ในระหว่างที่เสียงบรรเลงเพลง เพลงพิณ และ เสียงของหมาป่าขนเพลิงแปดตัวดังปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ทางด้านของกู่ซือเอิน ร่างเทวราชพันพิษของกู่ซือเอินค่อยๆ หายไป ผิวกายจากพิษสีฟ้าค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ จากนั้นทั้งเซี่ยชิงเอ๋อร์และกู่ซือเอินได้เข้าต่อสู้กันอีกรอบ แต่ว่าเซี่ยชิงเอ๋อร์เลือกที่จะออกกระบวนท่าโจมตีจากระยะไกลรักษาระยะการต่อสู้ให้อยู่ไกลจากกู่ซือเอินที่สุด
ด้านไป๋หลันฮวาและอูหลินเฟิง
เมื่อไม่อาจใช้บทเพลงรูปแบบเดียวกับที่ใช้โจมตีกู่ซือเอินโจมตีอูหลินเฟิงได้ นางตัดสินใจใช้รูปแบบการโจมตีที่ประสานทั้งการโจมตีกายภาพและการโจมตีจิต แทนการโจมตีจิตอย่างเดียวเหมือนที่ใช้กับกู่ซือเอิน
วิชาสำเนียงเก้าชั้น บทเพลงแรก สำเนียงตัดวายุ
ไป๋หลันฮวาบรรเลงท่วงทำนองเปลี่ยนไปคราวนี้เป็นบทเพลงพื้นฐานของวิชาสำเนียงเก้าชั้น แต่ว่าเป็นวิชาการโจมตีทางกายภาพที่รุนแรง อาศัยการรวมเสียงสั่นสะเทือนระดับสูงโจมตีเป็นใบมีดคลื่นเสียงออกไป เป็นการโจมตีที่รวดเร็วและรุนแรง
“กังปี้ ถึงตาเจ้าแล้ว”
“เจี๊ยก” กังปี้ขยายร่างกลับคืนเป็นวานรแขนยักษ์ขนาดใหญ่ เปลี่ยนจากที่กังปี้เกาะบนไหล่ของอูหลินเฟิง เป็นอูหลินเฟิงเกาะบนไหล่ของกังปี้แทน ทั่วร่างของกังปี้เองก็มียันต์สีฟ้าลอยอยู่รอบๆ เหมือนกับหมาป่าขนเพลิงทั้งแปด กังปี้อาศัยมือที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ และ มีขนาดใหญ่ตบอากาศ ใช้เสียงตบมือส่งคลื่นเสียงอีกรูปแบบและสายลมที่รุนแรง ประสานไปกับเสียงหอนของหมาป่าขนเพลิงเข้าปะทะกับคลื่นบทเพลงของไป๋หลันฮวา
ตู้ม!!! คลื่นเสียงของไป๋หลันฮวา และ คลื่นพลังของกังปี้ปะทะกันอย่างรุนแรง แต่ว่าพลังของทั้งสองฝ่ายก็พอๆ กัน
“ชิ! หยุดได้อีกแล้วงั้นหรือ เจ้าวานรแขนยักษ์นั่น” ไป๋หลันฮวาจ้องไปยังวานรแขนยักษ์ หากเป็นปกตินางอาจจะสามารถล้มวานรแขนยักษ์ตรงหน้าได้ เพราะระดับพลังที่ต่างกันเพียงสองขั้น แต่ว่าพอวานรแขนยักษ์ตรงหน้าได้รับการเสริมพลังจากยันต์จิต วิชาสำเนียงของนางไม่อาจทำร้ายอีกฝ่ายได้ดั่งใจ ไป๋หลันฮวาตัดสินใจที่จะเอาจริงไม่ออมมือกับอีกฝ่ายเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายมีลมปราณที่ต่ำอีกต่อไป
“คุณหนูไป๋ ระวังบนหัว!!” อูหลินเฟิงที่อยู่บนไหล่ของกังปี้ตะโกนบอก
“อะไรนะ!” เหมือนได้ยินคำกล่าว นางก็เงยหน้ามองบนฟ้าแต่ว่ากลับไม่พบสิ่งในเลย
‘ไม่เห็นมีอะไรเลย?’ ไป๋หลันฮวาคิดในใจ ในจังหวะนั้นเองอูหลินเฟิงอาศัยจังหวะที่ไป๋หลันฮวาเงยหน้ามองฟ้าปาคุไนที่มัดยันต์ระเบิดเอาไว้
วิชาสำเนียงเก้าชั้น บทเพลงที่สอง ทำนองพิทักษ์
ตู้ม!! ไป๋หลันฮวาสามารถบรรเลงเพลงสร้างเกาะคลื่นเสียงป้องกันการโจมตีไว้ แต่ว่าจังหวะที่นางสร้างเกาะคลื่นเสียง กังปี้ได้กระโดดย่นระยะเข้าหาตัวของไป๋หลันฮวาชกหมัดตรงรัวๆ ไปยังเกาะคลื่นเสียง
"เคี๊ยก เคี๊ยก เคี๊ยก" เสียงร้องของกังปี้ดังขึ้นราวกับกำลังสนุกกับการต่อสู้
“ไอ้เจ้าพวกนี้!!!” ไป๋หลันฮวาโมโหทั้งอูหลินเฟิงที่กล้าหลอกนาง และโมโหตัวเองที่เชื่อคำพูดนั้น
วิชาสำเนียงเก้าชั้น บทเพลงแรก สำเนียงตัดวายุ
ไป๋หลันฮวาใช้มือซ้ายบรรเลงเพลงทำนองพิทักษ์ป้องกันการโจมตีต่อเนื่องของกังปี้ และ ใช้มือขวาบรรเลงบทเพลงโจมตี สวนกลับการโจมตีที่ไม่หยุดของกังปี้
กังปี้ใช้มือขนาดใหญ่ป้องกันใบมืดคลื่นเสียงของไป๋หลันฮวา มือที่แข็งขนาดที่สามารถป้องกันปราณสามประสานของจงหมิ่นและอูหมินจิง สามารถป้องกันใบมืดคลื่นเสียงของไป๋หลันฮวาได้อย่างง่ายดาย
จริงๆ แล้วพลังของการโจมตีของไป๋หลันฮวาสมควรมีพลังมากกว่านี้ แต่ว่าเนื่องจากการใช้มือเพียงข้างเดียวบรรเลงเพลงโจมตีทำให้พลังโจมตีลดลงกว่าสี่ส่วน เมื่อเห็นว่าใบมีดคลื่นเสียงสามารถโจมตีให้กังปี้หยุดได้แล้ว ไป๋หลันฮวาใช้สองมือบรรเลงเพลงโจมตีทันที
วิชาสำเนียงเก้าชั้น บทเพลงแรก สำเนียงตัดวายุ
ใบมีดคลื่นเสียงที่โจมตีด้วยพลังทั้งหมดของไป๋หลันฮวาโจมตีอย่างต่อเนื่อง กังปี้ที่ใช้มือขนาดยักษ์ป้องกันการโจมตีนั้น มือที่แข็งแกร่งของกังปี้เริ่มมีบาดแผลปรากฏขึ้นทีละน้อย แม้จะไม่รุนแรงแต่ว่ากังปี้ก็เริ่มแสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมา
“คุณหนูไป๋ ระวังบนหัว” อูหลินเฟิงตะโกนบอกอีกรอบ แต่ครั้งนี้ไป๋หลันฮวาไม่สนใจ โจมตีต่อไปเรื่อย ๆ แต่ว่าขณะที่นางบรรเลงการโจมตีต่อเนื่องนั้น จู่ๆ นางก็รู้สึกว่าข้างๆ นางมีบางอย่างตกลงมาจากฟ้า เมื่อนางหันไปพบว่าเป็นคุไนที่ผูกยันต์ระเบิดไว้
วิชาสำเนียงเก้าชั้น บทเพลงที่สอง ทำนองพิทักษ์
“อะไรกัน!! มาจากไหน?”
ตู้ม!! เสียงยันต์ระเบิดดังขึ้นแม้ไม่อาจทำร้ายไป๋หลันฮวาได้แต่ว่าก็สามารถหยุดการโจมตีต่อเนื่องได้
“ข้าเตือนท่านแล้วนะ” อูหลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงยียวน
“เจ้า!!” ไป๋หลันฮวาจ้องมองไปยังอูหลินเฟิงด้วยความโมโห นี่เป็นครั้งแรกในการต่อสู้ที่นางรู้สึกโมโหระหว่างการต่อสู้ นางมองอูหลินเฟิงและกังปี้ตลอดเวลา นางเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ปาคุไนมาแน่นอน จากนั้นนางพยายามมองขึ้นบนฟ้าแต่ว่าไม่เห็นว่าบนหัวจะมีอะไรสักอย่าง ตอนนั้นเองนางนึกถึงการต่อสู้ของชายตรงหน้าและชายที่ใช้หอกวายุ ชายตรงหน้าสามารถใช้วิชามายาซ่อนตัวเองและสัตว์อสูรได้
“หรือว่า??” ตึง!! ไป๋หลันฮวาประสานสัมผัสปราณประสานคลื่นเสียงส่งออกไปรอบๆ ตัว จากนั้นนางก็สัมผัสได้ว่ามีสัตว์อสูรประเภทวิหคบินอยู่บนฟ้า แต่ว่านางไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จากนั้นนางก็เห็นว่าบนฟ้ามีมีดคุไนอีกสามเล่มหล่นลงมายังจุดที่นางอยู่ ครั้งนี้นางเลือกใช้ท่าเท้าหลบออกอย่างรวดเร็ว เมื่อสามารถหลบออกมาได้นางจ้องมองไปยังอูหลินเฟิง
‘ชายคนนี้ ไม่ได้พูดว่าสามารถรับมือข้าได้เพราะทะนงตัว…แต่ว่าคิดไว้อีกแล้วว่าควรรับมือข้าอย่างไร’
ไป๋หลันฮวาแม้จะหัวเสียกับการต่อสู้ครั้งนี้ แต่ว่านางก็ยอมรับว่าอูหลินเฟิงมีความสามารถจริง ใช้หมาป่าขนเพลิงแปดตัวข่มการโจมตีทางจิตของนาง ใช้วานรแบนยักษ์ปะทะกับการโจมตีการกายภาพของนาง ใช้คุไนและวิหคจากฟ้ารบกวนจังหวะบรรเลงของนาง ทำให้นางไม่สามารถดึงพลังของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ วางแผนรับมือมาแล้วอย่างดีเพียงมองการต่อสู้ของนางครั้งเดียว
“ข้ายอมรับว่า…ดูถูกเจ้าเกินไป หลังจากนี้ข้าจะทุ่มพลังทั้งหมดเพื่อสู้กับเจ้า” ไป๋หลันฮวากล่าวด้วยความจริงจัง ไม่ประมาทอีกต่อไป
“คุณหนูไป๋ให้เกียรติข้าเช่นนี้ ข้ายินดียิ่ง แต่ว่าข้าคงไม่อาจรับไหว” อูหลินเฟิงกล่าวตอบ คุไนจากฮุยฮุยที่อูหลินเฟิงมอบให้ร่วงลงมาจากฟ้าอีกรอบ
พิณของไป๋หลันฮวาลอยขึ้นตรงหน้านาง สองมือกดไปยังสายพิณเตรียมบรรเลงเพลง นางเร่งจิตและลมปราณ ประสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียวไม่ยอมขยับหลบคุไนที่ร่วงใกล้ถึงตัว
วิชาสำเนียงเก้าชั้น บทเพลงที่สอง ทำนองพิทักษ์ / วิชาสำเนียงเก้าชั้น บทเพลงที่สี่ เพลงสยบสี่ทิศ
การบรรเลงเพลงครั้งนี้นางประสานจิตแห่งพิณ ประสานพลังจิตและลมปราณเป็นหนึ่งเดียวกัน บรรเลงเพลงที่ต่างกันแต่ว่าพลังของทั้งสองบทเพลงไม่ได้ถูกลดลงเหมือนครั้งแรก สร้างทั้งเกาะป้องกันคุไนและส่งคลื่นทำลายที่มีทั้งพลังโจมตีกายภาพและการโจมตีจิตส่งออกรอบๆ
อูหลินเฟิงที่เห็นดังนั้น เร่งยันต์อาคมของตนป้องกันทั้งตัวเองและสัตว์อสูรทุกตัวเองเขา เร่งพลังจิตและพลังวิญญาณ คอยป้องกันการโจมตีทางจิต ทางนั้นสร้างทางเดินพลังปราณอาศัยลมปราณของกังปี้ประสานกับลมปราณของหมาป่าเพลิงทั้งแปดสร้างเป็นเกาะป้องกันทางกายภาพ
"อึก"แม้จะสามารถป้องกันพลังทางจิตได้หมด แต่ว่าการโจมตีทางกายภาพไม่อาจป้องกันได้หมด
"ป้องกันได้ดี…แต่ว่า เจ้าจะป้องกันได้นานแค่ไหนกันเชียว"ไป๋หลันฮวากล่าวพร้อมมองไปยังอูหลินเฟิงที่พยายามป้องกันการโจมตีของนาง
"หวังว่าคุณหนูไป๋คงไม่ลืมว่าข้ามากันสองคน"อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมกับที่กำลังฝืนรับการโจมตีจากบทเพลงที่บรรเลงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อได้ยินดังนั้นทำให้นางนึกได้ว่ายังมีชายที่คนที่ใช้ปราณทวิธาตุเพลิงวายุ เดินเข้ามาพร้อมกัน ทำให้นางต้องหยุดมือที่บรรเลงเพลงรูปแบบโจมตี เปลี่ยนเป็นการค้นหาแทน
'จากทางขวา ใกล้มาก' แม้ไม่เห็นตัวเพราะคงถูกวิชายันต์ซ่อนตัวไว้ แต่นางก็บรรเลงเพลงโจมตีไปยังทิศทางนั้น
วิชาสำเนียงเก้าชั้น บทเพลงแรก สำเนียงตัดวายุ
บทเพลงโจมตี โจมตีไปยังจุดที่นางสามารถสัมผัสได้
ปราณดาบจตุรธาตุสายเพลิงวายุ กระบวนท่าที่หนึ่ง ดาบประกายเพลิงตัดวายุ
ดาบเพลิงวายุของจงหมิ่น ปะทะเข้ากลับมีดคลื่นเสียงของไป๋หลันฮวา จงหมิ่นไม่ได้ออมมือเหมือนกับตอนที่ปะทะคุณหนูกันและคุณชายจ้ง
ตู้ม!!! เสียงระเบิดจากการปะทะกันดังสนั่น แรงจากการปะทะของทั้งสองสร้างแรงลมระเบิดออกไปเป็นวงกว้าง
"อะไรกัน!! แม้จะเป็นปราณทวิธาตุก็ไม่สมควรรุนแรงเช่นนี้"พลังโจมตีของจงหมิ่นมีพลังพอๆ กับนางที่โจมตีเต็มกำลัง
การประสานธาตุ หากเป็นการประสานสองธาตุจากสองคนเช่น การประสานเพลิงวายุของคุณชายจ้งและคุณหนูกันจะสามารถเพิ่มการพลังของการโจมตีได้ แต่หากธาตุทั้งสองมาจากคนเดียวเช่นจงหมิ่น ปราณเพลิงวายุของจงหมิ่นจะมีความรุนแรงยิ่งกว่า ยิ่งประสานเข้ากับเส้นลมปราณเหนือสวรรค์ ที่ทำให้มีลมปราณหนาแน่นกว่าคนทั่วไป ยิ่งพื้นฐานพลังของจงหมิ่นคือปราณจตุรธาตุด้วยแล้ว ทำให้พลังโจมตีของจงหมิ่นรุนแรงมากกว่าที่ควรจะเป็น
แม้จะมีระดับลมปราณระดับห้าขั้นต้นแต่ว่าจงหมิ่นสามารถแสดงพลังโจมตีในระดับที่เทียบเท่ากับไป๋หลันฮวาได้ เมื่อไป๋หลันฮวาเห็นว่าจงหมิ่นใช้พลังโจมตีสวนกับการโจมตีของนางได้ ในตอนนี้ที่ไม่มีการโจมตีของสัตว์อสูรมาก่อกวน นางจึงตัดสินใจบรรเลงบทเพลงโจมตีด้วยมือทั้งสอง
วิชาสำเนียงเก้าชั้น บทเพลงที่สี่ เพลงสยบสี่ทิศ
อูหลินเฟิงที่เห็นว่าไป๋หลันฮวา บรรเลงเพลงด้วยมือสองข้างเขาตัดสินใจเก็บหมาป่าขนเพลิงทั้งหมดเพราะคงไม่อาจทนการโจมตีระดับนี้ได้
บทเพลงสยบสี่ทิศผู้ที่โดนจะรู้สึกราวกับโดนกดไว้ด้วยของที่หนักอย่างมหาศาล หากไม่มีปราณคุ้มกายของกังปี้ เขามีสิทธิ์ที่จะแบนติดพื้นได้เลย อูหลินเฟิงตัดสินใจสร้างยันต์ขึ้นมาอีกแปดใบ
“บรู๊วววว” เสียงของหมาป่าขนเพลิงดังออกมาจากยันต์ ปกติแล้วอูหลินเฟิงมักใช้พลังจิตรูปแบบของตนต่างๆ ผ่านยันต์ คราวนี้อูหลินเฟิงเปลี่ยนมาใช้พลังของสัตว์อสูรผ่านยันต์ แม้ไม่อาจตอนทานคลื่นเสียงได้เหมือนการปะทะครั้งแรก แต่ว่าเสียงที่ออกจากยันต์ สามารถลดทอนพลังของคลื่นเสียงได้ กังปี้จึงสามารถใช้ปราณและกำลังกายทนต่อท่วงทำนองของไป๋หลันฮวาได้
ปราณจตุรธาตุสายปฐพีวารี กายศิลาเกาะวารี
จงหมิ่นสับเปลี่ยนรูปแบบพลัง ใช้ปราณปฐพีที่เด่นเรื่องป้องกัน ใช้ปราณวารีที่เด่นเรื่องฟื้นฟู ประสานกันป้องกันบทเพลงของไป๋หลันฮวา
"บ้าน่า!!! นั่นมันปราณจตุรธาตุ" ไป๋หลันฮวามองไปที่จงหมิ่นอย่างตกตะลึง เมื่อครู่นางอย่างชัดเจนว่า จงหมิ่นเปลี่ยนพลังปราณเพลิงวายุเป็นปฐพีวารี หมายความว่าจริงๆ แล้ว คนตรงหน้าสามารถใช้ลมปราณได้ถึงสี่ธาตุ
……
ณ ที่นั่งผู้อาวุโส
"ผู้ใช้ปราณจตุรธาตุ!!!!"โอวหยางชิงหลง ถึงกับอุทานเขาแทบจะลุกขึ้นยื่น ปราณจตุรธาตุเองก็พบได้ยากพอๆ กับร่างเทพอสูรอมตะ ในวันเดียวกันนี้ผู้ครอบครองร่างกายระดับตำนานปรากฏตัวถึงสองคนภายในวันเดียว
"ตระกูลอู...ถึงกับมีผู้ใช้ปราณจตุรธาตุเชียวหรือ"คราวนี้สายตาแทบทุกสายตาบนอัฒจันทร์หันมองไปยังอูเทียนเหวิน ตอนที่จงหมิ่นแสดงปราณคู่เพลิงวายุ แม้จะน่าสนใจแต่ไม่ใช่เรื่องที่แปลก ผู้ใช้ปราณทวิธาตุนั้นมีจำนวนไม่น้อย เก้าปราชญ์เองก็มีผู้ใช้ปราณทวิธาตุถึงสองคนคือปราชญ์เพลิงเหมันต์และปราชญ์วายุอัสนี แต่ปราณจตุรธาตุคือคนละเรื่อง
ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน นับล้านในยุคของมนุษย์ หากร่างเทพอสูรอมตะเคยปรากฏมาทั้งหมดเจ็ดครั้ง ผู้ครอบครองปราณจตุรธาตุเองก็ปรากฏเพียงสิบเอ็ดครั้งเท่านั้น และ ทุกคนต่างกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถบรรลุถึงจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์หรือแม้แต่ชนชั้นเทวะได้
"เด็กคนนั้น….ต้องเป็นศิษย์ของข้า!!!"ปราชญ์เพลิงเหมันต์ประกาศกร้าว แสดงความต้องการของตนอย่างชัดเจน
"โหห ข้าเองก็อยากได้เด็กคนนี้เป็นศิษย์เช่นกัน…ท่านจะแข่งขันกับข้างั้นหรือ"ปราชญ์ดาบจ้องมองไปยังปราชญ์เพลิงเหมันต์อย่างท้าทาย ไม่ได้หวาดกลัวปราชญ์เพลิงเหมันต์เลยแม้แต่น้อย
"อะไรของเจ้า!! เจ้าก็เห็นเด็กคนนั้น โดดเด่นเรื่องปราณธาตุ ในที่แห่งนี้ผู้ที่จะสอนปราณธาตุ ไม่มีใครเหนือกว่าข้า"ปราณเพลิงเหมันต์กล่าว บนโลกใบนี้ผู้ที่เกิดมาพร้อมปราณทวิธาตุมีมากมาย แต่ผู้ที่เกิดมาพร้อมกับปราณเพลิงและเหมันต์ไม่อาจหาได้ง่ายนัก ยิ่งคนที่สามารถฝึกปราณเพลิงและปราณเหมันต์ได้พร้อมกัน ทั่วทั้งห้าทวีปสองมหาสมุทรมีเพียงเขาเท่านั้นที่สามารถทำได้ คนทั่วทวีปปราณฟ้าต่างยอมรับว่าสำนึกรู้เรื่องปราณธาตุ ปราชญ์เพลิงเหมันต์คืออันดับที่หนึ่ง
เพราะไม่ว่าจะเป็นเพลิงเหมันต์หรือเพลิงวารี ต่างก็ปราณขั้วตรงข้ามที่ไม่เคยมีใครสามารถประสานกันได้ ปราชญ์เพลิงเหมันต์เป็นบุคคลแรกและบุคคลเดียวที่เกิดมาพร้อมปราณเพลิงเหมันต์ แล้วสามารถประสานพลังสองสายที่ต่างกันสุดขั้วได้โดยไม่ตายหรือเสียสติ ฉะนั้นระดับความรู้แจ้งในปราณธาตุของปราชญ์เพลิงเหมันต์จึงเหนือกล่าวคนทั่วไป
"แต่เด็กนั้นก็เป็นผู้ฝึกดาบ เท่าที่ดูสำนึกดาบของเขาก็ไม่เลว เรื่องลมปราณข้าเองแม้ไม่รู้แจ้งเท่าท่าน..แต่ว่าก็สามารถสอนได้เช่นกัน"ปราชญ์ดาบกล่าวอย่างไม่ยอม
"เจ้า!!!" ปราชญ์เพลิงเหมันต์ที่โดนปราชญ์ดาบกวนโมโห ถึงกับแพร่ลมปราณบางส่วนออกจากร่างกาย แรงกดดันเพียงส่วนเดียว ถึงกับทำให้ผู้อาวุโสหรือประมุขสำนักระดับกลางบางส่วนที่มีระดับเพียงจอมยุทธ์แทบจะสิ้นสติ บรรยากาศรอบๆ ถึงกับสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว
"ใจเย็นก่อน…ผู้อาวุโสปราชญ์เพลิงเหมันต์!!"โอวหยางชิงหลงพยายามห้ามปรามแต่เหมือนเสียงของเขาส่งไปไม่ถึง แต่ว่าก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายไปมากกว่านี้
"หยุด!!"เสียงทรงพลังดังขึ้นสยบพลังของปราชญ์เพลิงเหมันต์ เพียงการพูดครั้งเดียวสามารถสลายลมปราณของปราชญ์เพลิงเหมันต์ได้ ทำให้บรรยากาศที่กำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงหยุดลงไปทันที และ เสียงนั้นมาจากปราชญ์วิญญาณ
"ขออภัยทุกท่าน"ปราชญ์เพลิงเหมันต์ที่ได้สติกล่าวขอโทษกับเหล่าผู้อาวุโสทุกท่าน
"ขอบคุณ ผู้อาวุโสปราชญ์วิญญาณ"โอวหยางชิงหลงกล่าวขอบคุณ เพราะหากไม่ใช่ปราชญ์วิญญาณแล้ว คงไม่มีใครมีกำลังมากพอที่จะหยุดปราชญ์เพลิงเหมันต์ได้ เพราะคำพูดของปราชญ์วิญญาณเมื่อกี้แฝงไปด้วยพลังวิญญาณที่ใช้สยบได้ทั้งจิตวิญญาณและลมปราณ
"รอให้การประลองจบ แล้วพวกท่านทั้งสอง ค่อยให้เขาเลือกเองว่าต้องการกราบใครเป็นอาจารย์ดีหรือไม่"ปราชญ์วิญญาณกลายเป็นคนกลางระหว่างปราชญ์ทั้งสอง
"ดี เอาตามที่ท่านว่า"ปราชญ์เพลิงเหมันต์กล่าว
"ได้"ปราชญ์ดาบเองก็ตกลงเช่นกัน เมื่อปราชญ์วิญญาณออกหน้าด้วยตนเอง ไม่มีเหตุผลที่พวกเขาทั้งสองต้องต่อต้าน เพราะว่าหากนับตามความสามารถแล้ว ต่อให้เขาและปราชญ์เพลิงเหมันต์ เข้าต่อสู้กับปราชญ์วิญญาณพร้อมกัน ก็ไม่อาจเอาชนะปราชญ์วิญญาณได้ เพราะปราชญ์วิญญาณคือปราชญ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของทวีปปราณฟ้า
มีหลายหลากตระกูลระดับกลางมองตระกูลอูด้วยความอิจฉา มีผู้มากความสามารถในตระกูลไม่พอ แต่ว่าหากคนในตระกูลสามารถเป็นศิษย์ของเก้าปราชญ์ได้ ทั้งตระกูลอาจได้รับการสนับสนุนที่คาดไม่ถึง อนาคตของบุตรหลานในตระกูลย่อมต้องสดใสแน่นอน
แต่ในขณะเดียวกันเองก็มีหลายตระกูลที่มองตระกูลอูในตอนนี้คือตัวอันตรายที่ต้องรีบกำจัด กลุ่มตระกูลเหล่านั้นได้แต่พูดคุยผ่านลมปราณถึงแผนการต่าง ๆ ที่ต้องการโจมตีตระกูลอูให้เร็วที่สุด แต่สิ่งที่ตอนนี้ตระกูลเหล่านั้นได้รับคำสั่งคือ ‘ห้ามยั่วยุตระกูลอูอย่างโจ่งแจ้ง’ แม้ตอนนี้ผู้นำตระกูลชุนที่บุตรชายโดนมัดกับต้นไม้ปล่อยให้ผึ้งมารุมต่อย ผู้นำตระกูลซีที่บุตรชายโดนตัดแขน และ ผู้นำตระกูลชิงที่บุตรชายโดนหมาป่าขนเพลิงรุมกัด ต่างอยากหาเรื่องตระกูลอูที่ตอนนี้เหมือนโชคชะตาเข้าข้าง รุ่นลูกแต่ละคนมีพลังที่ไม่ธรรมดา แต่ก็ไม่อาจทำได้เนื่องจากโดนคำสั่งห้ามหาเรื่องเพราะหากไปหาเรื่องตระกูลอูตอนนี้มาก หากถึงเวลาที่ตระกูลอูหายไป ตระกูลของพวกเขาจะโดนสงสัยเป็นตระกูลแรกๆ
“ปราชญ์วิญญาณ หนึ่งในหกคนที่ท่านว่าคือเด็กหนุ่มผู้นี้งั้นหรือ” ประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยนกล่าวถาม
“ใช่….เขาคือหนึ่งในนั้น” ปราชญ์วิญญาณกล่าวตอบ
“สายตาของท่านล้ำลึกยิ่งนัก บอกข้าได้หรือไม่อีกสองคนเป็นใคร” ประมุขตระกูลมู่หรง กล่าวถาม หากว่ามีคนระดับนี้โผล่มาอีกสองคนแกร่งว่าความกังวลของปราชญ์วิญญาณ อาจไม่ใช่เรื่องตลกแล้ว
“อีกไม่นาน ทั้งพลังของทั้งสองจะปรากฏสู่สายตาท่านเอง” ปราชญ์วิญญาณยังไม่ยอมบอกว่าเป็นใคร เพียงแค่มองไปยังเด็กหนุ่มผมม่วงเข้มในจอภาพเท่านั้น