ด้านหลังโต๊ะลงทะเบียนมีสัตว์อสูรระดับหนึ่งจำนวนห้าสิบตัวยืนเรียงกันเป็นแถว สัตว์อสูรเหล่านั้นมีตั้งแต่สัตว์สองขา สัตว์สี่ขารวมไปถึงพวกสัตว์ที่มีปีก สัตว์จำนวนไม่น้อยช่างดูน่าเกรงขาม แต่ขณะเดียวกันพวกมันก็ดูจะคุ้นเคยกับพวกมนุษย์อยู่พอสมควร
เหล่าผู้ลงทะเบียนกวาดตามองสัตว์อสูรที่เข้มแข็ง แต่สุดท้ายแล้วสายตาของคนเหล่านั้นก็ไปหยุดอยู่ที่สัตว์อสูรที่บินได้ คนทั้งยี่สิบต่างก็มองสัตว์ตระกูลวิหคด้วยแววตาเป็นประกาย พวกเขาหมายจะควบรวมกับสัตว์อสูรจำพวกนก
“เหยี่ยวขนทองๆๆๆ” จิวฟงพึมพำราวกับกำลังพร่ำบ่นคาถา เด็กชายจ้องมองไปยังนกเหยี่ยวสีทองซึ่งเขาหมายตาจนนัยน์ตาแทบจะถลน ดวงตาของจิวฟงปรากฏเส้นเลือดสีแดงก่ำผุดเป็นสาย เขาภาวนาให้ไม่มีผู้ใดเช่าสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งตัวนั้นไป
ผู้ลงทะเบียนคนแรกชำระเงินแล้วรวบเอาอุปกรณ์สี่ห้าอย่างมาถือไว้ เขาเดินไปยังกลุ่มสัตว์อสูรที่ยืนอยู่ด้านหลังโต๊ะไม้ ชายคนดังกล่าวเดินผ่านสัตว์จำพวกหมีและเสือ แล้วเขาก็ไปหยุดอยู่ด้านหน้าเจ้าเหยี่ยวที่มีขนสีทอง
“อย่านะๆๆ” จิวฟงทำปากขมุบขมิบพร้อมกับส่งกระแสจิตให้ชายวัยราวยี่สิบก้าวเดินต่อ ทว่าชายคนดังกล่าวก็ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนกายไปไหน ผู้ลงทะเบียนคนแรกยืนตัวตรงแล้วก้มหัวน้อยๆให้เหยี่ยวขนทองที่ยืนอยู่ตรงหน้า จากนั้นเขาก็ล้วงถุงวิเศษแล้วหยิบหญ้าคันธารสออกมา
เหยี่ยวสีทองมองไปยังสมาชิกตระกูลลี้แล้วโน้มตัวลงเล็กน้อย จากนั้นมันก็กระพือปีกแรงๆสองสามทียังให้เศษใบไม้ที่อยู่บนพื้นปลิวว่อน ชายร่างสูงเห็นอาการของจ้าววิหคก็ยิ้มอย่างดีใจ อาการที่เจ้าเหยี่ยวแสดงออกมาหมายถึงว่ามันตอบรับการทักทายของเขา เห็นดังนั้นชายร่างสูงก็ไม่รอช้า เขารีบยื่นหญ้าคันธารสให้เจ้าเหยี่ยวขนทอง ยังไม่ทันที่เจ้าเหยี่ยวอสูรจะรับเอาหญ้าสีแดงสดไป เสียงแหลมๆก็พลันดังขึ้น
“ไม่!”
เหล่าผู้คนได้ยินเสียงแหลมกรีดร้องก็ถึงกับสะดุ้งโหยง พวกสัตว์อสูรต่างก็พากันตกใจ เจ้าเปี๊ยกรีบคุ้ยถุงวิเศษ แล้วเขาก็หยิบกิ่งของพืชวิเศษชนิดหนึ่งออกมา
“ข้ามีกิ่งของต้นคชสาร มาทำพันธสัญญากับข้าเถอะ!” จิวฟงก้าวขาขวาออกไปด้านข้าง ขณะที่ขาอีกข้างยังคงเหยียบอยู่ในแถว เด็กชายชูกิ่งของพืชที่มีสีขาวคล้ายงาช้างให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วจิวฟงก็เริ่มแกว่งแขนเพื่อเรียกความสนใจจากเจ้าเหยี่ยวขนทอง
กิ่งของต้นคชสารเป็นหนึ่งในพืชภักษาซึ่งเป็นที่โปรดปรานของสัตว์อสูร สำหรับเหล่าสัตว์อสูรแล้วกิ่งที่ไร้เปลือกของพืชยืนต้นชนิดนี้ช่างหอมหวนรัญจวนใจยิ่งนัก จิวฟงรู้เรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี เพราะตำราพืชภักษาภาคพิสดารซึ่งถูกเขียนโดยพู่กันวิเศษได้ระบุถึงเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน
พวกสัตว์อสูรปรายตามองเด็กชายตัวน้อยด้วยอาการที่เฉยเมย แต่ทันทีที่สายลมโชยเอื่อยพาพัดเอากลิ่นคาวๆของกิ่งพืชสีขาวให้ฟุ้งกระจาย เหล่าสัตว์อสูรก็เริ่มน้ำลายสอ สัตว์ทั้งห้าสิบตัวมองมาที่เด็กชายเป็นตาเดียว เห็นดังนั้นจิวฟงก็รีบหยิบเอากิ่งไม้สีขาวขึ้นมาอีกหนึ่งกำ
สองมือน้อยๆแกว่งไกวเพื่อให้กลิ่นอันพึงปรารถนาของพวกสัตว์อสูรโชยคลุ้ง เมื่อเหล่าสัตว์อสูรทั้งหลายได้กลิ่นคาวอันรุนแรงที่ถูกกระแสลมพัดพา พวกสัตว์อสูรที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดีก็เริ่มไม่เป็นตัวของตัวเอง
เหล่าสัตว์อสูรเดินออกจากแถวแล้วตรงเข้ามาหาเด็กน้อยด้วยอาการลุกลี้ลุกลน สัตว์ตัวใหญ่ สัตว์ตัวน้อยและสัตว์ปีกซึ่งแน่นอนว่ารวมไปถึงเจ้าเหยี่ยวขนทองต่างก็มุ่งหน้ามาหาเด็กชายกันทั้งสิ้น เหล่าผู้คุ้มภัยทั้งยี่สิบคนต่างได้แต่ยืนงงจนทำอะไรไม่ถูก แต่ขณะนั้นเองเสียงของพ่อบ้านวัยชราก็ดังขึ้น
“จิวฟง จงเก็บกิ่งของต้นคชสารเข้าไปในถุงวิเศษเดี๋ยวนี้! ข้าเบิกพืชภักษาที่หายากมาให้เจ้าเลี้ยงดูเจ้าหางเพลิง ไม่ใช่เพื่อให้เจ้ามาทำเรื่องไร้สาระ หากเจ้ายังขืนก่อความวุ่นวายไม่เลิก ข้าจะไปแจ้งกับทางเบื้องบนให้ถอนสิทธิ์ในการประลองของเจ้า” ลี้ฝูหวู่จำต้องเล่นบทโหดอีกครั้ง พูดจบพ่อบ้านวัยชราก็ลอบทอดถอนใจอีกหนึ่งที
จิวฟงทำหน้าม่อย เขาเก็บพืชภักษาลงไปในถุงสีน้ำตาลอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก ทันทีที่กิ่งของต้นคชสารถูกเก็บเข้าถุง กลิ่นคาวๆก็เริ่มจางหาย ผ่านไปไม่นานกลิ่นที่หอมรัญจวนในความรับรู้ของสัตว์อสูรก็ไม่หลงเหลือแม้แต่เพียงนิดหนึ่ง
แม้สัตว์อสูรทั้งห้าสิบตัวจะถูกฝึกมาเป็นอย่างดี แต่พวกมันก็ยังคงป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ห่างจากเด็กน้อย เหล่าผู้ใช้อักขระเวททั้งยี่สิบคนถึงกับส่ายหน้า บางคนก็เอามือกุมขมับ แล้วพวกเขาก็พาสัตว์เหล่านั้นกลับไปประจำที่เป็นการด่วน
“เจ้าเด็กนั่น...”
เหล่าสมาชิกตระกูลลี้ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาด่าจิวฟง แต่ถึงแม้จะคิดหาคำด่าทอได้อย่างเผ็ดร้อนสักเพียงใด เด็กจอมหน้าด้านก็คงไม่รู้สึกรู้สาอะไรอยู่ดี พวกเขาต่างมองหน้ากันแล้วส่ายหัว เหล่าสมาชิกตระกูลทุกคนต่างก็ทอดถอนใจกันทั่วหน้า
จิวฟงถึงกับทำหน้าเซ็งเพราะสัตว์อสูรจำพวกวิหคที่เข้มแข็งถูกเช่าไปจนหมดแล้ว ในเวลานี้ยังมีสัตว์อสูรให้เช่าอีกมากมาย ซึ่งดูเหมือนว่าสัตว์ตระกูลเสือจะเป็นสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสัตว์ที่เหลืออยู่
แต่ไม่ใช่ว่าจิวฟงจะรู้ถึงความเก่งกาจของสัตว์อสูรประเภทต่างๆเพียงคนเดียว สมาชิกตระกูลลี้ซึ่งทุ่มเททุกลมหายใจเข้าออกให้กับสัตว์อสูรก็รู้เรื่องดังกล่าวดีเช่นกัน ไม่ช้าสัตว์อสูรที่เก่งกล้าก็ถูกเลือกไปจนหมด และเมื่อจิวฟงเดินมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะลงทะเบียน ก็เหลือสัตว์อสูรเพียงแค่สามสิบตัวให้เขาได้เลือกเช่าเพื่อทำพันธสัญญา
“ข้าชื่อลี้ซัน ผู้ช่วยผู้ฝึกสอนคนที่สามของกลุ่มบ้านปีกวิหค” ผู้ช่วยผู้มีผิวกายสีดำแดงแนะนำตัวกับเด็กชายจากสำนักวายุจำรัส
ได้ยินเสียงเอ่ยทัก จิวฟงที่กำลังยืนหน้าบึ้งก็ละสายตาจากเหล่าอสูรแล้วหันมาประสานมือให้กับผู้ช่วย ลี้ซันพยักหน้าพร้อมกับยิ้มตอบ จากนั้นเขาก็ชี้แจงรายละเอียดการลงทะเบียนให้กับจิวฟงซึ่งเพิ่งเคยลงประลองเป็นครั้งแรก
“สัตว์อสูรที่อยู่ด้านหลังมีราคาต่างกันออกไปตามแต่ความสามารถของพวกมัน สัตว์อสูรที่แพงที่สุดในตอนนี้ก็คือหมาลายจุดซึ่งมีราคาเช่าอยู่ที่หกร้อยเหรียญทองแดง...”
“หกร้อยเหรียญทองแดง!” ร่างของจิวฟงกระตุก เด็กน้อยโพล่งออกมาอย่างตกอกตกใจ จิวฟงไม่คิดว่าสัตว์อสูรที่ไม่มีความสามารถพิเศษใดนอกจากการดมกลิ่นจะมีค่าเช่าสูงถึงเพียงนี้ เด็กชายรีบเปิดสมุดบันทึกคะแนนขึ้นมาดูก็เห็นว่าเขามีแต้มอยู่เจ็ดร้อยแต้ม ซึ่งคะแนนจำนวนนี้สามารถแปลงเป็นเหรียญทองแดงได้เจ็ดร้อยเหรียญ
ความจริงแล้วสมาชิกหนึ่งดาวของกลุ่มบ้านปีกวิหคมีจำนวนหลายร้อย และคนเหล่านี้ก็ล้วนแต่อยากได้พืชภักษาชนิดพิเศษมาครอบครองกันทั้งสิ้น ยิ่งพอรู้ว่าการประลองในครั้งนี้มีว่านโหยหาเป็นรางวัลสำหรับผู้ชนะ สมาชิกหนึ่งดาวทุกคนต่างก็ต้องการจะลงชิงชัย แต่ทว่าก็ติดปัญหาอยู่เพียงข้อเดียว นั่นคือทุกครั้งที่ลงแข่ง พวกเขาจะต้องจ่ายเหรียญทองแดงเพื่อเป็นค่าเช่าสัตว์อสูรในราคาที่แพงระยับ
สมาชิกกลุ่มบ้านปีกวิหคที่ลงประลองอย่างสม่ำเสมอมีเพียงสี่ห้าคน ซึ่งหมายความว่าคนเหล่านี้มีเหรียญทองแดงเป็นจำนวนมาก การทำกิจกรรมกับสัตว์อสูรไม่ช่วยสร้างความมั่งคั่งให้กับเหล่าสมาชิกตระกูลลี้ในระยะเวลาอันสั้น การที่คนเหล่านี้มีเหรียญทองแดงมากมาย เป็นเพราะพวกเขาต่างก็เคยคว้าชัยในการประลอง ...พวกเขาเคยได้รับส่วนแบ่งค่าเช่าสัตว์อสูรมาเป็นรางวัลนั่นเอง
จิวฟงมองแต้มในสมุดบันทึกด้วยท่าทีที่เสียดาย เด็กชายบ่นกระปอดกระแปด เสียงของเจ้าเปี๊ยกดังหึ่งๆราวกับหมีกินผึ้ง สุดท้ายจิวฟงก็เงยหน้าขึ้นมาแล้วเอ่ยถามลี้ซัน
“หากข้าต้องการเช่าหมาในเขี้ยวแดงจะต้องจ่ายในราคาเท่าไร”
“ห้าร้อยแปดสิบเหรียญ” คำตอบของลี้ซันทำให้จิวฟงถึงกับชะงักไปครู่ใหญ่ เมื่อตั้งสติได้ เขาก็ซักถามถึงราคาของสัตว์อสูรอีกชนิดหนึ่ง
“หมีหลังค่อมล่ะ”
“ห้าร้อยยี่สิบเหรียญทองแดง”
“จิ้งจอกสองหาง” “ราคาห้าร้อยถ้วน”
“วัวลายแดงดำ” “ สี่ร้อยแปดสิบ”
“หมาป่าแคระ” “สี่ร้อยหกสิบ”
“โคตรแพง! เอาอย่างนี้...เจ้าไก่นั่นราคาเท่าไร” จิวฟงชี้ไปที่ไก่ขนฟูดูน่ารัก ลักษณะภายนอกของเจ้าไก่ขาวไม่ต่างจากไก่ป่าธรรมดาทั่วไป มีเพียงแววตาสีแดงเข้มเท่านั้นที่บ่งบอกว่าไก่ชนิดนี้คือสัตว์อสูร
“ราคาเช่าของไก่ขาวใยไหมอยู่ที่ห้าสิบเหรียญทองแดง”
“งั้นข้าขอเช่าสัตว์อสูรตัวนี้!”
ลี้ซันเลิกคิ้วมองเด็กชายอย่างสงสัย ลี้เจี๋ยไคและลี้ฝูหวู่ที่ยืนห่างออกไปก็มองมาที่เด็กชายพร้อมกับใช้ความคิด คนอื่นๆมีแต่จะเลือกสัตว์อสูรที่แพงที่สุดเท่าที่พวกเขาจะจ่ายได้ แต่จิวฟงกลับเลือกที่จะควบรวมกับสัตว์อสูรที่มีราคาเช่าต่ำที่สุด คิดหาคำตอบอยู่นานสองนาน แต่คนทั้งสองก็ไม่เข้าใจเหตุผลของจิวฟง
เหล่าสมาชิกตระกูลลี้มองมาที่จิวฟงด้วยสายตาเย้ยหยัน เฉาซาที่อยู่ด้านหลังจิวฟงก็เช่นกัน ทันทีที่เขาได้ยินคำพูดของจิวฟง คนแซ่เฉาก็หัวเราะเยาะในความโง่เขลาของเด็กน้อย
ไก่ขาวใยไหมไม่ใช่สัตว์อสูรที่ดุร้าย อีกทั้งยังไม่มีความสามารถพิเศษใดๆ นอกจากนี้ความแข็งแกร่งของมันอยู่เหนือสัตว์อสูรตบะกล้าเพียงเล็กน้อย หากจะพูดว่าเจ้าไก่ขาวใยไหมเป็นสัตว์อสูรที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาสัตว์อสูรระดับหนึ่งก็คงไม่ผิดนัก การที่ทางตระกูลลี้นำสัตว์อสูรชนิดนี้มาให้เช่า ก็เผื่อว่ามีสมาชิกหนึ่งดาวผู้ใดอยากจะขึ้นมาเหยียบเวทีประลองก็เท่านั้น
“เจ้าแน่ใจแล้วรึ?” ลี้ซันเอ่ยถาม ทางด้านจิวฟงพยักหน้าอย่างหนักแน่นแทนคำตอบ เด็กชายวางสมุดบันทึกประจำตัวลงบนโต๊ะเพื่อให้ผู้ช่วยคนที่สามทำการแปลงคะแนนเป็นเหรียญทองแดง
จิวฟงรับเอาม้วนกระดาษสีน้ำตาลสองม้วนกับกำไลหยกคุ้มภัยมาถือไว้ จิวฟงมองไปยังอาวุธที่วางเรียงรายอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็หยิบเอากระบี่เวทสีน้ำตาลแดงมาเหน็บไว้ข้างกาย ลี้ซันยื่นโอสถสีฟ้าที่มีประกายวาวให้กับเด็กน้อย จากนั้นผู้ช่วยคนที่สามก็เอ่ยบอกกับจิวฟง
“นี่คือโอสถประสานกายาสีฟ้า โอสถชนิดนี้จะช่วยให้ไออสูรไม่เกาะเกี่ยวกับเสาปราณของเจ้า โอสถระดับสีฟ้าออกฤทธิ์ได้นานถึงหนึ่งก้านธูป หากผ่านเข้ารอบต่อไป ข้าจะมอบให้เจ้าอีกหนึ่งเม็ด” พูดจบเขาก็ผายมือไปด้านหลังเพื่อให้จิวฟงได้พาไก่ขาวใยไหมไปทำพันธสัญญา
จิวฟงกระดิกนิ้วดิกๆเรียกเจ้าไก่ขาวให้เข้ามาหา ซึ่งเจ้าไก่ขนฟูก็ก้าวขามาหาเขาอย่างว่าง่าย จิวฟงรู้สึกถูกใจเจ้าไก่ตัวนี้ไม่น้อย เจ้าเปี๊ยกคิดว่าหากเจ้าหางเพลิงทำตัวน่ารักได้สักครึ่งหนึ่งของเจ้าไก่ขาวใยไหมก็คงจะดียิ่งนัก
“ตอนนี้เจ้าแมวจะเป็นยังไงบ้างนะ” จิวฟงอุ้มเจ้าไก่ขาวขึ้นมาแล้วป้อนหญ้าคันธารสให้ไก่อสูรขนฟูกิน
ผู้เข้าแข่งขันทั้งยี่สิบคนไปยืนเรียงอยู่ที่หน้าเวทีโดยมีลี้ซันยืนอยู่หน้าคนเหล่านั้น ผู้ช่วยผู้ฝึกสอนคนที่สามใช้มือล้วงเข้าไปในโถสีดำสนิท เขาแกว่งมือไปมาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นลี้ซันก็หยิบกระดาษแผ่นแรกออกมา
สมาชิกตระกูลลี้ทุกคนต่างก็มองไปที่กระดาษที่อยู่ในมือของลี้ซันเป็นจุดเดียว ในตอนนี้ลี้ซันกำลังจะประกาศชื่อผู้เข้าแข่งขันคู่ที่หนึ่ง คนทั้งหลายแทบจะอดใจรอชมการประลองของผู้ควบรวมอสูรไม่ไหว และแล้วลี้ซันก็กางกระดาษแผ่นเล็กๆออก
“คนที่หนึ่งติงลี่!” พอเหล่าผู้คนได้ยินคำประกาศของลี้ซัน พวกเขาก็โห่ร้องอย่างยินดีปรีดา ติงลี่นับว่าเก่งกาจพอตัว การที่ได้คนแซ่ติงเป็นคู่เปิดการประลองในวันนี้นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ติงลี่มีสีหน้าเรียบเฉยราวกับไร้ความรู้สึก เขาโค้งศีรษะให้อินทรีหางเขียว จากนั้นทั้งคนทั้งสัตว์อสูรก็ก้าวขาไปยืนอยู่ข้างๆลี้ซัน เหล่าผู้คนมองไปที่ผู้ช่วยผู้มีผิวกายสีดำแดงอีกครั้ง พวกเขาเฝ้ามองลี้ซันที่กำลังหยิบเอาแผ่นกระดาษใบที่สองขึ้นมาอย่างใจจดใจจ่อ
“คนที่สอง...จิวฟง!”