“ทำไมลูกยังมาไม่ถึงนะคุณโทรหาหน่อยสิคะฉันเป็ห่วงจัง” คุณราณีบ่นกับผู้เป็สามีด้วยความร้อนใจขณะที่จดจ้องไปยังประตูหน้าบ้านไม่วางตา เพราะความห่วงใยที่มีต่อบุตรสาว
“แม่พี่ลินไม่เป็ไรหรอกอย่ากังวลไปเลย” พลอยลดาบอกกับผู้เป็มารดาก่อนจะประคองให้นางไปนั่งลง
“นั่นไงน่าจะเป็ยัยลินมาถึงแล้ว”คุณอดุลย์เปรยขึ้น เมื่อเห็นแสงไฟหน้ารถยนต์ซึ่งคาดเดาว่าคงเป็ของ
พลอยลลินณ์
“ลิน”คุณราณีอุทานเรียกผู้เป็บุตรสาวด้วยความดีใจ เมื่อเห็นเ้าหล่อนก้าวลงจากรถก่อนที่พลอยลลินณ์จะวิ่งเข้าหาอ้อมกอดอบอุ่นของผู้เป็บุพการีทั้งสองและปล่อยโฮออกมาอย่างสุดที่จะกั้น
“หลิงเอากระเป๋าพี่ไปเก็บไว้บนห้องให้หน่อยไป”คุณอดุลย์สั่งบุตรสาวคนเล็ก ก่อนที่ท่านจะเดินนำทุกคนเข้าไปข้างในบ้าน
“มีอะไรไหนเล่าให้พ่อฟังสิ”ถามเ้าหล่อนด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล พร้อมกับลูบกลุ่มผมดกดำด้วยความรัก
“พ่อคะ แม่คะลินไม่ไหวแล้วจริง ๆ ค่ะยิ่งลินพยายามจะประคับประคองชีวิตคู่เท่าไหร่ก็ยิ่งเหมือนทิตย์เขาห่างไกลออกไปทุกที พ่อกับแม่บอกลินได้ไหมคะว่าลินทำอะไรผิดลินมีอะไรที่ไม่ดีเหรอคะ ลินเป็เมียที่ไม่ดีตรงไหน ทำไมทิตย์เขาถึงเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้”ถามผู้เป็บิดาและมารดาออกไปเสียงสั่น
“พ่อกับแม่คงตอบหนูไม่ได้หรอกนะว่าหนูเป็เมียที่ไม่ดีตรงไหนเพราะพ่อกับแม่ไม่ได้อยู่กับหนูและตาทิตย์ตลอดเวลา แต่มีสิ่งหนึ่งที่พ่อกับแม่เชื่อนั่นก็คือลินเป็ลูกที่ดีของพ่อและแม่เสมอ” บอกเ้าหล่อนพร้อมกับลูบกลุ่มผมดกดำด้วยความรัก
“แม่ว่าตอนนี้อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยนะขึ้นไปนอนพักผ่อนเถอะลูก พรุ่งนี้วันหยุดเราไปวัดทำบุญกัน แล้วก็แวะไปทานข้าวกับปู่ด้วย”
“ค่ะ”ตอบรับคำของผู้เป็มารดา ก่อนจะเดินขึ้นไปบนชั้นสองของบ้านซึ่งเป็ห้องนอนของตน
หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาดูด้วยความหวังว่าจะเห็นสายที่ไม่ได้รับจากผู้เป็สามีแต่ก็เปล่าเลยมันไร้ซึ่งวี่แววที่เขาจะโทรหาเธอ หรือว่าเขาหมดรักในตัวเธอจริง ๆแล้วอย่างนั้นหรือ
พลอยลลินณ์ทิ้งร่างกายอันเหนื่อยล้าของตัวเองลงบนเตียงนุ่มและนอนกอดหมอนร้องไห้ ก่อนที่หัวใจดวงน้อยจะเต้นรัวเมื่อได้ยินเสียงข้อความ Messenger ดังขึ้น แต่ทว่าพอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเธอก็ต้องพบกับความผิดหวังเพราะคนที่ส่งมาไม่ใช่อาทิตย์
แสงเดือน : ยังไม่นอนเหรอน้องลิน
หญิงสาวเปิดอ่านข้อความที่แสงเดือนส่งมาก่อนที่เธอจะกดโทรหาอีกฝ่ายเพราะตอนนี้เธอ้าแค่ใครสักคนมารับฟังความทุกข์ที่มันเก็บกดอยู่ในหัวใจ
“พี่เดือน”
“ลินเป็อะไรร้องไห้ทำไม ทะเลาะกับทิตย์อีกแล้วเหรอ”ถามหญิงสาวรุ่นน้องออกไปด้วยความห่วงใย
“ค่ะลินก็ไม่รู้ว่าลินทำอะไรผิด ทำไมพักนี้เขาถึงหมางเมินกับลินเหลือเกิน”บอกปลายสายด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น
“แล้วตอนนี้ลินอยู่ไหนมานอนค้างบ้านพี่ไหม”
“ลินอยู่บ้านตัวเองค่ะเพิ่งกลับมาถึง พรุ่งนี้ลินถึงจะเข้าไปหานะคะ”
“ได้จ๊ะงั้นตอนนี้ก็นอนพักผ่อนเถอะนะ เก็บแรงเอาไว้สู้กับวันพรุ่งนี้”บอกเ้าหล่อนอย่างให้กำลังใจ
“ลินสู้จนจะไม่ไหวแล้วค่ะพี่เดือนมันทุกข์ใจเหลือเกิน”
“แล้วอะไรล่ะคือสิ่งที่ทำให้ลินทุกข์ถามตัวเองดูดี ๆ หากรู้แล้วลินก็ตัดสินใจเอาว่าจะเลือกแบกรับความทุกข์นั้นไว้หรือตัดมันทิ้ง”บอกเ้าหล่อนออกไปอย่างเตือนสติก่อนจะพูดต่อ
“ตั้งสติสวดมนต์ไหว้พระแล้วนอนซะนะ พรุ่งนี้พี่จะรออยู่บ้านลินเข้ามาหาพี่ละกัน”
“ค่ะพี่เดือน”ตอบรับคำของหญิงสาวรุ่นพี่ ก่อนจะกดวางสาย และพาตัวเองเดินไปยังห้องพระ
ขณะที่คุณอดุลย์และคุณราณีก็ได้แต่มองบุตรสาวด้วยความเวทนาสงสารภาพที่เธอนั่งสวดมนต์ปนน้ำเสียงสะอื้นช่างเป็ภาพที่บาดใจคนเป็พ่อกับแม่เหลือเกินแต่ทว่าท่านทั้งสองก็ทำอะไรมากไม่ได้นอกจากให้กำลังใจและภาวนาขอให้เธอผ่านพ้นเื่ราวเลวร้ายนี้ไปได้ภายในเร็ววัน
เย็นวันต่อมาพลอยลลินณ์นั่งป้อนข้าวผู้เป็ปู่ด้วยอาการเหม่อลอย เพราะความบาดหมางระหว่างเธอและผู้เป็สามีดูเหมือนจะไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลยทั้งที่ตอนนี้เธอก็กลับมานอนที่บ้านของตัวเองจะครบสองวันแล้ว แต่เขาก็ไม่คิดจะโทรมาหาหรือตามมาง้อเธอสักนิดนี่เขาไม่แคร์เธอจริง ๆ แล้วใช่ไหม หรือเื่ราวความรักระหว่างเธอและเขามันจะจบลงเพียงเท่านี้
“ลินมีเื่ไม่สบายใจอะไรบอกปู่ได้นะ”คุณอนลเอ่ยถามหลานสาวเมื่อได้เห็นอาการเหม่อลอยของเ้าหล่อน
“เปล่าค่ะลินไม่ได้เป็อะไรแค่คิดเื่งานนิดหน่อยค่ะ” ตอบปฏิเสธผู้เป็ปู่
“เื่งานทำไมเหรอ”
“คือทางกรมเขาจะลงตรวจการเงินของโรงเรียนค่ะปู่แล้วมันก็ค่อนข้างที่จะมีปัญหาลินก็เลยเครียด ๆ นิดหนึ่งค่ะ”แม้เื่นี้จะไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่เธอก็เอามากล่าวอ้างเพราะไม่อยากให้ปู่ไม่สบายใจไปกับเธอในเื่ของครอบครัว
“แล้วทำไมพักนี้ไม่เห็นตาทิตย์มากับเราเลยเขางานยุ่งเหรอ”
“ค่ะวันนี้เขาก็ตั้งใจจะมานะคะ แต่ว่ามีประชุมด่วนเขาก็เลยให้ลินมาคนเดียว”หญิงสาวจำต้องพูดปด เพราะไม่อยากทำให้ผู้เป็ปู่ไม่สบายใจและเป็ห่วง
“ฟังปู่นะลินไม่ว่าหลานจะทุกข์ด้วยเื่อะไรก็ตาม จงทุกข์กับมันให้ถึงที่สุดและอยู่กับมันให้ได้ แล้วหลานจะได้ไม่ทุกข์เพราะมันอีก”
“ค่ะปู่”ตอบรับคำของท่านเสียงสั่น และพยายามอย่างมากที่จะกลั้นน้ำตาเอาไว้แต่ก็ไม่เป็ผลสำเร็จ ในที่สุดเธอก็ปล่อยโฮออกมาและแสดงความอ่อนแอให้กับผู้เป็ปู่ได้เห็น
“หลานยังมีปู่ย่า อา พ่อ แม่ และก็น้องนะ ใครไม่รักไม่แคร์ไม่ห่วงใยก็ช่างเขาแต่คนในครอบครัวของเรารัก เป็ห่วงและก็แคร์ลินกันทั้งนั้น”บอกเ้าหล่อนพร้อมกับลูบกลุ่มผมดกดำของเธอด้วยความสงสาร แม้เธอจะไม่พูดอะไรแต่ท่านก็พอจะเดาได้ว่าเธอมีปัญหากับผู้เป็สามี
“ค่ะปู่หลานปู่คนนี้เข้มแข็งอยู่แล้วค่ะ” บอกท่านพร้อมกับฝืนยิ้มทั้งน้ำตา
“หากอ่อนแอก็บอกว่าอ่อนแออย่าฝืนทำเป็เข้มแข็ง หากอยากร้องไห้ อกของปู่ก็พร้อมจะรองรับน้ำตาหลานเสมอ”
พลอยลลินณ์ไม่อาจสั่งน้ำตาของตนเองให้หยุดไหลได้เลยหลังจากได้ยินคำพูดของปู่เธอรู้สึกผิดเหลือเกินที่แสดงความอ่อนแอออกมาให้ท่านได้เห็น และทำให้ท่านเป็ห่วง
“ลินขอโทษนะคะที่ทำให้ปู่เป็ห่วงและไม่สบายใจ”บอกท่านด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น
“ฟังปู่นะลินคนเรามันก็มีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไป ไม่มีใครสุขและทุกข์ไปตลอดชีวิตหรอกนะลูกวันนี้เราเจอมรสุมชีวิต แต่วันพรุ่งนี้เราอาจเจอสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิตก็ได้ หากวันนี้เราใช้สติพาตัวเองก้าวผ่านคำว่ามรสุม”บอกเ้าหล่อนอย่างให้กำลังใจ พร้อมกับลูบกลุ่มผมดกดำของเธออย่างแสนรัก
“ค่ะ”ตอบรับคำของผู้เป็ปู่ ก่อนจะยกสองมือเรียวขึ้นมาปาดน้ำตาให้กับตัวเองและยิ้มให้กับท่าน
“ให้มันได้อย่างนี้สิถึงจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็หลานปู่”
“ค่ะปู่”
“สู้ให้ได้เหมือนปู่เข้าใจไหมดูสิเนี่ยนอนติดอยู่กับเตียงลุกไปไหนไม่ได้มาสองปีล่ะ ปู่ยังไม่ท้อเลยเพราะปู่รู้ดีว่าลูกหลานรักและอยากให้ปู่มีชีวิตอยู่ด้วยนาน ๆต่อให้นอนติดเตียงอยู่แบบนี้ปู่ก็ไม่หวั่น เพราะปู่มีความรักของลูก ๆ หลาน ๆมาเติมเต็มความสุขในใจปู่”
“ลินก็จะไม่หวั่นกับอุปสรรคที่เจอค่ะเพราะความรักของปู่ ความรักของพ่อกับแม่และญาติ ๆทุกคนมาเติมเต็มความสุขในใจของลิน” บอกท่านด้วยใบหน้าระบายยิ้ม แม้ว่าตอนนี้หัวใจของเธอมันจะไม่ไหวแต่เธอก็จะก้าวข้ามผ่านความเ็ป ความทุกข์ระทมในครั้งนี้ไปให้ได้เพื่อวันข้างหน้าเธอจะได้พบเจอกับวันใหม่ที่ดี
ในส่วนทางด้านของรัฐนนท์นับั้แ่วันที่ได้พบกันครั้งแรกกับวิภาดาและได้ทานข้าวด้วยกันชายหนุ่มก็คอยติดต่อหาเ้าหล่อนตลอดเป็ประจำไม่เคยขาดกระทั่งความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่พัฒนามาสู่การเป็แฟนกันในที่สุด
“ก๊อก ก๊อก งานยุ่งเหรอคะ”วิภาดาเอ่ยถามแฟนหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่หยอกล้อระหว่างที่เดินเข้าไปในห้องทำงานของเขา
“นิดหน่อยครับว่าแต่วิมาหาพี่ถึงที่วันนี้มีอะไรหรือเปล่า”
“ก็จะมาชวนพี่แบงค์ไปทานข้าวที่บ้านไงคะหรือเปลี่ยนใจไม่อยากไปแล้ว”
“อยากครับแหมใครจะไปเปลี่ยนใจกันง่าย ๆ ละครับ อยากเป็เขยบ้านนั้นใจจะขาด”บอกพร้อมกับรั้งเ้าหล่อนเข้ามาสู่อกแกร่ง ก่อนจะกดจมูกลงบนแก้มนิ่มอย่างแสนรัก
“งั้นก็รีบเคลียร์งานเถอะค่ะเสร็จแล้วจะได้ไปกันเลย”
“งานพี่เรียบร้อยแล้วครับไปตอนนี้เลยก็ได้”
“แหมใจร้อนจังเลยนะคะ”
“ไม่ใจร้อนไม่ได้หรอกครับต้องรีบไปแสดงตัวตนกับว่าที่พ่อตาแม่ยายเพราะกลัวคนอื่นจะมาแย่งลูกสาวท่านไปก่อน”
วิภาดาหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจหลังจากได้ยินคำพูดของแฟนหนุ่ม ก่อนที่เธอจะแขย่งปลายเท้าขึ้นและกดจมูกโด่งเข้าที่แก้มสากของเขา
“ขนาดนี้แล้วยังกลัวใครจะมาแย่งไปอีกไหมคะ”
“ทำแบบนี้ยั่วพี่หรือไงหึอยากให้พี่อดใจไม่ไหวใช่ไหม”
“จะทำอะไรวิเหรอคะถึงอดใจไหมไหว”
“ก็ทำอย่างที่ผู้ชายคนหนึ่งอยากทำเพื่อตีตราจองผู้หญิงที่เขารักยังไงล่ะ” กระซิบบอกเ้าหล่อนด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและพยายามเป็อย่างมากที่จะสกัดกั้นอารมณ์พลุ่งพล่านของตัวเองเอาไว้
“งั้นก็รีบไปฝากตัวกับว่าที่พ่อตาแม่ยายเถอะค่ะ”บอกเขาออกไปด้วยน้ำเสียงที่หยอกล้อ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินไปขึ้นรถ
“ว่าแต่คุณพ่อของวิดุหรือเปล่านี่อย่าบอกนะว่าตอนนี้ถือปืนดักรออยู่หน้าบ้านเมื่อรู้ว่าลูกสาวจะพาแฟนไปแนะนำให้รู้จัก”
“โหนี่มันชีวิตจริงนะคะไม่ใช่ละครคิดมากไปหรือเปล่าคะเนี่ย” ว่าให้แฟนหนุ่มเสียงกรั้วหัวเราะหลังจากได้ยินคำพูดของเขา
“ว่าได้เหรอลูกสาวสวยออกอย่างนี้พ่อก็ต้องมีหวงเป็ธรรมดาแหละ”
“แล้วกลัวไหมละคะหากต้องเจอแบบนั้น”
“ก็คงกลัวแต่ไม่หวั่นและพร้อมสู้ครับ ทำไงได้ล่ะอยากเป็ลูกเขยท่านก็ต้องพิสูจน์ตัวเองกันหน่อย”บอกเ้าหล่อนออกไปอย่างเอาใจ ก่อนจะหันมาให้ความสนใจกับถนนเบื้องหน้า กระทั่งเดินทางไปถึงบ้านของเ้าหล่อน