(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย

    ตอนที่ 129 ลูกค้าคือพระเจ้า?

    ตอนที่ 129 ลูกค้าคือพระเจ้า?



    “ถ้าเช่นนั้นผมจะทำสเต๊กที่หรูหราให้ก็แล้วกัน” คำพูดของไลท์สร้างความตกตะลึงให้กับลูกค้าหน้าใหม่ทั้ง 3 คน


    อีกทั้งลูกค้าที่กำลังรับประทานอาหารอยู่ภายใน ก็ต่างตกตะลึงเช่นเดียวกัน



    ‘ฉันได้ยินไม่ผิดใช่ไหม ท่านไลท์กำลังจะทำสเต๊กอย่างนั้นเหรอ?!’

    ‘ฉันได้ยินเต็มสองรูหูเลย ท่านไลท์กำลังจะทำสเต๊กจริงๆ แต่ว่าท่านไลท์ทำสเต๊กเป็นด้วยเหรอ?’

    ‘ฉันว่าท่านไลท์ ทำสเต๊กเป็นแน่นอน เอาหัวเป็นประกันเลย...เอางี้ พวกนายลองคิดถึงรสชาติของเนื้อเสียบไม้ที่กินไปเมื่อเช้าดูสิ เอาจริงๆ มันก็มีความคล้ายกับสเต๊กอยู่ไม่น้อยเหมือนกันนะ ชักอยากจะรู้แล้วสิ ว่าสเต๊กของท่านไลท์จะออกมาหน้าตาแบบไหน’



    ลูกค้าภายในร้านต่างสุมหัวพูดคุยกันอย่างออกรส โดยหนึ่งในนั้นก็มีทหารองครักษ์ของไวทเคานต์นิค ที่มีหน้าที่เฝ้าเวรยามในตอนกลางคืน พวกเขาจึงไม่ได้อยู่ในขบวนสำรวจของท่านไวทเคานต์ในวันนี้ โดยพวกเขาเองก็กำลังนั่งกินอาหารเที่ยงกันอยู่ภายในร้านด้วยเช่นกัน


    ‘สเต๊กของท่านไลท์อย่างนั้นเหรอ...หากท่านไวทเคานต์ล่วงรู้ คงจะดีใจไม่น้อยเลยทีเดียว’



    องครักษ์ทุกคนต่างก็รู้ว่า ไวทเคานต์นิค นั้นโปรดปรานสเต๊กมากที่สุด ถึงแม้ว่าอาหารของไลท์จะพอทดแทนความหลงใหลในสเต๊กของท่านไวทเคานต์ได้บ้าง แต่ถ้าให้ขุนนางวัยกลางคนต้องเลือก สุดท้ายเขาก็ยังโปรดปราน สเต๊กมากที่สุดอยู่ดี

    ยิ่งไปกว่านั้น หากรู้ว่าท่านไลท์ สามารถทำสต๊กได้ดังที่กล่าว จริงๆ ...มีหวังไวทเคานต์นิค คงต้องเดินทางไปมา ระหว่างเมืองหลวงกับหมู่บ้านดาราฉายอย่างแน่นอนๆ



    “เฮ้อ! บอกว่าทำสเต๊กได้อย่างนั้นเหรอ? งั้นก็เอาสิ พวกฉันจะรอกินมันเอง” พูดจบลูกค้าหน้าใหม่ทั้งสาม ก็พลันกระทืบเท้าตรงไปยังโต๊ะที่ว่างอยู่ แน่นอนว่าพวกมันย่อมถูกลูกค้าภายในร้าน จ้องมองกันเป็นตาเดียว



    แต่ไฉนเลยที่พวกมันจะสนใจ...พวกมันทั้งสามก็พอจะมีทักษะการต่อสู้ติดตัวกันมาทั้งนั้น และพลังเวทก็อยู่ในระดับ 2 ดาว มากพอที่จะต่อกรกับนักผจญภัยบ้านนนอกพวกนี้ได้อยู่แล้ว


    อีกทั้งที่มันเลือกช่วงเวลาในยามเที่ยงเช่นวันนี้ ก็เพราะได้ข่าวมาว่า ท่านไวทเคานต์นิคและนักผจญภัยที่แข็งแกร่ง ล้วนแล้วแต่เข้าไปในป่าดาราฉายกันไปตั้งแต่เช้า ดังนั้นมันจึงเลือกที่จะลงมือตามคำสั่งที่ได้รับการจ้างวานจาก ร้านกระทะทอง นั่นเอง



    ใช่แล้ว...ลูกค้าทั้งสามคน ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่ ร้านกระทะทองจ้างมาเล่นงานร้านอาหารสามเวลาโดยเฉพาะ

    และในครั้งนี้ ร้านกระทะทอง ก็ตั้งใจที่จะเล่นงานร้านอาหารสามเวลา ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดเลยทีเดียว

    ลูกค้าทั้งสามคน ล้วนมีแผนการที่จะเล่นงานร้านอาหารแห่งนี้มากมายและมันก็เฝ้ารอเวลาที่จะลงมือลงดาบประหารแล้ว



    “เชฟไลท์ ดูก็รู้ว่าลูกค้าพวกนี้ตั้งใจที่จะมาหาเรื่องพวกเรา...เช่นนั้นปล่อยให้ผมสองคนจัดการเองเถอะครับ” โทมัสและจิม หัวนิ้วกรอบแกรบ

    ลำพังขอแค่ไลท์อนุญาตให้โทมัสและจิมลงมือ เชื่อเถอะว่า พวกเขาสองคนสามารถจัดการกับลูกค้าทั้งสามนี้ได้ในเสี้ยววินาที แต่น่าเสียดายที่ไลท์กลับปฏิเสธและส่ายหน้าให้ลูกศิษย์ทั้งสองคนอยู่เฉยๆ



    “ในตอนนี้พวกเขาเป็นลูกค้าของเรานะ จะไปตบตีพวกเขาได้อย่างไร...หากพวกนายสองคนคันไม้คันมือ ก็ใช่โอกาสนี้ ไปทำกะเพรากับข้าวผัดให้พวกเขาเถอะ แต่อย่าได้เล่นตุกติกกับอาหารที่ฉันสอนเป็นอันขาด อาหารทุกจานล้วนต้องทำออกมาให้ดีที่สุด เข้าใจไหม” ไลท์เอ็ดโทมัสกับจิมไปเล็กน้อย



    แน่นอนว่าโทมัสและจิม ก็พลันตีความคำพูดของไลท์กันไปเอง ตามหลักคำกล่าวที่ว่า ‘ลูกค้าคือพระเจ้า!’ ที่ไม่ว่าจะโลก The Gloria หรือโลกเก่าของไลท์ ล้วนมีคำพูดเช่นนี้อยู่ร่ำไป



    หากแต่ว่า หลังจากที่โทมัสและจิมกำลังเดินคอตกไปยืนที่เตา เพื่อเตรียมทำอาหารตามที่ไลท์สั่ง จู่ๆ ไลท์ที่กำลังเตรียมเนื้อ เพื่อทำสเต๊กก็พูดขึ้นมาว่า “ถึงแม้ฉันจะห้าม ไม่ให้พวกนายเล่นตุกติกกับการทำอาหาร แต่ฉันไม่ว่าหรอกนะ ถ้าหากจะใส่พริกหรือพริกไทยหนักมือกันไปหน่อย เพราะลูกค้าพวกนี้ไม่ได้ระบุ ไม่ใช่เหรอว่าจะเอาเผ็ดหรือไม่เผ็ด ดังนั้นเอาเป็นความเผ็ดสักระดับ 2 ก็แล้วกัน”


    ทันทีที่ไลท์พูดจบโทมัสและจิมก็พลันแสยะยิ้มออกมา ทั้งสองพยักหน้า เห็นชอบกับคำพูดของไลท์

    ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มลงมือทำอาหารด้วยความเบิกบาน



    ‘ฮัดชิ้ว!’


    “ท่านโทมัส...ท่านไลท์บอกว่าความเผ็ดระดับ 2 นะครับ...ที่ท่านกำลังใส่คือความเผ็ดค่อนไปทาง 3 แล้วนะครับ”

    จิมที่รับหน้าที่ผัดข้าวผัดอยู่ข้างๆ ได้แต่ตักเตือนเจ้าชายหนุ่มผู้เลือดร้อนในฐานะองครักษ์ประจำตัว แต่กระนั้นมีหรือที่ โทมัสจะยอมฟังผู้ติดตามคนสนิทอย่างจิม ในเรื่องของการกลั่นแกล้งคน

    “ก็เผ็ดระดับ 2 ของฉัน มันคือความเผ็ดประมาณนี้ละนะ” โทมัสยังคงแสยะยิ้มออกมาอย่างต่อเนื่อง พลางหันมายักคิ้วหลิ่วตาให้เอลล่าและแอล ที่เด็กทั้งสองมือหนึ่งกำลังยืนปิดจมูกที่แดงระเรื่อ แต่อีกมือของพวกเขากลับยกชูนิ้วโป้ง ส่งกลับมาให้โทมัสด้วยความชื่นชม



    ความเผ็ดที่โทมัสกินได้ มันพัฒนาจาก 2 มาเป็น 3 มาได้สักพักหนึ่งแล้ว เฉกเช่นเดียวกับลูกค้าขาประจำของทางร้าน ที่ส่วนใหญ่พวกเขาก็เริ่ม ยกระดับความเผ็ดขึ้นมาเป็นระดับ 2 กันแทบทั้งนั้น


    ทว่า...ในฐานะของคนที่ไม่เคยกินเผ็ด แล้วต้องเจอกับความเผ็ดระดับ 2 ค่อนไปทาง 3 ที่โทมัสนั้นกินได้แบบนี้

    มันไม่ต่างอะไรกับจงใจ เผาปากกันชัดๆ



    ด้วยความคุ้นเคยและผ่านการฝึกฝนจากไลท์ที่สอนสั่งการทำอาหารให้กับโทมัส จิม เอลล่าและแอล อย่างเข้มข้น ไม่นานนัก ผัดกะเพราและข้าวผัดทั้งสองจานก็เสร็จสิ้นเรียบร้อย


    ประจวบเหมาะกับที่ ไลท์ก็กำลังจะเตรียมย่างสเต๊กพอดิบพอดี พวกเขาจึงอาศัยช่วยเวลานี้ ขอเรียนรู้วิธีการทำสเต๊กจากไลท์ไปเสียเลย

    ไลท์ได้ใช้ก้อนสีเหลืองบางอย่างวางลงไปบนเตา ซึ่งสิ่งนั้นมันคือเนยจืด (ซื้อมาจากร้านค้าในระบบ) ที่ทุกคนต่างสับสนงุนงง เพราะเข้าใจว่า เนยนั้นเอาไว้ใช้กับขนมนั่นเอง


    “เชฟครับ เนยพวกนี้เอามาทำอาหารได้ด้วยเหรอครับ/ค่ะ?”

    “ได้สิ เอายังงี้ เดี๋ยวฉันจะทำสเต๊กให้กับพวกนายไปด้วยก็แล้วกัน” ไหนๆ ก็ต้องทำให้กับลูกค้าอยู่แล้ว ไลท์ก็ถือโอกาสนี้ทำสเต๊กเผื่อทุกคนไปด้วยเลย



    ไลท์นำเนยจืดลงไปวนอยู่บนเตาย่างๆ เนยเมื่อโดนความร้อนก็ค่อยๆ ละลาย จนกลายเป็นน้ำสีเหลือง ส่งกลิ่นหอม...ระหว่างนั้นไลท์ก็นำเนื้อที่ได้เตรียมไว้ ซึ่งได้ซับเอาน้ำและวางทิ้งไว้ในอุณหภูมิปกติ รวมไปถึงทาน้ำมันมะกอกเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ลงไปย่างบนเตา



    ก่อนที่ในชั่วเวลาเดียวกัน เขาจะนำเนยจืดอีกก้อน วางเอาไว้บนเนื้อด้านบนที่ไม่โดนเตาย่าง พร้อมๆ กับวางหญ้าที่มีลักษณะเป็นใบเรียวเล็กๆ? ที่ทุกคนไม่รู้จักวางไว้ข้างกัน



    “หญ้าพวกนี้เรียกว่า โรสแมรี เป็นสมุนไพรตระกูลเดียวกับ ใบกะเพราหรือต้นอ่อนปีศาจที่พวกนายรู้จักกันนั่นแหละ…มันช่วยดับความคาวของเนื้อและทำให้รสชาติกลมกล่อมอีกด้วย” ไลท์อธิบายไปด้วย พร้อมกับจับจ้องมองไปที่สเต๊กที่กำลังเปลี่ยนสีอย่างตั้งอกตั้งใจ

    ทั้งนี้ในระหว่างที่สเต๊กกำลังย่างอยู่นั่นเอง กลิ่นหอมจากสมุนไพรและพริกไทยดำที่ไลท์ใช้ปรุงแต่งก็ลอยโดดขึ้นมา ทำเอาในครัวนั้นหอมฟุ้ง

    และเมื่อทุกอย่างได้ที่ ไลท์ก็พลันพลิกเนื้อกลับด้านของมัน “การทำสเต๊ก จุดสำคัญคืออย่าพลิกกลับไปมาบ่อยๆ เป็นไปได้ให้พลิกแค่ครั้งเดียวจะดีที่สุด”


    ไลท์เริ่มสอนสิ่งต่างๆ อีกครั้งและไม่ทันทีที่ทุกคนจะได้เอ่ยถาม จู่ๆ ไลท์ก็ได้คีบเนื้อชิ้นจากบรรดาทั้งหมด ออกมาจากเตา

    พร้อมกับวางพักไว้ที่เขียงด้านข้าง ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนที่ร้องออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘มันยังไม่สุก!’



    “ใช่ เนื้อพวกนี้ยังไม่สุก...แต่สามารถกินได้แล้ว นี้คือบทเรียนที่ฉันอยากจะสอนพวกนายทุกคน” ไลท์ใช้ความคล่องแคล่ว หันไปใช้มีดหั่นเอาสเต๊กที่เขาพึ่งย่างเสร็จจากเตา



    มีดคมๆ ที่ได้รับการดูแลอย่างทะนุถนอมจากไลท์ประหนึ่งดาบและอาวุธประจำตัว บรรจงหั่นลงบนเนื้อ เป็นแนวเฉียง

    สเต๊กเนื้อถูกแล่หั่นออกมา จนเผยให้เห็นเนื้อด้านในที่ยังคงมีสีแดงสด ฉ่ำเลือดแต่ขอบด้านบนเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีชมพูอ่อนๆ ซึ่งเรียกเนื้อที่สุกประมาณนี้ว่า ‘Rare’



    ‘ฟิ้ว~’

    ในระหว่างที่สายตาของทุกคนกำลังจับจ้องไปที่เนื้อสดๆ ที่ไลท์เรียกมันว่า Rare ระหว่างนั้นไลท์ก็ได้โรยเกลือลงบนสเต๊ก พร้อมกับอนุญาตให้ทุกคนลองชิมสิ่งนี้ดู


    แน่นอนทาโรยเกลือของไลท์ ล้วนเป็นท่าปกติโรยเกลือตามปกติ ไม่ได้พิเศษ พิสดารเหมือนกับ เซเลปอันโด่งดังในโลกก่อนของเขาแต่อย่างใด



    “มันกินได้จริงๆ เหรอครับ/คะ?!”


    ทุกคนแม้จะรับเอาส้อมไปถือไว้ แต่พวกเขาก็ยังกล้าๆ กลัว จนไลท์จำเป็นต้องอาสาจิ้มเอาเนื้อในส่วนด้านปลายของสเต๊ก ที่ว่ากันว่าเป็นส่วนที่ผู้คนในโลกก่อนโปรดปรานกันมากที่สุด ส่งเข้าปาก พลางหลับตาพริ้ม เพื่อลิ้มรส


    “อืม...ใช้ได้” ไลท์พยักหน้าเล็กน้อย เขาคุ้นชินกับรสชาติของสเต๊กพวกนี้อยู่ก่อนแล้ว จึงไม่ได้มองว่า มันพิเศษอะไรมากมายนัก ลำพังแค่คำว่าใช้ได้ ก็เหมือนบ่งบอกเป็นนัยๆ ได้แล้วว่า สเต๊กของเขานั้นอร่อยล้ำ

    เมื่อเห็นว่าไลท์ กินสเต๊กที่ดูเหมือนจะไม่สุกอย่างไม่สะทกสะท้าน ก็ถึงคราวของเหล่าพนักงานภายในครัวกันบ้าง

    พวกเขาแม้จะมีความเป็นกังวลอยู่บ้าง แต่ทุกคนต่างล้วนเชื่อในตัวของไลท์ด้วยกันทั้งนั้น จึงกล้าที่จะลองกิน ก่อนจะอ้ำ!



    ‘เชี้ย บ้าไปแล้ว อร่อยเกินไปแล้ว!’

    พวกเขาแม้จะไม่ชอบที่เนื้อสัมผัสของมันยังดู ไม่สุก หากแต่รสชาติที่อร่อยเกินคำบรรยายเช่นนี้ ก็ต้องยอมรับแล้วว่า เชฟไลท์ของพวกเขาทำสเต๊กได้อร่อยมากๆ



    ‘หึหึ ใครหน้าไหนพูดกันว่า...เชฟไลท์ทำสเต๊กไม่เป็น ลองชิมสเต๊กพวกนี้ดูก่อนแล้วพวกแกจะพูดไม่ออก’



    ในหัวของเหล่าพนักงานในครัว ต่างแสยะยิ้มกันออกมาด้วยความลิงโลด พวกเขาตั้งตารอสเต๊กชิ้นถัดไป ที่ไลท์บอกว่าเป็น ระดับที่ทำได้ยากที่สุดและต้องอาศัยความชำนาญ ถึงจะทำได้

    หรือก็คือ เนื้อระดับ Medium Rare ที่ยังมีเนื้อส่วนสีแดงอยู่ 50% และสีน้ำตาลจากภายนอกอีก 50% นั่นเอง



    “เอาเนื้อจานนี้ไปเสิร์ฟให้กับลูกค้าทั้งสามคนนั้นเถอะ เสร็จแล้วค่อยกลับมากินในส่วนที่เหลือกันต่อ” ไลท์ไม่ได้หั่นเนื้อหรือตกแต่งจานให้กับลูกค้าสามคนนี้เท่าไหร่นัก



    แม้หัวใจสำคัญของสเต๊กจะมีการตกแต่งจานเป็นส่วนประกอบหลัก...แต่ไลท์กลับเลือกที่จะไม่ทำเพราะถึงใครจะพูดกันเอาเองว่า ‘ลูกค้านั้นคือพระเจ้า...ลูกค้าถูกเสมอ!’



    แต่ทว่าสำหรับไลท์ถึง ‘ลูกค้าจะเป็นพระเจ้า...แต่คนขายของต้องไม่ใช่ขี้ข้า!’




    ...โปรดติดตามตอนต่อไป...

    ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ

    เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ

    www.facebook.com/writelazy



    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย ที่คุณอ่าน