สายตาอิสราจับจ้องมาราวกำลังจับผิดเธออยากรู้ว่าคนที่ชื่อเล่นเหมือนเธอเป็นใคร
“เพื่อนสมัยเด็กน่ะ” ผมตอบส่ง ๆแน่นอนว่าโกหก
“งั้นเองเหรอ”
“เธอเป็นพยา..” ผมเกือบหลุดปาก“...เขาเคยเล่าให้ฟังว่ามีญาติเป็นพยาบาลคนหนึ่ง น่าจะเป็นรุ่นคุณย่ารุ่นยายไม่ก็ทวด ท่านมีญาติเป็นพยาบาลรึเปล่า”
“เท่าที่เรารู้ก็ไม่มีนะ”
“แปลว่า เราคงจำผิดจริง”ผมหัวเราะปิดท้ายกลบเกลื่อน อิสราหรี่ตา คงเคลือบแคลงคำถามที่ดูแปลกประหลาดของผมอย่างน้อยผมก็มั่นใจว่าอิสราไม่ได้เกี่ยวข้องใด ๆ ทางสายเลือดกับอันธิยา
“ท่านเจอเพื่อนของท่านตอนเรียนชั้นไหนเหรอ” อิสราจี้ถามลึกขึ้น เธอกำลังเอานิสัยนักข่าวมาใช้กับผมผมเลิกลักในใจ พยายามไม่แสดงออกอย่างมีพิรุธ
“เพื่อนสมัยประถม โครงหน้าคล้ายกันเฉยๆ ท่านอย่าใส่ใจเลย” ผมทำทีหัวเราะกลบเกลื่อน
“น่าแปลกนะส่วนใหญ่หน้าตาคนเราเปลี่ยนตอนโตขึ้น เคยมีงานวิจัยเก่าสัก 50 ปีก่อนว่าส่วนใหญ่คนจำเพื่อนวัยเด็กที่ไม่ได้เจอกันนานได้เพราะบริบทที่แวดล้อม ไม่ใช่หน้าจากหน้าตา เช่น เชื่อมโยงกับพ่อแม่เขาหรือเชื่อมโยงกับสถานที่อยู่”
อิสราจ้องหน้าผมเหมือนกำลังคาดคั้นคำอธิบายบางอย่างที่เป็นวิทยาศาสตร์ ผมหน้าซีดขืนยิ่งโกหกต่อกลัวว่าจะยิ่งเข้ารกเข้าพงไปเรื่อย ๆจนจำไม่ได้ว่าพูดเรื่องอะไรไปบ้าง แถมคนยุคนี้แต่ละคนความจำดีกันทั้งนั้นผมได้แต่ยิ้มอย่างเดียว
“ขอโทษนะจ๊ะท่านใช้เครื่องเสร็จแล้วใช่ไหม” เสียงหนึ่งดังมาจากทางด้านหลังอิสราช่วยชีวิตผมเอาไว้ เธอหันขวับไปเจอหญิงคนหนึ่งผ่ายผอมในชุดเสื้อหนังกางเกงยีนน่าจะอายุราว ๆ สี่สิบปี ผมรู้สึกคุ้นชื่อแต่จำไม่ได้ว่าทำงานส่วนไหน
“วรลักษณ์ท่านใช้เครื่องได้เลย“ อิสราเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างหลีกทางให้หญิงคนนั้นใช้เครื่องชงกาแฟ แม้ว่าใบหน้าที่เจาะจมูกและทรงผมชี้ตั้งเหมือนหนามสีแดงของเธอจะเป็นเอกลักษณ์ แต่ผมก็ไม่คุ้นหน้าพิมพ์ไม่ได้แนะนำให้ผมรู้จักเมื่อวานนี้
“พวกท่านทำงานเสร็จแล้วเหรอ”วรลักษณ์เปรยถาม
“ยังค้างอีกนิดหน่อย”ผมรีบชิ่งตอบทันที ต้องหาทางพักบทสนทนากับอิสราไว้ก่อน
“ของเราเพิ่งเสร็จเมื่อกี้นี้เลย”อิสราบอก
“เดี๋ยวขอตัวทำงานก่อนนะ”ผมโบกมือลาอิสรากับวรลักษณ์ แล้วเดินไปเข้าห้องทั้งสองคนโบกมือให้แล้วหันไปคุยกันเองต่อ
เมื่อกลับมาเข้าห้องปิดประตูแล้วผมกดปุ่มด้านข้างตรงประตูให้ปรับสมาร์ตกลาสฝั่งประตูเป็นกระจกทางเดียวแล้วถอยมานั่งเก้าอี้สังเกตการณ์ ห้องของผมอยู่ใกล้เครื่องชงกาแฟจนมองทะลุไปเห็นอิสรากับวรลักษณ์ที่ยืนคุยกันได้ ตอนนี้ผมกลายเป็นพวกโรคจิตถ้ำมองไม่รู้ว่าทำไมต้องทำ จิตใจเบื้องลึกสั่งมาเช่นนี้
พวกเธอสองคนคุยกันแค่สามนาทีจนเครื่องชงกาแฟทำงานเสร็จ วรลักษณ์ก็หยิบแก้วตนเองแล้วเดินไปจิบไปเคียงคู่กับอิสรา พ้นไปจากลานสายตาที่ผมมองเห็นผมถอนหายใจครั้งหนึ่ง ความตื่นเต้นเมื่อครู่เริ่มสงบลงแล้วกลับมาตั้งตัวครุ่นคิดว่าควรทำอะไรต่อ ทำให้ผมนึกบางอย่างได้
“อยู่ไหนหว่า”ผมหันไปมองบนโต๊ะ หรือบนชั้นก็ไม่มีแก้วโกโก้ที่ผมกินยังไม่หมดแสดงว่าไม่ได้เผลอหยิบมาวาง เมื่อกวาดสายตาไปทางด้านนอกห้อง ก็ไปเห็นสีน้ำเงินแวบๆ ของแก้วบนชั้นวางของใกล้ ๆ เครื่องชงกาแฟผมน่าจะเผลอวางทิ้งไว้ตอนที่มัวคุยกับอิสราเมื่อครู่ ผมกดปุ่มปรับกระจกทึบตามเดิมแล้วเปิดประตูก้าวออกไป เมื่อมองซ้ายขวาก็ไม่พบร่องรอยของเธอทั้งสองคนผมไปหยิบแล้วยกดื่มจนหมดรวดเดียวก่อนจะหย่อนแก้วลงไปในเครื่องล้างจานอันโนมัติในตู้ด้านล่างมันก็ทำงานเองเมื่อเซนเซอร์ตรวจจับจานชามได้ สายพานค่อย ๆ พาแก้วที่มีคราบโกโก้เขรอะไหลเข้าไปแบบเดียวกับเครื่องปิ้งขนมปังสักพักก็ได้ยินเสียงน้ำฉีดชำระล้าง
ผมเหลือบไปเห็นสมุดเล่มสีม่วงที่วางอยู่บนชั้นชงกาแฟเป็นสมุดเล่มเล็กขนาดพกพา ปกหนังสังเคราะห์เรียบ ๆ มีข้อความเพียงคำเดียวว่า ‘FREESTYLE’ เป็นอักษรนูนตรงมุมขวาบนมียางยืดติดไว้กับปก ไว้รัดป้องกันไม่ให้หน้ากระดาษเปิดเองผมจำได้ว่าตอนที่มาถึงเครื่องชงกาแฟเป็นคนแรก ยังไม่มีเจ้านี่เป็นไปได้ว่าจะเป็นของอิสราที่ลืมวางไว้เธอคงคุยกับเพื่อนร่วมงานเพลินจนลืมไว้แบบเดียวกับผม ผมเหลียวซ้ายแลขวาเหมือนเธอจะกลับไปห้องแล้วใจผมเต้นไม่เป็นส่ำ ความคิดในหัวตีกันวุ่นวาย ความคิดในหัวตีกันวุ่นวายผมควรเอาไปคืนให้เธอแต่การจะไปหาถึงห้องจะดูไม่ดีรึเปล่า แต่จะวางทิ้งไว้ก็กลัวจะหายครั้นจะให้ยืนเฝ้าตรงนี้รอให้เธอรู้ตัวแล้วเดินกลับมาหาเองก็ดูจะเป็นการกระทำที่พิลึกพิลั่นสิ้นดี หรืออีกกรณีหนึ่งเลยก็เป็นของวรลักษณ์ถ้าเป็นแบบนั้นผมก็ควรเอาไปถามเธออยู่ดี
รู้ตัวอีกทีผมหลบมุมอยู่ตรงเสาใกล้ๆ ห้องของเธอพร้อมกับสมุดในมือแล้ว ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก
“กล้าๆ หน่อย ประชา” ผมสั่งตัวเอง ในขณะที่ขายังก้าวไม่ออก
ขณะที่ผมเงยหน้ามาก็เจอกับรฐรักษ์ที่ยืนคุมหุ่นยนต์เช็ดกระจกอยู่ห่างออกไปราว100 เมตรช่างดวงสมพงษ์กับเธอจริง ๆ เธอมองมาด้วยสายตาระแวงระวัง คงคิดว่าผมมาทำอะไรลับ ๆล่อ ๆ หน้าห้องเพื่อนสนิท ผมจำเป็นต้องรีบทำอะไรสักอย่างจึงรวบรวมความกล้าแล้วพุ่งไปยืนหน้าห้องอิสรา ผมเคาะประตูห้องจนสั่นไหวเผลอใช้แรงเยอะไปหน่อย
“ท่านลืมหนังสือ...สมุด นี่ไว้” ผมพูดจาเสียงสั่น พูดผิด ๆ ถูก ๆ
“ใช่ของเราเอง ตายแล้ว ลืมซะสนิทเลย” เสียงเธอออกมาจากประตูหน้าห้องคงมีลำโพงซ่อนไว้ตรงไหนสักที่ จากนั้นมันก็เลื่อนเปิดเองผมยืนประจันหน้ากับเธออีกครั้ง อิสราจัดโต๊ะทำงานรูปแบบคล้ายผมหันหน้ามาทางประตูแสดงว่าด้านหลังของเธอก็จะชนกับผมถ้าไม่มีผนังกั้น
“ขอรบกวนท่านเข้ามาวางบนโต๊ะเราให้หน่อยได้ไหมเราลุกออกไปยาก” อิสราร้องขอมาจากหลังจอมอนิเตอร์ไม่น่าแปลกเพราะห้องของเธอเต็มไปด้วยของส่วนตัวต่างๆ วางเกลื่อนบนพื้น และเต็มชั้นวาง กินพื้นที่ครึ่งหนึ่งของห้องเว้นพื้นที่ไว้เป็นทางเดินตั้งแต่ประตูจนมาถึงโต๊ะถ้าเธอไม่ได้มีหุ่นเพรียวบางคงลอดผ่านไปนั่งได้ยาก
“ขอบคุณมากนะ”เธอฉีกยิ้มให้ผม หลังจากที่สมุดสีม่วงเล่มนั้นหย่อนลงบนโต๊ะ แวบหนึ่งที่ผมรู้สึกตื่นเต้นใจพองโต
“เป็นชอร์ตโน้ตของเราเอง”ผู้สื่อข่าวสาวบอก ผมพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรอันที่จริงผมแอบถือวิสาสะเปิดดูไปสองสามหน้าแล้วส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องงานและเช็กลิสต์สิ่งจะทำในแต่ละวัน แต่ถ้าบอกไปจะดูเสียมารยาท
“ปกติท่านไม่ได้จดในมือถือหรือพวกแกดจิตเอวีเอสอีอะไรพวกนี้เหรอ” ผมถามอิสราตรง ๆ
“จริงๆ เราก็มีแท็บเล็ตฮอโลแกรมกับปากกาสามมิติอันหนึ่ง เคยลองใช้ แต่เราก็ยังชอบแบบนี้อยู่ดี ท่านจะว่าเราเป็นคนหัวโบราณก็ได้นะท่านเองก็ชอบศึกษาของโบราณน่าจะชอบเหมือนกัน”
“ใช่ ๆ เราเคยจดอยู่พักหนึ่งแต่ตอนนี้เลิกแล้ว ... จู่ ๆ ก็ ขี้เกียจจดเลยเลิกไปเลย” ผมตอบตามความจริงแค่ไม่ได้บอกหมด เธอไม่พูดอะไรต่อ แต่ก็ยังไม่ได้ไล่ผมไปผมไม่อยากสบตาเธอจึงมองรอบ ๆ ห้องแทน รู้สึกเหมือนเป็นห้องส่วนตัวมากกว่าห้องทำงานทำเอาห้องของผมดูโล่งเหมือนตั้งอยู่คนละบริษัทมีทั้งรูปภาพครอบครัววางด้านบนชั้นด้านหลังมีปฏิทินแขวนติดผนังแบบเดียวกับในยุคผม ไม่รู้ว่าไปหามาจากไหนบนผนังมีพู่ประดับหลากสีตกแต่งคงเป็นควันหลงจากงานปีใหม่บนพื้นเต็มไปด้วยของหลากหลายเหมือนกับเธอไปเที่ยวรอบโลกแล้วเอาของที่ละลึกมากองรวมกันทั้งโมเดลปราสาทหลังเล็ก ๆ ไม้แบตมินตัน ตู้ปลาปลอมขนาดเล็ก และลูกโลกจำลองผมคงมีอคติจนไม่รู้สึกหงุดหงิดกับความไร้ระเบียบของเธอความยุ่งเหยิงนี้ช่างขัดกับหน้าตาอันน่ารักของเธอจริง ๆนิสัยแบบนี้ยิ่งเหมือนอันธิยาเข้าไปใหญ่
“ท่านทำงานเสร็จแล้วเหรอเห็นท่านส่งไฟล์ให้ไมตรีแล้ว” ในที่สุดอิสราก็พูดออกมา
“ใช่ ๆ ท่านอย่าว่าเรานะ เพิ่งหัดทำ”ผมรู้สึกอับอายที่โดนบังคับส่งไปในกลุ่มสาธารณะแบบนั้น
“ที่ท่านเห็นเราพิมพ์ตอบไปเราไม่ได้เปิดอ่านหรอกนะ เราไม่ได้มีหน้าที่คอมเมนต์ด้วย” อิสราน่าจะพูดจริงเธอแค่ปกป้องผมกับเห็นด้วยเรื่องคำกล่าวสหาย ไม่ได้วิจารณ์ผมตรง ๆตั้งแต่มาถึงยุคนี้ผมเพิ่งเคยเห็นคนดีมีมารยาทแบบนี้เป็นครั้งแรกยิ่งสร้างความประทับใจมากขึ้นไปอีก
“แต่เราพอจะแนะนำเทคนิคท่านได้นะเราก็เคยทำงานนี้มาก่อนเหมือนกัน ใช้ห้องเดิมเลยได้อยู่ชั้นนี้ไง”ผมรู้สึกแปลกใจที่เธอเล่าว่าเป็นนักจับใจความมาก่อนเพิ่งเปลี่ยนงานมาเป็นผู้สื่อข่าวได้สองปีทำไมถึงไม่เคยเอะใจว่าห้องของอิสราจะมาอยู่ที่ชั้นห้าได้อย่างไรในเมื่อผู้สื่อข่าวต้องอยู่แผนกปฐมภูมิอิสราเล่าว่าตอนนั้นพอบอกว่าขี้เกียจขนของคณะกรรมการบริษัทก่อนหน้าชุดของอิทธิก็เป็นผู้อนุญาต
“ไม่เป็นไรหรอก จะรบกวนเวลาของท่านเปล่า ๆ”
“ไม่เป็นไรหรอก งานเราก็เสร็จแล้วตอนนี้แค่เล่นโซเชียลมีเดียฆ่าเวลาเฉย ๆ จริง ๆ ไมตรีให้กลับได้นะแต่ถ้าออกก่อนเวลาเราจะรู้สึกเหมือนเอาเปรียบ”อิสราพูดเหมือนสารภาพอย่างตรงไปตรงมา ความคิดเธอช่างตรงกับผมเสียนี่กระไร
“งานที่ท่านสรุปเราว่ารวบรัดเกินไปหน่อย” เธอวิจารณ์ตรง ๆ อย่างน้อยก็สนใจอ่านงานของผม“การย่อความไม่ควรใช้คำ วลี หรือประโยคที่เล็กกว่าอะตอม”
“อะตอมคืออะไร” ผมขมวดคิ้วอย่างงุนงง เธอคงไม่ได้หมายถึงโปรตอนอิเล็กตรอน นิวตรอน
“นักคิดนักเขียนชาวเกาหลีใต้ชื่อแทยังพูดในหนังสือเรื่อง วาทรรมเรื่องง่าย ๆ ที่เขียนในปี 2048 ว่าatom ในที่นี้คือ สิ่งเล็กสุดที่แบ่งแยกไม่ได้หมายความว่าถ้าแบ่งเล็กกว่านี้แล้วจะความหมายเปลี่ยน เช่นบทบัญญัติกฎหมายที่รัดกุม การทำให้ วลีหนึ่งเป็นวาทกรรมมักจะต้องทำให้มันเล็กกว่าอะตอม ... พูดไงดี ... คือ ถ้าให้ 100คนฟังประโยคนี้แล้วขยายความเพิ่มเติม ก็จะตอบไม่เหมือนกัน” หญิงสาวอธิบายฟังดูสับสนวกวน หรือผมโง่เองก็ไม่แน่ใจ
“ก็เหมือนที่ วาทกรรมอย่างชังชาติแต่ละคนก็จะตอบไม่ได้ว่าคืออะไร พฤติกรรมต้องหนักขนาดไหนถึงจะเรียกว่าชังชาติใช่ไหม” ผมทวนความเข้าใจให้อิสราฟัง หญิงสาวพยักหน้า “ท่านจะบอกว่าที่เราเขียนใช้วาทกรรมเหรอ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นวาทกรรมต้องเกี่ยวกับอำนาจในการนิยามความหมายของสิ่งที่ถูกต้องด้วยแค่อยากจะบอกว่า นักจับใจความไม่ได้เน้นที่จะสรุปข่าวสั้นจนเล็กกว่าอะตอม แต่ต้องรวบรวมจากหลายแหล่งแล้วย่นย่อให้ได้ใจความที่ใหญ่กว่าอะตอม”
ผมยิ้มเจื่อน ๆยอมรับว่าการสรุปของเธอเองก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น คนยุคนี้ช่างสรรหาคำใหม่ ๆมาใช้อย่างพิสดารพันลึกเสียจริง
“ท่านไม่ได้ใช้เอไอหรอกเหรอ“หญิงสาวคงสังเกตเห็นสีหน้ามึนงงผมจึงเปลี่ยนเรื่อง
“ไม่ได้หรอก” ผมส่ายหน้า“ไมตรีห้ามไว้”
“ที่ไมตรีห้ามเป็นเฉพาะการใช้เอไอสรุปข่าวแต่ไม่ได้ห้ามพวกเอไอที่ช่วยทางอ้อม หรือจะใช้เป็นเครื่องมือเบื้องต้นก็ไม่มีใครว่าตอนที่เราทำช่วงเดโมเราก็ใช้” อิสราพูดช้า ๆแต่ดวงตาผมเป็นประกายเริ่มรู้สึกมีความหวังมากขึ้นอิสราหมุนหน้าจอตั้งโต๊ะตรงหน้าเธอมากึ่งกลางระหว่างผมกับเธอในตำแหน่งที่พวกเราเห็นได้ทั้งคู่เธอใช้นิ้วลากไปเปิดหน้าต่างแอปพลิเคชันที่ชื่อแอปวอทส์ อัพ ทูเดย์ (What's up today?) ลักษณะการแสดงผลคล้ายๆ กับเสิร์ชเอนจินทั่วไป[1]อิสราใช้คำสั่งเสียงให้ค้นหา ข่าวการดีเบตกฎหมายภาษี ฉบับวันที่ 21 กค 2090ก็มีผลการค้นหาพบ 14 รายการผมยังไม่รู้สึกว่ามีอะไรต่างจากที่ผมใช้กูเกิลก่อนหน้านี้
“เรากดเลือกแหล่งข่าวได้โดยการเข้าไปตรงตัวเลือกแล้วเช็กถูกทุกอัน ทั้งอินเทอร์เน็ต ทีวี อีบุ๊กสำนักข่าวรัฐบาล และเว็บไซต์รัฐบาล และจุดที่สำคัญที่สุดก็คือปุ่ม ‘contrast’ นี้”อิสราอธิบายอย่างมีชีวิตชีวา เธอลองกดการค้นหาเป็นตัวอย่าง เธอบอกว่าเอไอจะช่วยคัดกรองว่าบทความใด ๆ สองอันมีส่วนไหนเหมือน ส่วนไหนต่างกัน ได้ ผมแค่ตรวจทานดูรายละเอียดอีกที แค่ไม่ต้องนั่งอ่านจนจบเพื่อหาจุดต่างก็ช่วยประหยัดเวลาได้เยอะอิสราสยังเสริมอีกว่ายังใช้แบบย้อนกลับตรวจสอบข้อผิดพลาดหรือความไม่สอดคล้องในบทความที่เราเขียนได้โดยจะมีคำแนะนำการปรับปรุงปรากฏด้านข้างข้อความ
“แหล่งข่าวปฐมภูมิก็สำคัญ หากข่าวนั้นสามารถเก็บจากต้นทางโดยตรงก็ควรทำอย่างเช่น อ้างงานวิจัยต้นฉบับ ดูคลิปต้นฉบับ แทนที่จะไปเก็บจากข่าวปฐมภูมิที่วิเคราะห์ข้อมูลนั้นอีกทีไม่งั้นก็จะเป็นเหมือนตติยภูมิโดยไม่รู้ตัวเหมือนกับวิเคราะห์สิ่งที่วิเคราะห์มาแล้วอีกทีหนึ่ง” อิสราว่าผมเพิ่งนึกออกว่าไมตรีก็เคยย้ำเรื่องนี้ครั้งหนึ่งแต่ดูเหมือนว่าที่ผ่านมาเขาจะยังไม่ได้ตรวจเช็กตรงนี้ละเอียด “จุดประสงค์ของงานข่าวของท่านคือการรวบรวมเพื่อกำจัดอคติของผู้นำเสนอ เพิ่มความเชื่อของตัวเองไว้ตอนท้าย ลืมบอกไปงานวิจัยเองก็ควรใช้เอไอคัดกรองความน่าเชื่อถือจากระเบียบวิธีวิจัย[2]ไม่ว่าจะขั้นตอนการเก็บข้อมูลหรือขั้นตอนการวิเคราะห์ด้วยสถิติก็ตาม”
“ขอเราลองได้ไหม”ผมเริ่มสนใจสิ่งที่เธอเสนอ ทดแทนความขวยเขินที่ลดลง อิสราพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตผมสั่งให้เอไอค้นหาข่าวที่ผมเพิ่งทำส่งไมตรีแทนหน้าจอจะเลือกข่าวที่มีเนื้อข่าวที่มีความ ‘ทั่วไป’ มากที่สุดมาไว้ตรงกลางแล้วเรากดเลื่อนดูแต่ละอันเพื่อเปรียบเทียบได้ว่ามีจุดเหมือนตรงไหนซึ่งจะไฮไลต์สีน้ำเงินกับจุดต่างที่เป็นไฮไลต์สีแดง จะกดเลือกเปรียบเทียบทีละคู่ หรือหลาย ๆอันพร้อมกันก็ได้ ผมลองอ่านประโยคที่มันลงสีให้จึงเห็นว่ามันฉลาดพอควรเพราะมันจะดูเนื้อความจริง ๆ ไม่ใช่แค่ไวยากรณ์ การสะกดคำ หรือหลักภาษา แม้จะเรียงประโยคไม่เหมือนกันแต่ใจความเท่าเดิมก็จะเป็นสีน้ำเงินผมรู้สึกเสียเวลาชีวิตไปตั้งนานเพราะตนเองโง่เรื่องเทคโนโลยี
“จริง ๆ มันมีปุ่มนี้ด้วยนะ”อิสราชี้ให้ดูปุ่มที่เขียนว่าสรุปข่าวทุติยภูมิ ”ถ้ากดก็เสร็จเลย”
“แต่ปุ่มนี้คือที่ไมตรี ห้ามใช่ไหม”
“ถูกต้อง จริง ๆท่าท่านกดเพื่อดูเป็นแนวทางเฉย ๆ แล้วมาเขียนเองก็อาจจะพอทำได้แต่ถ้าลอกมาทั้งหมดหัวหน้าอาจจะจับได้ ระวังด้วยเพราะนโยบายบริษัทไม่ให้ใช้เพราะถ้าใช้ก็ไม่ต้องมีอาชีพนักจับใจความก็ได้ จริงไหม เขายังเชื่อว่าคนทำได้ดีกว่าเอไอ”
อิสราอธิบาย ผมทดลองกดปุ่มดูเพียงแค่วินาทีเดียวก็มีบทความใหม่เขียนขึ้นมาหนึ่งย่อหน้าธรณีเคยบอกว่าความเร็วระดับนี้ของควอนตัมคอมพิวเตอร์[3]ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
“โห สุดยอดเลย”ผมพูดอย่างตื่นตาตื่นใจขณะใช้นิ้วเลื่อนอ่านข้อความจนจบชัดเจนแล้วว่าประโยคสุดท้ายที่อิสราพูดไม่จริงสำหรับมือใหม่อย่างผมเอไอเขียนได้กระชับได้ใจความกว่าของผมมาก มิน่าล่ะมนตรีเคยบอกว่าค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 12 บทความต่อวันบทความละครึ่งชั่วโมง
“นึกว่าท่านจะรู้อยู่แล้วเพราะมีบางคนอยากทำงานด้วยตัวเอง อย่างเพื่อนเราคนหนึ่งก็บอกว่า การใช้เอไอเป็นการชี้นำมากไปแต่เพื่อนเราไม่ได้ต่อต้านหนักขนาดเป็นโรคหวาดกลัวหุ่นยนต์นะ อาชีพนักจับใจความอย่างท่านถือว่าเป็นแคเทกอรีสอง ใช้เอไอช่วยทำงานเป็นเรื่องปกติมนุษย์เราแค่ทำหน้าที่ตรวจสอบขั้นสุดท้ายแค่นั้นเอง”
{ ในตอนนั้นผมไม่อยากถามเพิ่มเติมเรื่องที่นักข่าวสาวเอ่ยถึงคำว่า‘แคเทกอรีสอง’ กลัวว่าเธอจะเคลือบแคลงผมแบบเดียวกับที่เพื่อนเธอเป็นผมได้หาข้อมูลเรื่องนี้ภายหลังพบว่ามีการแบ่งกลุ่มอาชีพที่ใช้เอไอช่วยเป็นสามแคเทกอรี[4]
แคเทกอรีแรก-เอไอเหนือกว่ามนุษย์ ซึ่งมักเกี่ยวกับเป้าหมายที่เป็นข้อเท็จจริงทำให้อาชีพประเภทนี้ถูกแทนที่ด้วยเอไอโดยสมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น พนักงานขับรถล่ามแปลภาษา และผู้ประกาศข่าว อย่างกรณีขับรถเราสามารถกำหนดภารกิจไปถึงที่หมายและวางเงื่อนไขเรื่องความปลอดภัย และจริยธรรมเอไอสากลให้ได้
แคเทกอรีสอง-ไม่สามารถตัดสินได้ว่ามนุษย์หรือเอไอเหนือกว่า มักเกี่ยวกับความคิดเห็น หรืองาน creative เช่น แต่งเพลง ผู้พิพากษาตัดสินข้อกฎหมายหรืออาชีพนักจับใจความอย่างผม คนที่ทำอาชีพเหล่านี้มักใช้เอไอเป็นผู้ช่วย แต่ยังต้องเป็นคนรับผิดชอบเอง
แคเทกอรีสุดท้าย-มนุษย์ยังเหนือกว่าเอไอ มักเกี่ยวกับอาชีพที่ต้องการทักษะที่หลากหลายและมีเป้าหมายที่ไม่แน่นอน ต้องอาศัยการตัดสินใจที่ซับซ้อนของมนุษย์ อย่างเช่นนายกรัฐมนตรี ตำรวจ นักดับเพลิง รวมไปถึงอาชีพผู้ช่วยทั่วไปที่ธรณีเคยเสนองานผมซึ่งผมเรียกเองว่า ‘เจนเนอรัลเบ๊’ แน่นอนว่าถ้าเทคโนโลยีเจริญขึ้นบางอาชีพอาจเปลี่ยนไปสู่แคเทกอรีที่สองหรือหนึ่งได้แต่คงเกิดขึ้นได้ยากเพราะมีกฎหมายข้อตกลงของสหประชาชาติห้ามพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่มีสติปัญญาแบบเดียวกับมนุษย์[5]แน่นอนว่าปัญญาประดิษฐ์ที่มีสติปัญญาสูงกว่ามนุษย์[6]ก็ต้องถูกห้ามเช่นกัน
“ไม่รู้สิ...เราอาจจะหัวโบราณไปหน่อยแต่รู้สึกว่าถ้าไม่ได้ลงมือทำเองตั้งแต่ต้นจนจบ มันเหมือนไม่ใช่ผลงานของเราจริง ๆถ้าเอาแต่พึ่งพาตัวช่วยก็จะทำอะไรไม่เป็น” ผมเผยความเห็นส่วนตัวไปตรง ๆแม้จะขี้เกียจแค่ไหนผมคงไม่รู้สึกกระหยิ่มใจถ้าใช้เอไอทำให้แล้วแค่มาตรวจสอบทีหลังเหมือนถูกลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างนั้นแหละถึงรู้ก่อนหน้านี้ก็คงไม่ใช้อยู่ดี อย่างน้อยต้องลองทำในแบบตัวเองก่อนจะได้เรียนรู้ว่าขั้นตอนปกติเป็นอย่างไร อิสราหัวเราะคิกคักตอนผมพูด
“ท่านนี่ตรงข้ามกับธรณีเลยถ้าเป็นเขาจะเถียงว่า คนเราจำเป็นต้องเก่งจริงหรือ ทำไมไม่ทำงานที่เอไอไม่ทำก็พอ”
“จริงด้วย” ผมหัวเราตามเข้าใจธรณี เขาคงมองที่ผลลัพธ์มากกว่าการกระทำ ถ้ามัวแต่ต่อต้านเอไอ เขียนเองหมด อาจงานไม่เสร็จผมเห็นแล้วว่าคนยุคนี้ทุกคนพึ่งพาเอไอไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแต่กลับไม่ใช้งานเต็มบ้านเต็มเมืองเหมือนที่ผมเคยจินตนาการไว้
“แล้วท่านเห็นว่าไงทำไมคนถึงไม่แห่กันไปใช้เอไอผู้ช่วย แล้วนอนสบายบนเตียงทั้งวัน”ผมลองถามความเห็นเธอกลับบ้าง
หญิงสาวกรอกตามองเพดานเหมือนครุ่นคิดก่อนตอบ“อือ...เราว่า...ถึงจะทำงานหามรุ่งหามค่ำ แถมพร้อมกันหลายอย่างแต่สุดท้ายมันก็ต้องจบแบบใดแบบหนึ่งอยู่ดี มนุษย์อยากให้ทำต่อแต่งานนั้นเข้าสู่แคเทกอรีสองหรือสามอีกกรณีหนึ่งคือมนุษย์สั่งให้เอไอหยุดด้วยตนเอง”
“ทำไมเหรอ”
“หลากหลายเหตุผลนะอย่างเช่น ยังไม่มีอะไรให้ทำในตอนนี้ อยากฝึกทักษะตัวเองส่วนตัวเราใช้เอไอช่วยไประยะหนึ่งก็จะเบื่อรู้สึกสบายเกินไปต้องมีอะไรท้าทายชีวิตบ้าง ถึงจะมีสีสัน เหมือนที่ท่านบอกนั่นแหละได้ลงมือทำเองมันน่าภูมิใจกว่า” อิสราสบตาผมแล้วคลี่ยิ้ม ทำอีกฝ่ายเขินจนใจละลายผมทำทียกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเพื่อปกปิดเนื้อตัวที่สั่นด้วยความตื่นเต้น }
เหลือเวลาอีกแค่ 15 นาทีจะสี่โมงจึงตัดสินใจกล่าวขอบคุณอิสรา และกล่าวลา
“ขอบคุณมากนะ ถ้าท่านไม่ช่วยเราคงต้องใช้เวลางมเข็มอีกนานเลย”
“ขอบคุณท่านเหมือนกันที่แสดงความมุ่งมั่นตั้งอกตั้งใจให้เราเห็น เป็นแรงบันดาลใจได้ดี นักจับใจความและผู้สื่อข่าวคือหัวใจที่จะทำให้เนื้อข่าวออกมาดี เราเลยต้องทำงานร่วมกัน จริงไหม”อิสราพูดปิดท้าย ทั้งน้ำเสียงอ่อนนุ่ม และคำพูดที่กินใจทำเอาผมยิ้มด้วยความซาบซึ้งเธอเป็นทำให้ชีวิตผมในวันนี้เป็นวันที่ดีที่สุดตั้งแต่อยู่มาเดือนกว่า
[1]Search engine โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้สำหรับค้นหาข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยพิมพ์คำหรือวลีที่ต้องการค้นหาลงไป เช่น Google,Bing, และYahoo!
[2]Methodology คือ กระบวนการและวิธีที่นักวิจัยใช้เพื่อทำการศึกษาซึ่งประกอบด้วยการออกแบบการวิจัย ขั้นตอนเครื่องมือ และเทคนิคในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล
[3]Quantum computerคอมพิวเตอร์ที่ใช้หลักการของกลศาสตร์ควอนตัม เช่น superposition และ entanglement เพื่อประมวลผลข้อมูลซึ่งต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่ใช้หลักการทางฟิสิกส์แบบคลาสสิก
[4]Category หมวดหมู่ หรือ ประเภท ใช้เมื่อต้องการจัดกลุ่มสิ่งของบุคคล หรือแนวคิดที่มีคุณสมบัติหรือลักษณะร่วมกันไว้ด้วยกัน
[5]Artificial general intelligence
[6]Artificial Superintelligence