หลังได้รับกระบี่มาชายหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกผูกพันกับกระบี่เพราะความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น ความชื่นชมในวิถีกระบี่จึงมีมากขึ้นใช้เวลาชั่วครู่ในการกวัดแกว่งกระบี่ รอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าก็ไม่อาจลบเลือน
เมื่อพึงพอใจแล้วมันก็ลาผู้อาวุโสและเดินทางออกนอกสำนักเพื่อทำภารกิจต่อไปจากนี้ยังเหลืออีกสองภารกิจซึ่งอยู่ในที่เดียวกัน มีความยากไม่เป็นรองภารกิจแรกเลยอันที่จริงแล้วภารกิจแรกสมควรจะยากที่สุดแล้วแต่เนื่องจากแม่ทัพพยัคฆ์ได้สร้างผลงานให้กับชายหนุ่มภารกิจจึงสำเร็จโดยง่าย ในใจก็บังเกิดความขอบคุณไม่น้อยและด้วยเหตุผลนี้ทำให้ชายหนุ่มขุดหลุมฝังศพแม่ทัพพยัคฆ์อย่างสมเกียรติ
แผนการทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น จนชายหนุ่มรู้สึกว่ามันราบรื่นเกินไปทั้งที่ความเป็นจริงแล้วสมควรจะยากยิ่งกว่ายากแต่ก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันมาช่วยเหลือมันเสมอ น่าประหลาดโดยแท้ สวรรค์ช่างเข้าข้างมันจริงๆ
..........
ห้องแห่งหนึ่งที่มืดมิดไร้แสงสว่างจากภายนอกมีเพียงแสงเทียนที่ส่องสว่าง มีเงาบุรุษสามคนกำลังหารือกันในที่ลับ
“ไม่คิดเลยว่าชื่อซิ่นจะทำงานพลาดได้ ไม่รู้ว่ายามนี้จะอยู่ที่ใด? หากข้าไม่ส่งคนไปหลังจากขาดการติดต่อคงไม่รู้ว่าแผนการได้ล้มเหลวไปแล้วมันน่าโมโหนัก !”
บุรุษวัยยี่สิบเศษผู้นี้ไม่ใช่อื่นมันคนที่ออกคำสั่งให้แม่ทัพพยัคฆ์ไปทำภารกิจที่ปรึกษาของกลุ่มลึกลับลักษณะภายนอกแทบไม่มีสิ่งใดโดดเด่นมักแต่งกายตามชาวบ้านธรรมดารูปร่างหน้าตาผิวพรรณก็เฉกเช่นเดียวกัน จะมีเพียงการกระทำที่เป็นเอกลักษณ์ในมือมักจะถือลูกเหล็กสองลูกหมุนวนเล่นไปมาอยู่ตลอดนี่เป็นเพียงเอกลักษณ์เดียวเท่านั้น ถ้าหากปล่อยให้เดินกับฝูงชนก็ยากที่จะหาตัวเจอ
“แผนการที่ตั้งไว้คงยากลำบากแล้ว...” ชายหนุ่มถอนหายใจยาวมันรู้สึกเบื่อหน่ายไม่น้อยเลย เดิมคิดว่าแผนการที่วางไว้จะไร้จุดบกพร่อง แต่ที่มันไม่ทันได้คาดคิดคือความสามารถที่แท้จริงของคุณชายหนิง
อันที่จริงแล้วไม่มีใครรู้ว่าฝีมือของหนิงเฟยหลงนั้นมีมากเพียงใดอาจจะตื้นเขินจนน่าตกใจ หรือจะล้ำลึกดุจหุบเหวก็เป็นได้ ยากที่จะคำนวนได้อย่างแม่นยำแม้แต่คนที่ส่งออกไปจัดการก็หลายครั้ง ยังพ่ายแพ้เสียสิ้นทุกคราไปที่ปรึกษาอี๋เริ่มมีความมั่นใจในการอำพรางฝีมือของชายหนุ่มแล้ว แต่ก็ไม่อาจรู้ตื้นลึกหนาบางได้ด้วยคนที่ส่งไปไม่มีใครเหลือรอดกลับมารายงานได้สักคน
การที่แม่ทัพพยัคฆ์หายไปอย่างไร้ร่องรอยและการกลับมาของหนิงเฟยหลงที่นครหลวงในเร็ว ๆ นี้ก็เป็นสิ่งยืนยันแล้วว่าแม่ทัพพยัคฆ์ทำงานล้มเหลว และหนิงเฟยหลงก็ยังไม่ธรรมดา
“ท่านที่ปรึกษาอี๋อย่าได้เป็นกังวลไป แม้ว่าแม่ทัพพยัคฆ์จะทำงานล้มเหลวแต่ก็แน่ชัดแล้วว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ควรนำเอาวัยเดียวกันที่ซึ่งธรรมดาไปเปรียบเทียบในเมื่อมันมีคำว่าอัจฉริยะประดับก็สมควรจะเป็นผู้ไม่ธรรมดา เป็นมังกรในหมู่มวลมัจฉาจึงจะถูก”บุรุษหน้าดำปานแดงเป็นวงอยู่บนหน้าผากกล่าว
ที่ปรึกษาอี๋ได้ฟังก็คลายความอัดอั้นลงความเบื่อหน่ายแต่เดิมกลายเป็นความตื่นเต้น “ปริศนานี้ชักจะสนุกแล้วสิ”มันหยุดกล่าว แววตาเป็นประกายมองไปยังบุรุษคนสุดท้ายที่ยืนอยู่แล้วเอ่ยขึ้น “แม้นว่าภารกิจต่อไปใครทำสำเร็จเราผู้นี้จะมีรางวัลให้อย่างงาม ไม่ว่าจะเป็นเพชรนิลจินดา แก้วแหวนเงินทอง อาวุธสมบัติ ยศถาบรรดาศักดิ์ หากไม่เกินบ่ากว่าแรงเราจะยกให้”
ดวงตาของชายทั้งสองเป็นประกายความฮึกเหิมบังเกิดขึ้นทันที คำกล่าวของที่ปรึกษาอี๋ย่อมต้องเป็นจริง ทำได้สำเร็จไม่มีทางบิดพลิ้วเป็นแน่เพราะที่ปรึกษาอี๋เป็นคนของชายผู้นั้น...
..........
ค่ายทหารห่างจากภูเขาตงซานหนึ่งร้อยลี้ธงหน้าค่ายโบกสะบัด ผืนผ้านั้นสลักอักษรคำว่า ‘หนิง’
“ไม่เลวคิดไม่ถึงเลยว่าเวลาผ่านไปหลายสิบวันเหล่าทหารจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ทหารที่แต่เดิมผอมแห้งบัดนี้เริ่มมีเนื้อหนังให้เห็นแล้ว เจ้าทำได้ดีมาก !”
หนิงเฟยหลงหัวเราะอย่างสบายอารมณ์เมื่อมองไปยังเหล่าทหารของตนที่ร่างกายสมบูรณ์ขึ้นมากความดีความชอบนี้ลู่คงสมควรได้รับถึงเจ็ดส่วนมันทำงานได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องเป็นที่พอใจของแม่ทัพท่านนี้เป็นอย่างมาก
ชายหนุ่มหยิบแกนสัตว์อสูรระดับสี่หนึ่งลูกโยนให้กับลู่คงลู่คงไม่ได้ตั้งตัว แต่ด้วยมีสัญชาตญาณที่ดีจึงรับไว้ได้เพียงแต่เมื่อรับแล้วใบหน้าก็แข็งค้างตกอยู่ในการตะลึง “นี่มัน...แกนสัตว์อสูรระดับสี่!!”
“นี่คือรางวัลของเจ้า”
“ขอบคุณท่านผู้นำ !” ลู่คงกล่าวอย่างซาบซึ้ง
เมื่อเสร็จสิ้นการให้รางวัลแล้วก็สมควรที่จะเริ่มฝึกซ้อมกองทัพให้แข็งแกร่งเสียทีการปฏิบัติแบ่งออกเป็นสามส่วน หนึ่งรับสมัครทหาร สองฝึกซ้อมสามรวมรวบเสบียงและอาวุธ
การดำเนินงานในช่วงแรกเป็นไปได้อย่างดีทหารต่างมีกำลังใจฝึกฝนอย่างเต็มกำลัง ในเมื่อข้าวปลาตกถึงท้องตนเอง และลูกเมียไยจะไม่ตอบแทนสุดความสามารถก่อนหน้านี้หนิงเฟยหลงได้ออกคำสั่งให้ทหารแต่ละคนนำเสบียงอาหารออกไปแจกจ่ายให้ทางบ้านอย่างไม่จำกัดเอาไปให้เพียงพอหนึ่งปีเต็ม เพราะพวกมันจะต้องอยู่ในค่ายทหารนี้หนึ่งปีเต็มๆโดยจะไม่ได้ไปไหนอีก
ในเมื่อครอบครัวของพวกทหารไม่ต้องอดอยากทหารก็ต่างมีกำลังใจในการฝึกโดยไม่ต้องห่วงแนวหลัง การวางแผนเตรียมพร้อมก็ถือว่าสำเร็จไปแล้วส่วนหนึ่งการก้าวเดินจึงไปต่อได้ไม่สะดุด ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเป็นไปตามแผน
หนิงเฟยหลงได้แจกแจงงานให้คนสนิทไปทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป งานทั้งหมดย่อมมีความสำคัญไม่ต่างกันลู่คงกับซู่เฟิงคอยดูแลเรื่องเสบียงและอาวุธ จางจิ้นจี้ดูแลเรื่องรับสมัครทหาร จางจิ้นสิงจัดการการฝึกฝน
ก่อนที่ชงเป่าจะเดินทางมาสมทบ ชงเป่าเคยอยู่ในค่ายปราบทักษิณมาก่อนย่อมต้องรู้วิธีฝึกแบบทหารมากกว่ากงจิ้นสิงและความเกรียงไกรของค่ายปราบทักษิณนั้นย่อมเป็นที่ประจักษ์ดีชายหนุ่มอยากจะให้กองทัพของมันแข็งแกร่งเฉกเช่นเดียวกับกองทัพของบิดาหรืออาจจะเหนือกว่า !
ถึงเวลานี้ก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังเรื่องมันออกจากนครหลวงแล้วตั้งแต่ที่มันกลับไปนครหลวงครั้งที่แล้ว พวกในที่มืดสมควรจะรู้แล้วเพียงแต่ไม่รู้ว่าพวกในที่มืดนี้มีกี่ฝ่ายกันแน่
ระหว่างที่ให้จางจิ้นสิงดูแลเรื่องการฝึกนี้ก็ให้สังเกตไปด้วยว่ามีสายลับหรือไม่หรือว่ามีใครที่เหมาะสมจะเข้าร่วมกลุ่มลอบสังหารบ้างชายหนุ่มไม่ได้คิดแต่การรบในครั้งนี้เท่านั้นแต่ยังมองไปถึงอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วย สงครามย่อมต้องเกิดไม่ช้าก็เร็ว !
...
เวลาผ่านไปแล้วครึ่งเดือน รวม ๆ แล้วตั้งแต่ที่หนิงเฟยหลงมารับตำแหน่งก็เป็นเวลากว่าเดือนเศษกองทัพที่เริ่มต้นด้วยห้าร้อยนาย ยามนี้เพิ่มจำนวนถึงสองพันสองร้อยนายแม้ว่าจะหาทหารมาได้มาก แต่จำนวนเงินที่จ่ายออกก็สูงลิบ เท่ากับการใช้จ่ายของตระกูลขนาดกลางถึงสิบปีแต่ผลลัพธ์ที่ตอบกลับมาย่อมน่าภาคภูมิ
ถึงแม้จะสูญเสียเงินไปมาก แต่ก็ไม่อาจสะเทือนเหรียญในแหวนมิติของมันได้เพียงเหรียญสหพันธ์การค้าเหรียญเดียวก็ใช้จ่ายในค่ายนี้ได้หลายสิบปีหนิงเฟยหลงมีความหวังอย่างมากที่จะเห็นการเติบโตของกองทัพนี้ไม่เป็นสองรองใครมันอยากให้อนาคตเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุด !
ความทะเยอทะยานของหนิงเฟยหลงเป็นแรงผลักดันชั้นเยี่ยมในการรวบรวมผู้คนรวมทั้งฝึกฝนในครั้งนี้
การฝึกฝนของที่นี่ก็ไม่เหมือนใครทั้งเข้มข้น และยากลำบากกว่าหลาย ๆ กองทัพใครที่ใจไม่สู้ก็ได้แต่ถอดใจ ถอนตัวออกไปส่วนคนที่อยู่ได้ย่อมได้รับการดูแลอย่างดี สิ่งตอบแทนย่อมสมน้ำสมเนื้อกับแรงกายหยาดเหงื่อและสายโลหิตที่เสียไป
และในวันนี้เป็นครั้งแรกที่แม่ทัพอย่างมันจะออกบัญชาการด้วยตนเองเป็นครั้งแรกทหารที่เข้ามาใหม่ล้วนไม่เคยเห็นแม่ทัพของมัน มีเพียงทหารเริ่มแรกห้าร้อยนายเท่านั้นที่เคยพบเห็นแต่ในยามนั้นพวกมันไม่อาจนึกได้เลยว่ากองทหารยาจกเช่นวันนั้นจะแข็งแกร่งได้เช่นวันนี้พวกมันคิดว่าแม่ทัพก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มจะมีความสามารถใดได้ คงจะเป็นลูกหลานขุนนางชั้นผู้ใหญ่ส่งประจำการเดียวก็ไปเช่นเดียวกับคนก่อน ๆ
แต่กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วชายหนุ่มคนนี้หาใช่พวกไม่ได้ความเช่นนั้นไม่กลับกันยังสร้างกองทัพที่น่าเหลือนี้ได้ทั้งสวัสดิการของตนเองและครอบครัวล้วนได้รับอย่างดี แม้การฝึกจะทรหดไปเสียหน่อยแต่ก็ล้วนเพื่อความก้าวหน้าของกองทัพก็เท่านั้น ไม่ได้มีสิ่งอื่นมาเจือปนในใจเหล่าทหารจึงบังเกิดความนับถือในตัวของแม่ทัพผู้นี้ในส่วนลึกเมื่อได้ยินว่าวันนี้แม่ทัพของมันจะออกมาบัญชาการก็เร่งรีบมารวมพลรอรับอย่างพร้อมเพรียง
“ผู้นำ ถึงเวลาแล้วขอรับ” จางจิ้นสิงเข้ามาเชิญหนิงเฟยหลงไปยังแท่นสูงเพื่อบัญชาการกองทัพ
“ดี ! เราไปกัน”
“ท่านผู้นำเชิญขอรับ”
หนิงเฟยหลงออกจากโถงบัญชาการมุ่งไปยังแท่นสูงเมื่อมาถึงชายหนุ่มก็ทอดสายตาลงมองทหารทั้งหลายด้วยใบหน้าที่ชื่นบาน “ไม่เลว...”
ชายหนุ่มก้าวเดินออกไปช้า ๆท่ามกลางสายตานับพันที่จับจ้อง และความงงงันของทหาร
“ชายหนุ่มผู้นี้เป็นใครกัน ? ทำไมถึงไปยืนอยู่บนนั้น?”
“หรือจะเป็นคนสนิทของท่านแม่ทัพ ?”
ไม่มีใครสักคนที่คิดว่าชายหนุ่มผู้ที่ยืนอยู่บนแท่นสูงขณะนี้ก็คือแม่ทัพของพวกมันผู้ที่พวกมันอยากพบเจอมานาน หนิงเฟยหลงไม่ได้รู้สึกผิดหวังเมื่อเห็นสีหน้าของฝูงชนกลับยิ้มออกมาแล้วหัวเราะร่า
เมื่อเสียงหัวเราะหยุดลงเสียงหนึ่งก็ดังกึกก้องในใจผู้คน “ข้าคือ แม่ทัพของค่ายแห่งนี้ !รองผู้บัญชาการค่ายทหารพิทักษ์ตะวันออก หนิงเฟยหลง !”หนิงเฟยหลงกวาดสายตามองทุกผู้คน แววตาแสดงความเฉยเมยอย่างที่สุดไม่ได้สะทกสะท้านต่อแววตาของทหารที่อยู่หน้าแท่นสูงเลย
“.....” เหล่าทหารต่างพากันเงียบสนิทพวกมันไม่อยากเชื่อว่าชายหนุ่มผู้นี้คือแม่ทัพของพวกมัน ดู ๆ ไปแล้วช่างน่าผิดหวังสายตาดูแคลนส่งขึ้นไปนับไม่ถ้วน
“หึ พวกเจ้าผิดหวัง ? ไม่พอใจ ? ดีเช่นนั้นพวกเจ้าก็จงทำให้ข้าดูว่าพวกเจ้ามีสิทธิ์จะผิดหวังในตัวของข้า หากทำไม่ได้ก็จงก้มหน้าทำตามคำสั่งข้าต่อไปจางจิ้นสิงประกาศ !”