จักรพรรดิหมื่นเผ่าพันธุ์ ขอเกิดใหม่เพื่อขึ้นเป็นพระเจ้า

    ตอนที่ 53 บรรยากาศที่น่าอึดอัดใจ

            หลังจากที่บทสนทนาและการตกลงระหว่างโอดินกับหนานกงหลงเจียได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในห้องโถงแห่งวิหารจุดเริ่มต้น


            ร่องรอยแห่งความขัดแย้งเมื่อครู่ก็คล้ายกับถูกลบล้างด้วยความเข้าใจและการวางรากฐานใหม่สำหรับเส้นทางในอนาคต


            หนานกงหลงเจียไม่รอช้า เมื่อเห็นว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องจัดการ เขาจึงตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะพาโอดินไปส่งถึงที่พัก เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กหนุ่มผู้ครอบครองศักยภาพระดับเทพเจ้านี้จะปลอดภัย และเพื่อเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าให้ความสำคัญกับโอดินมากเพียงใด


            ซึ่งตัวของโอดินเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะการจะเดินทางกลับจากวิหารจุดเริ่มต้นมายังชานเมืองของเมืองหยางหมิงนั้น


            ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าสามสิบนาที อีกทั้งชายหนุ่มเองก็ไม่รู้สึกอยากจะเดินกลับท่ามกลางอากาศที่เต็มไปด้วยความร้อนอบอ้าว


            “ท่านผู้นำวิหารหลงเจีย ข้าเองก็ต้องกลับไปยังวิหารเพื่อรายงานเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้กับวิหารหลัก”


            จินเกอเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือประสานอย่างนอบน้อม เปี่ยมไปด้วยความรับผิดชอบและความเข้าใจในหน้าที่


            หนานกงหลงเจียก็พยักหน้าเล็กน้อยพลางถอนหายใจเบาๆ


            “ฝากจัดการเรื่องนี้ด้วยละ ท่านจินเกอ!”


            “ข้าจะไปส่งเด็กคนนี้ก่อน แล้วจะรีบกลับไปสะสางเรื่องทั้งหมดเอง”


            ทันทีที่ทั้งสองแยกย้าย รถสีดำสนิทคันหรูที่ประดับด้วยตราสัญลักษณ์ของวิหารแห่งการลงทัณฑ์ซึ่งรออยู่ด้านหน้าวิหารจุดเริ่มต้นก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ประตูเปิดออกอย่างเงียบงันพร้อมกับแรงกดดันบางอย่างที่ปลดปล่อยออกมาจากตัวรถ


            ซึ่งเป็นผลจากการเสริมเวทย์ป้องกันระดับสูงโดยเฉพาะ


            หนานกงหลงเจียเชิญชวนอย่างเป็นกันเอง


            “ไปกันเถอะ โอดิน.. ข้าควรต้องแจ้งเรื่องนี้ให้ครอบครัวของเจ้าทราบด้วย”


            ถึงแม้ว่าชายผมทองจะเป็นถึงผู้นำวิหารระดับสูง แต่กลับไม่แสดงอาการยโสโอหังใดๆให้เห็น เขากลับเต็มไปด้วยความนอบน้อมที่แฝงไว้ด้วยความคาดหวังอันแรงกล้าต่อผู้ที่เชื่อว่าในอนาคตจะกลายเป็นหนึ่งในผู้เปลี่ยนแปลงยุคสมัย


            และตัวของโอดินเองก็รับรู้ถึงสิ่งนั้นได้จากสายตาของอีกฝ่าย


            เมื่อขึ้นมานั่งในรถเรียบร้อย หนานกงหลงเจียก็เอ่ยถามทันที


            “บ้านของเจ้าอยู่ที่ใดล่ะ?”


            ซึ่งโอดินก็ตอบกลับด้วยเสียงราบเรียบและเยือกเย็นเช่นเคย


            “ชานเมือง.. ข้ากับท่านแม่พักอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น!”


            คำตอบนั้นเรียกความประหลาดใจจากชายหนุ่มผมทองได้อย่างทันควัน


            คิ้วของเขายกขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายชัดถึงความไม่เข้าใจอย่างแท้จริง


            “ฮาฟเอลฟ์จากราชวงศ์ฮาฟฟิเลียผู้มีสายเลือดสูงศักดิ์”


            “กลับต้องอาศัยอยู่ที่ชานเมืองอันห่างไกลจากศูนย์กลางเมือง? นี่มันเรื่องอะไรกันแน่..”


            หนานกงหลงเจียไม่ได้ถามออกมาตรงๆ เพียงแต่รับคำตอบไว้ในใจ ก่อนจะหันไปสั่งคนขับรถที่นั่งอยู่ด้านหน้า


            “ขับไปยังชานเมืองโซนตะวันตกทันที!”


            และนั่นก็ทำให้รถหรูเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงแต่มั่นคง


            มุ่งหน้าสู่จุดหมายที่ห่างไกลจากศูนย์กลางของเมืองหยางหมิง ท่ามกลางแสงสว่างที่ทอดยาวลงมาจากเบื้องบน


            ระหว่างทาง บรรยากาศภายในรถกลับเต็มไปด้วยความเงียบ เงียบจนเสียงเครื่องยนต์ที่ทำงานอย่างไร้ที่ติยังดังก้องอยู่ในหูของทั้งสอง


            โอดินนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มือหนึ่งเท้าคาง สายตาเหม่อมองออกไปนอกกระจกอย่างไร้อารมณ์ จ้องไปยังตึกรามบ้านช่องที่เคลื่อนผ่านไปเหมือนสายน้ำที่ไหลเอื่อย ไม่มีคำพูด ไม่มีการสื่อสาร มีเพียงสายลมที่แทรกเข้ามาผ่านช่องกระจกที่เปิดไว้เพียงเล็กน้อย


            หนานกงหลงเจียในตอนนั้นได้แต่นั่งสงบนิ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มแห้งๆ พลางเอ่ยถามพอให้ได้ยินกันสองคน


            “โอดิน.. ก่อนจะแวะไปที่บ้าน เจ้าอยากซื้ออะไรให้ท่านแม่ของเจ้าหรือเปล่า?”


            คำถามที่เต็มไปด้วยน้ำใจนั้นกลับได้รับคำตอบที่ทำให้เขาต้องนิ่งอึ้งชั่วครู่


            “ข้าไม่มีเงิน แล้วก็ไม่เป็นไรหรอก ข้าไม่อยากติดค้างบุญคุณของใครด้วยน่ะ”


            น้ำเสียงของโอดินสงบนิ่งไม่มีความตัดพ้อหรือปฏิเสธ เพียงแค่กล่าวขึ้นมาราวกับเป็นข้อเท็จจริงของชีวิตที่เขาเคยชินมาตลอดหลายปี


            หนานกงหลงเจียถึงกับส่ายหน้าช้าๆ พร้อมกับเผยรอยยิ้มที่ปนเศร้า


            “งั้นเรอะ? ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังไม่ไว้ใจใครเลยสินะ แต่ก็ช่วยไม่ได้หรอกเนอะ เพราะเจ้าเป็นฮาฟเอลฟ์..”


            น้ำเสียงของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ราวกับกำลังย้อนนึกถึงเรื่องราวบางอย่างในอดีต


            “ความเป็นอยู่ของเจ้า รวมถึงสถานะที่คนรอบข้างมองเจ้า คงจะน่าอึดอัดและยากลำบากมากกว่าที่ใครจะเข้าใจได้ง่ายๆ”


            “ในยุคที่แม้แต่สายเลือดยังสามารถแบ่งชนชั้นได้อย่างชัดเจน ความไม่ไว้ใจจึงเป็นเกราะชั้นแรกที่เจ้าใช้ปกป้องตัวเอง แต่ไม่เป็นไรหรอก!”


            “เพราะหลังจากที่เจ้าถูกเปิดเผยว่ามีศักยภาพระดับเทพเจ้า มุมมองและความคิดของผู้คนมากมายก็จะเปลี่ยนไปแน่นอน”


            “ในยุคสมัยศักดิ์สิทธิ์ที่เราอาศัยอยู่ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับศักยภาพรวมถึงพลังอำนาจของผู้วิวัฒน์”


            “ไม่มีใครสนใจว่าผู้ถือครองพลังจะเป็นเผ่าพันธุ์อะไร หากสามารถสำแดงศักยภาพและความเป็นอัจฉริยะออกมาได้อย่างไร้ขีดจำกัด เจ้าจะได้รับการยอมรับโดยไม่ต้องเปล่งเสียงใด มีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะสามารถเปลี่ยนสายตาของผู้คนได้อย่างแท้จริง!”


            โอดินพอได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรตอบกลับ เขาเพียงแต่ยังคงนั่งเท้าคางและเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง


            “มันก็จริง..”


            แต่ในแววตาคู่นั้นกลับสั่นไหวเล็กน้อยราวกับมีบางอย่างที่ถูกกระตุ้นขึ้นมาเพียงชั่วครู่


            ต่อให้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาที หนานกงหลงเจียก็มองเห็นมัน และนั่นก็เพียงพอให้ตนรู้ว่าเขาเข้าใจถูกแล้ว เด็กคนนี้เติบโตมาในโลกที่ไม่เคยให้โอกาสอันใดกับตนเอง ทว่าในเวลาเดียวกัน มันก็เป็นโลกนี้นั่นเองที่บีบบังคับให้เขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทางเลือกอื่นให้เดิน


    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิหมื่นเผ่าพันธุ์ ขอเกิดใหม่เพื่อขึ้นเป็นพระเจ้า ที่คุณอ่าน