ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 163 จะตกปลา เหยื่อต้องถึงใจ

            ณเขตทุ่งร้าง

            หวังเหมิ่งจ้องมองข้อความที่เพื่อนสนิทส่งมาให้พลางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

            “อาจารย์ครับ มีอะไรหรือเปล่า?”

            เมื่อเห็นหวังเหมิ่งนิ่งไปชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ ที่อยู่ข้าง ๆ ก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย

            เสียงนั้นดึงให้หวังเหมิ่งหลุดจากภวังค์เขาถอดกำไลรบออกแล้วยื่นให้อีกฝ่ายดู

            เพียงไม่กี่อึดใจชายหนุ่มคนนั้นก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ “เจียงจืออวี๋คนนี้เธอกล้าดีได้ยังไง!”

            “กล้าอ้างชื่ออาจารย์ไปถอนป้ายสำนักถึงมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจแบบนี้มันตบหน้าอาจารย์ชัด ๆ !”

            “หลังจากเรื่องนี้จบลง อาจารย์จะยังมีหน้าอยู่ในมหาวิทยาลัยได้ยังไงครับ?”

            ใครมองก็ดูออกว่าการกระทำของเจียงจืออวี๋ในครั้งนี้คือการเหยียบย่ำชื่อเสียงคนอื่นเพื่อสร้างชื่อให้ตัวเอง

            ยิ่งเธอกดดันหนักเท่าไรความไม่พอใจที่นักศึกษามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจมีต่อหวังเหมิ่งก็จะยิ่งทวีคูณเมื่อเธอจากไป

            ถึงมันจะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรใหญ่โตแต่มันก็น่าสะอิดสะเอียนไม่น้อย

            ยังไงเธอก็ไม่ใช่คนของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจแต่หวังเหมิ่งต้องเจอหน้าพวกนักศึกษาที่นั่นทุกวัน

            คำด่าคำสองคำอาจไม่เท่าไรแต่ถ้าทุกคนต่างรุมประณามแบบนี้...

            เรื่องที่แม้แต่นักศึกษายังมองออกมีหรือที่หวังเหมิ่งจะไม่เข้าใจ?

            ใบหน้าของหวังเหมิ่งยังคงเรียบเฉยเขาเพียงหลับตาลงแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก

            แต่ในฐานะลูกศิษย์เขารู้จักอาจารย์คนนี้ดี ยิ่งหวังเหมิ่งนิ่งมากเท่าไร ก็แปลว่ายิ่งโกรธมากเท่านั้น

            “เสียดายที่ผมไม่อยู่ที่นั่น ไม่อย่างนั้นผมจะซัดเจียงจืออวี๋ให้หมอบจะได้รู้ว่าตอนมายังเดินมาได้ แต่ตอนกลับต้องให้คนหามออกไป!”

            หวังเหมิ่งปรายตามองลูกศิษย์ของตัวเองพลางแค่นยิ้มเย็น“นายคิดจะฆ่าเธอเหรอ?”

            “เอ๋?” เจิ้งตงได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะแห้ง ๆ “คงไม่ถึงขั้นนั้นหรอกครับตอนนี้เจียงจืออวี๋เป็นอัจฉริยะที่ทั่วประเทศกำลังจับตามองแถมยังเป็นแก้วตาดวงใจของสุ่ยมู่ ถ้าฆ่าทิ้ง มีหวังเกิดเรื่องใหญ่แน่”

            “แต่ถ้าแค่สั่งสอนให้บาดเจ็บสักหน่อยก็พอไหว”

            ขณะที่กำลังจะพูดต่อกำไลรบก็สั่นเตือนอีกครั้ง

            “อาจารย์ครับ มีข้อความแจ้งมาว่าเจียงจืออวี๋ใช้ฝีมือเอาชนะอันดับสองและอันดับเจ็ดในทำเนียบอัจฉริยะสวรรค์ได้แล้วแต่ตอนนี้มีอาจารย์ท่านอื่นเข้ามาไกล่เกลี่ยและเธอก็ออกจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจไปแล้วครับ”

            เมื่อได้ยินแบบนั้นสีหน้าของหวังเหมิ่งก็เริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย

            “ช่างเถอะ บัญชีนี้ฉันค่อยไปคิดกับเจียงจืออวี๋ทีหลัง”

            “ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำ คือล่าสัตว์อสูรระดับจ้าวอสูรให้มากพอ”

            “และถือโอกาสนี้ ช่วยให้นายทะลวงขึ้นเป็นแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงด้วย!”

            แม่ทัพยุทธ์ระดับสูง!

            เมื่อได้ยินคำนี้เจิ้งตงก็ไม่พูดอะไรอีก

            เทียบกับเรื่องวุ่นวายที่เจียงจืออวี๋ก่อไว้ในมหาวิทยาลัยการเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองย่อมสำคัญกว่า

            เพราะการทะลวงระดับขณะต่อสู้เสี่ยงตายนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายการมีโหวแห่งยุทธ์คอยคุ้มกัน ย่อมต่างจากการลุยเดี่ยวราวฟ้ากับเหว

            กว่าจะขอร้องให้หวังเหมิ่งยอมพาลูกศิษย์อย่างเขาออกมาด้วยได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายโอกาสทองแบบนี้ต้องคว้าไว้ให้มั่น

            เขาส่งกำไลรบคืนให้หวังเหมิ่งและกำลังจะออกเดินทางต่อ แต่จู่ ๆ กำไลก็แจ้งเตือนอีกครั้ง

            แต่คราวนี้หลังจากหวังเหมิ่งอ่านข้อความจบ เขากลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น

            “เจียงจืออวี๋เอ๋ยเจียงจืออวี๋ ฉันล่ะไม่รู้จริง ๆว่าเธอโง่จริงหรือแกล้งโง่กันแน่”

            “หลังจากยั่วโมโหฉันแล้ว แทนที่จะรีบกลับสุ่ยมู่เธอกลับมุ่งหน้ามาที่เขตทุ่งร้างเนี่ยนะ?”

            “นี่เธอไม่กลัวตายเลยจริง ๆ สินะ!”

            ประกายตาของหวังเหมิ่งฉายแววเหี้ยมเกรียมขณะพึมพำกับตัวเอง

            เจิ้งตงที่อยู่ข้างๆ ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหันไปถามอาจารย์ “มาที่เขตทุ่งร้างเหรอครับ?ใครมา?”

            หวังเหมิ่งไม่ได้ตอบคำถามตรงๆ แต่กลับถามกลับว่า

            “เจิ้งตง นายตามเรียนกับฉันมานานแค่ไหนแล้ว?”

            “เอ่อ... ผมเป็นลูกศิษย์อาจารย์ตั้งแต่ปีสอง จนถึงตอนนี้ก็ครบสองปีพอดีครับ”

            เจิ้งตงตอบไปตามตรงแม้จะงงว่าหวังเหมิ่งต้องการอะไร

            “สองปี... นายคิดว่าสองปีที่ผ่านมา ฉันทำกับนายยังไงบ้าง?”

            หวังเหมิ่งปรายตาไปมองเจิ้งตง

            ถ้าไม่นับเรื่องอื่นหวังเหมิ่งถือว่าดูแลลูกศิษย์ของตัวเองดีมาก ทั้งเรื่องทรัพยากรการฝึก ทักษะยุทธ์หรือแม้แต่ตอนที่ลูกศิษย์จะทะลวงระดับแต่ยังขาดพลังอีกนิดหน่อยเขาก็จะหาทางช่วยเสมอ

            ไม่อย่างนั้นคงไม่มีคนยอมทำตามคำสั่งเขาเยอะขนาดนี้หรอก

            ถ้าเป็นเวลาปกติที่หวังเหมิ่งถามแบบนี้เจิ้งตงคงตอบโดยไม่ต้องคิด

            แต่ตอนนี้เจิ้งตงกลับรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆราวกับว่าหวังเหมิ่งกำลังวางแผนจะทำเรื่องใหญ่บางอย่าง!

            “อาจารย์ครับ พูดมาตรง ๆ เถอะครับว่าต้องการให้ผมทำอะไร!”

            หลังจากคิดดูเจิ้งตงก็เอ่ยปากแสดงจุดยืนออกมา

            รู้ว่าหวังเหมิ่งจะทำอะไรก่อนค่อยไปหาทางหนีทีไล่ทีหลังก็ยังไม่สาย

            “ถ้าฉันสั่งให้นายไปฆ่าเจียงจืออวี๋ นายจะว่ายังไง?”

            เจิ้งตงหันขวับมามองด้วยความตกใจเมื่อเห็นหวังเหมิ่งมีรอยยิ้มประดับใบหน้าเขาก็เริ่มแยกไม่ออกว่านี่คือคำพูดล้อเล่น หรืออาจารย์ต้องการจะทำแบบนั้นจริง ๆ

            ความคิดในหัวหมุนวนอย่างรวดเร็วเจิ้งตงพยายามวิเคราะห์ความหมายเบื้องหลังคำพูดนี้

            ยังไงซะเจียงจืออวี๋ก็คือยอดอัจฉริยะของสุ่ยมู่แถมเพิ่งคว้าอันดับหนึ่งจากการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกมาหมาด ๆ

            ในสถานการณ์แบบนี้เบื้องหลังของเธอย่อมต้องมีคนคอยจับตาดูอยู่นับไม่ถ้วน

            ถ้าฆ่าเจียงจืออวี๋สาเหตุการตายย่อมต้องถูกขุดคุ้ย และเมื่อถึงตอนนั้น จุดจบของพวกเขาก็คงไม่สวยนัก

            เอาชีวิตไปแลกงั้นเหรอ?

            ถ้าเป็นเรื่องอื่นเจิ้งตงคงไม่ลังเล แต่เรื่องที่ต้องเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงตายแบบนี้เขาคงต้องคิดให้รอบคอบ

            “อาจารย์ครับ เจียงจืออวี๋คงไม่ได้ฆ่าง่าย ๆ นะครับ”

            “พวกคณบดีหรืออาจารย์ของสุ่ยมู่ต้องคอยส่งคนตามคุ้มกันอยู่ห่าง ๆ แน่ลำพังแค่พวกเราอาจจะ...”

            เจิ้งตงไม่ได้ปฏิเสธหวังเหมิ่งตรงๆ แต่เลือกที่จะช่วยวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียแทน

            หวังเหมิ่งได้ยินดังนั้นก็โบกมือ“ช่างเถอะ เก็บชิ้นส่วนสัตว์อสูรพวกนี้ให้หมดซะ ฉันจะไปรอที่รถ”

            พูดจบหวังเหมิ่งก็หันหลังเดินไปที่รถหุ้มเกราะที่จอดอยู่ไกล ๆทิ้งให้เจิ้งตงยืนเก็บซากอสูรอยู่คนเดียว

            ...

            หลังจากเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงออกมาจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจทั้งคู่ก็ขึ้นรถไฟมุ่งหน้าสู่เขตทุ่งร้างโดยมีจุดหมายคือเมืองหน้าด่านผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ใกล้กับนครปีศาจที่สุด

            แต่พอถึงเมืองหน้าด่านเจียงจืออวี๋กลับยังไม่มุ่งหน้าเข้าเขตทุ่งร้างทันทีแต่กลับตรงไปหาซื้อของบางอย่างก่อน

            ในเมื่อความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นชุดเกราะและอาวุธก็ควรได้รับการยกระดับเช่นกัน

            โดยเฉพาะในเวลาที่เงินไม่ใช่ปัญหาอาวุธและชุดเกราะที่เจียงจืออวี๋เลือกจึงมีประสิทธิภาพเหนือกว่าสิ่งที่แม่ทัพยุทธ์ระดับต้นทั่วไปควรมีไปไกล

            ตามคำโฆษณาของพนักงานขายอุปกรณ์ชุดนี้แข็งแกร่งพอที่ระดับโหวแห่งยุทธ์จะใช้งานได้ด้วยซ้ำการที่เจียงจืออวี๋เอามาใช้นั้นจึงถือว่าเหลือเฟือ

            เธอพักอยู่ในเมืองหน้าด่านหนึ่งคืนและช่วงค่ำเจียงจืออวี๋ยังจงใจเดินออกจากโรงแรมไปเดินเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกครู่ใหญ่

            เป้าหมายก็เพื่อให้หวังเหมิ่งระบุตำแหน่งของเธอได้ชัดเจนการจะไปตามหาหวังเหมิ่งเองนั้นยุ่งยากเกินไปสู้ล่อให้หวังเหมิ่งเป็นฝ่ายมาหาเธอเองจะดีกว่า

            จะตกปลา...เหยื่อมันก็ต้องถึงใจแบบนี้แหละ

            เมื่อกลับเข้าสู่เขตทุ่งร้างอีกครั้งไป๋ฉางเซิงก็อดใจไม่ไหวต้องมุดออกมาจากถุงกักวิญญาณ

            เมื่อระดับพลังเลื่อนเป็นแม่ทัพอสูรความรู้สึกตอนก้าวเข้าทุ่งร้างก็แตกต่างจากครั้งก่อน ๆ อย่างเห็นได้ชัด

            แต่ก่อนตอนฝีมือยังอ่อนแอต้องคอยระวังทุกฝีก้าว เพราะกลัวว่าจะมีตัวที่เก่งเกินต้านโผล่ออกมา

            แต่ตอนนี้ปัญหาพวกนั้นแทบจะหมดไป

            อย่างน้อยในรัศมีร้อยกว่ากิโลเมตรรอบเมืองหน้าด่านก็ไม่มีสัตว์อสูรตัวไหนที่พอจะทำอันตรายพวกเขาได้อีกแล้ว

            “ต่อให้หวังเหมิ่งคิดจะลงมือเขาก็คงไม่ทำในที่ที่ใกล้กับเมืองหน้าด่านขนาดนี้หรอก”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน