[ ท่านได้อ่าน บันทึกจอมโอสถ ]
[ ท่านต้องการเรียนรู้ประสบการณ์ การหลอมโอสถของจอมโอสถหรือไม่ ]
ติ่ง!! เมื่อหวังเฟยหลงอ่านจบและปิดหนังสือไป ข้อความก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันเป็นอย่างที่หวังเฟยหลงคาดหวังไว้ หวังเฟยหลงตอบตกลง ทันทีที่เขาตกลง ก็ได้มีความรู้มากมายเกี่ยวกับสมุนไพรต่างๆ รวมถึงสูตรการหลอมโอสถต่างๆ การใช้ไฟ ควบคุมไฟ ต่อจากนั้นก็มีภาพชายคนหนึ่งที่กำลังเดินไปสำรวจตามที่ต่างๆเพื่อเก็บสมุนไพร ต่อมาก็เป็นการหลอมโอสถ
ในตอนนี้เองที่หวังเฟยหลงเข้าใจว่าทำไมไม่ค่อยมีคนสนใจ บันทึกจอมโอสถ เพราะมันเป็นตำราที่ถูกเขียนเมื่อนานมากแล้ว เพียงแต่มันถูกเก็บรักษามาอย่างดีภายในสถาบัน แต่ความรู้ที่ตำรานี้เขียนมันสามารถหาได้โดยทั่วไปในยุคสมัยนี้ มันไม่ใช่ความรู้ที่หายากแต่อย่างใด ที่หายากจริงๆสำหรับนักหลอมโอสถคือการใช้ไฟ การควบคุมไฟในการหลอมโอสถต่างหาก
‘ ระบบนี้มันคือระบบอะไรกันแน่ แล้วหลักการทำงานของมันคืออะไร ไม่ใช่บันทึกทุกเล่มที่สามารถเรียนรู้ได้? ’
ถ้าไม่ใช่เพราะหวังเฟยหลงมีระบบ หวังเฟยหลงคงจะมองว่าตำรา บันทึกจอมโอสถ เป็นตำราที่ไร้ประโยชน์ในยุคสมัยนี้อย่างแน่นอน หวังเฟยหลงมองไปที่ตำรา เขาค่อนข้างสับสน และไม่เข้าใจว่าจะสามารถเรียนรู้สกิลและคลาสจากบันทึกเช่นนี้ได้อย่างไรบ้าง เพราะบันทึกอื่นๆเขาก็อ่านจนจบเช่นเดียวกับทั้งสองบันทึกเช่นกัน
[ ท่านได้รับคลาส นักหลอมโอสถ ]
[ ท่านได้รับสกิล ทักษะการจอมโอสถ ]
[ เพิ่มรายการใน ฟังก์ชั่นคราฟ ]
“ สามารถมีคลาสได้มากกว่า 1 คลาส? ”
เมื่อได้ข้อความหวังเฟยหลงก็รีบเปิดดูหน้าต่างสเตตัสทันที และเป็นอย่างที่เขาคิดจริงๆ เขาสามารถมีคลาสได้มากกว่าหนึ่งคลาส แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปคือ อาชีพ อาชีพของเขายังคงเป็น Gamer อยู่ เขาไม่รู้ว่า อาชีพกับคลาสต่างกันอย่างไร แต่ดูเหมือนว่าอาชีพจะไม่สามารถเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงได้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้ที่หวังเฟยหลงเข้าใจ
ทั้งสองคลาสที่ได้รับมาในวันนี้ ของเขามันเริ่มต้นตั้งแต่ระดับฝึกหัด ตามความรู้ความเข้าใจที่ได้รับมา หวังเฟยหลงจะไม่สามารถเลื่อนระดับของคลาสได้จนกว่าระดับพลังของเขาจะเพิ่มขึ้นมากกว่าตอนนี้ เพราะการจะเลื่อนระดับได้ จะต้องสามารถใช้ปราณควบคุมไฟได้ ส่วนระดับต่อจากนั้นคือการสร้างเปลวเพลิงด้วยปราณ ซึ่งจะต้องมีระดับพลังที่สูงขึ้นไปอีก
การเพิ่มระดับสกิลนั้นหวังเฟยหลงยังไม่แน่ใจ แต่คิดว่ามันคือการใช้ทักษะจริงๆในการหลอมหรือตีเหล็กเพื่อยกระดับเลเวลสกิล ส่วนเรื่องการใช้ฟังก์ชั่นคราฟนั้น หวังเฟยหลงยังไม่แน่ใจว่ามันจะสามารถเพิ่มค่าความชำนาญของสกิลได้หรือไม่ และระดับความชำนาญของสกิลจะเกี่ยวข้องกับระดับของคลาสด้วยไหม หวังเฟยหลงในตอนนี้ยังไม่รู้อะไร เขาจะต้องรอจนกว่าเขาจะสามารถเลื่อนระดับและทดลองด้วยตัวเองเท่านั้น
ต่อมาหวังเฟยหลงเปิดฟังก์ชั่นคราฟเพื่อดูว่ามีรายการอะไรเพิ่มขึ้นมาบ้าง พบว่ามันเป็นรายการโอสถทั้งหมดที่เพิ่มเข้ามา ระดับของโอสถไม่ได้สูงมากและก็ไม่ใช่โอสถที่หายากอะไร มันเป็นเพียงโอสถธรรมดาที่ให้ผลดีกว่าเท่านั้น แต่แน่นอนว่าแค่ให้ผลดีกว่าก็ขายได้ในราคาที่ดีกว่า
“ เดี๋ยวคงต้องหาภารกิจที่เกี่ยวกับการหลอมและการตีเหล็กมาทดลองเสียแล้ว หากมันดีและคุ้มค่า ก็เอามาขายแลกคะแนนภายในสถาบันมันเสียเลย!! ”
หวังเฟยหลงวางแผนในใจพร้อมกับรอยยิ้ม แต่เขายังไม่ลืมเป้าหมายเดิม เขายังคงตามหาตำราที่เป็นวรยุทธ์ที่จะคอยช่วยชีวิตเขาและไล่อ่านบันทึกทั้งหมดเผื่อเขาจะได้รับคลาสและสกิลเช่นนี้อีก แต่หวังเฟยหลงก็อ่านตำราภายในหอตำราจนหมดวัน เขาก็ไม่เจอวรยุทธ์ที่จะช่วยชีวิตเขาหรือคลาสเพิ่มเติม ตอนนี้เขาเองก็อ่านมันจนหมดหอทั้งชั้นสองแล้ว ในเมื่อไม่มีอะไรให้อ่านแล้วหวังเฟยหลงจึงกลับ
“ จริงสิ มีนัดกับ ศิษย์พี่ต้วนนี่หน่า ”
ระหว่างงทางกลับศาลาผู้นำ หวังเฟยหลงนึกขึ้นได้ เขาก็เดินทางไปที่ศาลาผู้อาวุโสชิงเหมาทันที เขาแจ้งกับทหารยามที่อยู่ข้างหน้าว่าต้องการพบกับต้วนหลิงเทียน เหมือนว่าต้วนหลิงเทียนจะบอกทหารยามไว้แล้ว ทหารยามยืนยันว่าเป็นหวังเฟยหลง เขาก็เดินนำหวังเฟยหลงไปที่ห้องพักของต้วนหลิงเทียนทันที
“ เจ้ามาแล้ว!! ข้านึกว่าเจ้าจะลืมไแล้วเสียอีก ”
“ ศิษย์พี่ชวนทั้งที ข้าจะลืมได้อย่างไร เพียงแต่อ่านตำราภายในหอเพลินไปหน่อย ถึงได้มาเย็นขนาดนี้ ”
“ เอาละ เรามาร่ำสุรากันไปพลางพูดคุยกันไปดีกว่า ”
ทั้งสองร่ำสุราด้วยกัน ต้วนหลิงเทียนก็เล่าถึงความสัมพันธ์ต่างๆโดยละเอียด เขาเล่าว่าผู้อาวุโสคนไหนบ้างที่อยู่ฝ่ายไหน เพราะตอนนี้สถาบันถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรกคือฝ่ายผู้นำ ฝ่ายที่สองคือฝ่ายรองผู้นำ ทั้งสองพูดคุยพร้อมร่ำสุรากันอยู่นานพักใหญ่
……….
ภายในศาลาผู้อาวุโสของรองผู้นำ มีชายคนหนึ่งเข้ามาหาเย่ฟาน จากนั้นเขาก็รายงานความเคลื่อนไหวของหวังเฟยหลงทั้งวันให้กับเย่ฟานรู้ เย่ฟานที่กำลังชิยชาก็วางชาลงและพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ ติดตามมันต่อไป เมื่อไหร่ที่มันออกจากสถาบันก็เริ่มลงมือได้เลย และก็ติดต่อกับเจ้าเมืองให้เตรียมตัวไว้ บอกให้เขารออย่าได้ทำอะไรก่อนเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะเสียแผนเอาได้ ”
“ ขอรับ!! ”
“ หึ หวังเฟยหลง เจ้าเหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว ถึงจะน่าเสียดายเด็กที่มีพรสวรรค์เช่นเจ้าก็เถอะ แต่ใครใช้ให้เจ้าไปเป็นศิษย์ของลู่หยางกันละ ”
……….
วันต่อมาหวังเฟยหลงไม่รอช้า เขารีบรุดหน้าไปที่หอภารกิจ เพื่อดูภารกิจที่เกี่ยวกับนักหลอมโอสถและช่างตีเหล็ก หวังเฟยหลงดู มันมีภารกิจที่เกี่ยวกับทั้งสองคลาสข่อนข้างเยอะ ส่วนคะแนนก็ถือว่าดีในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะภารกิจไปเป็นผู้ช่วย ได้คะแนนดีมาก แต่มีเงือนไขคือต้องเป็นต้องมีทักษะในระดับฝึกหัด เมื่อต้องการรับภารกิจ พวกเขาจะต้องไปทดสอบทักษะกับผู้อาวุโสที่ตั้งภารกิจก่อน หวังเฟยหลงกำลังครุ่นคิดว่าควรจะไปเป็นผู่ช่วยช่างตีเหล็กหรือผู้ช่วยหลอมโอสถก่อนดี
ที่เขาต้องลังเลเช่นนี้เพราะมันมีระยะเวลาภารกิจอยู่ หากผ่านเป็นผู้ช่วย พวกเขาจะต้องเป็นผู้ช่วยตามระยะเวลาของภารกิจโดยที่แต่ละครั้งนั้นจะนานไม่เท่ากัน ครั้งนี้ผู้ช่วยหลอมโอสถต้องช่วยเวลาประมาณหนึ่งเดือน อาจเร็วหรือช้ากว่านี้ ขึ้นอยู่กับว่างานจะเสร็จหรือไม่
ส่วนการเป็นผู้ช่วยช่างตีเหล็ก ระยะเวลาภารกิจคือ 20 วัน มันพอเป็นระยะเวลาที่นานพอกัน ก็จริง แต่ภารกิจผู้ช่วยเช่นนี้ไม่ได้มีตลอด และมันมีเวลาจำกัดในการตั้งภารกิจ เขาเลือกได้หนึ่งอย่างและต้องพลาดอีกอย่างไปซึ่งไม่รู้ว่าจะมีภารกิจเช่นนี้อีกทีเมื่อไหร่
“ เอาละ!! เอาเป็นภารกิจนี้แล้วกัน ”
ทันใดนั้นเองหวังเฟยหลงก็ตัดสินใจ เขาเลือกหยิบใบภารกิจหนึ่งไป และเดินไปหาผู้อาวุโสที่หอภารกิจ ผู้อาวุโสที่หอภารกิจมองหวังเฟยหลง เขาก็ประหลาดใจที่หวังเฟยหลงเลือกรับภารกิจนี้
“ ถึงเจ้าจะต้องไทดสอบทักษะก่อนก็เถอะแต่เจ้าแน่ใจแล้วหรือ? ”
“ ขอรับ!! ศิษย์แน่ใจแล้วขอรับ!! ”
“ เช่นนั้นก็ไปเถอะ!! ”
ผู้อาวุโสที่ดูแลหอภารกิจยื่นป้ายอันหนึ่งให้หวังเฟยหลง มันคือป้ายภารกิจ เมื่อรับแล้วหวังเฟยหลงไม่รอช้า เข้าเร่งรุดไปทดสอบทักษะทันที ผู้อาวุโสมองตามแผ่นหลังของหวังเฟยหลงที่กำลังเดินออกจากหอภารกิจไป
“ ท่านผู้นำคิดอะไรอยู่กัน!?....หรือแม้แต่ท่านผู้นำก็ไม่รู้? ”
เมื่อหวังเฟยหลงออกไปแล้ว ผู้อาวุโสก็ส่ายหัวเล็กน้อย มันไม่แปลกเลย การจะไปเป็นผู้ช่วยไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยนักหลอมโอสถหรือผู้ช่วยช่างตีเหล็กมันก็จะทำให้คนๆนั้นเสียเวลาในการฝึกฝนไม่น้อย และยิ่งเขาที่เห็นพรสวรรค์ของหวังเฟยหลงด้วยแล้วจึงไม่แปลกที่จะรู้สึกเสียดาย
“ คงต้องไปคุยด้วยสักหน่อยแล้ว ไม่เช่นนั้นสถาบันเราอาจจะเสียหายได้ ”
จากนั้นเขาก็เรียกศิษย์คนหนึ่งให้มาทำหน้าที่แทนเขา และเขาก็เดินออกจากหอภารกิจไปยังศาลาผู้นำ จากนั้นก็ตัดกลับมาที่หวังเฟยหลง ตอนนี้เขาถึงที่หมายแล้ว ซึ่งที่หมายของเขาคือ โรงตีเหล็ก
ใช่แล้ว หวังเฟยหลงเลือกภารกิจเป็นผู้ช่วยช่างตีเหล็ก เพราะระยะเวลาทำภารกิจที่สั้นกว่า หวังเฟยหลงเดินเข้าไปภายในโรงตีเหล็ก เขาพบกับผู้อาวุโสคนหนึ่งมีร่างกายแข็งแรงกำยำ เพราะสมแล้วที่จะเป็นช่างตีเหล็ก หวังเฟยหลงเดินเข้าไปหาผู้อาวุโสที่อยู่ข้างหน้า ก่อนจะทำก้มหน้าเพื่อทำความเคารพ
“ ผู้อาวุโส!! ”
“ อืม!! เจ้ามาทดสอบเป็นผู้ช่วยช่างตีเหล็กใช่หรือไม่!! ”
“ ขอรับ!! ”
“ เช่นนั้นก็ตามมา ”
หวังเฟยหลงยื่นป้ายภารกิจที่ได้มาจากผู้อาวุโสหอภารกิจให้กับผู้อาวุโสที่อยู่ข้างหน้า จากนั้นผู้อาวุโสก็เดินนำหวังเฟยหลง ขณะที่หวังเฟยหลงเดินตามเขาก็สำรวจรอบๆไปด้วย ภายในโรงตีเหล็กนั้นเต็มไปด้วยห้อง ทั้งซ้ายและขวา ตลอดทางหวังเฟยหลงได้ยินเสียงตีเหล็กดังออกมาจากห้องตลอด หวังเฟยหลงรู้ได้ทันทีว่าภายในสถาบันมีช่างตีเหล็กค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว เพราะจำนวนห้องที่หวังเฟยหลงเห็นก็ไม่ใช่น้อยๆ ถึงจะไม่เต็มทุกห้อง แต่ก็เกือบจะทุกห้องเช่นกัน
ตอนนี้หวังเฟยหลงรู้สึกตื่นเต้นกับการจะได้เป็นผู้ช่วยช่างตีเหล็ก ในตอนนี้เองหวังเฟยหลงก็ได้มาถึงที่หมาย เป็นมันห้องๆหนึ่ง ผู้อาวุโสเคาะประตูก่อนจะเปิดเข้าไปด้วยความสุภาพ
“ เจ้าหอ!! มีศิษย์มาทดสอบทักษะขอรับ!! ”
“ เข้ามา!! ”
ภายในสถาบันแล้ว นอกจากตำแหน่งผู้นำ รองผู้นำ ผู้อาวุโสฝ่ายนอก ผู้อาวุโสฝ่ายในแล้ว ยังมีผู้ที่มีตำแหน่ง เจ้าหอ อยู่ ผู้ที่มีตำแหน่งเจ้าหอจะต้องควบคุมดูแลและจัดการเรื่องของหอนั้นๆ เช่นชายชราคนนี้ เขาคือเจ้าหอศาสตราวุธ ที่เป็นคนดูแลจัดการทั้งผู้อาวุโสทั้งศิษย์ที่เป็นช่างตีเหล็กรวมถึงการสร้างอาวุธและการขายอาวุธเช่นกัน เขาจะดูแลทั้งฝ่ายนอกและฝ่ายใน นอกจากหอศาสตราวุธแล้วยังมีหออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหอภารกิจ หอโอสถ และหออื่นๆที่อยู่ภายในสถาบันอีก ล้วนมีเจ้าหอทั้งสิ้น
เมื่อประตูถูกเปิด หวังเฟยหลงเห็นชายชราคนหนึ่งกำลังยืนดูแบบแปลนอะไรบางอย่างที่วางไว้กลางโต๊ะแม้ว่าจะเป็นชายชรา แต่เขาไม่ได้ผอมแห้งเหมือนชายชราคนอื่นๆ เขามีกล้ามเนื้อมัดใหญ่ชัดเจน ที่เขาดูเหมือนชายชราเพราะว่าเขามีผมหยอกสีขาวที่ถูดมัดไว้ พร้อมกับหนวดเคราสีขาวยาวรุงรัง
ผู้อาวุโสเดินนำหวังเฟยหลงเข้าไป ก่อนจะทำความเคารพชายชราที่กำลังหันหลังอยู่ เขาจดจ่ออยู่กับกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะ เขาไม่ได้หันกลับมามองหวังเฟยหลงหรือผู้อาวุโสเลย
“ ศิษย์คนนี้คือผู้ที่จะทดสอบเป็นผู้ช่วยขอรับ!! ”
“ อืม!! เจ้าไปทำธุระของเจ้าเถอะ!! ”
“ ข้าหวังเฟยหลง ขอรับ!! ”
หวังเฟยหลงทำความเคารพก่อนจะแนะนำตัวเอง ตอนนั้นเองชายชราที่ถูกเรียกว่าเจ้าหอก็หันกลับมามองหวังเฟยหลงพร้อมขมวดคิ้ว เรื่องราวของหวังเฟยหลงที่เป็นศิษย์สายตรงของผู้นำอย่างลู่หยางนั้นถึงหูทุกคนที่ ไม่ว่าจะเรื่องความเก่งเกินระดับของตัวเอง หรือเรื่องความเร็วในการบ่มเพาะ
แต่การที่หวังเฟยหลงมาทดสอบการเป็นผู้ช่วยช่างตีเหล็กมันดูเหมือนจะเสียเวลาในการฝึกฝนและบ่มเพาะเสียเปล่าๆ และตามที่หวังเฟยหลงรู้มาจากต้วนหลิงเทียนนั้น เจ้าหอศาสตราวุธ จิงหย่า อยู่ฝ่ายเดียวกับลู่หยาง จึงไม่แปลกที่เขาจะรู้สึกกังวล
“ เจ้าได้ปรึกษาอาจารย์ของเจ้าหรือยัง?? ”
“ ข้าไม่ได้ปรึกษาขอรับ แต่ท่านอาจารย์ให้ข้าเลือกทางเดินด้วยตัวเอง!! ”
“ เจ้าไม่คิดว่ามันจะเสียเวลาในการฝึกฝนของเจ้าหรือ!? เจ้าอย่าลืมนะว่าเจ้าคือศิษย์สืบทอดของท่านผู้นำ ”