โอ้สวรรค์! มีบุรุษรูปงามปานนี้อยู่จริงหรืออยากจะขาดใจตายคาอ้อมอกของเขาเหลือเกิน!
นางเคยเจอยอดคนมาไม่น้อย ไม่ว่าจอมทัพก็ดี บัณฑิตจอหงวน [1] ก็ดีหรือกระทั่งเชื้อพระวงศ์ชนชั้นสูง จะอะไรก็มีทั้งนั้น หนึ่งเดียวที่ยังไม่เคยพบคือบุรุษผู้เป็นเลิศทุกด้านเหนือบุรุษทั้งปวงเช่นนี้
เฟิ่งเจาเกอเขาสมควรถูกยกย่องด้วยเกียรติคุณปรีชาสามารถเป็นอันดับหนึ่งโดดเด่นเป็นอันดับหนึ่ง และรูปโฉมงดงามเป็นอันดับหนึ่งโดยแท้จริง!
บุรุษเช่นนี้ช่างเยี่ยมยอดเหลือเกินมิใช่เพียงเพราะท่านป้าแท้ๆ ของเขาเป็นฮองเฮาเท่านั้น แต่เนื่องจากเจ้าตัวดำรงตำแหน่งรัชทายาทด้วยยิ่งไปกว่านั้นคือมีแคว้นอี้ซึ่งเป็นชนชาติที่แข็งแกร่งคอยสนับสนุน! บุรุษเช่นนี้น่ะ เพียบพร้อมทั้งอำนาจฐานะ และความงาม!
แค่เอ่ยถึงนามเฟิ่งเจาเกอคนนี้ก็ทำเอาสตรีทั่วแผ่นดินขวยเขินได้!
บรรดาหญิงสาวสูงศักดิ์ต่างเพ้อฝันหรือว่าเขามุ่งหน้ามาหาตน?!
เมื่อไป๋เซียงจู๋ที่ยืนเด่นเป็นสง่าท่ามกลางพวกนางเห็นรอยยิ้มของเฟิ่งเจาเกออีกทั้งเขากำลังย่างเยื้องมาที่นาง ความรู้สึกอึดอัดพลันก่อตัวขึ้นในอกอย่างเสียไม่ได้
คนคนนี้ต้องการทำอะไรกันแน่
ต้องการประณามนางที่หยาบคายต่อเขาในวันนั้นหรือ ไม่ใช่แน่นั่นมันออกจะทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ไปเสียหน่อย ตอนนั้นเขาไม่ได้เปิดเผยสถานะทันทีด้วยซ้ำคิดๆ แล้วเขาคงจะไม่ถือสาหาความเรื่องในวันนั้นเอาตอนนี้
แม้ไป๋เซียงจู๋ยังคงนิ่งเฉยแต่ความหวาดระแวงในดวงตาของนางก็ถูกเฟิ่งเจาเกอจับได้โดยง่ายดายรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั่นชัดยิ่งขึ้น อันที่จริงเขาไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวที่นี่งานเลี้ยงชมดอกไม้ไร้สาระนี้สุดแสนจะน่าเบื่อ เขาไม่ได้สนใจมันแม้แต่นิดเดียวทว่าชั่วขณะที่กำลังกลับเข้าวังก็ประจวบเหมาะแลเห็นไป๋เซียงจู๋ควบม้าฝุ่นตลบบุกรุกวังหลวงพอดิบพอดี
ถึงเห็นเพียงแผ่นหลังจากไกลๆแต่เพราะเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครแบบนี้ทำให้เขาจำนางได้ในทันทีนัยน์ตาดุดันแน่วแน่คู่นั้นผุดขึ้นในหัวของเขาอย่างแปลกประหลาด
สตรีเช่นนางภายนอกโอนอ่อนนุ่มนวลดั่งสายชล ทว่าเนื้อแท้คือน้ำแข็งที่แกร่งที่สุดใต้ห้วงวารี
ด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่เรียบง่ายทำให้นางดูเยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็งแต่ในขณะเดียวกันก็เพริศพริ้งดุจดอกไห่ถัง!
นางเคยลั่นวาจากับเขาว่าสักวันหนึ่งชื่อของนางจะเลื่องลือระบือไกลเขาสงสัยนัก สตรีโอหังปานนี้จะทำเช่นไรให้กิตติศัพท์ตนฟุ้งเฟื่องเหนือมู่จื่อรั่วผู้จรัสแสงเด่นที่สุด
เฟิ่งเจาเกอคลี่พัดประจำกายชุดของเขาพลิ้วไหวไปตามลม ใบหน้าแต้มยิ้มละไมดวงตาดอกท้อที่เคลือบเสน่ห์เหลือร้ายไว้ส่องประกายเจิดจ้า “ข้าคิดว่าคุณหนูไป๋เซียงจู๋มิใช่แค่งามล่มเมืองล่มแผ่นดินธรรมดาๆแต่นางยังเป็นยอดหญิงแห่งยุค เลอค่าทั้งความงามและความสามารถ เลิศล้ำโลกตะลึง!”
เสียงใสกังวานเปล่งออกมาเป็นจังหวะเนิบนาบท่วงทีปริ่มเปรมและมั่นใจในถ้อยคำตน สุขสมสบายอารมณ์ยิ่งทว่ากลับทำให้สตรีในอุทยานหลวงทุกคนพากันสูดลมหายใจดังเฮือก
ยอดหญิงแห่งยุคเลิศล้ำโลกตะลึง!
คำชมเชยทั้งสองประการนี้เกินไปหน่อยที่จะอธิบายถึงสตรีคนเดียวหรือไม่
ไป๋เซียงจู๋งามหยาดเยิ้มยิ่งคือความจริงอันประจักษ์แก่สายตามิหนำซ้ำตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้านางยังแผ่กลิ่นอายความเยือกเย็นและสูงสง่าเหนือคนทั่วไปถึงกระนั้นรูปงามเพียงอย่างเดียวก็ไม่พอสำหรับถ้อยคำสรรเสริญดังกล่าว การมอบมันให้นางง่ายๆเช่นนี้ หมายความว่าองค์รัชทายาทเฟิ่งเจาเกอต้องใจนางเข้าแล้วหรือไร
ไม่ เป็นไปไม่ได้จะเป็นไปได้อย่างไร แม้ว่าองค์รัชทายาทดูเหมือนชายหนุ่มเจ้าสำราญกิริยาละมุนละม่อม แต่จวบจนวันนี้ในตำหนักบูรพา [2] ยังไม่มีกระทั่งนางกำนัลส่วนพระองค์สักคนนับประสาอะไรกับชายาและบรรดานางเล็กนางน้อย
ไม่คิดเลยว่าบุรุษผู้เลิศเลอเกินเอื้อมจะประเมินไป๋เซียงจู๋ไว้สูงส่งถึงขนาดนี้นางมีคุณสมบัติอันใดสมคำชมพวกนั้นกัน ก็แค่แจกันดอกไม้ที่สวยดีนั่นแล
นัยน์ตาสงบนิ่งของเหยียนอี้เลี่ยที่สุขุมนิ่งเฉยมาโดยตลอดเกิดวูบไหวฉายแววลึกล้ำปนอำมหิต
ส่วนมู่จื่อรั่วที่ยืนอยู่อีกด้านนั้นเพลิงพิโรธในใจนางลุกโชนเต็มที่แล้ว อารมณ์เจ็บแค้นและอับอายผลัดกันปรากฏบนดวงหน้างามนิ้วเรียวจิกผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมจนแทบแหลกเป็นชิ้นๆ ได้
มีเพียงไป๋เซียงจู๋เท่านั้นที่ยังคงนิ่งไม่ไหวติงสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ราบเรียบเสมอต้นเสมอปลายไม่ได้แช่มชื่นเบิกบานเพราะคำชมของเฟิ่งเจาเกอและไม่ได้โมโหฮึดฮัดเพราะคำกระแนะกระแหนของคนพวกนี้
เขาจำนางได้จริงๆทั้งยังหาเรื่องมอบสมญานามอันยิ่งใหญ่เจ้าปัญหานี้ให้นางอีกด้วยเขาเจตนาให้นางขายขี้หน้า หรืออยากเห็นว่านางจะพลิกสถานการณ์พิสูจน์ตนเช่นไรกัน
แหมนางยังไม่ทันจะเริ่มก่อกวนเลย ดันดึงดูดผู้ชมมาได้คนหนึ่งเสียแล้ว
นี่เขากำลังวางแผนอะไร
สิ่งที่เขาทำถือเป็นการหักหน้าเสียนกุ้ยเฟยนางแสดงออกทันทีว่าไม่พอใจ นี่หลานสาวของตนทั้งคนพ่วงตำแหน่งว่าที่ลูกสะใภ้ที่ตนหมายปอง จะปล่อยให้คนอื่นข่มแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด นางจึงไม่รีรอเอ่ยปากคัดค้านทันที “แต่หม่อมฉันกลับคิดว่ารั่วเอ๋อร์มีเสน่ห์น่าเอ็นดูกว่าไม่ใช่แค่นั้น นางเชี่ยวชาญศิลปะทุกแขนง ความสามารถเป็นเลิศ มิได้มีใบหน้าสวยๆเพียงอย่างเดียว องค์ชายสาม เจ้าคิดว่าอย่างไร”
สายตาดุดันมองไปยังเหยียนอี้เลี่ยที่นั่งนิ่งไม่ปริปากมาตั้งแต่แรก
เมื่อถูกเรียกชื่อย่อมแสร้งเงียบขรึมไม่ได้อีกต่อไป เหยียนอี้เลี่ยเงยหน้าขึ้นกวาดตามองระหว่างมู่จื่อรั่วกับไป๋เซียงจู๋เล็กน้อยแล้วตอบด้วยท่าทีที่ไม่รีบร้อน “ทั้งสองต่างมีความงามเหลือคณานับข้ามิกล้าวิพากษ์วิจารณ์สุ่มสี่สุ่มห้า หาสู้ดุลยพินิจของพระสนมเสียนเฟยได้ไม่”
แรกได้ยินเหมือนสื่อว่าคุณหนูทั้งสองนางไม่ด้อยหรือเหนือไปกว่ากันสักเท่าไรทว่าหากตั้งใจฟังดีๆ มันคือการสนับสนุนความคิดเห็นของเสียนกุ้ยเฟยอย่างอ้อมๆ
ไป๋เซียงจู๋ยกมุมปากแสยะยิ้มเย้ยนี่ก็คือชั้นเชิงของเหยียนอี้เลี่ย ลื่นไหลมีไหวพริบ โอนอ่อนผ่อนตาม ลับๆ ล่อๆอยู่ภายใต้แสงของผู้อื่นนางไม่รู้ว่าตอนนั้นตนหน้ามืดตามัวหลงใหลจิ้งจอกเจ้าเล่ห์เพทุบายตัวนี้ได้อย่างไร!
“ท่านแม่ถ้าวันนี้จะชมบุปผาเท่านั้นก็ดูเหมือนจะขาดอะไรไปที่นี่มีหญิงงามมารวมตัวกันมากมายจะดีกว่าไหมหากเชิญคุณหนูแต่ละท่านมาแสดงความสามารถของตนเพิ่มสีสันแห่งฤดูใบไม้ผลิให้งานเลี้ยงชมดอกไม้หนนี้”
แน่นอนว่าองค์ชายห้าเหยียนอี้หรานทำเพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีกลับมาให้มู่จื่อรั่วอีกครั้งเขาไม่เชื่อเป็นอันขาดมู่จื่อรั่วผู้ดำรงตำแหน่งหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงสามปีซ้อนจะด้อยกว่าคุณหนูใหญ่จวนไป๋ที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้หรือ
กระทั่งไป๋ชิงโหรวยังเทียบมู่จื่อรั่วไม่ติดยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้หญิงที่ไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามนางนี้มีรูปโฉมงดงามแล้วอย่างไรเล่า
ทันทีที่พูดจบบรรดาฮูหยินพระราชทานจากแต่ละจวนล้วนส่งสัญญาณให้บุตรสาวของตนใช้โอกาสนี้นำเสนอตนเองอย่างสุดความสามารถพยายามเปล่งประกายโดดเด่นสะดุดตาให้ได้ ทั้งองค์รัชทายาท องค์ชายสาม องค์ชายห้าสามองค์ชายผู้ยอดเยี่ยมที่สุดอยู่พร้อมหน้า ณ ที่นี้แล้วแค่ต้องตาต้องใจสักพระองค์ก็จะได้โบยบินเป็นหงส์ไฟ ชื่อเสียงลือเลื่องไปทั่วนคร!
แม้บุตรีของพวกนางไม่ได้งามเท่าสองคนนั้นทว่าก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่เสียหน่อย ในเมื่อมีข้าวต้มไม่พอสำหรับพระสงฆ์ [3] เป็นธรรมดาที่ต้องงัดความสามารถทั้งหมดออกมาสู้
มู่จื่อรั่วเม้มริมฝีปากเบาๆนัยน์ตาระยิบระยับด้วยความตื่นเต้น ตนครองตำแหน่งหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงถึงสามปีซ้อนเรื่องทักษะความสามารถใดๆ ย่อมมิใช่ปัญหาเพราะไป่ซื่อมารดานางตั้งใจปลูกฝังสิ่งเหล่านี้แก่นางมาโดยตลอดเริ่มอบรมบ่มเพาะศิลปวิทยาการ งานเย็บปักถักร้อย คุณธรรมแปดประการ [4] ให้นางตั้งแต่วัยเยาว์ไม่ว่าจะเป็นแม่นม อาจารย์ดนตรี หรือช่างฝีมือล้วนแล้วแต่เป็นยอดครูที่เสียนกุ้ยเฟยเลือกเฟ้นส่งมาให้ด้วยตนเองในขณะที่จากคำบอกเล่าของไป๋ชิงโหรว ไป๋เซียงจู๋ไม่ต่างกับสาวใช้ท้ายจวนคนหนึ่ง แม้นางจะตกใจที่ไป๋เซียงจู๋รูปงามขนาดนี้ทว่าไป๋เซียงจู๋คงไม่มีปัญญาเอาความสามารถอะไรออกมาเชิดหน้าชูตาได้ดังนั้นต่อให้คราวนี้มีเฟิ่งเจาเกอสนับสนุนก็ไร้ประโยชน์มู่จื่อรั่วมั่นใจว่านางจะชนะอย่างแน่นอน
นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นส่งแววตาซาบซึ้งไปให้เหยียนอี้หรานที่ยืนอยู่ข้างกัน แก้มนวลแดงระเรื่อ ท่าทางเขินอายเปี่ยมเสน่ห์ทำให้หัวใจของเหยียนอี้หรานประหนึ่งถูกชะโลมด้วยน้ำผึ้งหอมหวานบัดเดี๋ยวนั้นสุขไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย เขารู้ดีว่ามู่จื่อรั่วเชี่ยวชาญทุกอย่างถึงเวลานั้นนางจะส่องแสงเจิดจรัสเหมือนเคย ส่วนไป๋เซียงจู๋จะต้องอับอายขายหน้าไม่กล้าปรากฏกายอีกต่อไป
เชิงอรรถ
[1]状元郎 บัณฑิตจอหงวน คือผู้มีผลสอบอันดับหนึ่งของการสอบขุนนางในสมัยโบราณ อันดับหนึ่งได้รับฉายาว่า จอหงวน(状元)อันดับสองคือ ปั้งเหยี่ยน (榜眼) และอันดับสามคือ ทั่นฮวา (探花)
[2]东宫 ตำหนักบูรพา คือตำหนักซึ่งเป็นที่ประทับขององค์รัชทายาท
[3]僧多粥少 ข้าวต้มไม่พอสำหรับพระสงฆ์หมายถึง ขาดแคลน ไม่เพียงพอสำหรับความต้องการของทุกคน
[4]礼仪八位 คุณธรรมแปดประการ คือคุณสมบัติที่พึงมีทั้งแปดประการ ได้แก่ กตัญญู (孝) เอื้อเฟื้อพี่น้องพ้องพวก (悌) จงรักภักดีต่อชาติ (忠) จริงใจ (信) มารยาทงาม (礼) เชิดชูความยุติธรรม (义) ซื่อสัตย์สุจริต (廉) ละอายต่อสิ่งมิชอบ (耻)