ในยุคสมัยศักดินาไร้สิทธิมนุษยชนเช่นนี้ การเป็พ่อค้าดั่งที่เขาตั้งใจไว้นั้น ไร้ซึ่งอำนาจอย่างสิ้นเชิง ฐานะของพ่อค้าอยู่ต่ำกว่าพวกชาวนาเสียอีก หรือแม้แต่พวกนักปราชญ์ยาจกพวกนั้นยังดูถูก
มีแต่พวกขุนนางของราชสำนักเท่านั้นที่มีอำนาจอย่างแท้จริง พ่อค้าที่ร่ำรวยในยุคสมัยนี้นั่น ถ้าไม่ได้มาจากกิจการของตระกูลใหญ่ของพวกขุนนาง ก็เป็หมูรอการเชือดดีๆ นี่เอง
การที่จ้าวหยางจื่อฝึกยิงธนูไว้เพื่อป้องกันตัวนั้นจึงจะสมเหตุสมผล เผื่อเข้าตาจนเขาจะมีหนทางป้องกันตนเอง
จ้าวหยางจื่อไม่รอช้า เขาได้นำผ้าป่านมามัดแผลม้าตัวนั้นไว้เพื่อห้ามเืให้มัน ซึ่งม้าตัวนี้เองก็ยินยอมให้เขากระทำโดยง่าย เพราะถึงอย่างไรเขาก็ช่วยมันเอาไว้จากมือคนที่ล่ามัน
ม้าก็เป็แบบนี้มันสำนึกบุญคุณคนที่ช่วยมันไว้ไม่ลืมเลือน ทั้งยังซื่อสัตย์ ไม่เหมือนกับพวกมนุษย์ด้วยกันเอง
มัดเสร็จจ้าวหยางจื่อก็หันซ้ายแลขวาเมื่อเห็นว่าไม่มีใครบริเวณนี้แล้ว เขาก็นำน้ำพุจิติญญาให้ม้าตัวนั้นดื่มเพื่อรักษาแผล
เ้าพังพอนขาวที่เกาะอยู่บนไหล่ของเขาจ้องมองไปที่น้ำพุไม่วางตา เพราะมันก็้าเหมือนกัน ถ้ามันได้อีกสักหนึ่งหยด ครานี้เด็กปีศาจนั้นก็ไม่มีทางวิ่งตามมันทัน!
จ้าวหยางจื่อให้น้ำพุวิเศษแก่ม้าเพียงสองหยด จากประสบการณ์ที่ผ่านมาแค่หนึ่งหยดก็สามารถรักษาแผลได้แล้ว แต่ทว่าม้าตัวนี้เอ็นขาฉีกขาด เพื่อความแน่ใจจ้าวหยางจื่อเลยให้สองหยดนั่นเอง
หลังจากดื่มน้ำพุวิเศษเข้าไป ก่อนหน้านี้แววตาของมันหม่นหมองพลันกระจ่างใสขึ้นมาอย่างทันทีทันใด
เป็เพราะมันรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าแผลที่ขาของมันเริ่มจะประสานกันแล้ว นานเข้ามันก็ไม่รู้สึกเจ็บอีกเลย ไม่ต้องสงสัยครานี้มันหายขาดแล้ว ช่างอัศจรรย์!
ม้าตัวนี้ฉลาดขึ้นมามากหลังจากที่ได้ดื่มน้ำพุวิเศษ มันพอจะรับรู้ว่าเป็เพราะน้ำที่จ้าวหยางจื่อนำมาให้มันดื่ม ทำให้แผลมันหายดี จึงคลอเคลียตัวเขาเป็การใหญ่เพื่อการสำนึกบุญคุณ
ขณะเดียวพวกหมูที่สังเกตการณ์อยู่รอบนอกมองมาที่ม้าก็พลางส่ายหัว พวกมันคิดว่าม้าตัวนี้สติคนเพี้ยนจนกู่ไม่กลับแล้ว
จ้าวหยางจื่อกล่าวขึ้นกับม้าตัวนั้นว่า
“หลังจากนี้เ้าแสร้งเจ็บขาสักเดือนสองเดือน และห้ามแกะผ้าออกล่ะ”
แม้ม้าจะฟังไม่เข้าใจสิ่งที่จ้าวหยางจื่อพูด ทว่าพอจ้าวหยางจื่อพูดจบมันก็ร้องฮี่ๆๆ ตอบรับเขาอย่างอารมณ์ดี
บนไหล่ของจ้าวหยางจื่อ เ้าพังพอนขาวแสดงความอิจฉาออกมาอย่างชัดเจน สังเกตเห็นเช่นนั้นเขาก็เปิดปากพูดกับมัน
“อะไรกัน เ้าก็ได้สองหยดเหมือนกัน ไม่ต้องอิจฉาขนาดมันนั้นก็ได้”
พอโดนจ้าวหยางจื่อว่าพังพอนขาวก็ร้อง กิ้วๆ ออกมาเสียงเบา
..
จัดการทุกอย่างเสร็จ หลังจากนั้นจ้าวหยางจื่อก็เข้าไปในเรือน ซีซวนที่รอเขาอยู่ก่อนแล้ว คิ้วขมวด จ้องมองมาที่เขาเขม็งพลางพูดขึ้นเสียงแข็ง
“ท่านพี่ คราที่แล้วเลี้ยงหมู เลี้ยงพังพอน ครานี้ก็เลี้ยงม้า ท่านพี่คิดว่าบ้านของเราเป็โรงทานหรืออย่างไรเ้าคะ? ถึงได้รับเลี้ยงสัตว์พวกนี้เป็ว่าเล่น ถ้าเอาพวกมันมาทำเป็อาหารน้องจะไม่ว่าเลยท่านลืมแล้วหรือเ้าคะว่าบ้านของเราไม่มีอาหารมากขนาดนั้นเพื่อเลี้ยงพวกมัน…”
“หยุดก่อนซวนเอ๋อร์ พี่สำนึกไม่ทัน” จ้าวหยางจื่อรีบหยุดเดี๋ยวน้องสาวจะร่ายยาวไปมากกว่านี้ เขาไม่อยากคิดต่อเมื่อซีซวนรับรู้ว่ายังมีงูเห่าอีกตัวที่เขาเลี้ยงจะต่อว่าเขาอีกเช่นไร
จ้าวหยางจื่อเข้าใจผู้เป็น้องดี ที่น้องสาวกล่าวมาทั้งหมดก็เพื่อเตือนสติเขา แม้ตอนนี้จะพอมีพอกินอยู่บ้าง แต่อย่าลืมสิว่าชีวิตเมื่อห้าวันก่อนพวกเขาเป็อยู่กันเช่นไร พึ่งจะกินอิ่มท้องทุกวันจริงๆ แต่สองสามวันมานี่เอง
ซีซวนรอคอยอย่างอดทนพอเห็นว่าพี่ใหญ่สำนึกผิดแล้วนางก็ลอบถอนหายใจออกมา จ้าวหยางจื่อกล่าวขึ้นว่า
“พี่รู้ว่าน้องยังไม่ลืมความยากลำบากในครั้งอดีต แต่พี่สัญญาว่าจะไม่พาน้องกลับไปเป็แบบเดิมอีกอย่างแน่นอน!”
“เ้าค่ะ” ซีซวนเข้าใจ ถึงอย่างไรสองสามวันมานี้ พี่ใหญ่ของนางก็ทำอะไรไปตั้งมากมาย จนทำเงินได้เป็กอบเป็กำ นางจะเชื่อสิ่งที่เขาพูดก็ไม่แปลก
พอน้องเข้าใจและเชื่อมั่นใจตัวเขา จ้าวหยางจื่อก็รู้สึกมีภาระที่หนักอึ้งมากกว่าเดิม ทันใดนั้นซีห่าวก็ออกมาจากในห้องครัว
“พี่ใหญ่แป้งสาลีหมดแล้วขอรับ..”
“งั้นรึ? ยามอู่ (11:00-12:59 น.) แล้วถ้าเราเข้าเมืองเพื่อไปซื้อคงไม่ทันการณ์ เอาเป็พรุ่งนี้เราค่อยเข้าเมืองไปซื้อแล้วกัน”
“ขอรับ”
คิดได้เช่นนั้นจ้าวหยางจื่อก็เดินไปสำรวจห้องครัว ว่าข้าวของใช้อันไหนหมดลงบ้าง วันรุ่งขึ้นจะได้ไปซื้อในเมืองคราเดียว
ปรากฏว่าห้องครัวว่างเปล่า นอกจากหม้อเหล็ก กระทะเหล็ก จานและชามแล้ว ทุกอย่างล้วนว่างเปล่าทั้งหมด แม้แต่น้ำส้มสายชูที่หาได้ง่ายก็ไม่เหลือ
เห็นเช่นนี้แล้วจ้าวหยางจื่อก็รู้สึกท้อใจ ถ้าเขามาช้ากว่านี้อีกสักสองวัน ชีวิตของทั้งสามคนคงอดก็เป็เื่ที่ไม่กล่าวเกินจริง
สภาพการเป็อยู่เช่นนี้ไฉนประวัติศาสตร์เขียนไว้ว่ายุคสมัยต้าถังอุดมสมบูรณ์ที่สุดได้?
“อย่างน้อยเราก็มีปลา กระต่ายป่า แล้วก็ผัก พอจะอดทนให้ผ่านพ้นไปวันพรุ่งนี้ได้ น้องอดทนเอาก่อนนะ” จ้าวหยางจื่อยื่นมือไปลูบหัวทั้งสองคนอย่างเห็นอกเห็นใจ
“ขอรับ/เ้าค่ะ”
..
หลังจากนั้นจ้าวหยางจื่อก็คว้าธนู ตรงเข้าไปในป่าเพียงคนเดียว เพื่อตามหาสิ่งที่เขา้า
ก่อนหน้านี้หลังจากที่เขาได้สำรวจครัวแล้ว เขาก็พบว่ามันยังขาดเหลือเครื่องเทศอีกมาก แม้แต่พริกไทยที่หาได้ง่ายก็ไม่มี ชีวิตของทั้งสามพี่น้องนี้ช่างยากลำบากโดยแท้จริง
ก่อนจะเข้าป่า จ้าวหยางจื่อหยุดครุ่นคิดเพื่อวางแผน
เื่พริกเขาไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ เพราะว่าได้ปลูกไว้ในมิติย่อยแล้ว ด้วยอัตราการเติบโตอันก้าวะโคาดว่าอีกหนึ่งวันคงกินได้ ส่วนผักยิ่งไม่ต้องกังวล เพราะปลูกไว้มากมาย
จะเหลือก็แค่จำพวกเครื่องปรุงเช่นเกลือเท่านั้นที่ยังขาดแคลน พอเขาคิดย้อนไปใน่เวลาเดียวกันในประวัติศาสตร์ จ้าวหยางจื่อก็แสดงหน้าจริงจังออกมา เพราะว่าเกลือในยุคสมัยนี้นั้นเปรียบเหมือนทองคำดีๆ นี่เอง
พวกชาวบ้านทั่วไปเช่นพวกเขาไม่มีสิทธิ์ใช้ ความหายากของมันแม้แต่บางคนยังไม่เคยเห็นเหลือเสียด้วยซ้ำ เพราะนอกจากราคาจะแพงมากแล้ว อีกทั้งทางการก็จำกัดไว้ใช้กับพวกทหารเสียส่วนใหญ่อีก จึงหลุดรอดออกมาถึงพวกชาวบ้านน้อยมาก
พอเป็เช่นนี้ เื่ที่จะซื้อเกลือในเมืองคงตัดทิ้งไปได้เลย มีแต่ต้องหาเองเท่านั้นถุงจะได้กิน
ซึ่งจ้าวหยางจื่อรู้ว่าเหมืองเกลือมีอยู่ในป่าด้านหลังหมู่บ้านนี้ เพราะได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาช้านานจากพวกชาวบ้าน
แต่ทว่าเกลือพวกนั้นกินไม่ได้พวกชาวบ้านให้เหตุผลว่าถ้ากินไปแล้วไม่ช้าก็เร็วก็ตกตาย สาเหตุที่แท้จริงอาจเป็เพราะเกลือเจือปนด้วยสิ่งสกปรกมากเกินไปนั่นเอง
ถึงแม้จ้าวหยางจื่อจะรู้ว่าในป่ามีมันอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงส่วนไหนของป่าอยู่ดี เขาจึงได้นั่งเคร่งเครียดจนปวดหัวอยู่แบบนี้นั่นเอง
ทันใดนั้นจ้าวหยางจื่อก็คิดถึงม้าที่หานมิ่งล่าได้!
ใช่! พวกม้ารู้อยู่แล้วว่าเหมืองเกลืออยู่ตรงส่วนไหนของป่า เพราะพวกมันก็้าแร่ธาตุเหมือนกันกับมนุษย์ ย่อมรวมกลุ่มกันเป็ฝูงอยู่ใกล้ๆ เหมืองเกลือแห่งนั่นแน่!
คิดได้เช่นนั้นจ้าวหยางจื่อก็รีบวิ่งกลับหมู่บ้านทันที!
สามารถกดหัวใจส่งของขวัญเป็กำลังใจให้นักเขียน หรือคอมเมนท์พูดคุยกันได้นะครับ
ช่วยกดติดตาม กดแชร์ให้เพื่อนๆ อ่าน จะเป็พระคุณอย่างยิ่งของคนเขียนครับ
หรือติดตามได้ที่ Tiktok: @denwriternovel