หลินชูกลืนน้ำลายลงคอและพูดอย่างเร่งรีบว่า
“มีคนอยู่ข้างนอกครับ เขาบอกว่าเป็นคนขับรถของเฝิงหยูฮุ่ย และให้ผมมาบอกบอสว่าคืนนี้ตอน 1 ทุ่มให้พวกเราไปที่โรงแรมอิงปินโหลวเพื่อทานอาหารเย็น เฝิงหยูฮุ่ยจะเป็นคนเลี้ยงครับ”
“เฝิงหยูฮุ่ยงั้นหรือ” หลี่ซีเหวินขมวดคิ้ว “คือประธานของโรงงานแปรรูปไส้กรอกแฮมหยูฮุ่ยงั้นเหรอ”
“ใช่ครับ เป็นเขา ผมไม่คิดว่าเขาจะกำหนดเป้าหมายเป็นโรงงานแปรรูปของเราก่อนที่โรงงานจะเปิดกิจการเสียอีก” หลินชูถอนหายใจ “บอส นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยนะครับ”
“ฉันเข้าใจสิ่งที่นายหมายถึงนะ มื้อนี้คงเป็นงานเลี้ยงหงเหมิน [1] ใช่ไหมครับพี่เหวิน ถ้าอย่างนั้นพวกเราไม่ไปได้ไหม” ฉางไห่พูดอย่างเร่งรีบ
“ทำไมถึงจะไม่ไปล่ะ” หลี่ซีเหวินหัวเราะเบา ๆ “อิงปินโหลวเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดในเมืองเฉาโจวและมีราคาแพงกว่าโรงแรมซินเย่เสียอีกนะ”
“จะไปจริง ๆ เหรอ” ฉางไห่และหลินชูถามขึ้นพร้อมกัน
“ทหารมาใช้ขุนพลต้าน น้ำมาใช้ดินต้าน [2] ธุรกิจก็เป็นเสมือนสนามรบมาโดยตลอด” มุมปากของหลี่ซีเหวินยกขึ้น “ไม่เพียงแค่ฉันที่จะไปในวันนี้ เมื่อถึงเวลานั้นพวกนายสองคนก็ต้องตามไปแล้วทานให้มากมากด้วย”
เสียงพูดเบา ๆ นั้นครอบงำเล็กน้อย แม้ว่าฉางไห่และหลินชูจะดูมีความกังวลอยู่บ้าง แต่การได้ยินเสียงดังกล่าวกลับทำให้พวกเขามีกำลังใจมากขึ้น
********* *****
เวลา 1 ทุ่ม ณ โรงแรมอิงปินโหลว หลี่ซีเหวินไปตรงตามเวลาที่นัดหมายไว้ เฝิงหยูฮุ่ยเปิดห้องที่ชั้นสอง เมื่อเขาเห็นหลี่ซีเหวินเขาก็หัวเราะออกมาทันที
“ประธานหลี่ใช่ไหม ฉันชื่อเฝิงหยูฮุ่ยเข้ามาข้างในก่อนสิ” เฝิงหยูฮุ่ยหรี่ตาที่สดใสของตัวเองและแสดงรอยยิ้มที่น่ากลัว
“ประธานเฝิงใช่ไหมครับ นี่คือนักบัญชีและผู้อำนวยการฝ่ายการผลิตของโรงงานเรา” หลี่ซีเหวินแนะนำอย่างเป็นกันเองและเดินเข้าไปในห้อง เขาพบว่าข้างในนั้นยังมีชายอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว อีกฝ่ายมีอายุไล่เลี่ยกับเฟิงหยูฮุ่ย ทว่าตัวสูงมากกว่าเฝิงหยูฮุ่ย
ในแวบแรกที่เห็น หากเฝิงหยูฮุ่ยคือนักธุรกิจ คนที่นั่งอยู่นั้นก็ดูเหมือนจะเป็นผู้มีอิทธิพลไปในทันที
เฝิงหยูฮุ่ยแนะนำอย่างรวดเร็วว่า “ประธานหลี่ นี่คือพี่เขยของฉัน หลิวตง เป็นผู้จัดการทั่วไปของโรงงานเนื้อเฉาโจว”
หลี่ซีเหวินรู้สึกตกใจ ในหลายปีที่ผ่านมา โรงงานเนื้อสัตว์ได้รับการปรับโครงสร้างใหม่ แม้ว่าจะเปลี่ยนจากภาครัฐมาเป็นภาคเอกชนแล้วก็ตาม แต่โรงงานเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่ยังคงมีความสัมพันธ์ทางผลประโยชน์กับภาครัฐบาลอยู่ ดังนั้นผู้จัดการงานทั่วไปของโรงงานเนื้อสัตว์จึงสามารถเรียกได้ว่าเป็นผู้มีสถานะไม่น้อย
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ เขาก็ยื่นมือขวาออกไปอย่างสุภาพ “สวัสดีครับคุณหลิว ผมชื่อหลี่ซีเหวินครับ”
หลิวตงไม่ได้ลุกขึ้น นับประสาอะไรกับการยื่นมือออกมา อีกฝ่ายเพียงแค่เหลือบตามองเล็กน้อยแล้วพูดอย่างเหยียดหยามว่า “คุณคือเจ้าของโรงงานแปรรูปไส้กรอกแฮมไซอิ๋วใช่หรือไม่”
เมื่อเห็นท่าทีที่ไม่เป็นมิตรของอีกฝ่าย หลี่ซีเหวินก็ยิ้มจาง ๆ หดมือกลับแล้วพูดว่า “ถูกต้องครับ ผมเอง”
“น่าแปลกใจที่สามารถคิดชื่อนี้ขึ้นมาได้ ทำไม? คุณต้องการจะใช้ประโยชน์จากความนิยมด้วยคำว่า “ไซอิ๋ว” เพื่อขายไส้กรอกแฮมงั้นเหรอ” หลิวตงหัวเราะเบา ๆ
“มันก็ค่อนข้างเป็นคำที่น่าสนใจน่ะครับ” หลี่ซีเหวินไม่ได้ปิดบังเช่นกัน
“คุณมีความคิดที่พลิกแพลงดี แต่การทำธุรกิจ ความเฉลียวฉลาดนั้นไร้ประโยชน์ คิดจริง ๆ หรือว่าเด็ก ๆ จะซื้อไส้กรอกแฮมของคุณหลังจากอ่านคำว่า “ไซอิ๋ว” หลิวตงหัวเราะเบา ๆ “พ่อหนุ่ม ในการทำธุรกิจน่ะนะ คุณภาพเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด”
คำพูดของหลิวตงไม่ได้มีอะไรผิด แต่หลี่ซีเหวินรู้สึกว่ามีบางอย่างในคำพูดของอีกฝ่ายจึงถามขึ้นเบา ๆ ว่า “ผมไม่รู้ว่าคุณหลิวหมายถึงอะไร”
“คุณยังไม่เข้าใจอีกเหรอ ในเมื่อต้องการทำอุตสาหกรรมไส้กรอกแฮมก็ต้องมีความร่วมมือกับโรงงานผลิตเนื้อสัตว์ของเรา เนื้อสัตว์เป็นพื้นฐานในการวัดคุณภาพของไส้กรอกแฮม มันไม่ใช่เรื่องเกินจริงหากจะกล่าวว่า ความร่วมมือกับโรงงานเนื้อสัตว์ถือเป็นสัดส่วนหลักของการแปรรูปไส้กรอกแฮม” หลิวตงจิบน้ำ จากนั้นก็พูดว่า “นั่นคือสาเหตุที่หยางเปากั๋วที่มีหนี้สินมากมาย แต่ไม่กล้าเป็นหนี้โรงงานเนื้อของเราเลย”
หลี่ซีเหวินขมวดคิ้วอย่างลับ ๆ คำพูดของหลิวตงนั้นชัดเจนมาก โรงงานแปรรูปไส้กรอกแฮมจะอยู่รอดหรือตกต่ำนั้น ขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายพยักหน้าตกลงหรือไม่
ในยุคที่การคมนาคมไม่สะดวกสบายและการสื่อสารยังด้อยพัฒนา เมืองเฉาโจวมีโรงงานผลิตเนื้อสัตว์เพียงแห่งเดียว ดังนั้นจึงสมควรอย่างยิ่งที่จะพูดเช่นนั้นได้
นี่เป็นคำเตือนและถือเป็นภัยคุกคามด้วยเช่นกัน
“ฉางไห่และหลินชู พวกนายสองคนทานอาหารก่อนได้เลย อย่าอดอาหาร” หลี่ซีเหวินเคาะเบา ๆ ตรงหน้าทั้งสองคนที่กำลังประหม่าอยู่ข้าง ๆ แล้วกระซิบบอก
พฤติกรรมการเปลี่ยนเรื่องเช่นนี้ทำให้หลิวตงและเฝิงหยูฮุ่ยผงะไป จากนั้นทั้งคู่ก็แสดงความพึงพอใจเกือบจะพร้อมกัน
“ประธานหลี่ คุณก็ทานด้วยสิ พี่เขยของฉันพูดตรงเกินไป ดังนั้นอย่าเก็บไปใส่ใจเลย” เฝิงหยูฮุ่ยยิ้มแต่พูดแปลก ๆ “แต่จะว่าไปแล้ว มันก็จริงนะ ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทานเค้กไส้กรอกแฮมได้”
“ประธานเฝิง หากคุณมีความคิดใด ก็พูดออกมาตรง ๆ เถอะครับ” หลี่ซีเหวินพูดเบา ๆ
“ตรงไปตรงมาดี” เฝิงหยูฮุ่ยพยักหน้า “ดูคุณอายุยังน้อย ฉันทนไม่ได้จริง ๆ ที่จะขับไล่คุณออกจากอุตสาหกรรมนี้ ในกรณีนี้ทำไมพวกเราไม่มาร่วมมือกันและสร้างรายได้ไปด้วยกันล่ะ”
“ร่วมมือหรือครับ แล้วจะร่วมมือกันอย่างไร” หลี่ซีเหวินถาม
“มันง่ายมาก ขายโรงงานให้ฉันสิ ส่วนคุณกับสหายก็มาทำงานให้ฉัน ฉันสัญญาเลยว่าจะไม่ปฏิบัติกับพวกคุณเลวร้ายแน่นอน” เฝิงหยูฮุ่ยตอบ
“ประธานเฝิงไม่ได้อยากจะร่วมมือนี่ครับ แต่คุณต้องการซื้อ!” หลี่ซีเหวินยิ้มอย่างเสียใจ
“ไม่เป็นไรหากจะคิดอย่างนั้น แต่คุณควรเข้าใจว่า ฉัน เฝิงหยูฮุ่ยไม่ได้ชอบโรงงานแย่ ๆ แห่งนั่นหรอก แต่ชอบพรสวรรค์ของคุณต่างหาก” เฝิงหยูฮุ่ยกล่าว
“แต่ผมคิดว่า ประธานเฝิงสนใจในทรัพยากรการโฆษณาที่อยู่ในมือของผมมากกว่านะครับ” หลี่ซีเหวินตอบกลับ
เฝิงหยูฮุ่ยผงะไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะออกมาดัง ๆ แล้วกล่าวว่า “ถ้าคุณเป็นคนของฉัน สื่อโฆษณาย่อมตกเป็นของฉันด้วยเช่นกัน และแน่นอนว่าฉันจะให้ผลประโยชน์อย่างที่คุณยากจะปฏิเสธได้”
“สิ่งที่ยากจะปฏิเสธงั้นหรือครับ” หลี่ซีเหวินหัวเราะสองครั้ง ส่ายศีรษะแล้วพูดว่า “ขอโทษนะครับ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ผมจะปฏิเสธไม่ได้”
ใบหน้าของเฝิงหยูฮุ่ยเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเมื่อเขาได้ยินคำพูดเหล่านี้ ร่อยรอยความโกรธฉายชัดในแววตาของหลิวตง ฉางไห่และหลินชูที่กำลังทานอาหารอยู่ก็หยุดชะงักไปด้วยความตกใจเช่นกัน
การติดต่อทางธุรกิจไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการชิงไหวชิงพริบและการใช้เล่ห์เหลี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ไม่มีความแข็งแกร่งอย่างเช่นหลี่ซีเหวิน เขาควรป้องกันไม่ทำให้ผู้อื่นขุ่นเคืองสิ แต่คำพูดของเขาไม่เพียงแข็งทื่อเท่านั้น แต่ยังมีความเย่อหยิ่งที่ไม่ควรมีอีกด้วย
“หมายความว่ายังไง คุณไม่ได้วางแผนที่จะขายมันใช่ไหม” เสียงของเฝิงหยูฮุ่ยไม่ค่อยถูกต้องนัก
“ถูกต้องครับ” หลี่ซีเหวินพยักหน้าอย่างใจเย็น
“ฮ่า ฮ่า” เฝิงหยูฮุ่ยเย้ยหยันสองครั้งและพูดอย่างไม่รีบร้อนว่า “ประธานหลี่ คุณยังไม่รู้สถานการณ์ของโรงงานแปรรูปของตัวเองใช่ไหม”
ดวงตาของเขามีความมั่นใจเป็นพิเศษราวกับว่าเขาสามารถตกลงกับหลี่ซีเหวินได้แล้วและพูดต่อไปว่า “ไม่ต้องพูดถึงเรื่องหนี้นอกระบบเลย คุณรู้หรือไม่ว่าทำไมหยางเปากั๋วถึงขายโรงงานให้คุณในราคาต่ำ มันเป็นเพราะว่าโรงงานของเขาติดหนี้จำนองไว้กับธนาคารเมื่อนานมาแล้ว เขาเป็นตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ ดังนั้นคงไม่ได้บอกเรื่องนี้กับคุณแน่นอน คุณคิดว่าสามารถต่อรองราคามาได้ แต่ความจริงแล้วกลับตกหลุมพรางของคนอื่นต่างหาก”
“อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ ว่าคุณแลกบ้านเป็นโรงงานมา สิ้นปีนี้จะครบกำหนดสัญญากู้จำนองที่จะต้องจ่ายเงินให้กับธนาคารแล้ว ถึงเวลานั้นคุณจะมีเพียงทางเลือกเดียว นั่นคือล้มละลาย”
“ธุรกิจนี้อันตรายมาก และฉันเป็นคนเดียวที่จะสามารถช่วยคุณออกจากทะเลแห่งความทุกข์นี้ได้ ฉันให้เวลาสามนาทีหวังว่าจะได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจนะ”
********* *****v***** *********
เชิงอรรถ
[1] งานเลี้ยงหงเหมิน” Hongmen Banquet” หลัก ๆ พูดถึงการโจมตีและการหลบหนีได้อย่างปลอดภัย
งานเลี้ยงหงเหมิน” Hongmen Banquet” เป็นชีวประวัติทางประวัติศาสตร์ที่เขียนโดยสือหม่าเฉียน นักประวัติศาสตร์และนักเขียนแห่งราชวงศ์ฮั่นจาก” Historical Records·Benji of Xiang Yu” บทความนี้อธิบายถึงงานเลี้ยงที่จัดขึ้นโดยเซียงหยูและหลิวปัง ผู้นำของกองทัพต่อต้านราชวงศ์ฉินสองกองทัพหลังการล่มสลายของราชวงศ์ฉิน (เมื่อ 206 ปีก่อนคริสตกาล) ที่หงเหมินเมืองหลวงของราชวงศ์ฉิน ในเขตชานเมือง โดยใจความสำคัญอยู่ที่การสารภาพผิดของหลิวปังต่อเซียงหยาง แบ่งออกเป็นสามส่วนคือก่อนไปที่ค่าย หลังการหลบหนี และงานเลี้ยง
มี 2 ประเด็นหลักคือ การเปิดการโจมตีและการที่หลิวปังสามารถหลบหนีได้อย่างปลอดภัย
[2] ทหารมาใช้ขุนพลต้าน น้ำมาใช้ดินต้าน เปรียบถึงไม่ว่าจะมาวิธีไหนก็สามารถรับมือได้