“หนูซูเม่ย เข้ามานั่งเล่นที่บ้านป้าก่อนสิจ๊ะ” หูเสี่ยวเถาเห็นฉินซูเม่ยกำลังจะเดินผ่านหน้าบ้านตัวเองไป เธอจึงเรียกอีกฝ่ายไว้ “ไม่คิดจะเข้ามาทักทายป้าเลยเหรอ หนูโกรธอะไรป้าอยู่หรือเปล่า”
“หนูจะโกรธคุณป้าได้ยังไงล่ะคะ คุณป้าออกจะดีกับหนูขนาดนี้ แต่ที่หนูไม่ได้เดินเข้ามาทักเพราะหนูไม่รู้ว่าคุณป้ากลับมาจากทำงานในนาแล้ว อีกอย่างหนูยังมีงานในนาค้างอยู่ กะว่าพอเก็บฟืนเสร็จก็จะรีบกลับไปทำงานในนาต่อน่ะค่ะ” ฉินซูเม่ยวางฟืนที่แบกมาไว้บนพื้น “หนูต้องขอโทษคุณป้าด้วยนะคะที่ไม่ได้เข้ามาทักทาย”
หูเสี่ยวเถาไม่ใช่คนอ้อมค้อม “หนูซูเม่ย ่นี้มีข่าวลือไม่ค่อยดี ถ้าหนูได้ยินอะไรมาหนูก็ไม่ต้องไปใส่ใจนะจ๊ะ”
“ข่าวลือ? ข่าวลือเื่อะไรเหรอคะ” ฉินซูเม่ยแสร้งทำเป็ไม่เข้าใจ ตอนนี้ในหมู่บ้านมีข่าวลือเกี่ยวกับรักสามเส้าของซูซ่างจิ่น ฉินซิ่วหลาน และเหอเจียวเจียวให้คนนินทากันไม่หยุด ก็เพราะข่าวลือนี้ที่ทำให้คนทั้งหมู่บ้านมองเธออย่างสงสารและเห็นใจ
“หนูไม่ได้ยินอะไรมาจริงๆ เหรอ?”
“ไม่เลยค่ะ” ฉินซูเม่ยยิ้มจริงใจ “คุณป้าก็รู้ว่าในแต่ละวันหนูยุ่งขนาดไหน ไหนจะงานในบ้าน ไหนจะงานในนา หนูไม่มีเวลาไปฟังคำนินทาของใครหรอกค่ะ”
ฉินซูเม่ยแสร้างทำเป็ไม่รู้ ความจริงแล้วบ้านของเธอตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ูเาด้านนั้นก็สามารถขึ้นไปเก็บฟืนได้เหมือนกัน แต่เธอเลือกที่จะเดินมาขึ้นเขาทางฝั่งตะวันตก เพราะทางขึ้นเขาทางนี้จะต้องเดินผ่านบ้านซู
เธอไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วแผนที่เธอวางไว้ให้ฉินซิ่วหลานหรือเหอเจียวเจียวได้แต่งงานกับซูซ่างจิ่นจะสำเร็จไหม แต่เธอต้องทำให้ว่าที่พ่อสามีและว่าที่แม่สามีสงสารที่เธอถูกลูกชายของพวกเขาหักหลัง เธอมั่นใจมากว่าต่อให้ซูซ่างจิ่นจะทำผิดต่อเธอมากขนาดไหนหรือซูซ่างจิ่นจะไปทำใครท้อง แต่หูเสี่ยวเถาต้องไม่ยอมให้เธอถอนหมั้นอย่างแน่นอน
แต่ซูต้าจู้ที่เป็คนหน้าบาง ทั้งเขายังเป็อดีตนายทหารที่มีเกียรติ ดังนั้นหากฉินซูเม่ย้าถอนหมั้นกับซูซ่างจิ่นก็มีแต่ต้องทำให้ซูต้าจู้เห็นว่าเธอเป็ผู้ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว ดังนั้นระหว่างที่ทั้งหมู่บ้านกำลังนินทาเื่รักสามเส้าของซูซ่างจิ่นกันอย่างสนุกปาก ฉินซูเม่ยก็ต้องทำเป็ไม่รู้เื่ที่ตัวเองกำลังถูกคนรักนอกใจ และเธอยิ่งต้องก้มหน้าก้มตาทำงานให้ดูเหมือนเธอเป็คนโง่ที่สุดในเวลานี้
หูเสี่ยวเถายิ่งมองก็ยิ่งสงสารว่าที่ลูกสะใภ้ เด็กสาวทั้งขยันทั้งไม่มีนิสัยชอบนินทาเหมือนสะใภ้บ้านอื่น แต่น่าเสียดายที่ลูกชายของเธอกลับไปสนิทสนมกับผู้หญิงอื่น ทั้งผู้หญิงคนนั้นยังเป็น้องสาวของคู่หมั้น ยังไม่พอ...เ้าลูกชายตัวดีกลับมียุวชนหญิงหน้าตาดีมาสนใจอีก
“คุณป้ามองหนูแบบนั้นทำไมเหรอคะ หรือว่ามีเื่อะไรเกี่ยวกับหนูหรือเปล่า” ฉินซูเม่ยมองหูเสี่ยวเถาที่มองเธออย่างสงสาร แต่เธอกลับแสร้งตีความในสายตานั้นไปเื่อื่น “คุณป้าคะ หรือว่าหนูทำอะไรให้คุณป้าไม่พอใจหรือเปล่าคะ ถ้าคุณป้าไม่พอใจอะไร คุณป้าบอกหนูมาได้เลยนะคะ หนูพร้อมที่จะปรับปรุงตัวเองค่ะ”
หูเสี่ยวเถากลับยิ่งเอ็นดูและรู้สึกผิดกับฉินซูเม่ยมากขึ้น ว่าที่ลูกสะใภ้ของเธอช่างใสซื่อและไม่ทันคน ยังไม่รู้อีกว่าตัวเองกำลังจะถูกน้องสาวและนังจิ้งจอกหน้าขาวจากเมืองหลวงมาแย่งคู่หมั้นไป “ไม่ใช่อย่างนั้นจ้ะ ที่หนูเป็อยู่อย่างทุกวันนี้ก็ดีมากแล้ว”
ฉินซูเม่ยถอนหายใจแล้วยิ้มกว้าง “ค่อยโล่งใจหน่อย หนูนึกว่าคุณป้าไม่พอใจอะไรหนูเสียอีก แล้วที่คุณป้าบอกว่ามีข่าวลือ ตกลงว่าเป็ข่าวลือเื่อะไรเหรอคะ”
“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ ป้าแค่อยากเตือนหนูว่าถ้าหนูไปได้ยินอะไรมา หนูอย่าเพิ่งเชื่อข่าวลือ ให้หนูมาถามป้าก่อน”
ฉินซูเม่ยทำท่าคิด “ตกลงค่ะ ถ้าหนูมีเื่อะไร หนูจะมาปรึกษาคุณป้า แต่ตอนนี้หนูขอตัวกลับไปทำงานต่อก่อนนะคะ”
ฉินซูเม่ยแบกฟืนแล้วเดินกลับบ้านอย่างสบายใจ ‘คุณเริ่มสงสารฉันแล้วใช่ไหมคุณป้าหู ยิ่งคุณสงสารฉันมากเท่าไหร่ แม้คุณจะไม่อยากให้ฉันถอนหมั้นกับซูซ่างจิ่น แต่คุณก็จะปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกชายของคุณนอกใจฉัน และเพราะความสงสารนี้คุณจะไม่มีทางคัดค้านการตัดสินใจของคุณลุงซูได้เลย และสุดท้ายคุณก็จะเอาความโกรธนี้ไปลงที่ลูกสะใภ้ของคุณ ไม่ว่าลูกสะใภ้ของคุณจะเป็ฉินซิ่วหลานหรือเหอเจียวเจียว สองคนนั้นก็จะต้องทนทุกข์ทรมานจากการกดขี่ข่มเหงจากแม่สามีอย่างคุณ ชาติที่แล้วฉันเจอมามากพอแล้ว ชาตินี้คุณก็เอาความร้ายกาจไปลงกับลูกสะใภ้คนใหม่ของคุณเสียเถอะ’
ส่วนซูซ่างจิ่นกับฉินซิ่วหลานกลับไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังเป็หัวข้อสนทนาให้คนทั้งหมู่บ้านได้นินทากับอย่างสนุกปาก พวกเขายังนั่งรถจักรยานไปกลับโรงเรียนพร้อมกัน และวันนี้โรงเรียนของพวกเขามีเรียนครึ่งวัน ฉินซิ่วหลานจึงชวนซูซ่างจิ่นไปดูหนังเพื่อเป็การขอบคุณ
“ถ้าพี่ไม่ว่างก็ไม่เป็ไรนะคะ” ฉินซิ่วหลานเสียงเศร้า
“เธออยากดูหนังเื่อะไรล่ะ” ซูซ่างจิ่นที่เริ่มสนิทกับฉินซิ่วหลานแล้ว เมื่อเห็นท่าทางเศร้าสร้อยและน่าสงสารของเธอ เขาจึงปฏิเสธเธอไม่ลง
“ฉันได้ยินมาว่าหนังวันนี้เป็หนังเกี่ยวกับความรักของคนหนุ่มสาว ไม่ใช่หนังาเหมือนตารางฉายของสัปดาห์ที่แล้ว” ฉินซิ่วหลานทำหน้าเขิน “พี่...พี่ชอบดูหนังแนวนี้ไหมคะ”
ซูซ่างจิ่นทำท่านึก เขาก็คิดว่าดีเหมือนกัน เขาหมั้นกับฉินซูเม่ยมาได้สักระยะแล้ว แต่เขากับเธอกลับไม่ได้พูดคุยกันมากนัก และไม่มีกิจกรรมเหมือนที่คู่รักคู่อื่นเขาทำการ เขาจึงคิดว่าหากเขาไปดูหนังเกี่ยวกับความรักในวันนี้ เขาอาจจะเอาความรู้ที่ได้จากหนังมาปรับใช้กับคู่หมั้นของเขาได้ ฉินซูเม่ยจะได้เลิกทำหน้าบึ้งใส่เขา และเขากับเธอจะได้เริ่มศึกษานิสัยกันอย่างจริงๆ จังๆ เสียที
“ว่ายังไงคะพี่ซ่างจิ่น หรือถ้าพี่ไม่อยากดู เอาไว้วันหลังเราค่อยมาดูเื่อื่นก็ได้ค่ะ” ฉินซิ่วหลานกลับมาทำเสียงเศร้าอีกครั้ง ใน่เวลาหลายวันที่เธอกับซูซ่างจิ่นได้ใกล้ชิดกัน เธอก็พอจะมองนิสัยของเขาออกแล้ว แม้ซูซ่างจิ่นจะเป็คนพูดตรงและไม่ค่อยรักษาน้ำใจ แต่เขากลับเป็คนที่เข้าอกเข้าใจคนอื่นเป็อย่างดี และทุกครั้งที่เธอทำท่าทางเสียใจ เขาก็ไม่เคยขัดใจเธอเลยสักครั้ง และครั้งนี้ก็เช่นกัน “ถ้างั้นวันนี้เรากลับบ้านกันเถอะค่ะ”
“ไม่เป็ไร ยังไงวันนี้เราก็เลิกเรียนเร็ว และฉันก็ไม่มีธุระอะไรที่ไหน เราไปดูหนังกันก่อนแล้วค่อยกลับบ้านก็ได้” ซูซ่างจิ่นมองไปที่ข้อเท้าของฉินซิ่วหลาน “ห้องฉายภาพยนตร์อยู่บนชั้นสอง เธอแน่ใจนะว่าเธอเดินขึ้นบันไดไหว
“ฉันหายดีแล้วค่ะ เดินขึ้นชั้นสามยังไหวเลย” ฉินซิ่วหลานรีบตอบ ความจริงแล้วขาของเธอหายดีตั้งหลายวันแล้ว แต่ที่เธอยังแกล้งเจ็บอยู่ก็เพราะอยากนั่งซ้อนท้ายจักรยานมาเรียนพร้อมกับเขา
“ถ้างั้นเราก็ไปกันเถอะ”
ซูซ่างจิ่นกับฉินซิ่วหลานมาถึงหน้าโรงฉายภาพยนตร์ก่อนเวลาที่หนังจะเริ่มไม่กี่นาที เพราะหนังเื่นี้เป็หนังรักที่เพิ่งเข้ามาใหม่จึงมีคนมารอดูเป็จำนวนมาก และพวกเขาก็เจอเข้ากับเหอเจียวเจียวที่มาดูหนังกับเพื่อนยุวชนอีกหลายคน
“สวัสดีค่ะคุณซู คุณก็มาดูหนังเหมือนกันเหรอคะ” เหอเจียวเจียวมองเห็นซูซ่างจิ่นเดินมาแต่ไกล เธอจึงรีบเดินเข้าไปทัก
“ใช่ครับ” ซูซ่างจิ่นยังพูดน้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าคนแปลกหน้า
“คุณมาคนเดียวเหรอคะ ถ้างั้นคุณไปนั่งดูหนังกับกลุ่มของเราไหมคะ” เหอเจียวเจียวแสร้งมองไม่เห็นฉินซิ่วหลาน
“ไม่เป็ไรครับ ผมมากับซิ่วหลาน”
เหอเจียวเจียวหันไปมองฉินซิ่วหลานด้วยท่าทางใ “อุ๊ยตาย! เธอก็มาด้วยเหรอ ขอโทษทีนะพอดีฉันมองไม่เห็น”
“ไม่เป็ไรค่ะ” ฉินซิ่วหลานตอบกลับอย่างสุภาพ เธอไม่ยอมแสดงท่าทางไม่พอใจให้ซูซ่างจิ่นเห็นหรอก เธอต้องเรียบร้อยที่สุดในสายตาเขา
เหอเจียวเจียวรู้สึกผิดคาด จากที่เธอเคยได้ยินมา ฉินซิ่วหลานเป็คนใจร้อนและไม่ยอมใครไม่ใช่หรือ เธอพูดยั่วโมโหขนาดนี้แล้วทำไมอีกฝ่ายยังนิ่งอยู่ แต่เหอเจียวเจียวกลับไม่หยุดอยู่แค่นั้น
“เธอคงเป็ฉินซิ่วหลานน้องสาวของซูเม่ยใช่ไหม” เหอเจียวเจียวมองสำรวจอีกฝ่ายั้แ่หัวจรดเท้า “ที่แท้คนที่ชาวบ้านพูดถึงกันอยู่ก็มีรูปร่างหน้าตาแบบนี้นี่เอง มิน่าคนเขาถึงพูดกันว่าสงสารซูเม่ยที่กำลังจะถูกน้องสาวแย่งคู่หมั้น เธอดูดีกว่าซูเม่ยมากจริงๆ”
ซูซ่างจิ่นถามขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณเหอ คุณพูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง ผมกับซิ่วหลานเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน อีกอย่างเธอก็เป็น้องสาวของคู่หมั้นผม การที่ผมไปไหนมาไหนกับเธอก็ในฐานะว่าที่พี่เขยเท่านั้น”
“คุณอย่าเพิ่งโกรธสิคะคุณซู” เหอเจียวเจียวรีบพูดขึ้น
“คุณจะไม่ให้ผมโกรธได้ยังไง ในเมื่อคุณใส่ร้ายผมกับซิ่วหลาน เหมือนกับว่าเราสองคนกำลังหักหลังซูเม่ย ผมไม่ใช่คนแบบนั้น”
“ไม่ใช่ฉันที่พูดใส่ร้ายคุณเสียหน่อย ฉันแค่ได้ยินชาวบ้านเขากำลังพูดกันว่าเขาเห็นคุณทำตัวสนิทสนมกับฉินซิ่วหลานมากกว่าฉินซูเม่ยที่เป็คู่หมั้น และพวกเขายังพูดกันอีกว่าในอนาคต สะใภ้บ้านซูอาจจะเปลี่ยนเป็ฉินซิ่วหลานแทน”
“ซิ่วหลาน ฉันว่าวันนี้เรากลับบ้านกันก่อนดีกว่า” ซูซ่างจิ่นหันไปบอกฉินซิ่วหลาน
“แต่เราซื้อตั๋วหนังแล้วนะคะ”
“ซื้อก็ทิ้งไป แต่ถ้าเธอเสียดาย เธอก็ดูหนังไปคนเดียวก็แล้วกัน” ซูซ่างจิ่นไม่มีกะจิตกะใจจะดูหนังแล้ว ข่าวลือนี้เขาเพิ่งได้ยินเป็ครั้งแรก ถึงแม้เขากับฉินซูเม่ยจะหมั้นกันเพราะความ้าของผู้ใหญ่ แต่เขาก็ไม่คิดที่จะทำผิดต่อเธอ ‘หรือว่าที่ฉินซูเม่ยหลบหน้าและไม่ยอมมาทานข้าวเย็นที่บ้านของเราเมื่อวานจะเกี่ยวกับข่าวลือนี้’