เทพมารลิขิตฟ้า

    ตอนที่ 40 - สิ้นสุดการประลอง

    จิ๋นเม่ยหลง ปากยังไม่ทันได้ยกยิ้มเต็มที่ก็ต้องแปรเปลี่ยนเป็นกัดฟันแน่น กระบี่ของเจียวเหมย จ้วงแทง เข้าใส่อย่างรวดเร็ว แก้มซ้ายของจิ๋นเม่ยหลง ปรากฏรอยบาดแผลยาวหนึ่งนิ้วก่อนที่ธารโลหิตจะไหลตามออกมา จิ๋นเม่ยหลง ล่าถอยหลบเลี่ยงคมกระบี่ที่เข้าหาดุจห่าฝน อย่างทุลักทุเล ถึงแม้จะหลบเลี่ยงได้ทุกกระบี่ แต่พลังที่แฝงมากับกระบี่นั้นสร้างความเสียหายภายนอกให้กับ จิ๋นเม่ยหลง อยู่ไม่น้อย


    กระบี่ที่ถูก เจียวเหมย กระหน่ำใส่ก็พลันหยุดลง ดวงหน้าเย็นชาจับใจจ้องมองไปยังร่าง จิ๋นเม่ยหลง พร้อมกับเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งหมื่นปีก็ดังขึ้น “เหตุไฉนเจ้าจึงไม่เรียกกระบี่คู่นั้นออกมาเล่า... ข้าดูอ่อนแอถึงขนาดที่เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้มัน?”


    หลังพูดจบนางก็ฟาดฟันกระบี่ใส่ จิ๋นเม่ยหลง อีกรอบ แถบครั้งนี้ความเร็วของนางยังเพิ่มขึ้นกว่าก่อนหน้าเสียอีก!!


    จิ๋นเม่ยหลง ก็ยังคงต้องล่าถอยพร้อมกับปัดป้องคมกระบี่ ดั่งเช่นเดิม “หึ! คิดว่าข้าอยากซุกงำพวกมันไว้งั้นรึ? เป็นเจ้าต่างหากที่ไม่ปล่อยโอกาสให้ข้าเรียกมันออกมา” จิ๋นเม่ยหลง พึมพำขึ้นในใจ อย่าว่าแต่เรียกกระบี่เลย โอกาสหายใจนางก็ยังไม่ปล่อยให้ 


    “อ๊ากก..” เสียงร้องอดสู ของ จิ๋นเม่ยหลง ดังขึ้น ร่างปลิวกระเด็นไปหลายตลบ จิ๋นเม่ยหลง จำต้องรับกระบี่นี้ของ เจียวเหมย เพื่อให้นางหยุดมือเพียงเสี้ยวลมหายใจก็ยังดีกว่าหลบกระบี่ของนางไปเรื่อยๆจนไม่มีทางโต้กลับ 


    จิ๋นเม่ยหลง ม้วนกายขณะที่ยังกลิ้งตลบ กระโจนถอยออกจาก เจียวเหมย ออกมาไกล แต่ในกรอบสายตาก็ยังเห็นร่างของเจียวเหมย ตามติดดุจเงาตามตัว ยิ่งมายิ่งกระชั้นชิด   


    กรรรรรรรซ์ 

    เจียวเหมย ร่างสะท้านเล็กน้อย เสียงขู่ปริศนาดังขึ้นมาจากด้านหลัง นางหันหลังกลับไปมอง ปรากฏว่าเจ้าของเสียงนี้เป็นร่างหมาป่าดำทมิฬขนาดใหญ่ ขนะที่เจียวเหมย เพ่งความสนใจไปที่หมาป่าทมิฬ จิ๋นเม่ยหลง เองก็ใช้โอกาสเพียงเสี้ยวลมหายใจนี้เรียกกระบี่ *เทพฟ้ามารราชันย์* ขึ้นมา ท้องฟ้าที่สดใสสว่างจ้ากลับแปรเปลี่ยนเป็น รัตติกาล ในบันดล 

    เปรี้ยง!!! เปรี้ยงงงงง !!!

    เมฆดำเริ่มบดบังแสงสุริยันตามติดมาด้วยเสียงของอัสนี ผู้คนเกือบทั้งหมดเงยหน้าจ้องมองเหตุการณ์ประหลาด พรรคทั้งหลายถึงแม้จะพบเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนหน้าที่แล้วก็ยังไม่ชินสักที แต่กลับกันทางด้านของฝั่งที่เปิดให้ชาวเมืองธรรมดาเข้ามาชม ผู้คนกว่าเก้าส่วนบังเกิดอาการตื่นตระหนกตัวแข็งทื่อ!

    “เจ้าเด็กนี่ที่แท้เป็นคนสร้างปรากฏการณ์นี้ขึ้นมา?”

    “*0*...
    ”


    จิ๋นเม่ยหลง พุ่งเข้าใส่เจียวเหมย ที่ยังสับสนอยู่ ตระเตรียมที่จะโจมตี เจียวเหมย ดึงสติกลับคืนมา หันกายกลับอย่างฉับพลัน ขนะที่จะแทงกระบี่ออกไปนั้น หมาป่าทมิฬ ก็ขู่คำรามขึ่้นก่อนที่จะวิ่งเข้าใส่นางนจากด้านหลัง จิ๋นเม่ยหลง เองยกยิ้มชั่วร้ายขึ้น เมื่อเข้าใกล้นาง ก็ฟันกระบี่ออกเต็มกำลัง หมาป่าทมิฬเองก็อ้าปากกว้างฟันที่แหลมคม พร้อมจะขย้ำร่างของ เจียวเหมย 

    ตู้มมมม


    เสียงจากการโจมตีของ จิ๋นเม่ยหลง และ หมาป่าทมิฬ ดังกึกก้องไปทั่ว เศษดินปลิวว่อนบดบังสายตา เมื่อเศษดิน มลายหายไป เป็น จิ๋นเม่ยหลง คนแรกที่ตกใจสุดขีดเพราะการโจมตีเมื่อครู่ของจิ๋นเม่ยหลงนั้น โจมตีเข้าใส่ร่างเงาของ เจียวเหมย !!!!


    จิ๋นเม่ยหลง กวาด สายตาไปรอบกายแต่ก็ไม่พบร่างของ เจียวเหมย    “สุดท้ายเจ้าก็มีดีเพียงแค่นี้”

    จิ๋นเม่ยหลง เงยหน้าขึ้น พบร่าง เจียวเหมย ลอยอยู่บนหัวห่างออกไปไม่ไกลนัก คำพูดเย้ยหยันของ เจียวเหมย เริ่มสะกิดถูกต่อมความพิโรธเข้าเล็กน้อยแล้ว จิ๋นเม่ยหลง คิ้วกระตุกใบหน้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นอำมหิต 
    “ฮ่าฮ่าฮ่า” จิ๋นเม่ยหลง หัวเราะกลบเกลื่อน “ดี...ข้าเองก็อยากรู้ถึงขีดจำกัดของพลังตัวเองอยู่เหมือนกัน!
    ” จิ๋นเม่ยหลง กล่าวจบ วิชา *ลมหายใจมังกร* ถูกเรียกใช้ทันที กระบี่ทั้งสองข้างถูกอาบย้อมไปด้วยลาวาเพลิงสีดำอันเข้มข้น!



    จิ๋นเม่ยหลง ยกยิ้ม “ถ้าท่านชอบเล่นกลางเวหานักละก็ ข้าเองก็ต้องสนองความต้องการให้ท่านเสียแล้ว
    ” หลังกล่าวจบ ร่างของ จิ๋นเม่ยหลง ก็ค่อยๆลอยขึ้นจนไปหยุดอยู่เบื้องหน้า เจียวเหมย ถึงแม้ จิ๋นเม่ยหลง พลังปราณจะใกล้หมดเต็มทีแต่ด้วยพลังมารอันพิเศษเฉพาะช่วยหนุนเสริมกำลัง ถึงแม้พลังปราณจะแห้งเหือดแต่ก็ยังพอใช้พลังมารแทนได้อีกเล็กน้อย


    “!!!” ผู้คนต่างตกตะลึง ไม่ว่าจะเป็นศิษย์อาจารย์พรรคน้อยใหญ่  ฟางหรง,เฟยหลง,เฟยเทียน,หนิงเอ๋อ ไม่เว้นแม้แต่ตัวของ เจียวเหมย เองก็ด้วย


    การที่จะเหาะเหินเดินอากาศได้นั้นจำต้องมีพลังปราณขั้นต่ำอยู่ที่ ปราณนภา แต่ จิ๋นเม่ยหลง ได้รับสืบทอดและฝึกฝนวิชา *มังกรล่องนภา* แค่เหาะเหินแค่นี้นับว่าไม่ต่างอันใดกับเดินดิน


    เมื่อประจัญหน้ากับ จิ๋นเม่ยหลง ซึ่งๆหน้าอีกครั้ง บรรยากาศในครานี้ช่างต่างกับตอนแรกมากนัก สายตาของมันดูดุดันขึ้น

    ชี่ยยยยยยยยยยยยยยยย์ ชี่ยยยยย์ 

    ลาวาเพลิงทมิฬหยดย้อยลงพื้นลานประลอง กัดกร่อนพื้นศิลาจนเป็นหลุม แต่กระนั้นเพลิงลาวานี้ก็ยังไม่หายไป


    เปรี้ยงง!


    เจียวเหมย “!!!!”  การโจมตีอันหนักหน่วงของ จิ๋นเม่ยหลง ส่งผลให้ร่างของนางดิ่งลงเกือบถึงพื้น เพลิงลาวาบนตัวกระบี่ จิ๋นเม่ยหลง กระจัดกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย บนตัวกระบี่ เจียวเหมย เองก็ยังได้รับผลกระทบ ลาวาเพลิงทมิฬกลืนกินกระบี่เงินไปทีละนิดและมีทีท่าว่ามันจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้แน่

    นางสบัดกระบี่ออกครานึงหวังจะสลัดก้อนเพลิงพินาศนี้ให้หลุดพ้นออก แต่ก็ไม่เป็นผล สายตาเย็นชาจับจ้องกลับไปยังร่างของ จิ๋นเม่ยหลง และการปะทะรอบที่สองก็เริ่มต้นขึ้น 

    ฟ้าวว ปัง เคร้ง!!

    ทั้งคู่กระหน่ำโจมตีใส่กันไม่ยั้งมือ ทุกครั้งที่กระบี่เข้าปะทะกัน สะเก็ดเพลิงทมิฬก็กระจัดกระจายเต็มอาณาบริเวณม่านปราการป้องกันเองก็เริ่มปริแตกจากแรงปะทะของทั้งคู่

    เจียวเหมย สีน่าเริ่มไม่ค่อยสู้ดีเหมือนการก่อนหยาดเหงื่อเริ่มรินไหล ลมหายใจหอบสะท้าน การโจมตีของ จิ๋นเม่ยหลง เกินกับที่นางคาดไว้มาก เจียวเหมย ที่เป็นฝ่ายกดดัน จิ๋นเม่ยหลง อยู่ตลอดยามนี้กลับถูก จิ๋นเม่ยหลง โต้กลับจนล่าถอยทีละนิด

    เปรี้ยงงง!!!!

    กระบี่นี้ ทำให้ เจียวเหมย ล่าถอยจนเท้าถึงพื้นในที่สุด นางต้องใช้พลังเกือบทั้งหมดในการต้านทานการโจมตีนี้ จิ๋นเม่ยหลง สบัดมือซ้ายกระบี่มารสีดำก็จางหายไป กลายเป็นกลุ่มก้อนพลังมารก้อนหนึ่งแทน จิ๋นเม่ยหลง กำมือ กลุ่มก้อนพลังมาร แตกสลาย ปรากฏเป็น หมาป่าทมิฬ ขึ้นมาอีกครั้ง!!!  

    โฮกกกกก 

    หมาป่าทมิฬคำราม เสียงดังสะท้านฟ้า ก่อนที่จะวิ่งเข้าจู่โจมเจียวเหมยจากด้านหลัง เขี้ยวที่แหลมคมกัดเข้าที่หัวไหล่นางอย่างจัง  
    “อึก..” ก่อนที่จะยกร่างนางขึ้นสบัดร่างของนางหวังให้ฉีกขาดแต่ก็ทำได้แค่สร้างรอยฟันอันตื้นเขินให้กับนางเพียงแค่นั้น กายา ระดับปราณนภา มีหรือที่คมเขี้ยวของสัตว์อสูรชั้นปราณแตกฉาน จะทำอะไรนางได้ หมาป่าทมิฬเหวี่ยงร่างของนางทิ้งอย่างไม่ใยดี ก่อนที่จะสลายหายไป


    เจียวเหมย ม้วนกายกลางอากาศ ยังไม่ทันตั้งท่าได้ดีนัก จิ๋นเม่ยหลง ก็ใช้กระบี่ฟันเข้าใส่อีกครั้ง เจียวเหมย ยกกระบี่เงินที่เกรอะกรังไปด้วยลาวาเพลิงทมิฬ

    เพล้งงง  ฉัวะ!!

    กระบี่เงิน แตกหักออกเป็นสองส่วน กระบี่ของ จิ๋นเม่ยหลง เฉือนเข้าเป็นแผลลึก โลหิต จากร่างของนางสาดกระเซ็น เจียวเหมย ยกมือกุมบาดแผล พลังปราณในร่างเริ่มรั่วไหล คนพลันรู้สึกใกล้หมดแรงเต็มที เจียวเหมย เหินร่างหลบหนีออกมาไกล จิ๋นเม่ยหลง เองก็ตระเตรียมที่จะเข้าจู่โจมอีกครั้ง

    “เจ้าตัวประหลาด” นางเอ่ยเสียงเย็น นางเริ่มยกมือไปทีลำคอของตัวเองก่อนที่จะกระชากจี้หยกทับทิมของนางออก 

    ปังงงงง 

    จิ๋นเม่ยหลง ที่กระโจนร่างเข้าใส่พลันถูกพลังปราณที่นางปลดปล่อยออกมาอย่างฉับพลัน กระแทกกระเด็นถอยไปไกล จิ๋นเม่ยหลง ใช้เท้าหยุดร่างแต่ก็ยังต้องไถลออกอีก  หนิงเอ๋อ ผุดลุกจากที่นั้งทันที เฟยเทียน ยื่นมือคว้าจับแขน ของ หนิงเอ๋อ พร้อมกับสั่นศรีษะเป็นนัยๆ  จิ๋นเม่ยหลง ดวงตาสั่นสะท้าน ความหวังที่คิดจะกำชัยในศึกนี้มลายหายสิ้น


    เพราะพลังที่ เจียวเหมย ปลดปล่อยออกมานั้น เป็นปราณนภาขั้นที่แปด!!!! ลาวาเพลิงทมิฬที่อยู่ใกล้นางถูกกระแสปราณลบหายไปจนหมด รวมถึงบนร่างนางก็ด้วย พริบตาต่อมาร่างของนางก็มาโผล่อยู่ข้างหน้าจิ๋นเม่ยหลง จิ๋นเม่ยหลง ตกใจสุดขีดไม่ทันได้ตั้งตัว หมัดของนางก็ส่งตรงเข้าใส่ท้อง 
    “อั๊คคค..” ร่างของจิ๋นเม่ยหลง ปลิวกระเด็นออกไปไกล หลงเหลือไว้เพียงสายโลหิตที่พุ่งออกจากปากตามหลัง


    จิ๋นเม่ยหลง ชันกายขึ้นอย่างสะบักสะบอม จิ๋นเม่ยหลง เบนศรีษะ จ้องมอง สีหน้าแตกตื่นไม่น่าเชื่อ หมัดซ้ายของนางตั้งท่าเตรียมต่อย จิ๋นเม่ยหลง ที่เห็นดังนั้นจึงกำชับกระบี่ในมือขวาแน่นทุ่มกำลังที่เหลืออยู่ทั้งหมดไปในกระบี่นี้ฟันออก 

    “ย๊ากกกก
    ”  วู้มมมมมมม ตู้มมมมมม

    เมื่อกระบี่ของจิ๋นเม่ยหลง ฟันถูกร่างของ เจียวเหมย มันกลับกลายเป็นแค่ร่างเงาเสียอย่างงั้น? จิ๋นเม่ยหลง ยันซ้ายโดยทันทีแต่ยังไม่ทันหันได้เต็มที่หมัดของ เจียวเหมย ก็ชกเข้าที่ใบหน้าซึกซ้ายอย่างเต็มแรง การโจมตีนี้ ทำให้ จิ๋นเม่ยหลง ภาพตัดในบัลดล ร่างปลิวละลิ่ว กระแทกม่านปราการป้องกันจนแตกกระจาย แต่ร่างของมันก็ยังไม่หยุดเพียงแค่นี้ ยังปลิวตกลานประลองไปอีก 


    เสียงรอบข้างบริเวณลานประลอง เงียบลงในฉับพลัน อาจจะเป็นเพราะพลังปราณที่แท้จริงของ เจียวเหมย หรือ จะเป็นเพราะ การต่อสู้ของทั้งคู่ในเมื่อสักครู่นี้ ก็อาจจะเป็นไปได้ 

    “เจียวเหมย ชนะแล้ว?”

    “เทพธิดาชนะแล้ว ชนะเจ้าปีศาจนั่น?”

    “ฮะ ฮะฮะ..”

    “เฮ้!!!”

    “แปะ แปะ แปะ” (เสียงปรบมือนะ 5555)

    เสียง โห่ร้องตะโกนยินดีให้กับทั้งคู๋สักสนั่นลานประลองจนพื้นสั่นสะเทือน การต่อสู้ชิงชนะเลิศในปีนี้นั้นถ้าเทียบกับครั้งที่แล้วๆมา ต่างกันราวฟ้ากันเหว การประลองในครั้งนี้ดุเดือนเผ็ดมันกว่ากาลก่อนไปหลายขุม 

    ตัดภาพมาที่ จิ๋นเม่ยหลง ยังนอนสิ้นสติอยู่นอกลานประลอง “พี่ใหญ่..” เป็น ซิ่นลี่ เพียงผู้เดียวที่เดินออกมา มันค่อยๆยกร่างแบกจิ๋นเม่ยหลง ไว้ที่หลัง ก่อนที่จะเดินตรงไปยังที่พำนักของพรรคหมาป่าอัสนี 


    เจียวเหมย เองก็ปรายตามองมันอยู่เป็นระยะๆ

     


    ***********************************************************************************************************
    ขอโทษที่หายไปนานนะครับพอดีอาการกำเริบต้องนอน รพ. ไปอาทิตย์กว่า จริงๆมันก็กลับบ้านได้ตั้งแต่วันแรกแล้วแหละ แต่หมอบอกว่าถ้ากลับไปจะมีคนทำแผลให้หรือเปล่า 55555555 


    ในภาพอาจจะมี 6 คน, คนที่ยิ้ม