ณเขตทุ่งร้าง
หวังเหมิ่งจ้องมองข้อความที่เพื่อนสนิทส่งมาให้พลางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
“อาจารย์ครับ มีอะไรหรือเปล่า?”
เมื่อเห็นหวังเหมิ่งนิ่งไปชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ ที่อยู่ข้าง ๆ ก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย
เสียงนั้นดึงให้หวังเหมิ่งหลุดจากภวังค์เขาถอดกำไลรบออกแล้วยื่นให้อีกฝ่ายดู
เพียงไม่กี่อึดใจชายหนุ่มคนนั้นก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ “เจียงจืออวี๋คนนี้เธอกล้าดีได้ยังไง!”
“กล้าอ้างชื่ออาจารย์ไปถอนป้ายสำนักถึงมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจแบบนี้มันตบหน้าอาจารย์ชัด ๆ !”
“หลังจากเรื่องนี้จบลง อาจารย์จะยังมีหน้าอยู่ในมหาวิทยาลัยได้ยังไงครับ?”
ใครมองก็ดูออกว่าการกระทำของเจียงจืออวี๋ในครั้งนี้คือการเหยียบย่ำชื่อเสียงคนอื่นเพื่อสร้างชื่อให้ตัวเอง
ยิ่งเธอกดดันหนักเท่าไรความไม่พอใจที่นักศึกษามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจมีต่อหวังเหมิ่งก็จะยิ่งทวีคูณเมื่อเธอจากไป
ถึงมันจะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรใหญ่โตแต่มันก็น่าสะอิดสะเอียนไม่น้อย
ยังไงเธอก็ไม่ใช่คนของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจแต่หวังเหมิ่งต้องเจอหน้าพวกนักศึกษาที่นั่นทุกวัน
คำด่าคำสองคำอาจไม่เท่าไรแต่ถ้าทุกคนต่างรุมประณามแบบนี้...
เรื่องที่แม้แต่นักศึกษายังมองออกมีหรือที่หวังเหมิ่งจะไม่เข้าใจ?
ใบหน้าของหวังเหมิ่งยังคงเรียบเฉยเขาเพียงหลับตาลงแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก
แต่ในฐานะลูกศิษย์เขารู้จักอาจารย์คนนี้ดี ยิ่งหวังเหมิ่งนิ่งมากเท่าไร ก็แปลว่ายิ่งโกรธมากเท่านั้น
“เสียดายที่ผมไม่อยู่ที่นั่น ไม่อย่างนั้นผมจะซัดเจียงจืออวี๋ให้หมอบจะได้รู้ว่าตอนมายังเดินมาได้ แต่ตอนกลับต้องให้คนหามออกไป!”
หวังเหมิ่งปรายตามองลูกศิษย์ของตัวเองพลางแค่นยิ้มเย็น“นายคิดจะฆ่าเธอเหรอ?”
“เอ๋?” เจิ้งตงได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะแห้ง ๆ “คงไม่ถึงขั้นนั้นหรอกครับตอนนี้เจียงจืออวี๋เป็นอัจฉริยะที่ทั่วประเทศกำลังจับตามองแถมยังเป็นแก้วตาดวงใจของสุ่ยมู่ ถ้าฆ่าทิ้ง มีหวังเกิดเรื่องใหญ่แน่”
“แต่ถ้าแค่สั่งสอนให้บาดเจ็บสักหน่อยก็พอไหว”
ขณะที่กำลังจะพูดต่อกำไลรบก็สั่นเตือนอีกครั้ง
“อาจารย์ครับ มีข้อความแจ้งมาว่าเจียงจืออวี๋ใช้ฝีมือเอาชนะอันดับสองและอันดับเจ็ดในทำเนียบอัจฉริยะสวรรค์ได้แล้วแต่ตอนนี้มีอาจารย์ท่านอื่นเข้ามาไกล่เกลี่ยและเธอก็ออกจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจไปแล้วครับ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นสีหน้าของหวังเหมิ่งก็เริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“ช่างเถอะ บัญชีนี้ฉันค่อยไปคิดกับเจียงจืออวี๋ทีหลัง”
“ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำ คือล่าสัตว์อสูรระดับจ้าวอสูรให้มากพอ”
“และถือโอกาสนี้ ช่วยให้นายทะลวงขึ้นเป็นแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงด้วย!”
แม่ทัพยุทธ์ระดับสูง!
เมื่อได้ยินคำนี้เจิ้งตงก็ไม่พูดอะไรอีก
เทียบกับเรื่องวุ่นวายที่เจียงจืออวี๋ก่อไว้ในมหาวิทยาลัยการเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองย่อมสำคัญกว่า
เพราะการทะลวงระดับขณะต่อสู้เสี่ยงตายนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายการมีโหวแห่งยุทธ์คอยคุ้มกัน ย่อมต่างจากการลุยเดี่ยวราวฟ้ากับเหว
กว่าจะขอร้องให้หวังเหมิ่งยอมพาลูกศิษย์อย่างเขาออกมาด้วยได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายโอกาสทองแบบนี้ต้องคว้าไว้ให้มั่น
เขาส่งกำไลรบคืนให้หวังเหมิ่งและกำลังจะออกเดินทางต่อ แต่จู่ ๆ กำไลก็แจ้งเตือนอีกครั้ง
แต่คราวนี้หลังจากหวังเหมิ่งอ่านข้อความจบ เขากลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
“เจียงจืออวี๋เอ๋ยเจียงจืออวี๋ ฉันล่ะไม่รู้จริง ๆว่าเธอโง่จริงหรือแกล้งโง่กันแน่”
“หลังจากยั่วโมโหฉันแล้ว แทนที่จะรีบกลับสุ่ยมู่เธอกลับมุ่งหน้ามาที่เขตทุ่งร้างเนี่ยนะ?”
“นี่เธอไม่กลัวตายเลยจริง ๆ สินะ!”
ประกายตาของหวังเหมิ่งฉายแววเหี้ยมเกรียมขณะพึมพำกับตัวเอง
เจิ้งตงที่อยู่ข้างๆ ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหันไปถามอาจารย์ “มาที่เขตทุ่งร้างเหรอครับ?ใครมา?”
หวังเหมิ่งไม่ได้ตอบคำถามตรงๆ แต่กลับถามกลับว่า
“เจิ้งตง นายตามเรียนกับฉันมานานแค่ไหนแล้ว?”
“เอ่อ... ผมเป็นลูกศิษย์อาจารย์ตั้งแต่ปีสอง จนถึงตอนนี้ก็ครบสองปีพอดีครับ”
เจิ้งตงตอบไปตามตรงแม้จะงงว่าหวังเหมิ่งต้องการอะไร
“สองปี... นายคิดว่าสองปีที่ผ่านมา ฉันทำกับนายยังไงบ้าง?”
หวังเหมิ่งปรายตาไปมองเจิ้งตง
ถ้าไม่นับเรื่องอื่นหวังเหมิ่งถือว่าดูแลลูกศิษย์ของตัวเองดีมาก ทั้งเรื่องทรัพยากรการฝึก ทักษะยุทธ์หรือแม้แต่ตอนที่ลูกศิษย์จะทะลวงระดับแต่ยังขาดพลังอีกนิดหน่อยเขาก็จะหาทางช่วยเสมอ
ไม่อย่างนั้นคงไม่มีคนยอมทำตามคำสั่งเขาเยอะขนาดนี้หรอก
ถ้าเป็นเวลาปกติที่หวังเหมิ่งถามแบบนี้เจิ้งตงคงตอบโดยไม่ต้องคิด
แต่ตอนนี้เจิ้งตงกลับรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆราวกับว่าหวังเหมิ่งกำลังวางแผนจะทำเรื่องใหญ่บางอย่าง!
“อาจารย์ครับ พูดมาตรง ๆ เถอะครับว่าต้องการให้ผมทำอะไร!”
หลังจากคิดดูเจิ้งตงก็เอ่ยปากแสดงจุดยืนออกมา
รู้ว่าหวังเหมิ่งจะทำอะไรก่อนค่อยไปหาทางหนีทีไล่ทีหลังก็ยังไม่สาย
“ถ้าฉันสั่งให้นายไปฆ่าเจียงจืออวี๋ นายจะว่ายังไง?”
เจิ้งตงหันขวับมามองด้วยความตกใจเมื่อเห็นหวังเหมิ่งมีรอยยิ้มประดับใบหน้าเขาก็เริ่มแยกไม่ออกว่านี่คือคำพูดล้อเล่น หรืออาจารย์ต้องการจะทำแบบนั้นจริง ๆ
ความคิดในหัวหมุนวนอย่างรวดเร็วเจิ้งตงพยายามวิเคราะห์ความหมายเบื้องหลังคำพูดนี้
ยังไงซะเจียงจืออวี๋ก็คือยอดอัจฉริยะของสุ่ยมู่แถมเพิ่งคว้าอันดับหนึ่งจากการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกมาหมาด ๆ
ในสถานการณ์แบบนี้เบื้องหลังของเธอย่อมต้องมีคนคอยจับตาดูอยู่นับไม่ถ้วน
ถ้าฆ่าเจียงจืออวี๋สาเหตุการตายย่อมต้องถูกขุดคุ้ย และเมื่อถึงตอนนั้น จุดจบของพวกเขาก็คงไม่สวยนัก
เอาชีวิตไปแลกงั้นเหรอ?
ถ้าเป็นเรื่องอื่นเจิ้งตงคงไม่ลังเล แต่เรื่องที่ต้องเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงตายแบบนี้เขาคงต้องคิดให้รอบคอบ
“อาจารย์ครับ เจียงจืออวี๋คงไม่ได้ฆ่าง่าย ๆ นะครับ”
“พวกคณบดีหรืออาจารย์ของสุ่ยมู่ต้องคอยส่งคนตามคุ้มกันอยู่ห่าง ๆ แน่ลำพังแค่พวกเราอาจจะ...”
เจิ้งตงไม่ได้ปฏิเสธหวังเหมิ่งตรงๆ แต่เลือกที่จะช่วยวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียแทน
หวังเหมิ่งได้ยินดังนั้นก็โบกมือ“ช่างเถอะ เก็บชิ้นส่วนสัตว์อสูรพวกนี้ให้หมดซะ ฉันจะไปรอที่รถ”
พูดจบหวังเหมิ่งก็หันหลังเดินไปที่รถหุ้มเกราะที่จอดอยู่ไกล ๆทิ้งให้เจิ้งตงยืนเก็บซากอสูรอยู่คนเดียว
...
หลังจากเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงออกมาจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจทั้งคู่ก็ขึ้นรถไฟมุ่งหน้าสู่เขตทุ่งร้างโดยมีจุดหมายคือเมืองหน้าด่านผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ใกล้กับนครปีศาจที่สุด
แต่พอถึงเมืองหน้าด่านเจียงจืออวี๋กลับยังไม่มุ่งหน้าเข้าเขตทุ่งร้างทันทีแต่กลับตรงไปหาซื้อของบางอย่างก่อน
ในเมื่อความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นชุดเกราะและอาวุธก็ควรได้รับการยกระดับเช่นกัน
โดยเฉพาะในเวลาที่เงินไม่ใช่ปัญหาอาวุธและชุดเกราะที่เจียงจืออวี๋เลือกจึงมีประสิทธิภาพเหนือกว่าสิ่งที่แม่ทัพยุทธ์ระดับต้นทั่วไปควรมีไปไกล
ตามคำโฆษณาของพนักงานขายอุปกรณ์ชุดนี้แข็งแกร่งพอที่ระดับโหวแห่งยุทธ์จะใช้งานได้ด้วยซ้ำการที่เจียงจืออวี๋เอามาใช้นั้นจึงถือว่าเหลือเฟือ
เธอพักอยู่ในเมืองหน้าด่านหนึ่งคืนและช่วงค่ำเจียงจืออวี๋ยังจงใจเดินออกจากโรงแรมไปเดินเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกครู่ใหญ่
เป้าหมายก็เพื่อให้หวังเหมิ่งระบุตำแหน่งของเธอได้ชัดเจนการจะไปตามหาหวังเหมิ่งเองนั้นยุ่งยากเกินไปสู้ล่อให้หวังเหมิ่งเป็นฝ่ายมาหาเธอเองจะดีกว่า
จะตกปลา...เหยื่อมันก็ต้องถึงใจแบบนี้แหละ
เมื่อกลับเข้าสู่เขตทุ่งร้างอีกครั้งไป๋ฉางเซิงก็อดใจไม่ไหวต้องมุดออกมาจากถุงกักวิญญาณ
เมื่อระดับพลังเลื่อนเป็นแม่ทัพอสูรความรู้สึกตอนก้าวเข้าทุ่งร้างก็แตกต่างจากครั้งก่อน ๆ อย่างเห็นได้ชัด
แต่ก่อนตอนฝีมือยังอ่อนแอต้องคอยระวังทุกฝีก้าว เพราะกลัวว่าจะมีตัวที่เก่งเกินต้านโผล่ออกมา
แต่ตอนนี้ปัญหาพวกนั้นแทบจะหมดไป
อย่างน้อยในรัศมีร้อยกว่ากิโลเมตรรอบเมืองหน้าด่านก็ไม่มีสัตว์อสูรตัวไหนที่พอจะทำอันตรายพวกเขาได้อีกแล้ว
“ต่อให้หวังเหมิ่งคิดจะลงมือเขาก็คงไม่ทำในที่ที่ใกล้กับเมืองหน้าด่านขนาดนี้หรอก”