หลังจากที่บทสนทนาและการตกลงระหว่างโอดินกับหนานกงหลงเจียได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในห้องโถงแห่งวิหารจุดเริ่มต้น
ร่องรอยแห่งความขัดแย้งเมื่อครู่ก็คล้ายกับถูกลบล้างด้วยความเข้าใจและการวางรากฐานใหม่สำหรับเส้นทางในอนาคต
หนานกงหลงเจียไม่รอช้า เมื่อเห็นว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องจัดการ เขาจึงตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะพาโอดินไปส่งถึงที่พัก เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กหนุ่มผู้ครอบครองศักยภาพระดับเทพเจ้านี้จะปลอดภัย และเพื่อเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าให้ความสำคัญกับโอดินมากเพียงใด
ซึ่งตัวของโอดินเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะการจะเดินทางกลับจากวิหารจุดเริ่มต้นมายังชานเมืองของเมืองหยางหมิงนั้น
ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าสามสิบนาที อีกทั้งชายหนุ่มเองก็ไม่รู้สึกอยากจะเดินกลับท่ามกลางอากาศที่เต็มไปด้วยความร้อนอบอ้าว
“ท่านผู้นำวิหารหลงเจีย ข้าเองก็ต้องกลับไปยังวิหารเพื่อรายงานเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้กับวิหารหลัก”
จินเกอเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือประสานอย่างนอบน้อม เปี่ยมไปด้วยความรับผิดชอบและความเข้าใจในหน้าที่
หนานกงหลงเจียก็พยักหน้าเล็กน้อยพลางถอนหายใจเบาๆ
“ฝากจัดการเรื่องนี้ด้วยละ ท่านจินเกอ!”
“ข้าจะไปส่งเด็กคนนี้ก่อน แล้วจะรีบกลับไปสะสางเรื่องทั้งหมดเอง”
ทันทีที่ทั้งสองแยกย้าย รถสีดำสนิทคันหรูที่ประดับด้วยตราสัญลักษณ์ของวิหารแห่งการลงทัณฑ์ซึ่งรออยู่ด้านหน้าวิหารจุดเริ่มต้นก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ประตูเปิดออกอย่างเงียบงันพร้อมกับแรงกดดันบางอย่างที่ปลดปล่อยออกมาจากตัวรถ
ซึ่งเป็นผลจากการเสริมเวทย์ป้องกันระดับสูงโดยเฉพาะ
หนานกงหลงเจียเชิญชวนอย่างเป็นกันเอง
“ไปกันเถอะ โอดิน.. ข้าควรต้องแจ้งเรื่องนี้ให้ครอบครัวของเจ้าทราบด้วย”
ถึงแม้ว่าชายผมทองจะเป็นถึงผู้นำวิหารระดับสูง แต่กลับไม่แสดงอาการยโสโอหังใดๆให้เห็น เขากลับเต็มไปด้วยความนอบน้อมที่แฝงไว้ด้วยความคาดหวังอันแรงกล้าต่อผู้ที่เชื่อว่าในอนาคตจะกลายเป็นหนึ่งในผู้เปลี่ยนแปลงยุคสมัย
และตัวของโอดินเองก็รับรู้ถึงสิ่งนั้นได้จากสายตาของอีกฝ่าย
เมื่อขึ้นมานั่งในรถเรียบร้อย หนานกงหลงเจียก็เอ่ยถามทันที
“บ้านของเจ้าอยู่ที่ใดล่ะ?”
ซึ่งโอดินก็ตอบกลับด้วยเสียงราบเรียบและเยือกเย็นเช่นเคย
“ชานเมือง.. ข้ากับท่านแม่พักอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น!”
คำตอบนั้นเรียกความประหลาดใจจากชายหนุ่มผมทองได้อย่างทันควัน
คิ้วของเขายกขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายชัดถึงความไม่เข้าใจอย่างแท้จริง
“ฮาฟเอลฟ์จากราชวงศ์ฮาฟฟิเลียผู้มีสายเลือดสูงศักดิ์”
“กลับต้องอาศัยอยู่ที่ชานเมืองอันห่างไกลจากศูนย์กลางเมือง? นี่มันเรื่องอะไรกันแน่..”
หนานกงหลงเจียไม่ได้ถามออกมาตรงๆ เพียงแต่รับคำตอบไว้ในใจ ก่อนจะหันไปสั่งคนขับรถที่นั่งอยู่ด้านหน้า
“ขับไปยังชานเมืองโซนตะวันตกทันที!”
และนั่นก็ทำให้รถหรูเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงแต่มั่นคง
มุ่งหน้าสู่จุดหมายที่ห่างไกลจากศูนย์กลางของเมืองหยางหมิง ท่ามกลางแสงสว่างที่ทอดยาวลงมาจากเบื้องบน
ระหว่างทาง บรรยากาศภายในรถกลับเต็มไปด้วยความเงียบ เงียบจนเสียงเครื่องยนต์ที่ทำงานอย่างไร้ที่ติยังดังก้องอยู่ในหูของทั้งสอง
โอดินนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มือหนึ่งเท้าคาง สายตาเหม่อมองออกไปนอกกระจกอย่างไร้อารมณ์ จ้องไปยังตึกรามบ้านช่องที่เคลื่อนผ่านไปเหมือนสายน้ำที่ไหลเอื่อย ไม่มีคำพูด ไม่มีการสื่อสาร มีเพียงสายลมที่แทรกเข้ามาผ่านช่องกระจกที่เปิดไว้เพียงเล็กน้อย
หนานกงหลงเจียในตอนนั้นได้แต่นั่งสงบนิ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มแห้งๆ พลางเอ่ยถามพอให้ได้ยินกันสองคน
“โอดิน.. ก่อนจะแวะไปที่บ้าน เจ้าอยากซื้ออะไรให้ท่านแม่ของเจ้าหรือเปล่า?”
คำถามที่เต็มไปด้วยน้ำใจนั้นกลับได้รับคำตอบที่ทำให้เขาต้องนิ่งอึ้งชั่วครู่
“ข้าไม่มีเงิน แล้วก็ไม่เป็นไรหรอก ข้าไม่อยากติดค้างบุญคุณของใครด้วยน่ะ”
น้ำเสียงของโอดินสงบนิ่งไม่มีความตัดพ้อหรือปฏิเสธ เพียงแค่กล่าวขึ้นมาราวกับเป็นข้อเท็จจริงของชีวิตที่เขาเคยชินมาตลอดหลายปี
หนานกงหลงเจียถึงกับส่ายหน้าช้าๆ พร้อมกับเผยรอยยิ้มที่ปนเศร้า
“งั้นเรอะ? ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังไม่ไว้ใจใครเลยสินะ แต่ก็ช่วยไม่ได้หรอกเนอะ เพราะเจ้าเป็นฮาฟเอลฟ์..”
น้ำเสียงของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ราวกับกำลังย้อนนึกถึงเรื่องราวบางอย่างในอดีต
“ความเป็นอยู่ของเจ้า รวมถึงสถานะที่คนรอบข้างมองเจ้า คงจะน่าอึดอัดและยากลำบากมากกว่าที่ใครจะเข้าใจได้ง่ายๆ”
“ในยุคที่แม้แต่สายเลือดยังสามารถแบ่งชนชั้นได้อย่างชัดเจน ความไม่ไว้ใจจึงเป็นเกราะชั้นแรกที่เจ้าใช้ปกป้องตัวเอง แต่ไม่เป็นไรหรอก!”
“เพราะหลังจากที่เจ้าถูกเปิดเผยว่ามีศักยภาพระดับเทพเจ้า มุมมองและความคิดของผู้คนมากมายก็จะเปลี่ยนไปแน่นอน”
“ในยุคสมัยศักดิ์สิทธิ์ที่เราอาศัยอยู่ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับศักยภาพรวมถึงพลังอำนาจของผู้วิวัฒน์”
“ไม่มีใครสนใจว่าผู้ถือครองพลังจะเป็นเผ่าพันธุ์อะไร หากสามารถสำแดงศักยภาพและความเป็นอัจฉริยะออกมาได้อย่างไร้ขีดจำกัด เจ้าจะได้รับการยอมรับโดยไม่ต้องเปล่งเสียงใด มีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะสามารถเปลี่ยนสายตาของผู้คนได้อย่างแท้จริง!”
โอดินพอได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรตอบกลับ เขาเพียงแต่ยังคงนั่งเท้าคางและเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
“มันก็จริง..”
แต่ในแววตาคู่นั้นกลับสั่นไหวเล็กน้อยราวกับมีบางอย่างที่ถูกกระตุ้นขึ้นมาเพียงชั่วครู่
ต่อให้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาที หนานกงหลงเจียก็มองเห็นมัน และนั่นก็เพียงพอให้ตนรู้ว่าเขาเข้าใจถูกแล้ว เด็กคนนี้เติบโตมาในโลกที่ไม่เคยให้โอกาสอันใดกับตนเอง ทว่าในเวลาเดียวกัน มันก็เป็นโลกนี้นั่นเองที่บีบบังคับให้เขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทางเลือกอื่นให้เดิน