หลิงจือมุ่งเป้าความสนใจไปที่คนบนเวทีเห็นชายชุดขาวคนนั้น หลังจากยืนตั้งหลักได้แล้วก็เบนสายตามองมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เล็กน้อย พลันคิ้วคมเข้มคู่นั้นขมวดบางเบา
“ฮ่า มีหวังแล้ว!”หลิงจือปรบมือด้วยความดีใจ
ตู้เหิงยังคงมึนงงรีบเอ่ยถาม “ภรรยา มีหวังอะไรรึ?”
หลิงจือพูดพลางชี้ไปยังคนบนเวที“หากข้าคาดเดาไม่ผิด เขาน่าจะเป็ไป๋เสี่ยวโหลวเมื่อครู่ข้าเห็นเขาเหลือบมองมาทางเรา แล้วทำหน้าผิดหวังด้วย”
“อ๋อ ข้าเข้าใจแล้ว”ตู้เหิงทำท่าเข้าใจแจ่มแจ้ง “คุณหนูซูนั่งที่ตรงนี้ทุกครั้งแต่พอวันนี้เขามองมา กลับไม่พบคุณหนูซู จึงรู้สึกผิดหวัง”
“ถูกต้อง!” หลิงจือตบโต๊ะเบาๆ “ตามความเห็นข้า...ไป๋เสี่ยวโหลวกับซูเมิ่งเสวี่ยต่างมีใจให้กันแต่เพื่อความแน่ใจ เรายังคงต้องไปพบเ้าตัวตรงๆ”
ระหว่างที่ไป๋เสี่ยวโหลวแสดงอยู่เสี่ยวเอ้อร์คนเดิมก็เดินเข้ามาพร้อมกับถือถาดมาใบหนึ่งเขาวางถาดใบนั้นลงตรงหน้าหลิงจือและตู้เหิง พลางยิ้มเอ่ย “ในเมื่อท่านทั้งสองมาพร้อมกับน้ำใจของคุณหนูซูเช่นนั้นเชิญวางลงบนถาดนี้ได้เลย”
หลิงจือเข้าใจนี่คือกฎที่ใช้กันมาแต่ไหนแต่ไรของโรงงิ้ว เธอยิ้มบาง วาง 1 ตำลึงเงินลงในถาดพูดน้ำเสียงไม่ช้าไม่เร็ว “ไม่ทราบว่าหลังแสดงเสร็จท่านไป๋พอจะว่างหรือไม่? ข้าชื่นชอบเขามานานแล้วพอจะขอพบหน้าสักครั้งได้หรือไม่?”
เสี่ยวเอ้อร์ไม่ได้มีท่าทีแปลกใจคาดว่าก่อนหน้า ซูเมิ่งเสวี่ยเองก็คงเคยทำเช่นนี้มาหลายครั้ง
“เื่นี้ข้าน้อยไม่อาจตัดสินใจเองได้ต้องถามความเห็นของท่านไป๋ด้วย” เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มตอบ
หลิงจือเคลื่อนสายตากล่าว “รบกวนเ้าแจ้งท่านไป๋ว่า...จากนี้ไปคุณหนูซูจะไม่มาอีกแล้ววันนี้นางฝากให้ข้ามาบอกอะไรบางอย่างกับเขา”
เสี่ยวเอ้อร์นิ่งอึ้งเล็กน้อยก่อนเอ่ยยิ้มๆ “ได้ๆ ข้าจะไปบอกท่านไป๋ให้แน่นอน”
หลังจากไป๋เสี่ยวโหลวลงจากเวทีแล้วเสี่ยวเอ้อร์คนเดิมก็วิ่งกลับเข้ามาแจ้งว่า “ท่านไป๋กำลังล้างเครื่องสำอางอยู่หลังเวทีหากท่านทั้งสองอยากพบเขา เชิญตามข้ามา!”
หลิงจือและตู้เหิงตามเสี่ยวเอ้อร์มาจนถึงหลังเวทีเห็นไป๋เสี่ยวโหลวที่เช็ดเครื่องสำอางเรียบร้อย กำลังนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจก
ภาพในกระจกสะท้อนใบหน้าสง่างามคมคายแม้จะไม่ได้งามล้ำเลิศระดับตู้เหิง แต่ก็ดูองอาจทรงพลังเพียงแต่ั์ตาดำขลับนั้นกลับเย็นเยือกเสียดแทงกระดูกราวกับผืนน้ำหน้าหนาว
ท่าทางของไป๋เสี่ยวโหลวเป็ไปตามที่หลิงจือคาดไว้นางก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม “ไม่ทราบว่าคือท่านไป๋ใช่หรือไม่?”
ไป๋เสี่ยวโหลวเพียงพยักหน้าเล็กน้อยให้กับกระจกสีหน้ายังคงเ็าราวน้ำค้างแข็งเช่นเดิม
“ข้าเป็สหายของคุณหนูซู…”หลิงจือพูดพลางสังเกตความเปลี่ยนแปลงในสีหน้าของไป๋เสี่ยวโหลว
เห็นเพียงคิ้วคมของไป๋เสี่ยวโหลวขมวดเล็กน้อยแววตาฉายให้เห็นความเ็ปแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเ็า “ไม่ทราบว่าเป็คุณหนูซูท่านไหนรึ?”
หลิงจือแอบต่อว่าในใจเ้าเสแสร้งไปเถอะ! ดูซิว่าจะทนได้สักกี่น้ำ?
“เป็คุณหนู…”
ตู้เหิงพูดยังไม่ทันจบก็ถูกหลิงจือกันไปด้านข้าง พร้อมส่งสายตาปรามไม่ให้เขาพูดจาส่งเดช ตู้เหิงจึงต้องปิดปากอย่างไม่ค่อยพอใจ
หลิงจือยิ้มพลางเอ่ยกับไป๋เสี่ยวโหลวต่อ“เป็คุณหนูซูที่ทุกทีนั่งทางมุมตะวันออกเฉียงใต้ชั้นสองน่ะ ท่านไป๋คงไม่ใช่จำไม่ได้เลยหรอกมั้ง?”
ไป๋เสี่ยวโหลวเพียงส่งเสียง“อ้อ” แ่เบาสีหน้ายังคงไร้ความรู้สึกเช่นเดิม
หลิงจือกลอกตาคิดว่าคงจะต้องใช้ยาแรงเสียแล้ว นางจ้องไปยังไป๋เสี่ยวโหลวในกระจก ยิ้มเจื่อนเอ่ย“คุณหนูซูจะออกเรือนแล้ว เกรงว่าอีกหน่อยคงจะไม่ได้มาชมท่านไป๋แสดงอีก”
ร่างของไป๋เสี่ยวโหลวสั่นรุนแรงพยายามแสร้งบังคับเสียงเป็ปกติ “เช่นนั้นคงต้องยินดีกับคุณหนูซูด้วย…”
หลิงจือได้ฟังเสียงที่สั่นจนปิดไม่มิดของเขาก็มั่นใจแน่ชัดแล้ว
“ท่านไป๋เอ่ยอวยพรสั้นๆแค่ประโยคเดียวเองรึ?” หลิงจือพูดกระตุ้นฟางเส้นสุดท้ายของไป๋เสี่ยวโหลว“เฮ้อ เสียทีคุณหนูซูสนับสนุนไว้ตั้งมาก…”
ไม่รอหลิงจือเอ่ยจบไป๋เสี่ยวโหลวรีบหยัดกายลุกขึ้น สาวเท้าไปยังหน้าตู้ก่อนหยิบถุงที่ทำจากผ้าแพรสีแดงออกมาจากด้านใน
เขาเดินกลับมายังโต๊ะเครื่องแป้งพร้อมหิ้วถุงตุงๆ นั่นกลับมาด้วย เพียงได้ยินเสียงกุกกักก้อนเงินสีขาวราวหิมะก็ทะลักออกมานอกถุง กระจายอยู่จนเต็มโต๊ะ
คนในคณะงิ้วต่างใเพราะเสียงนี้ดวงตานับสิบคู่จ้องตรงมาทางไป๋เสี่ยวโหลว
ส่วนหลิงจือและตู้เหิงนิ่งอึ้งไปแล้ว
ไป๋เสี่ยวโหลวกลับไม่สนใจท่าทีตกตะลึงของทุกคนชี้ไปทางกองก้อนเงินเต็มโต๊ะนั่น เอ่ยเสียงเ็า “นี่คือเงินทำทานจากคุณหนูซูไม่ขาดแม้แต่ตำลึงเดียว ในเมื่อพวกเ้าเป็สหายของนางเช่นนั้นช่วยข้านำเงินเหล่านี้ไปคืนให้นางด้วย!”
“ทำทาน” หลิงจือได้ยินเขาพูดสองคำนี้ ก็ลอบยิ้มยินดีในใจ——นางวิเคราะห์ได้ไม่เลวเลยทีเดียว ซูเมิ่งเสวี่ยคิดว่านางหวังดีกับเขาแต่เขากลับมองว่าเป็การดูถูก เขาเก็บเงินพวกนี้ไว้โดยไม่แตะมันสักสลึงนี่เพียงพอแล้วที่จะเชื่อว่าซูเมิ่งเสวี่ยเป็คนพิเศษในใจของเขา
“ท่านไป๋พอจะคุยเป็การส่วนตัวได้หรือไม่?” หลิงจือถามเสียงเบา
ไป๋เสี่ยวโหลวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเอ่ย “ตามข้ามา” แล้วลุกขึ้นเดินออกไป
หลิงจือและตู้เหิงเดินตามไป๋เสี่ยวโหลวไปยังสวนดอกไม้เล็กๆแห่งหนึ่ง
ไป๋เสี่ยวโหลวหันกลับมาดวงตาดำขลับจ้องตรงไปที่หลิงจือ เอ่ย “เสี่ยวเอ้อร์บอกว่าคุณหนูซูฝากข้อความหนึ่งมากับเ้า...เ้ายังไม่ได้บอกข้าเลย…”
ขณะพูดคุยกันใบหน้าของไป๋เสี่ยวโหลวปรากฏความอึกอัก ดูออกว่าเขารอให้หลิงจือพูดประโยคนั้นอยู่แต่หลิงจือกลับพูดอ้อมไปมา เพื่อบีบให้เขาถามมันออกมาเอง
หลิงจือแสร้งทำท่าใพูดยิ้มๆ “ดูสิความจำข้า ดันลืมเื่สำคัญไปเสียได้คุณหนูซู...นัดให้ท่านไป๋ไปพบกันพรุ่งนี้ที่ ‘เหลียนหลี่ถัง’”
ไป๋เสี่ยวโหลวกัดฟันคิ้วคมขมวดแน่น ผ่านไปพักใหญ่จึงเอ่ยมาอย่างยากลำบาก “ในเมื่อ...นางจะแต่งงานแล้วทำไมถึงอยากจะเจอข้าอีก?”
“ก่อนหน้านี้นางขอเจอท่านหลายครั้ง แต่ท่านกลับไม่เคยให้โอกาสนางสักครั้ง!” หลิงจือเอ่ยเสียงดัง
ไป๋เสี่ยวโหลวรู้ตัวว่าพูดผิดไปรีบเอ่ย “ข้าเป็แค่นักแสดง...ต้องขอบคุณที่คุณหนูซูให้ความเมตตาแต่ว่าข้าถนัดแค่เื่ร้องงิ้วเท่านั้นไม่อยากไปเป็ตัวตลกสร้างความสำราญให้ใคร...ด้วยเหตุนี้จึงไม่ขอพบ…”
“น่าเสียดายความรักของคุณหนูซูจริงๆ!” หลิงจืออุทานเกินจริง “สิ่งที่ท่านพูดเมื่อครู่หากคุณหนูซูมาได้ยินเข้า คงต้องร้องไห้น้ำตาเช็ดหัวเข่าเป็แน่”
“ที่เ้าพูด...ข้าไม่เข้าใจ…”ไป๋เสี่ยวโหลวเสียงสั่นรุนแรง
หลิงจือสูดหายใจเข้าลึกๆพูดน้ำเสียงจริงจัง “ในงานเลี้ยงวันเกิดของท่านคหบดีซูคุณหนูซูตกหลุมรักท่านไป๋ั้แ่แรกเห็น ั้แ่นั้นมานางก็มาที่หลีเซียงหยวนเพื่อที่จะได้เห็นหน้าท่านไม่เสียดายเงินทองมากมายเพียงเพื่อ้าจะให้ท่านมาสนใจแต่ท่านกลับเข้าใจไปอีกทางหนึ่ง ที่น่าโมโหที่สุดก็คือ นางขอพบหน้าท่านตั้งหลายครั้งหากท่านให้โอกาสนางสักครั้ง ความเข้าใจผิดคงไม่บานปลายถึงเพียงนี้แต่ท่านกลับน้อยเนื้อต่ำใจไม่เข้าเื่ ไม่ยอมมาพบหน้าท่าเดียว ข้าขอถามท่านคำเดียวพรุ่งนี้เป็โอกาสสุดท้ายที่นางจะให้ท่าน ท่านจะไปหรือไม่ไป?”
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/29dcc53d184b6208da3a5c6049a2d19e
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ภรรยาสาวในบ้านหมอยาจกที่ไหน ขอฝากแฮชแท็ก#ภรรยาสาวในบ้านหมอยาจก #readAwrite ด้วยน้า