แม้ผมจะยังไม่เคยแต่งงานและแฟนคนเดียวที่เคยมีก็เป็นเพียงวิญญาณ
แต่เมื่อมองดูเฉาเมิ่งและภรรยาต้องลาจากกันผมกลับสัมผัสถึงความรู้สึกของการพลัดพรากจากความเป็นและความตายได้นิดๆ
ผมไม่ได้เข้าไปปลอบเฉาเมิ่งในทันทีแต่ยืนอยู่ข้างๆ กับเม่าจิ้ง รอให้เขาสงบลงสักพัก
เมื่อเห็นว่าอารมณ์ของเขาเริ่มคงที่แล้วผมหยิบบุหรี่มวนหนึ่งแล้วยื่นให้ “พี่เฉาพี่สะใภ้และลูกของพี่ติดอยู่ในวัฏจักรความทุกข์ทรมานมาสิบสองปี ตอนนี้พวกเขาได้ไปสู่ที่ที่ควรไปแล้ว พี่ควรดีใจสิไม่ต้องเศร้าไปหรอก”
เฉาเมิ่งได้ยินแบบนั้นก็รีบเช็ดน้ำตาทิ้งทันที “ใช่ๆ นายพูดถูก นี่เป็นเรื่องน่ายินดี ฉันไม่ควรร้องไห้ ต้องดื่ม ต้องฉลองสิ! สองพี่น้อง ไป ฉันเลี้ยงเหล้าพวกนายเอง!”
พูดจบเขาหยิบบุหรี่จากมือผมและลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว
ผมรู้สึกหิวอยู่เหมือนกันและเมื่อเฉาเมิ่งชวนเช่นนี้ ผมก็ไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ
ผมหันไปมองเม่าจิ้งเขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ แสดงว่าเห็นด้วย
ดังนั้นเราทั้งสามคนจึงเดินไปยังเขตที่พักอาศัย แทนที่จะกลับไปที่ท่าเรือ
ตอนนี้เป็นเวลาตีสามกว่าแล้วถนนแทบไม่มีผู้คน
แต่ข้างถนนยังมีร้านปิ้งย่างสำหรับคนที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพยามดึก
กลิ่นหอมของเนื้อย่างเผ็ดร้อนกำลังเชื้อเชิญนักเดินทางยามราตรีเช่นพวกเรา
เฉาเมิ่งให้พวกเรานั่งรออยู่ที่โต๊ะส่วนเขาเดินไปสั่งอาหารและหยิบเบียร์มาหนึ่งลัง
ระหว่างนั้นเขาเอาแต่พูดขอบคุณพวกเราไม่หยุด
เขาบอกว่าฝันร้ายสิบสองปีของเขาได้จบลงแล้วและเขาสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้เสียที
เขาพูดอยู่คนเดียวเป็นเวลานานและดื่มหนักมาก
จนกระทั่งตีห้าพวกเราถึงได้แยกย้ายกันกลับ
เนื่องจากสถานีขนส่งอยู่ไม่ไกลและยังมีหอพักพนักงานอยู่แถวนั้น ผมกับเม่าจิ้งจึงไปส่งเฉาเมิ่งก่อน
ก่อนจากกันเฉาเมิ่งยื่นเงินสองพันหยวนให้พวกเรา
เขายืนกรานหนักแน่นว่าพวกเราต้องรับมัน
ตอนแรกพวกเราไม่อยากรับแต่เขากลับไม่ยอมปล่อยมือ
เขายืนยันว่าหากเราไม่รับเขาจะรู้สึกติดค้างในใจ
สุดท้ายพวกเราสองคนจึงรับมาคนละพันหยวน
นี่นับเป็นค่าตอบแทนก้อนแรกที่ผมได้รับนับตั้งแต่เริ่มทำงานในสายนี้
เมื่อออกมาด้านนอกผมกับเม่าจิ้งหารถกลับที่พัก
เขาต้องกลับไปที่เป่าซานส่วนผมเลือกกลับไปที่มหาวิทยาลัย
พวกเราเดินทางร่วมกันอยู่ช่วงหนึ่ง
บนรถพวกเราไม่ได้พูดอะไรมาก ต่างคนต่างเริ่มง่วงเพราะความเหนื่อยล้า
จนกระทั่งก่อนลงจากรถเม่าจิ้งพูดกับผมว่า “ถ้ามีอะไร ติดต่อมาได้ตลอดนะ”
ผมยิ้มและพยักหน้ารับ
แม้ว่าเม่าจิ้งจะเป็นคนพูดน้อย แต่การร่วมมือกับเขาก็เป็นไปได้อย่างราบรื่น
พวกเราต่างก็อยู่ในเส้นทางนี้ บางทีอนาคตอาจมีโอกาสได้ทำงานร่วมกันอีก
ตอนนี้ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว
ผมเดินโซเซกลับไปที่หอพัก วันนี้เป็นวันจันทร์และช่วงบ่ายมีเรียน
พอกลับถึงห้อง ผมทิ้งตัวลงนอนทันที
เมื่อตื่นขึ้นมา ผมซื้ออะไรมารองท้อง แล้วตรงไปที่ชั้นเรียน
คาบเรียนวันนี้เป็นวิชาภาษาอังกฤษ
อาจารย์ที่สอนขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวด ทุกครั้งต้องเรียกชื่อเช็กชื่อ และตอนนี้ก็ใกล้สอบปลายภาคแล้วจึงแทบไม่มีใครกล้าขาดเรียน
แต่เมื่ออาจารย์เช็กชื่อ กลับพบว่ามีหกคนที่ไม่มาเรียน
ทั้งหมดเป็นเพื่อนในชั้นเดียวกัน
และหนึ่งในนั้นก็คือ หลี่เสี่ยวหมิ่น คนที่เพิ่งชวนผมไปงานวันเกิดเมื่อวันศุกร์
ผมกำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้
เพื่อนที่นั่งข้างๆ เอ่ยถามเสียงเบา
“เจียงหนิง นายรู้ไหมว่าพวกหลี่เสี่ยวหมิ่นหายไปไหน”
ผมจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ
ผมส่ายหัวทันที “ไม่รู้เลย”
เพื่อนคนนั้นดูแปลกใจ ก่อนจะถามต่อ “หลี่เสี่ยวหมิ่นเพิ่งจัดงานวันเกิดเมื่อวันศุกร์ใช่ไหม นายกับเธอสนิทกัน เธอไม่ได้ชวนนายไปเหรอ”
“อ้อ! วันนั้นฉันติดธุระเลยไม่ได้ไป มีอะไรเหรอ”
เพื่อนคนนั้นทำหน้าจริงจังขึ้นมา แล้วพูดต่อ “ลองดูสิคนที่หายไปวันนี้ล้วนแต่เป็นคนที่ไปงานวันเกิดของหลี่เสี่ยวหมิ่นทั้งนั้น คืนวันศุกร์ฉันเห็นพวกเขาโพสต์ในโซเชียลด้วยนะ พวกเขาบอกว่าจะไปลองของกันที่สุสานร้าง
“ฉันยังไปคอมเมนต์แซวพวกเขาอยู่เลยว่า ระวังเจอผีเข้าล่ะ! แล้วดูสิ ตั้งแต่คืนนั้นทั้งหกคนยังไม่กลับหอพักเลย โทรศัพท์ก็โทรไม่ติด...”
ระหว่างพูด เพื่อนคนนั้นหยิบมือถือขึ้นมาเปิดให้ดู
โพสต์ถูกโพสต์โดยเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งที่ไปงานวันเกิด
ในโพสต์นั้นมีภาพอยู่สองภาพ
ภาพแรกเป็นรูปหมู่ของพวกเขาหกคนที่ฉลองวันเกิดให้หลี่เสี่ยวหมิ่น
ภาพที่สองเป็นภาพเนินเขาที่เต็มไปด้วยหลุมศพ
มีแคปชันใต้ภาพว่า ‘ท้าทายของจริง เต้นรำกับวิญญาณ’
เมื่อเห็นข้อความนี้ สีหน้าของผมเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ผีมีอยู่จริง และสุสานร้างแบบนั้นต้องมีบางอย่างไม่ปกติแน่
พวกเขาไม่ได้บอกว่าจะไปเล่นเอสเคปรูมกันเหรอ
แล้วทำไมถึงไปสุสานร้างแทนล่ะ!
ขณะที่ผมกำลังคิด เพื่อนคนนั้นก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง
“ดูสิ ทั้งหกคนหายไปหมดเลย หรือว่าพวกเขาจะเจอดีเข้าแล้ว...ติดอยู่ในสุสานร้างนั่นจริงๆ!?”
“คงไม่หรอก!อาจจะแค่เล่นจนเหนื่อยเกินไป...”
แม้ปากจะพูดแบบนั้นแต่ในใจผมกลับคิดอีกอย่าง
เพราะผมเคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อนและรู้ดีว่ามีข้อห้ามอะไรบ้าง
มนุษย์ต้องเดินทางของมนุษย์วิญญาณต้องเดินทางของวิญญาณ
หากมนุษย์ที่พลังหยางอ่อนแอไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ย่อมไม่พ้นเคราะห์กรรม
ผมกับเพื่อนกระซิบกระซาบกันอยู่สักพักก็โดนอาจารย์ดุ
เราสองคนจึงต้องเงียบและตั้งใจเรียนต่อ
แต่ระหว่างนั้นผมหยิบมือถือขึ้นมาเลื่อนดูโซเชียลอย่างเงียบๆ
ช่วงนี้ผมแทบไม่ได้แตะโทรศัพท์เลยและไม่ได้เช็กโซเชียลมาหลายวัน
พอไล่ดูไปได้สักพักก็พบโพสต์ของหลี่เสี่ยวหมิ่นเมื่อวันศุกร์สองโพสต์
โพสต์แรกเป็นโพสต์ฉลองวันเกิดของเธอเอง
ส่วนโพสต์ที่สองเป็นภาพสุสานรกร้างยามค่ำคืน
ภายใต้แสงจันทร์มองเห็นธงขาวปลิวไสวอยู่เหนือหลุมศพ ดูวังเวงและน่าขนลุก
และแคปชันสั้นๆเพียงไม่กี่คำว่า ‘ท้าทายของจริงเต้นรำกับวิญญาณ’
ใต้โพสต์มีเพื่อนร่วมชั้นหลายคนเข้ามาคอมเมนต์เป็นอีโมจิตกใจและหวาดกลัว
ผมเห็นแล้วถึงกับชาไปทั้งร่าง
นี่มันหาเรื่องชัดๆ!
อยู่ดีๆทำไมต้องไปตั้งแคมป์ในสุสาน
แบบนี้ไม่เรียกว่าหาเรื่องตายแล้วจะเรียกว่าอะไร
ที่น่ากังวลกว่านั้นคือตอนนี้คนที่ไปสุสานร้างกันในคืนนั้นล้วนหายตัวไป
นี่พวกเขาเจอเรื่องไม่ดีเข้าจริงๆหรือเปล่า
หลังเลิกเรียน นักศึกษาทุกคนต่างพากันพูดถึงเรื่องนี้ เพราะตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ผ่านมาก็ไม่มีใครเห็นพวกเขาเลย
แม้แต่รูมเมตก็ไม่พบตัวและติดต่อไม่ได้
มีคนลองโทรหาแต่ทุกสายถูกตัดไปหมด
บางคนเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงแจ้งเรื่องไปยังอาจารย์ที่ปรึกษา
อาจารย์ติดต่อผู้ปกครองของพวกเขาและแจ้งตำรวจ
ส่วนผมกลับไปที่หอพักเมื่อคืนดื่มเบียร์หนักไปหน่อย ตอนนี้ยังรู้สึกปวดหัวอยู่ เลยนอนพักต่อ
ตลอดสองสามวันที่ผ่านมายังไม่มีข่าวคราวของเพื่อนร่วมชั้นทั้งหกคน
กลุ่มแชตของชั้นเรียนเต็มไปด้วยข่าวลือมีคนพูดกันไปต่างๆ นานา
บางคนถึงกับล้อกันว่าพวกเขาหนีไปชายแดนเพื่อทำเรื่องผิดกฎหมายหรือเปล่า
แม้ผมจะติดตามข่าวนี้อยู่แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
ผมใช้ชีวิตไปตามปกติ
ผมไปลงทะเบียนเรียนขับรถยนต์ตามคำสั่งของอาจารย์ทั้งยังอ่านหนังสือเตรียมสอบภาคทฤษฎี
อาจารย์เองก็ไม่ได้ติดต่อผม แค่กำชับให้ฝึกเขียนยันต์ทุกวันอย่าลืมสิ่งที่เขาสอนและยังไม่วายเร่งให้ลุงอวี๋รีบทำเหยื่อตกปลาชนิดพิเศษให้เขาอีกด้วย
แล้วในที่สุดเช้าวันศุกร์ ข่าวใหม่ก็ปรากฏขึ้นในกลุ่มแชตของชั้นเรียน
พวกเขาพบตัวเพื่อนทั้งหกคนแล้วเมื่อคืน
แต่ในจำนวนนี้สี่คนเสียชีวิต
อีกสองคนหนึ่งบาดเจ็บสาหัส อีกหนึ่งอยู่ในอาการโคม่า กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล
เมื่อข่าวนี้แพร่กระจายออกไปกลุ่มแชตถึงกับระเบิด
ทุกคนต่างคาดเดาไปต่างๆนานา
บางคนบอกว่าพวกเขาต้องไปยุ่งกับวิญญาณไม่ดีเข้าแน่ๆ บางคนบอกว่าอาจเจอฆาตกร
ผมไล่อ่านบทสนทนาในกลุ่มพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
ส่วนตัวแล้วผมเห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ว่าพวกเขาไปยุ่งกับสิ่งที่ไม่ควรยุ่ง
อยู่ดีๆจะไปตั้งแคมป์ในสุสานร้างทำไม แถมยังตั้งแคมป์พร้อมแคปชันว่า ‘ท้าทายของจริงเต้นรำกับวิญญาณ’
แค่ไปศาลหลักเมืองเก่าๆผมยังเจอวิญญาณสามตัวที่คิดจะสูบพลังหยางจากผมเลย แล้วสุสานร้างแบบนั้นจะมีวิญญาณเยอะเท่าไรกัน
สุดท้ายก็เป็นอย่างที่เห็น...เกิดเรื่องขึ้นจนได้