือกใหญ่กดทับในอก
“ข้าใคร่ครวญดูแล้ว เวลานี้เราคงต้องสละแก่นวิญญาณของเราทั้งสองให้แก่ ราชามันตราและราชินีมันปนิตา แห่งทวีปเหนือ… พวกเขาคือความหวังเดียวที่สามารถปกครองทั้งสามพิภพได้”
แต่คำนั้นแฝงความขัดเคืองอยู่ในใจ “ทว่าน่าเสียดาย… ทั้งสองยังมิได้บรรลุขั้นเทพ ระดับสูง แม้ให้แก่นวิญญาณไปก็เกรงว่าจะสูญเปล่า”
เทพีน้ำค้างเหมันต์กลับยิ้มอ่อนๆ “ท่านลืมหรือไม่ ว่าที่หอคัมภีร์เทวะมีตำราที่บรรพจารย์เก็บไว้เล่มหนึ่ง กล่าวว่าผู้ถือครองปฐมวิญญาณ แม้เพิ่งเริ่มฝึกวิชา ก็ย่อมก้าวหน้าร้อยเท่าของผู้อื่น”
นางแตะปลายผมเบาๆ “เวลาของเราเหลือน้อยลงทุกขณะ หากเรายังชักช้า เมื่อผู้บรรลุระดับปฐมจากพิภพมารและปีศาจรวมกำลังกัน พิภพเทพก็คงมิอาจยืนหยัดได้อีกต่อไป”
“เจ้าพูดถูกทุกประการ… เช่นนั้น เราอย่าคิดมากให้เสียเวลาอีกเลย” เทพอัสนีย์กล่าวด้วยดวงเนตรเปล่งประกายดุจสายฟ้า เทพีน้ำค้างเหมันต์พยักหน้ารับ “ไปกันเถิด พวกเราต้องเข้าพบราชามันตราและราชินีมันปนิตาโดยเร็ว”
เพียงสิ้นคำ ร่างทั้งคู่ก็เปล่งแสงวาบขึ้น แล้วแปรเปลี่ยนเป็นเส้นสายแสงสีเงินพาดผ่านหมื่นชั้นเมฆา ก่อนร่างจะเลือนหายไปจากตำหนักเทพฤทธิ์อย่างไร้ร่องรอย
พริบตาต่อมา แสงทิพย์อันนุ่มละมุนกลับปรากฏบนพื้นหินหยกกลาง ตำหนักหลวงแห่งพระราชวังมณีเหมันต์ สายลมเย็นพัดต้องม่านทิพย์จนเส้นไหมสะท้อนประกายเรืองรอง แล้วร่างของมหาเทพทั้งสองก็พลันปรากฏขึ้น
“ท่านมหาเทพและราชินีเทพเสด็จ…” ทหารยามกล่าวรายงาน
“เชิญเสด็จ” ราชามันตรากล่าว
มหาเทพอัสนีย์และพระราชินีเทพีน้ำค้างเหมันต์เดินเข้ามาภายในท้องพระโรง ที่มีเหล่าขุนนางและองค์ราชาและราชินีของเผ่ามนุษย์ประชุมกันอยู่
“เชิญทั้งสองพระองค์ประทับบนบัลลังก์” พระราชามันตราทูลเชิญ