หนิงอันอันนั้นตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมากพอเข้ามาก็พบกับสิ่งของมากมายประดับประดาอยู่เต็มไปหมด ล้วนเป็นสิ่งของสวยหรูราคาแพงแม้แต่องครักษ์เองก็ยังควบคุมกิริยาตนไม่ได้ เกิดการหวั่นไหวต่อสิ่งเร้ามากมายนี้
ชายหนุ่มสังเกตเห็นจึงกล่าว “หากอยากดูก็จงไปดูเถอะ ไม่ต้องติดตามข้าอยากได้สิ่งใดให้มาบอก” หญิงสาวได้ยินก็ดีใจรีบเดินออกไปแต่พยายามข่มใจไม่วิ่งพยายามไม่ให้เสียกิริยาส่วนองครักษ์นั้นก็เดินแยกกันชมดูตามหลังคุณหนูไป
ในตอนนี้เหลือเพียงชายชราและชายหนุ่มแล้ว หนิงเฟยหลงจึงถามไปว่า “สถานที่แห่งนี้รับซื้อของหรือไม่?”
ชายชราหันมองชายหนุ่มด้วยความสนใจจึงกล่าว “ทางเรารับซื้อหากของนั้นมีมูลค่ามากเราจะให้ท่านเป็นลูกค้าระดับสูงเลยก็ได้ ระดับนั้นแบ่งออกเป็นห้าระดับสามัญ เหล็ก ทองแดง เงิน ทอง และท่านจะได้รับตราตั้งแต่เหล็กขึ้นไป ซึ่งในแคว้นนี้มีระดับทองเพียงผู้เดียวคือองค์จักรพรรดิเท่านั้นท่านสนใจหรือไม่?” แววตาของชายหนุ่มเป็นประกายชายหนุ่มเริ่มเกิดความสนใจ
หนิงเฟยหลงหยิบเอาแก่นสัตว์อสูรออกมาสิบลูก นั่นทำให้ผู้ดูแลอวิ้นเบิกตาโตมันไม่คาดคิดว่าชายหนุ่มผู้นี้จะต่อกรกับสัตว์อสูร และนำมาขายได้เยอะเพียงนี้ มันลอบคิดในใจว่า“ฝีมือของเด็กนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ หากได้มาเป็นพวกล่ะก็หอสมบัติคงได้กำไรจากการค้าอีกมาก”
ชายหนุ่มนำออกมาวางบนโต๊ะด้านข้างเสร็จก็กล่าว “พวกนี้ท่านรับซื้อหรือไม่?และท่านจะให้ราคาเท่าไหร่?”ชายชรามองดูประเมินราคาก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ชายหนุ่มผู้นี้นำออกมามิใช่เพียงแก่นระดับสอง หากแต่มีแก่นระดับสามนั้นอยู่ถึงสามลูกแววตาจึงดูประหลาดใจไม่น้อย
“ทั้งหมดราคาสองแสนหนึ่งหมื่นสี่พันเก้าร้อยเหรียญเงินทางเราให้ราคาร้อยละเจ็ดสิบของราคาตลาดและในคราวนี้เราจะให้ท่านเพิ่มเป็นสองแสนสองหมื่นเหรียญเงิน แทนคำขอโทษจากเหตุการณ์นั้นท่านยินดีหรือไม่?” อวิ้นหยางกล่าวจบก็เผยรอยยิ้มออกมา
หนิงเฟยหลงไตร่ตรองสักครู่ก็เห็นชอบด้วยที่จะขายออกในราคานี้เหมาะสมแล้ว “ราคานี้เหมาะสมนักไม่ทราบว่าราคาของแหวนมิตินั้นอยู่ที่เท่าใด?”
หลังชายหนุ่มกล่าวจบอวิ้นหยางก็รู้ได้ทันทีว่าชายผู้นี้ต้องการจะซื้อแหวนมิติ “แหวนมิตินั้นราคาค่อนข้างสูงระดับต่ำสุดก็อยู่ในราคาหนึ่งแสนเหรียญเงินเสียแล้ว ท่านต้องการหรือไม่?”ชายชราแสร้งถาม
หนิงเฟยหลงไม่อาจไม่ตกใจกับราคานี้ได้รู้ว่าแพง แต่นี้มันแพงไปแล้ว! มันเกิดความไม่สบายอารมณ์สักพักจึงรู้สึกว่าเหตุใดวันนี้ถึงรู้สึกว่าตนอารมณ์อ่อนไหวนัก มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปแต่ชายหนุ่มก็คร้านจะสนใจอารมณ์ของตนในตอนนี้ “ท่านผู้ดูแลอวิ้นข้าต้องการวงหนึ่งท่านหักจากการขายครั้งนี้ได้เลย”
อวิ้นหยางได้ฟังก็เดินออกไปด้านหลังห้องนี้ชั่วครู่จึงเดินออกมาพร้อมแหวนวงหนึ่ง ใช่แล้วนี่คือแหวนมิติ หนิงเฟยหลงเบิกตากว้าง!แหวนมิตินี้หาใช่สามัญไม่ใช่ระดับศิลาที่ต่ำสุดหรือ? ไม่ใช่เลย! หากแต่เป็นแหวนมิติระดับเหล็ก!! ที่เป็นรองเพียงระดับเงินและทองเท่านั้น
หนิงเฟยหลงใจสั่นรัวด้วยความตื่นเต้น! พร้อมกล่าวว่า “นี่....” ได้เพียงคำเดียว
ชายชราก็ยกมือปรามแล้วจึงว่า “ท่านสมควรได้รับมัน”กล่าวจบอวิ้นหยางก็ยื่นแหวนมิติ และป้ายอันหนึ่งมอบให้ชายหนุ่มแต่ชายหนุ่มนั้นกลับนิ่งอึ้งเล็กน้อยแล้วจึงรับไว้
สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะต้องกล่าว “นี่มันมากเกินไปข้ารับไม่ได้หรอกท่านผู้ดูแล” หนิงเฟยหลงเอ่ยด้วยความเกรงใจ นั่นเพราะนอกจากแหวนที่ได้รับระดับเหล็กแล้วป้ายนั้นก็ยังเป็นระดับเงินอีกด้วย!
นี่มันหมายความว่ายังไง ก็หมายความว่าทางหอสมบัติตั้งใจที่จะให้ชายหนุ่มมีฐานะที่เทียบเท่ากับผู้นำเหล่าตระกูลใหญ่ทั้งสี่คนของแคว้นเยว่!และยังมีศักดิ์ฐานะพิเศษไม่เป็นรองผู้ใด เข้าออกหอสมบัติได้ทั่วปฐพี!
หอสมบัติความเป็นมานั้นหนิงเฟยหลงไม่เคยสืบเสาะจึงไม่อาจรู้ได้ว่ามีอยู่ที่ใดบ้างหากแต่หอสมบัติไม่ได้ขายแต่สมบัติ หากแต่ยังมีขุมกำลังผู้คนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตระกูลทั้งสี่หูตาสอดส่องไปทั่วแผ่น
การที่ได้รับป้ายระดับเงินนี้ย่อมหมายถึงคนผู้นั้นมีความสำคัญอย่างมากในหอสมบัติควรเรียกว่าผู้อาวุโสของหอสมบัติ เช่นนั้นผู้ที่อยู่เบื้องหน้าเล่าเป็นผู้ใด? ถึงสามารถนำของชิ้นนี้มาให้ตนได้หากไม่ใช่ประมุขหอสมบัติ ถึงว่านามอวิ้นหยางคุ้นหูยิ่งนักที่แท้ก็คือประมุขอวิ้นหยาง!!!
หนิงเฟยหลงรู้ดังนั้นจึงว่า “ผู้เยาว์ คารวะท่านประมุขแห่งหอสมบัติผู้เยาว์ไม่ทราบว่าเป็นท่านต้องขออภัยด้วยที่เสียมารยาท” อวิ้นหยางเห็นดังนั้นก็แปลกใจเล็กน้อยไม่คิดว่าคนผู้นี้จะรับรู้ได้เร็วเพียงนี้ว่าตนเป็นประมุข
“ตามสบายเถอะ อย่าได้เกรงใจเลยซื่อจื่อ”หลังกล่าวจบหนิงเฟยหลงก็ไม่แปลกใจเท่าใด ด้วยคาดว่าประมุขผู้นี้มีหูตาอยู่ทุกที่คงไม่ยากเย็นที่จะรู้จักตน
อวิ้นหยางเห็นสีหน้าของหนิงเฟยหลงที่นิ่งสงบก็บังเกิดความแปลกใจเหตุใดเด็กผู้นี้เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย บางครั้งก็มั่นคงบางครั้งก็แปรปรวนเกิดอะไรขึ้นกันแน่
อย่างในครานี้เมื่อรู้ว่าเราเป็นถึงประมุขหอสมบัติที่มีอานุภาพมาก เป็นผู้สูงส่งเทียบเท่าผู้นำทั้งสี่ของตระกูลใหญ่หรืออาจเทียบเท่าองค์จักรพรรดิ เหตุใดเด็กนี้ถึงได้เงียบงันเช่นนี้สีหน้าเองก็ดูนิ่งเฉยเหนือความคาดหมายนัก ช่างเป็นบุคคลที่น่าสนใจเสียจริง!
“ซื่อจื่อการเดินทางที่ผ่านมามีอุปสรรคใดหรือไม่? ท่านรู้สึกว่าลมปราณในตัวหรือสิ่งใดติดขัดหรือไม่?” ชายชราจึงอดไม่ได้ที่จะซักถามนั่นเพราะมันไม่เชื่อว่าอัธยาศัยที่แท้ของชายหนุ่มผู้นี้จะแปรผันง่าย
มันสืบทราบมาก่อนว่าคุณชายตระกูลหนิงอดีตนายน้อยอันดับหนึ่งของตระกูลมีความเป็นผู้ใหญ่นัก นิสัยหนักแน่นมั่นคง ตัดสินใจเฉียบขาดเกินวัยฝีมือก็ไม่ธรรมดา แกร่งกล้าเกินกว่ารุ่นราวคราวเดียวกันแต่เหตุไฉนจึงเป็นเช่นนี้ได้
ชายหนุ่มได้ฟังก็เริ่มโคจรพลังก็ไม่พบว่ามีสิ่งใดผิดปกติเพียงแต่รู้สึกว่าทุกครั้งที่เดินพลังอารมณ์มักผันแปรง่าย รู้สึกหงุดหงิดง่าย “ท่านประมุขอวิ้นผู้เยาว์ไม่ได้ติดขัดอันใดเพียงแต่รู้สึกถึงความรู้สึกอารมณ์ไม่คงที่เมื่อเดินพลังเท่านั้น”ชายชราเมื่อได้ยินนัยน์ตาก็หดวูบ!
“งั้นขอข้อตรวจชีพจรเจ้าหน่อย” ว่าจบอวิ้นหยางก็แหมะนิ้วมือลงไป ทว่าสีหน้าพลันเปลี่ยนสีทันที! “แย่แล้ว! เส้นลมปราณของเจ้าข้าสัมผัสได้ถึงพลังหยิน! เจ้าฝึกฝนพลังหยินอย่างงั้นรึ! หรือว่าเจ้าโดนโจมตีมา?สิ่งนี้เอง ไม่น่าล่ะข้าจึงไม่พบมันในคราแรก ลมปราณหยินจะคอยกัดกร่อนจิตใจเจ้าให้เกิดอารมณ์ไม่สงบเพราะฉะนั้นตอนนี้ต้องแก้ไขโดยด่วน!! ตามข้ามา!” หลังชายชรากล่าวจบก็สาวเท้ารีบขึ้นไปยังชั้นที่สามของหอสมบัติ
ระหว่างทางชายหนุ่มก็ไม่มีเวลาสนใจสิ่งของมากมายนักเพียงแต่เดินตามไปแต่ก็พบว่าหอสมบัตินั้นสมแล้วที่ได้ชื่อว่าหอสมบัติร่ำรวยด้วยเงินทอง สิ่งของอันวิเศษ โอสถอันเลิศรส อาวุธอันเลิศล้ำยิ่งนักนี่เพียงกวาดสายตามองอย่างผ่านๆ เท่านั้นก็รับรู้ได้
อวิ้นหยางหยุดลงที่หน้าห้องหนึ่งบนชั้นสามประตูห้องนั้นไม่ได้ตกแต่งสิ่งใดและประตูนั้นก็เพียงทำมาจากไม้ธรรมดาไม่ได้มีค่าแต่อย่างใดนั่นทำให้ชายหนุ่มแปลกใจยิ่ง เหตุใดผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่นี้ถึงสมถะเช่นนี้ได้หายากเหลือ
ชายชราคล้ายเข้าใจความคิดของหนิงเฟยหลงจึงกล่าว “ข้านั้นไม่ได้สมถะแต่อย่างใดเพียงแต่สิ่งใดจำเป็นต้องเลิศหรูข้านั้นก็จะทำให้เลิศหรูแต่สิ่งใดที่ไม่สมควรมันก็ย่อมไม่จำเป็น”
หากผู้อื่นได้ฟังคงจะสรรเสริญว่าชายชรานี้รู้จักคุณค่าของสิ่งของนักพร้อมกับกล่าวคำชมเชย แต่สำหรับหนิงเฟยหลงนั้นต่างกันมันกลับเข้าใจได้ทันทีชายชราผู้นี้หาได้สมถะไม่ หากแต่รู้จักคุณค่าของการใช้จ่ายเสียมากกว่าหรืออาจกล่าวว่าบุรุษผู้ชรานิยมชมชอบของที่มีประโยชน์ หากไร้ประโยชน์ก็จะทิ้งไปอย่างไม่ไยดี! ถึงว่าการตายของเจ้าหน้าที่นั้นไม่ได้ทำให้มันโกรธเกรี้ยวแต่อย่างใดและคล้ายว่าจะพึงพอใจเสียอีก
แสดงว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไร้ประโยชน์เสียแล้ว การตายของมันก็เหมือนการขจัดอุจจาระที่เปรอะเปื้อนทิ้งไป! หนิงเฟยหลงลอบคิดขึ้นในใจ “เฒ่าชรานี่ใจจริงช่างอำมหิตนัก!” ชายหนุ่มยิ่งคิดก็ยิ่งสั่นสะท้าน! พยายามข่มใจไม่ให้เกิดการหวั่นไหวแสดงสีหน้าเรียบเฉยดังเดิมอยู่
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้นขึ้นอีกครั้ง หนิงเฟยหลงถึงกับต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ชายชราที่อยู่ข้างหน้าจะทำดีกับมันหรือหวังสิ่งใดกันแน่หรือ ถึงได้แสดงออกมาด้วยความห่วงใยเช่นนี้มันอดไม่ได้ที่จะวิตกกังวล สีหน้าเริ่มหม่นหมองลงเล็กน้อย
อวิ้นหยางหลังเปิดประตูเดินเข้าห้องแล้วก็ให้หนิงเฟยหลงนั่งลงบนเก้าอี้ที่ไม่มีพนักอยู่ด้านข้างชายชรามองเห็นสีหน้าที่หมองคล้ำเล็กน้อยของบุรุษ มันก็เริ่มสนใจแล้ว มันคิดว่า “ชายหนุ่มผู้นี้ช่างชาญฉลาดหากแต่คิดมากไปเสียหน่อย ตัวเรานั้นตั้งใจจะรักษาให้มันจริงเพียงแต่เราพูดเรื่องเกี่ยวกับประตูมันกลับเอาไปเชื่อมโยงถึงนิสัยเราได้แม้ว่าจะเป็นจริงตามที่มันคิดหลายส่วน แต่ก็ไม่จริงหลายส่วนนักเด็กน้อยนี่บังอาจมาตัดสินเราด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค น่าขันนัก!”
อวิ้นหยางเผยรอยยิ้มออกมาอย่างเจือจาง แล้วว่า “เจ้าอย่าวิตกกังวลไปตัวเรานั้นยังเห็นว่าท่านมีประโยชน์...” ได้ฟังเท่านี้ชายหนุ่มก็สะดุ้งตกใจ!สีหน้าจากหมองคล้ำเปลี่ยนเป็นซีดเผือด!
“เฒ่าชรานี่ สมแล้วที่เป็นถึงประมุขหอสมบัติมองการคิดอ่านของผู้อื่นทะลุปรุโปร่งนักถึงกับนำสิ่งที่เราคิดมาหยอกล้อทำให้เรานั้นเสียกิริยาไป” ชายหนุ่มลอบขบคิดและก็เป็นจริงอย่างที่มันคิดคำกล่าวของอวิ้นหยางเพียงหยอกล้อเท่านั้น
อวิ้นหยางไม่อยากเสียเวลาแล้วเคลื่อนย้ายไปอยู่ด้านหลังของชายหนุ่มจากนั้นถ่ายทอดลมปราณสายหนึ่งออกไป เพื่อขจัดลมปราณหยินออกมา เริ่มแรกชายหนุ่มนั้นได้สติหลุดออกจากความคิดเข้าสู่อาการเจ็บปวด เหมือนว่าเกิดการกระตุ้นจากร่างกายให้ทำการโคจรพลัง
ทว่าปราณหยินนั้นยิ่งถูกผลักยิ่งแข็งกร้าว ยิ่งสัมผัสก็ยิ่งรุนแรง และเหมือนว่ามันจะโกรธเกรี้ยวลมปราณที่ส่งไปเหมือนไปกระตุ้นมัน หนิงเฟยหลงเจ็บปวดนัก แต่ก็อดทนไว้ตอนนี้มันไม่มีเวลาจะคิดถึงสิ่งใดแล้ว หากคิดก็คงไม่พ้นความเจ็บปวดที่มากกว่าเดิมความเจ็บปวดคงอยู่ได้ไม่นานการต่อต้านของปราณหยินก็มีทีท่าจะหยุดลง
ทว่าเวลาไม่นานมันก็กลับมาใหม่คราวนี้แปลกประหลาดกว่าเดิมหาได้สร้างความเจ็บปวดไม่ หากแต่ทำให้ชายหนุ่มต้องร่างสั่นระริก ด้วยความหนาวเย็นของมันแม้แต่ชายชราเองหน้าก็เริ่มเปลี่ยนสีเป็นซีดเผือด “เหตุใดพลังหยินในตัวเจ้าถึงร้ายกาจและบริสุทธิ์เช่นนี้ ไม่คล้ายว่าจะเป็นพลังชั่วร้ายแต่อย่างใดเพียงแต่กระทบด้านจิตใจของเจ้าก็เท่านั้น”หนิงเฟยหลงลองโคจรพลังรุนแรงขึ้นก็รับรู้ได้ว่าเป็นเช่นนั้นจริง
ทว่าไม่ว่าอย่างไรปราณหยินนี่ก็อันตรายต่อมันอยู่ดีจำเป็นที่จะต้องขจัดทิ้งไป“ข้านั้นไม่รู้ว่าจะมีวิธีใดขจัดมันออกไปได้ เอาเช่นนี้เถิดให้ข้ารับความลำบากแทน”ว่าแล้วเฒ่าชราก็ใช้พลังลมปราณตนค่อยๆขับเคลื่อนย้ายพลังหยินเข้าสู่กายตนเอง
ชายหนุ่มเบิกตาขึ้นอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิด “อะไรกันเฒ่าชราผู้นี้คิดทำสิ่งใดนั่นส่งผลร้ายต่อร่ากายเหตุใดจึงรับมันเข้าไป ถ้าจะบ้าเสียแล้ว! หรือว่าเฒ่าชราผู้นี้เห็นเราเป็นบุตรหลานหวังดีกับเราจริง จึงจำเป็นต้องปกป้องให้พ้นภัยถึงกับยอมสละร่างกายตน แต่นั่นมันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!”