“มีใครบางคนเรียกหาฉันอยู่ตลอดเวลา”
บ้านไม้หลังใหญ่ที่สร้างตามสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นโบราณตั้งอยู่สุดปลายทางที่ถนนตัดผ่านบนยอดของเนินเขาที่เลยจากบ้านของเท็ตสึยะไปเล็กน้อยมีอาคารไม้หลังใหญ่ที่ถูกล้อมรั้วสูงจนบดบังทัศนียภาพภายในบ้านตั้งอยู่ตัวบ้านถูกซ่อนไว้หลังกำแพงไม้ที่มีอายุเก่าแก่เกือบร้อยปีแต่ยังคงได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีมีป้ายชื่อที่จารึกตัวอักษรสีทองอ่านได้เป็นคำว่า ‘อาฮิราวะ’ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าประตูบ้าน
ที่นี่คือบ้านของชิน
มาโมรุเหลียวมองกลับไปทางด้านหลังบ้านปูนสไตล์ร่วมสมัยที่พวกเขานอนค้างเมื่อคืนนั้นห่างจากบ้านหลังนี้ไปไม่กี่ร้อยเมตรเพียงแค่เดินขึ้นเนินไปจนสุดทาง บรรยากาศรอบข้างก็เปลี่ยนไปถนัดตา ราวกับว่าพวกเขาได้หลุดเข้ามาอยู่ในช่วงเวลาที่ย้อนกลับไปราวๆร้อยปีก่อน
และเพื่อตอกย้ำความเก่าแก่ของที่นี่ทันทีที่บานประตูรั้วเปิดออก มาโมรุก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ตามฤดูกาลลอยมาเขาได้ยินเสียงน้ำไหลมาจากสวนหินข้างตัวบ้านต้นไม้ใหญ่สีเขียวสดตัดกับตัวบ้านไม้เก่าแก่สีน้ำตาลและสวนหินสีขาวอมเทาเป็นภาพที่ชวนให้เขานึกถึงบ้านของปู่เด็กหนุ่มคิดในใจว่าระหว่างบ้านปู่กับที่นี่ บ้านหลังไหนจะมีอายุมากกว่ากัน
ชินเดินนำทุกคนไปยังสวนด้านข้างเขาไม่ได้พาเข้าไปในตัวบ้าน หากแต่กำลังเดินลัดเลาะไปตามสวนหิน บ้านของชินมีอาณาเขตกว้างขวางมากที่นี่ใหญ่โตกว่าบ้านของนานาโกะที่เป็นศาลเจ้าในสวนที่จัดแต่งตามแบบญี่ปุ่นโบราณมีกระทั่งบ่อน้ำและสะพานไม้สีแดงสดให้เดินข้ามสุดปลายสะพานเป็นทางเชื่อมเข้าตัวบ้าน และมีคนแปลกหน้าสองคนยืนรอพวกเขาอยู่
คนที่อยู่ด้านหน้าเป็นบุรุษร่างสูงนัยน์ตาสีส้มและมีผิวสีคมเข้มเขาอยู่ในชุดยูกาตะสีทึมกำลังยืนกอดอกจ้องมองมาที่พวกเขา ชินเดินเข้าไปหาชายคนนั้นดูจากลักษณะภายนอกและความใกล้ชิดแล้ว มาโมรุเดาว่าเขาน่าจะเป็นพ่อของชิน
“อาฮิราวะซาสึเกะ ยินดีที่ได้พบ”
ชายแปลกหน้าผู้เป็นเจ้าของบ้านเอ่ยขึ้นส่วนหญิงสาวสวยในชุดกิโมโนสีหวานที่ยืนอยู่ด้านหลังเขานั้นส่งรอยยิ้มหวานหยดย้อยมาให้มาโมรุเล็กน้อยแต่เธอไม่ได้กล่าวแนะนำตัว
“นี่เป็นการพบกันครั้งแรกในสถานการณ์ที่ฉันไม่คาดคิดจะให้มันเกิดขึ้น”พ่อของชินกล่าว “แต่ฉันจำเป็นต้องเรียกพวกเธอมาที่นี่เพื่ออธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังแม้ว่าปู่ของเธอจะอยากให้ฉันส่งพวกเธอทั้งหมดไปที่อีกโลกโดยเร็วที่สุดก็ตาม”
ท่อนหลังนั้นเขาหันมาพูดกับมาโมรุ
“เพราะถ้าฉันเป็นพวกเธอฉันก็คงอยากจะรู้เรื่องราวทั้งหมดก่อนที่ตัวเองจะต้องเลือกทางเดินต่อไป”
“ทำอย่างกับเราเลือกได้?”
มาโมรุอดที่จะพูดขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้แม้จะรู้ดีว่านั่นเป็นการเสียมารยาทต่อพ่อของชินก็ตาม
“แน่นอนเธอเลือกได้” แต่อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งแม้ว่าหญิงสาวด้านหลังเขาจะเริ่มเฝ้ามองเวลาที่นาฬิกาข้อมืออย่างเป็นกังวลแล้วก็ตาม
“ถ้าหากว่าเธอรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทุกอย่างแล้วเธอมีสิทธิ์ที่จะเลือกเส้นทางเดินของเธอได้เลย”
นั่นราวกับเป็นคำท้าทายที่ส่งมาให้มาโมรุเด็กหนุ่มเลือกที่จะเงียบแทนการตอบและจ้องมองมาที่ชายหนุ่มตรงหน้าตาเขม็ง
“สิบสามปีก่อน”พ่อของชินเข้าเรื่องโดยที่ไม่ยอมเสียเวลามากไปกว่านี้ “ทาเคมูระ มาโคโตะพ่อของเธอสละชีวิตเพื่อปลดผนึกให้ผู้พิทักษ์คนแรกถือกำเนิดขึ้นมาที่โลกนี้”
เขาหันมาพูดกับมินาโยะ
“คนคนนั้นคือคิวาตะมาซารุเขาเป็นผู้พิทักษ์คนแรกที่จำอดีตทุกอย่างของตัวเองได้อย่างครบถ้วนตั้งแต่ตอนที่อายุเพียงแค่สามขวบการจะให้เด็กน้อยธรรมดาที่เกิดมาเป็นคนปกติบนโลกนี้ใช้พลังซึ่งไม่มีปรากฏอยู่ที่นี่ได้นั้นจำเป็นต้องอาศัยการเสียสละของมาโคโตะนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องจากไป... ก่อนหน้าที่เธอจะเกิดไม่นาน”
“เธอคงจะมีคำถาม”ซาสึเกะพูดต่อ “ว่าทำไมพ่อของเธอถึงได้เลือกที่จะจากไปก่อนที่เธอจะลืมตาดูโลกถ้าหากว่าเธอจำอดีตของตัวเองได้เธอจะพบว่าพ่อของเธอมักจะใช้เวลาอยู่ด้วยกันกับเธอไม่มากนักคนที่ดูแลและเลี้ยงดูเธอมาตลอดคือแม่ของเธอ ใช่ไหม?”
มินาโยะพยักหน้าให้เขาช้าๆนั่นเป็นความจริงว่าเบริลน่ามักจะอยู่ด้วยกันกับแม่เสมอ ในขณะที่เบริลนั้นติดพ่อแจ
“ที่โลกนั้นมีเวทมนตร์บทหนึ่งซึ่งเก่าแก่และทรงพลังมากถูกสืบทอดกันมาเฉพาะในสายเลือดของเอิร์ธมูนพวกเขาขนานนามเวทมนตร์บทนั้นว่า ‘เวทผูกสัมพันธ์’มันคือการทำให้ความปรารถนาอันแรงกล้าของผู้ที่ต้องการจะผูกสัมพันธ์กลายเป็นพลังที่จะสร้างความปราถนานั้นให้เป็นจริงขึ้นมาแลกกับอะไรบางสิ่งบางอย่าง”
ซาสึเกะกล่าว
“ในที่นั้นคือสายสัมพันธ์ของเธอกับพ่อ”
มินาโยะสบตามองพ่อของชินและจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาไม่มีคำโกหกใดเจือปนอยู่ในถ้อยคำที่เขาเล่า
“เขาแลกมันกับการปกป้องชีวิตของเธอเพื่อความอยู่รอดของเธอ และที่โลกนี้ก็เช่นกัน มาโคโตะไม่อาจอยู่ร่วมกันกับเธอได้เพื่อให้เธอได้มีชีวิตอยู่ต่อไปแม้ว่าการใช้ชีวิตในช่วงแรกๆจะไม่ได้มีความสุขนัก แต่เธอยังคงมีชีวิตอยู่มีลมหายใจ มีเพื่อนที่คอยอยู่เคียงข้าง และไม่ได้ถูกขังอยู่บนหอคอยอีกต่อไป”
“มาซารุรับช่วงต่อจากเขาเพื่อดูแลเธอคอยปกป้องเธอเพื่อไม่ให้เธอกลายเป็นคนที่ถูกขังอยู่บนหอคอยอีกเธอถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับความทรงจำขาดๆหายๆแต่เพราะเธอมีพลังอันแปลกประหลาดในตัวเธอเองทำให้เธอสามารถรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของผู้พิทักษ์และความแปลกประหลาดของโลกนี้โลกที่เธอไม่รู้จัก มาซารุคอยเฝ้ามองเธอ จับตาดูเธอ เผื่อว่าวันใดวันหนึ่งเธอจะตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์และนั่นเป็นวันที่เธอได้พบกับเจ้าของนัยน์ตาต้องสาป”
มาโมรุเอื้อมมือมาบีบบ่าของมินาโยะแน่น
“เมตาเรียได้ทิ้งมันไว้ให้กับผู้พิทักษ์ใครก็ได้สักคนหนึ่งในบรรดาพวกเธอเพื่อหวังจะให้เขาและเธอได้เจอกันตั้งแต่ที่โลกนั้นเพราะอะไรน่ะเหรอเพราะเมตาเรียรู้น่ะสิว่าเธอมีความสามารถในการติดต่อกับอีกครึ่งหนึ่งของเมตาเรียผู้หญิงคนนั้นที่ปรากฏตัวขึ้นในวันสิ้นโลกเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของร่างจริงเท่านั้นเมตาเรียอยากจะฟื้นขึ้นชีพขึ้นมาอีกครั้งและเธอจำเป็นต้องอาศัยสื่อกลางในการเชื่อมต่อ นั่นก็คือนัยน์ตาต้องสาปแต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม พ่อของเธอได้ขังเธอไว้บนยอดหอคอย ไม่มีใครได้พบเธอนัยน์ตานั่นไม่ได้ถูกใช้งานที่โลกนั้นแต่กลับเป็นที่โลกนี้ ในวันที่เธอและบุตรแห่งเอิร์ธซันพบเจอกันการเชื่อมต่อก็ได้เกิดขึ้นไปแล้วแต่ทว่าความเลวร้ายนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่กับเธอ แต่รวมไปถึงพี่สาวของเธอด้วยเพราะพวกเธอทั้งคู่ต่างก็เป็นสายเลือดของเอิร์ธมูนที่มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในครั้งนั้นอย่างลึกซึ้งมาซารุพยายามแล้วที่จะหยุดการเชื่อมต่อนั้น หลายต่อหลายครั้งในที่สุดผลกระทบที่เกิดขึ้นมันมากเกินกว่าที่ทั้งสองฝ่ายจะรับไหวและเขาจำเป็นต้องเลือก ไม่อย่างนั้นเธอทั้งคู่จะต้องตาย”
หัวใจของมินาโยะบีบรัดด้วยความรู้สึกที่หนักหน่วงและอัดแน่นอยู่ภายในเธอรู้ และเธอเข้าใจดีทุกอย่างถึงเหตุผลที่เขาต้องไป
“และคนที่มาซารุเลือกคือพี่สาวของเธอ”
นั่นเป็นความจริงที่เธอรู้ดีที่สุดในวันที่ความทรงจำทั้งหมดกลับคืนมาใช่แล้ว คนที่เขาเลือกคือพี่สาวของเธอ
“เพราะพี่สาวเธอนั้นมีสายสัมพันธ์ที่แรงกล้ากับเมตาเรียยิ่งกว่าเธอนักมาซารุจึงจำเป็นต้องไป พวกเขาสลับตัวกันบ้านใหญ่ของคิวาตะอุปการะพี่สาวเธอมาตั้งแต่เล็กๆและพวกเขาให้ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์เป็นคนคอยดูแลเธอแต่อาโออิจัดการกับเธอไม่ได้ เขาไม่ได้มีพลังมากพออย่างที่คนของเอิร์ธสตาร์มีและตัวเขาเองก็มีผลต่อความทรงจำของพี่สาวเธอไม่น้อยไปกว่าที่มาซารุมีผลต่อความทรงจำของเธอเองดังนั้น ในวันที่มาซารุไปอยู่ดูแลพี่สาวเธอ อาโออิก็ถูกส่งมาที่นี่เพื่อดูแลเธอแทนถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยปรากฏตัวให้เธอเห็นเลยก็ตาม”
มินาโยะนึกถึงใบหน้าของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ในวันที่เธอได้พบกับเขาครั้งแรกเขายิ้มให้เธออย่างอ่อนโยนมากๆราวกับเขารู้จักเธอเป็นอย่างดี
“ที่สองคนนั้นต้องทำแบบนี้เพื่อปกป้องเธอทั้งคู่”ซาสึเกะกล่าว “มาซารุลบความทรงจำออกไปจากตัวเธอเพื่อไม่ให้เธอคลุ้งคลั่งจากผลกระทบของการเชื่อมต่ออาโออิปิดผนึกความทรงจำของพี่สาวและมอบมันให้เธอเพื่อขยายเวลาให้พวกเธอมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นและพวกเขาสลับตัวกันเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายกลายเป็นคนที่ทำให้ผนึกนั้นคลายด้วยตัวเองและพวกนักรบอเวจีเองก็ปวดหัวกับเรื่องพวกนี้พอสมควรเหมือนกัน”
“อย่างไรก็ตามมีอีกหลายเรื่องที่สองคนนั้นต้องทำเมื่อต้องจากคนที่ตัวเองต้องปกป้องไป”ซาสึเกะกล่าวต่อ“มาซารุจำเป็นต้องคอยดูแลพี่สาวเธอเพื่อไม่ให้อาการเธอแย่ยิ่งไปกว่าเก่านอกเหนือจากนั้นแล้วเขาและอาโออิจำเป็นต้องหาวิธีในการหยุดสงครามในครั้งนี้ทั้งสองคนไปๆมาๆระหว่างโลกนี้และเอิร์ธมูนบ่อยมากๆอย่างที่รู้ว่ามีบางส่วนของเอิร์ธมูนที่ไม่สามารถเข้าถึงได้หากไม่ใช่คนภายนอกและพลังของเอิร์ธมูนเองก็จำเป็นที่จะต้องใช้เพื่อหยุดอาการคลุ้มคลั่งของพี่สาวเธอเช่นกันมาซารุจึงต้องเอาพลังนั้นมาจากเธอ”
มินาโยะนึกถึงรอยสักสีดำสนิทที่ต้นแขนของมาซารุและในตอนที่เขาไม่อาจแปลงร่างได้เมื่อตอนที่อยู่ต่อหน้าไวโอเลต
“ฉันเคยเล่าแล้วถึงเรื่องของ‘เวทผูกสัมพันธ์’ ที่พ่อของเธอใช้กับเธอ” ซาสึเกะอธิบาย “มาซารุเองก็ใช้มันเช่นกันเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังของเธอนั้นและทิ้งพลังของเขาไว้เพื่อให้เธอใช้เพื่อปกป้องตัวเธอเองมันจำเป็นต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนความทรงจำของเธอเกี่ยวกับเขาที่ขาดหายไปนั่นก็เป็นหนึ่งในนั้นเพื่อแลกกับพลังของเอิร์ธมูน และสายสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอด้วย”
สายสัมพันธ์...?
“นั่นคือค่าแลกเปลี่ยนที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับการยื้อเวลาไว้ตลอดหกปีที่ผ่านมา”
ถึงตรงนี้นอกจากพ่อของชินแล้วก็ไม่มีใครเอ่ยอะไรขึ้นมาอีกเลยทั้งหมดรับฟังอย่างเงียบๆพลางใช้ความคิดของตัวเองกับเรื่องที่ฟังไปต่างๆนานา
เท็ตสึยะสบตากับชิน เด็กหนุ่มทั้งคู่เป็นคนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เมื่อหกปีก่อนแต่เพื่อนสนิทที่อยู่ข้างตัวเขานั้นเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในคราวนั้นโดยตรงมาโมรุยืนอยู่ข้างมินาโยะทั้งสองเป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากคำสาปของเมตาเรียมากที่สุดที่ผ่านมาทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาตลอดโดยที่ฝ่ายหนึ่งรับรู้ถึงผลกระทบของคำสาปนั้นและพยายามที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่มาโมรุพยายามทำตลอดหกปีที่ผ่านมาคือการอยู่เคียงข้างมินาโยะแม้จะรู้ว่าตัวเขาเองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอต้องทรมาน แต่เขาก็เลือกเส้นทางนั้นและคนสุดท้ายคือโทวะ คนที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งเรื่องของมินาโยะและความรู้สึกของมาโมรุโทวะอยู่เคียงข้างทั้งคู่โดยที่ไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้เลย
วูบหนึ่งที่เท็ตสึยะแอบคิดถ้าหากไม่เกิดเรื่องเมื่อหกปีก่อนขึ้นหากคนที่อยู่เคียงข้างมินาโยะยังคงเป็นพี่ชายของมาโมรุจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างทั้งสามคนนี้ ทุกคนจะยังคงมีรอยยิ้มได้เหมือนอย่างในตอนนี้ไหม?และเขากับชินจะได้มาสนิทกับทั้งสามหรือเปล่า
เด็กหนุ่มหยุดคิดเมื่อพ่อของชินเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“พวกเขาหยุดเวลาเอาไว้หกปีเพื่อให้พวกเธอเข้มแข็งและเติบโตพอที่จะสามารถต่อสู้ได้ด้วยพลังของตัวเองระหว่างที่ทั้งคู่คอยเฝ้ามองเพื่อปกป้องพวกเธอและพยายามหาทางจบสงครามในครั้งนี้ พวกเราก็ได้คัดเลือกผู้พิทักษ์ทั้งหมดที่น่าจะเกี่ยวข้องกับสงครามในคราวนี้ให้มาอยู่รวมตัวกันไว้ให้มากที่สุดซึ่งนั่นเป็นหน้าที่ของอาโออิดังนั้นทั้งลูกชายของฉันและเท็ตสึยะเองถึงได้กลายมาเป็นเพื่อนร่วมชั้นเพื่อรอวันที่จะได้พบกับพวกเธอและร่วมมือกันเมื่อหกปีก่อนมาซารุอาจจะหยุดการเชื่อมต่อนั้นเอาไว้ได้แต่เขาไม่สามารถทำมันได้อีกต่อไปแล้วนับตั้งแต่วันที่การเชื่อมต่อทั้งหมดสมบูรณ์เมตาเรียฟื้นคืนชีพขึ้นมาแล้วแม้จะไม่ครบถ้วนดีแต่ก็มีพลังมากพอที่จะทำลายพวกเธอได้ สำหรับเมตาเรียเพื่อการคืนชีพขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ เธอจำเป็นต้องเริ่มสงคราม สำหรับเด็กพวกนั้นเพื่อหยุดสงครามที่กำลังจะเกิด และหยุดเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างที่เมตาเรียทิ้งไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อนพวกเขาจึงต้องกลับไปที่เอิร์ธมูนอีกครั้ง เพื่อจบเรื่องราวทุกอย่างในที่ที่มันเริ่มต้นและเขาต้องการพลังของพวกเธอ”
“และแน่นอนถึงตรงนี้เธอสามารถปฏิเสธที่จะไม่ทำได้”
แล้วพ่อของชินก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีกเลย
เท็ตสึยะยักไหล่สิ่งที่พ่อชินพูดมีคำตอบในตัวของมันอยู่แล้ว พวกเขาถูกเลือกมาเพื่อให้ช่วยจบสงครามนี้นั่นคือความจริงที่ว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกเลย
“ก็ดันเป็นผู้พิทักษ์ที่ถูกเลือกมาแล้วถึงยังไงมันก็ต้องทำใช่ไหมล่ะครับ?”
เด็กหนุ่มบอกเพราะนั่นมันเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
“ผมพอจะเข้าใจว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหากเมตาเรียฟื้นขึ้นมา”โทวะว่า “แต่เรื่องของเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างมันเกี่ยวข้องกันยังไงล่ะครับ?”
“ในอดีต...เมตาเรียทิ้งเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างไว้ที่ดวงดาวทั้งสิบสามแต่ละดวงและผู้พิทักษ์ถือกำเนิดขึ้นเพื่อปกป้องดวงดาวและทำลายสิ่งนั้น พวกเขาผ่านช่วงเวลานั้นมาอย่างยาวนานในที่สุดก็มีถึงสิบดวงที่ทำสำเร็จ” ซาสึเกะว่า“แน่นอนว่าไม่ใช่เอิร์ธมูนหรือเอิร์ธสตาร์ แล้วก็... ดาวของเธอด้วย”
“ครับผมรู้” โทวะตอบ “เพราะงั้นพวกเราถึงปิดดาวของตัวเองยังไงล่ะครับแต่แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากเมล็ดพันธุ์นั่นเกิดระเบิดขึ้นมา?”
“เธอก็จะตาย”ซาสึเกะตอบ “เอิร์ธวอเทอร์จะถูกทำลาย เธอจะไม่เหลือที่ให้กลับไปจะไม่มีสายเลือดของเอิร์ธวอเทอร์หลงเหลืออยู่อีก มันเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้เลวร้ายยิ่งกว่าสิ่งที่เธอทำลงไปตอนสงครามใหญ่คราวนั้นซะอีก และแน่นอนว่าในกรณีนี้เองก็เช่นกัน”
หญิงสาวด้านหลังซาสึเกะก้มลงมองดูนาฬิกาอีกครั้งสีหน้าของเธอเริ่มบึ้งตึงขึ้นมาเรื่อยๆ
“อาโออิพาเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนกลับดาวของตัวเองไปแล้วเพื่อต้องการที่จะจบเรื่องราวทั้งหมด ในบรรดาผู้พิทักษ์ทั้งสิบสาม เด็กนั่นเป็นคนเดียวที่มีพลังที่ผู้พิทักษ์คนอื่นๆหรือแม้แต่พวกนักรบอเวจีเกือบทั้งหมดเองก็ไม่มีพลังในการอ่านความทรงจำ และจากการตามหามาอย่างยาวนานฉันคิดว่าอาโออิคงพบวิธีหยุดสงครามในคราวนี้แล้วและเขาพาเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนไปที่นั่นโดยที่ไม่ผ่านความเห็นของมาซารุนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้บ้านคิวาตะสั่งให้ฉันส่งพวกเธอไปสมทบกับมาซารุที่เอิร์ธมูน”
“แล้ววิธีที่จะไปที่นั่นล่ะครับ?”โทวะถาม“พวกเราทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ไม่ได้มีพลังในการเปิดประตูแห่งดวงดาวเหมือนอย่างที่พี่มาซารุมี”
“เพราะงั้นมาซารุถึงได้ให้พลังของตัวเองไว้กับเจ้าหญิงคนน้องยังไงล่ะ”
ซาสึเกะกล่าวอย่างสงบ
ถึงตรงนี้ทุกคนหันมามองที่มินาโยะเป็นตาเดียว
“ฉันไม่เคยใช้พลังที่ว่านั่นหรอกนะคะ”
เด็กสาวกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“เธอไม่จำเป็นต้อง‘เคย’ ใช้พลังนั่น ตัวเธอน่ะผูกพันธ์กับมันซะยิ่งกว่าผู้ใช้งานคนไหนๆ” พ่อของชินว่า“และเพื่อให้การเดินทางนั้นง่ายขึ้น พ่อของเธอจึงได้ทิ้งเครื่องนำทางไว้ให้กับเธอก่อนหน้าที่เขาจะตาย”
เครื่องนำทาง...?ก่อนที่จะตาย...?
“นั่นคือสิ่งนี้ยังไงล่ะ”
คนที่เอ่ยขึ้นมานั้นไม่ใช่พ่อของชินหรือผู้หญิงที่อยู่ด้านหลังเขาแต่กลับเป็นเสียงคุ้นหูของอาจารย์สาวประจำชั้นของพวกเขาเอง
อาจารย์มิซากิเดินข้ามสะพานมาด้วยท่าทางที่หอบนิดๆด้านหลังเธอมีร่างของนานาโกะวิ่งหน้าตาตื่นตามมาด้วย ‘สิ่งนี้’ที่อาจารย์มิซากิเอ่ยอยู่ในมือของเธอที่ยกชูขึ้นมาให้ทุกคนได้เห็นมันคือตาข่ายดักฝันอันเขื่องที่เป็นของดูต่างหน้าที่พ่อของมินาโยะมอบให้ไว้แก่เด็กสาว
“อาจารย์!”
“เกือบสายแล้วนะคะมิซากิซัง”
ผู้หญิงที่อยู่ด้านหลังพ่อของชินเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่กระตุกนิดๆ
“ขออภัยด้วยค่ะท่านซากุระ พอดีว่าข่ายเวทคุ้มครองที่ท่านมาโคโตะร่ายทิ้งไว้ที่บ้านของเขามันต้องใช้เวลาในการผ่านเข้าออกพอสมควร”
อาจารย์สาวและนานาโกะเดินไปรวมกลุ่มกับหญิงสาวแปลกหน้าและพ่อของชิน
“อาจารย์ก็รู้เรื่องนี้กับเขาด้วยเหรอ?”
มาโมรุร้องตะโกนอย่างงงงัน
อาจารย์มิซากิหันมายิ้มให้เขา
“ในฐานะผู้เฝ้ามองจ้ะ”
รอยยิ้มนั่นดูไม่เข้ากับบุคคลิกสุดเฮี้ยบและนิสัยขี้โวยวายของเธอเลย
“ได้เวลาแล้ว”พ่อของชินเอ่ยขัดขึ้น“ฉันจะส่งพวกเธอไปที่เอิร์ธมูนโดยที่ใช้พลังของเจ้าหญิงคนน้องและตาข่ายดักฝันนี้เป็นเครื่องนำทางส่วนพวกเธอก็เลือกเอาแล้วกันว่าจะอยู่ที่นี่หรือว่าจะไป”
ชินเป็นคนแรกที่เดินออกมายืนอยู่ตรงกลางระหว่างกลุ่มคนทั้งสองโดยที่ไม่พูดอะไร
“ฉันด้วยสินะ”มินาโยะตามเขาไป “ก็มันเป็นเรื่องของฉันนี่นา”
เด็กสาวมองไปที่ตาข่ายดักฝันในมือของอาจารย์มิซากิอย่างมีความหมาย อะไรบางอย่างในหัวใจฟูฟ่องเมื่อนึกถึงของดูต่างหน้าที่พ่อของเธอเคยให้ไว้เขาเป็นห่วงเธอ เป็นห่วงเธอมากจริงๆ
“ช่วยไม่ได้น้า”แล้วเท็ตสึยะก็ตามมาด้วยอีกคน “ฉันดันเป็นคู่ต่อสู้ของเอเรียลซะด้วยสิ ถ้าไม่ไปหมอนั่นอาจจะหันมาเล่นงานเธอแทนก็ได้”
แล้วเด็กหนุ่มก็หัวเราะหึหึเอ่ยแซวมินาโยะว่าเธอไม่มีทางเอาชนะเอเรียลได้
ถึงตอนนี้เหลือแค่โทวะกับมาโมรุเด็กหนุ่มทั้งสองสบตากัน
“นายอยู่ที่นี่แหละเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนาย”
มาโมรุบอกกับโทวะ
“ฉันคิดว่าฉันเกี่ยวนะ”โทวะตอบ “เหตุผลของฉันก็เหมือนกับเท็ตสึยะแหละแล้วฉันก็คิดว่านายเองคงเลือกเส้นทางของตัวเองไว้แล้วเหมือนกัน”
โทวะหันมายิ้มอ่อนให้มาโมรุก่อนจะเดินไปสมทบกับพวกมินาโยะเขาสบตากับนานาโกะอยู่ครู่หนึ่ง และเด็กสาวก็พยักหน้าให้เขาอย่างให้กำลังใจ
มาโมรุถอนหายใจใส่อย่างระอา
“ทำอย่างกับว่าฉันเลือกอะไรได้”เด็กหนุ่มบ่น “พี่ชายฉันไปรออยู่ที่นั่นแล้วนี่”
แล้วเขาก็มาสมทบกับทุกคนในที่สุด
พ่อของชินรับตาข่ายดักฝันจากอาจารย์มิซากิมาถือไว้ก่อนจะส่งมันให้กับมินาโยะและสั่งให้ทุกคนช่วยกันถือ
“จะเปิดประตูล่ะนะ”
สิ้นคำพูดนั้นพื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็สว่างวาบราวกับมีพลังงานบางอย่างแผ่พุ่งขึ้นมาจากพื้นลำแสงสีม่วงอ่อนเปล่งแสงออกมาจากอเมทิสที่ประดับอยู่บนตาข่ายดักฝันลากต่อกันเป็นวงกลมตามรูปแบบของวงแหวนเวทอักขระไม่คุ้นตาและสัญลักษณ์แห่งเอิร์ธมูนถักทออยู่ภายในวงกลมขีดเขียนวนเวียนไปมาก่อเกิดเป็นวงแหวนเวทขนาดใหญ่ส่องแสงสว่างอยู่ใต้ฝ่าเท้าแล้วเมื่อเส้นทั้งหมดไหลวนมาบรรจบกันเป็นสัญลักษณ์ของวงแหวนเวทแห่งเอิร์ธมูนนัยน์ตาสีฟ้าใสของมินาโยะก็เบิกโพลงกว้างราวกับขานรับกับพลังนั้น เธอเคยเห็นวงแหวนเวทนี้มาก่อนแล้วจากที่ไหนสักแห่งเด็กสาวคุ้นเคยกับมันและนั่นเป็นความรู้สึกที่ชวนให้ใจหายจู่ๆน้ำตาก็ไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อวงแหวนเวทส่องแสงสว่างวาบอีกครั้งแล้วภาพทั้งหมดก็ตัดไป