“เจ้าทำการค้าอาหารทะเลแห้งดีหรือไม่”
“อาหารทะเลแห้ง” เฉินซินยกมือขึ้นเกาศีรษะ เขาไม่ค่อยชื่นชอบอาหารทะเลแห้งเท่าไหร่ กลิ่นของมันแรงจนแทบอยากโก่งคออาเจียน
ฮั่วหนานอันรู้ใจเจ้าหมอนี่ดีว่าไม่ชอบกลิ่นอาหารทะเล พาลให้ไม่ยอมแตะต้องรายการอาหารที่ทำมาจากสัตว์ทะเล จึงคิดว่ามันไม่อร่อยเหมือนกับเนื้อสัตว์บก
“อาหารทะเล ถ้านำไปปรุงอย่างถูกวิธี รับรองได้ว่าเจ้าจะติดใจจนต้องร้องขอมันไม่หยุด หมู่บ้านที่ข้าอาศัยอยู่ มีโรงงานผลิตอาหารทะเลแห้งส่งขาย หากเจ้าเปิดร้านขายอาหารทะเลแห้งรับรองได้ว่ากิจการของเจ้าจะรุ่งเรืองจนฉุดไม่อยู่”
สิ่งที่ฮั่วหนานอันกรอกหู ใช้ว่าเฉินซินจะตามไม่ทัน ถ้าเขาเปิดร้านขายอาหารทะเลแห้ง แหล่งที่มาของอาหารทะเลแห้งคงมิแคล้วต้องรับซื้อจากหมู่บ้านที่ศิษย์พี่อาศัยอยู่ นี่คือการหลอกขายใช่หรือไม่
“เจ้าหมูน้อยของข้า” ฮั่วหนานอันยื่นมือไปเกาพุงให้กับเฉินซิน ไร้อาการเขินอายต่อภรรยาและบุตรที่นั่งมองด้วยความตกตะลึง
“ศิษย์พี่คนนี้เคยหลอกลวงเจ้าเสียที่ไหน มีสิ่งใดบ้างที่ข้าทำให้เจ้าผิดหวัง”
เฉินซินรีบส่ายศีรษะ “ท่านคือคนที่ดีกับข้าที่สุด สำหรับข้าท่านยอดเยี่ยมเสมอ”
“ดีมาก ศิษย์พี่ของเจ้าหวังดีต่อเจ้าเสมอ นอกจากการค้าอาหารทะเลแห้งแล้ว ข้ายังต้องการให้เจ้าเปิดร้านขายข้าวด้วย”
“ร้านขายข้าว!”
สกุลที่ทำการค้าข้าวครอบคลุมต้าฉีคือสกุลอู๋ บุตรชายคนโตของบ้านใหญ่สกุลอู๋อย่างอู๋หม่า เป็นขันทีคนใกล้ชิดของโอรสสวรรค์ สกุลเฉิงเป็นเพียงสกุลคหบดีจะเอาอันใดไปสู้กับขันทีใหญ่
“ข้ารู้ว่าเจ้ากังวลสิ่งใด แค่ชายที่ถูกตอนจะยิ่งใหญ่กว่าสกุลฮั่วที่หนุนหลังเจ้าได้เยี่ยงไร” ตบบ่าสหายรุ่นน้อง เพื่อสร้างความมั่นใจ
“ศิษย์พี่ถูกเหลียงอ๋องขับไล่ออกจากเมืองหลวงมาใช้ชีวิตที่ชนบท ท่านกล้าเอาสกุลฮั่วมารับประกันว่าจะหนุนหลังข้า ท่านไม่กลัวเหลียงอ๋องจัดการกับท่านหรือ”
เหลียงอ๋องขึ้นชื่อว่าเป็นคนตงฉินและรักในความยุติธรรม แม้แต่สายเลือดเดียวกัน หากทำผิดต้องรับโทษตามความเหมาะสม ผู้ที่นำสกุลฮั่วมาแอบอ้างทำเรื่องเหลวไหล เกรงว่าจะพบจุดจบอันเลวร้าย
ฮั่วหนานอันใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม พร้อมกับคิดว่าที่เจ้าหมูน้อยพูดมาก็มีเหตุผล
“เอาเป็นว่าผู้ที่หนุนหลังเจ้าคือฮั่วหนานอัน มีสิ่งใดบ้างที่ข้าสู้อู๋กงกงไม่ได้ เพียงแค่สิ่งนี้ก็ถือว่าข้าเหนือกว่ามากแล้ว”
ก้มหน้ามองไปยังจุดกึ่งกาย แล้วยักคิ้วให้กับสหายรุ่นน้อง
ฮั่วหมิงจูกับฮั่วเจินจูยกมือขึ้นปิดหูตามคำสั่งของมารดา สองพี่น้องกะพริบตาปริบๆ แสร้งไม่ได้ยินสิ่งที่บิดาพูดออกมา
หวังซื่อไม่เคยคิดเลยว่าสามีของนางจะหว่านล้อมผู้อื่นได้เก่ง ขนาดผู้ที่เป็นสหายเขายังล่อลวงได้ลงคอ อู๋กงกงคือใครกัน เขาถึงกล้าเอาตนเองไปเทียบ นั่นคือขันทีคนใกล้ชิดขององค์จักรพรรดิเชียวนะ! ขนาดขุนนางหลายคนยังให้การเคารพแก่เขา
หวังซื่อนั่งฟังสามีหว่านล้อมให้คุณชายสามเฉินไปหาเงินมาลงทุนเปิดร้านขายข้าว และร้านขายอาหารทะเลแห้ง
น่าแปลกที่คุณชายสามเฉินเชื่อฟังสามีของนางไปเสียทุกอย่าง ตั้งใจฟังในสิ่งที่เขาบอกแล้วพยักหน้ารับอย่างเดียว มีคนที่เชื่อฟังผู้ที่มิใช่บุพการีหรือสายเลือดเดียวกันมากขนาดนี้อยู่ด้วยหรือ
“ศิษย์พี่ ถึงข้าจะเขลาไปสักหน่อย แต่อีกไม่นานผลผลิตก็จะถึงคราเก็บเกี่ยวแล้ว ซื้อข้าวตอนนี้มันจะดีหรือ เหตุใดถึงไม่รอรับซื้อข้าวใหม่มาขาย”
เมื่อใดที่ฤดูแห่งการเก็บเกี่ยวเริ่มต้นขึ้น ข้าวเก่าจะราคาลดฮวบลงจนน่าใจหาย ยามนี้ร้านค้าข้าวพยายามผลักดันข้าวในโกดังออกไปให้หมด เพื่อต้อนรับผลผลิตในฤดูกาลใหม่
“เจ้าเชื่อใจข้าหรือไม่” ฮั่วหนานอันไม่พูดอันใดให้มากความ ใช้สายตากดดันสหายรุ่นน้อง
“ข้าเชื่อใจท่านเสมอ” เฉินซินพยักหน้าบ่งบอกว่าเชื่อใจศิษย์พี่ของตนเอง
“ดีมาก เจ้าเชื่อข้าแล้วชีวิตเจ้าจะดีเอง”
“แต่ชีวิตของท่านตอนนี้….”
เฉินซินยกมือขึ้นลูบท้ายทอย สำรวจฮั่วหนานอันตั้งแต่หัวจรดเท้า เนื้อผ้าของชุดที่ศิษย์พี่สวมใส่เทียบไม่ได้แม้กระทั่งชุดของบ่าวรับใช้สกุลเฉิน
“ข้าเคยสอนให้เจ้าอย่ามองคนเพียงภายนอก เจ้าไม่เคยจำใส่หัวเลยสินะ!” ฮั่วหนานอันยืดอก ลูบเสื้อผ้าที่สวมใส่ให้เข้าที่ พยัคฆ์ไม่ว่าจะมอมแมมสักเพียงใดยังเป็นพยัคฆ์ จะให้เป็นลูกหมาก็คงมิใช่
“เจ้ามานั่งเร็วเข้า นี่ก็ใกล้ถึงเวลาที่พวกข้าควรเดินทางกลับแล้ว ขืนชักช้าคงเดินทางถึงหมู่บ้านมืดค่ำ”
ใช้ขาลากเก้าอี้ตัวที่ห่างจากภรรยา แล้วบังคับเฉินซินให้นั่งลงบนเก้าอี้ ส่วนเขาก็นั่งแทรกกลางระหว่างภรรยากับสหายรุ่นน้อง
“ในเมื่อกลัวเดินทางถึงหมู่บ้านมืดค่ำ ไยไม่พักอยู่ในตัวอำเภอก่อนสักสองสามคืนเล่า” เฉินซินเสนอ
“พักที่อำเภอไม่ได้ ที่บ้านมีคนชราอยู่เพียงลำพัง มา! ข้าจะเล่าเรื่องสนุกให้เจ้าฟังระหว่างกินมื้อเที่ยง”
ฮั่วหนานอันเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วให้กับเฉินซินฟัง เจ้าหมูน้อยได้ฟังก็ตกใจจนทำตะเกียบตก
เฉินซินฟังฮั่วหนานอันเล่าเรื่องอย่างตั้งใจ พลางร้องตะโกนในใจว่าที่นี่คือบ้านป่าเมืองเถื่อน ขุนนางท้องถิ่นไม่เห็นหัวฮ่องเต้แม้แต่น้อย
หลังจากจัดการกับอาหารที่อยู่บนโต๊ะจนเกลี้ยง ถึงเวลาที่คนบ้านฮั่วควรกลับเสียที พวกตนเสียเวลาอยู่ที่นี่มากจนเกินไป ทำให้ไม่มีเวลาไปเดินเลือกซื้อสิ่งของ หากจะซื้อคงมุ่งตรงไปยังร้านของที่จำเป็นต้องใช้ ไม่ได้เดินเที่ยวเล่นอย่างที่ตั้งใจในตอนแรก
“ศิษย์น้อง ค่าอาหารมื้อนี้เท่าไหร่หรือ” ฮั่วหนานอันยื่นมือออกไปกุมมือภรรยาที่กำลังจะล้วงเงินออกมาจากถุง ตบหลังมือภรรยาสามครั้งแล้วปล่อย
ฮั่วหนานอันคลำหาถุงเงินที่อยู่บริเวณหน้าอกของตนเองจนเจอ แล้วหยิบออกมาเปิดออก
“หนึ่ง สอง สาม….”
เฉินซินมองเหรียญทองแดงที่ถูกหยิบออกมาจากถุงใบเล็ก แล้ววางเรียงเอาไว้บนโต๊ะ ศิษย์พี่ยากจนหนักถึงขึ้นวิกฤต แต่ก่อนล้วงเงินมูลค่าน้อยสุดออกจากถุงผ้าไหมใบงามหากมิใช่ก้อนเงินก็เป็นแท่งเงิน เดี๋ยวนี้ศิษย์พี่นับเหรียญทองแดงจ่ายค่าอาหาร ยกมือขึ้นทุบหน้าอกตนเองด้วยความเจ็บปวดหัวใจ
“ท่านอย่าเห็นว่าข้าเป็นคนอื่นไกล อาหารเพียงเล็กน้อยมีหรือที่ข้าจะเลี้ยงหลานทั้งสองไม่ได้”
เฉินซินกลัวว่าศิษย์พี่จะอับอาย จึงบอกว่าตนเองจะเลี้ยงอาหารมื้อนี้แก่หลานทั้งสอง ชีวิตคนเราสามารถตกต่ำได้ก็สามารถทะยานขึ้นสู่ที่สูงได้เช่นเดียวกัน ศิษย์พี่ทั้งฉลาดและเก่งกาจ เขาเชื่อว่าจะต้องผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้อย่างแน่นอน
ส่งสายตาไปทางบุตรสาวทั้งสอง “พวกเจ้าทั้งสองขอบคุณท่านอาเฉินเร็วเข้า สหายของบิดาพวกเจ้าล้วนแล้วแต่เป็นคนจิตใจงดงาม”
ฮั่วหมิงจูกับฮั่วเจินจูกล่าวขอบคุณเฉินซินตามคำสั่งของบิดา อาหารบนโต๊มื้อนี้น่าจะราคาไม่ต่ำกว่าห้าสิบตำลึง รวมค่าห้องพิเศษที่มองเห็นทัศนียภาพอันงดงาม คงเฉียดร้อยตำลึงอย่างแน่นอน