“อะไรมันจะซวยขนาดนี้เนี่ย”
ท่ามกลางความมืดบนถนนสายตรงเข้าเมืองมี่อิงเชฟสาววัย 32 ปีกำลังบ่นด้วยความหงุดหงิดใจ ก็จะไม่ให้หงุดหงิดได้ไงกันล่ะเธออุตส่าห์ถ่อมาไกลจากปักกิ่งกว่า 1,400กิโลเมตรสู่ความชนบทที่แท้จริงที่แม้แต่บ้านเรือนยังไม่มี! นี่ถ้าไม่เพราะไอ้ลูกน้องตัวแสบมารายงานว่ามีคนได้ข่าวเชฟอาหารโบราณในตำนานละก็ให้ตายเธอก็ไม่มา!ความตั้งใจตอนแรกที่จะมาขอคำชี้แนะจากเชฟยอดฝีมือผู้เลื่องลือในหมู่เชฟด้วยกันว่าหลบลี้หนีหายจากความวุ่นวายในเมืองสู่ชนบทอันไกลโพ้นหล่นหายไปั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้วันหยุดที่ไม่ได้มีง่าย ๆ หมดไปทั้งวันด้วยการคว้าน้ำเหลว เชฟยอดฝีมือก็ไม่ได้เจอไอ้รถเฮงซวยนี่ดันมาเสียกลางทางอีก แล้วเสียที่ไหนไม่เสียมาเสียอะไรบนถนนที่แสนจะเงียบสงบบ้านเรือนก็ไม่มีมืดยิ่งกว่ามืดไม่รู้ว่าชาตินี้จะมีรถผ่านมาสักคันไหมแถมโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดที่พึ่งถอยมาได้ไม่นานยังไม่มีสัญญาณไม่สามารถติดต่อใครได้ทั้งสิ้นโอ๊ย มี่อิงจะบ้าตาย
หลังจากทึ้งหัวตัวเองแล้วก่นด่าบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์บริษัทผลิตโทรศัพท์ที่สร้างของไม่มีคุณภาพรถยนต์ซังกะบ๊วยที่ราคาแสนแพงแต่ดันพังแสนง่ายบ่นลูกน้องว่ากลับไปจะหักเงินเดือนแล้วไล่ไปล้างจานหลังร้านและอีกสารพัดที่จะสรรหามาด่าทำไงได้คนมันอารมณ์เสีย ขณะนั้นเองแสงสะท้อนจากกระจกมองหลังก็วาบเข้าตาเชฟสาวความหวังที่จะกลับเข้าเมืองเริ่มส่องสว่างดังแสงไฟรถคันนั้นมี่อิงไม่รอช้าจัดการกวาดข้าวของจำเป็ลงกระเป๋าถือใบสวยและไม่ลืมที่จะหยิบมีดพกอันเล็กเอาไว้สำหรับป้องกันตัวแล้ววิ่งลงจากรถก่อนกดล็อกและปิดท้ายด้วยการสัญญากับตัวเองว่ากลับไปได้เมื่อไหร่เธอจะขายไอ้รถนี่ทิ้ง!
หลังจากยืนโบกมือประหนึ่งแมวกวักแสนสวยรถคันนั้นก็จอดเทียบช้าๆและตอนนั้นเองที่มี่อิงสังเกตเห็นว่ารถคันนี้เป็รถแท็กซี่! รถแท็กซี่ในสถานที่แบบนี้เนี่ยนะอะไรบางอย่างในใจบอกเธอว่าอย่าขึ้นรถคันนี้แต่ด้วยทางเลือกมีไม่มากยังไงขอดูหน้าตาคนขับหน่อยละกัน
“แม่หนูจะไปไหนหรือ” คนขับเป็คุณลุงอายุน่าจะไม่ต่ำกว่าหกสิบท่าทางไม่ได้มีพิษภัยอะไรนั้นทำให้ตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น อย่างน้อยถ้าคิดจะทำอะไรด้วยอายุลุงก็ไม่ง่ายนักละนะ
“คุณลุงช่วยพาหนูเข้าเมืองหน่อยได้ไหมคะแค่ตรงที่หนูสามารถติดต่อกับคนของหนูได้ก็พอค่ะ” มี่อิงบอกเสียงหวานในขณะที่มือข้างหนึ่งก็ล่วงเข้าไปกำมีดพกในกระเป๋าแน่นคนขับเห็นดังนั้นก็ยกยิ้มบางเบาจนแทบมองไม่เห็น
“ได้สิ ขึ้นรถเลยหนู” มี่อิงได้ยินอย่างนั้นก็เปิดประตูรถเข้าไปนั่งด้านหลังเบาะคนขับโดยที่ยังไม่ลดการระวังตัวทำไงได้เธอเห็นโลกนี่มาเยอะพอที่จะรู้ว่าคนเราสามารถทำอะไรก็ได้ตามแต่กิเลสในใจจะกำหนดไม่มีใครที่เราสามารถไว้ใจได้ทั้งนั้นมีแต่ตัวของเราเองเท่านั้นที่เราสามารถวางใจได้!
“แล้วหนูมาทำอะไรที่นี่ล่ะ” หลังจากผ่านมาสักพักลุงคนขับก็เป็ผู้เอ่ยทำลายความเงียบลง
“หนูมาตามหาคนค่ะ เชฟอาหารโบราณลุงพอจะรู้จักไหมคะ” มี่อิงตอบไปเรื่อยเปื่อยอย่างไม่ใส่ใจนักแต่ก็ยังสร้างจุดที่สามารถต่อบทสนทนาได้
“คนคนนั้นไม่ใช่ตายไปั้แ่สองปีที่แล้วหรอกหรือ” ลุงแกตอบเสียงกลั้วหัวเราะเบาๆ มี่อิงที่ตัดใจเื่เชฟคนนั้นได้แล้วไม่ได้นำคำพูดนั้นมาใส่ใจสักนิดตอนนี้เธอชั่งหัวเชฟยอดฝีมือนั่นเป็ที่เรียบร้อยหลังจากการตามหามาหลายปีการเดินทางนี้เป็ครั้งสุดท้าย จากนี้ก็ได้แต่คิดว่าเธอคงไม่มีวาสนามากพอสายตาของเธอยามนี้ละจากคนขับไปมองดวงจันทร์ยามค่ำคืนที่ทอแสงกลางความมืดอย่างสวยงาม
“ดูท่าหนูจะชอบพระจันทร์มากนะ หนูเชื่อเื่ผู้เฒ่าจันทราไหมเชื่อว่าผู้เฒ่าจันทราเป็ผู้ทำให้บังเกิดความรักระหว่างหนุ่มสาวทั้งการจับคู่หนุ่มสาวที่เป็ไปได้ยากอย่างองค์หญิงสูงศักดิ์กับคนขายซาลาเปาข้างทางศัตรูคู่อาฆาตที่เกลียดกันแทบตายยังผูกด้ายแดงให้ได้รักกันหรือแม้กระทั่งชายหญิงที่เกิดคนละห้วงเวลาหรือคนละภพยังดลบันดาลให้มารักกัน”จู่ ๆ ลุงคนขับก็เล่านิทานด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความภาคภูมิใจมี่อิงได้ยินถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ
“งั้นผู้เฒ่าจันทราคงเป็พวกเฒ่าทารกสินะคะ” คนขับที่ได้ยินดังนั้นหน้าตึงขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะกระแอมไอเบา ๆ
“ทำไมหนูถึงคิดอย่างนั้นล่ะ”
“ก็แล้วทำไมต้องทำให้ยากด้วยล่ะคะ ทำไมไม่ผูกด้ายแดงให้คนที่คู่ควรกันได้รักกันั้แ่แรกนี่ไม่เท่ากับว่าผู้เฒ่าจันทราก็เป็แค่ตาแก่ชอบเล่นสนุกคนหนึ่งอีกอย่างถ้าความรู้สึกของคนใช้แค่ด้ายแดงในมือผู้เฒ่าจันทราก็พอคนเราไม่ต้องเดินตามฟ้าลิขิตอย่างเดียวเท่านั้นรึไงเราย่อมสามารถเลือกคู่รักได้ด้วยหัวใจเลือกเป็ในสิ่งที่้าได้ด้วยความสามารถไม่เห็นต้องพึ่งฟ้า!” มี่อิงเกลียดคำว่าชะตาฟ้าลิขิตมาั้แ่เด็กเธอไม่สนว่าฟ้าจะลิขิตให้เธอเป็อะไรทั้งนั้นเธอเป็คนไม่ใช่ตุ๊กตาที่ถูกจับไปที่ไหนก็แล้วแต่จะจับไปเธอต่างหากที่สามารถเลือกชีวิตของเธอได้เองตอนนั้นเองที่รอยยิ้มเ้าเล่ห์ก็ปรากฏเด่นชัดบนในหน้าของคนขับรถ
“ฮะฮะฮ่า งั้นเรามาพิสูจน์กันไหมว่าแค่ด้ายแดงในมือผู้เฒ่าจันทราพอไหม”ทันทีที่คำพูดนี้จบพวงมาลัยรถก็ถูกหักอย่างแรงจนรถทั้งคันพุ่งลงคลองข้างทาง
ตูมมมม
รถทั้งคันพุ่งลงไปยังคลองที่อยู่ริมทางอย่างรวดเร็วผิดปกติมี่อิงใจนทำอะไรไม่ถูกกรีดร้องลั่นอย่างไม่สามารถห้ามได้รถที่ดิ่งลงไปยังเบื้องล่างอย่างรวดเร็วนั้นสร้างความหวาดกลัวเหลือประมาณมี่อิงที่สติแทบไม่เหลือหันไปมองยังหน้ารถก่อนจะพบความจริงที่น่าหวาดกลัวว่าลุงคนขับรถที่ควรจะอยู่ตรงนั้นกลับไม่เหลือแม้แต่เงาทั้งที่ประตูก็ไม่ได้เปิดออกแต่อย่างใดแล้วคนทั้งคนจะหายไปได้ยังไง!ความกลัวเริ่มเข้าจู่โจมหัวใจมี่อิงมากขึ้นเรื่อย ๆแต่ทันทีที่ความเย็นของน้ำััเท้าที่สวมรองเท้าส้นเตี้ยทรงสวยสติของเธอก็ตื่นขึ้นมาความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวคือเธอจะต้องออกไปจากรถคันนี้ให้ได้ก่อน!
มี่อิงที่สติกลับมาอย่างเต็มที่เริ่มคิดทบทวนความรู้ที่ได้อ่านผ่านตาเกี่ยวกับการช่วยเหลือตัวเองเมื่อรถตกน้ำซึ่งมันแสนเลือนรางสิ้นดีด้วยความที่เธอไม่เคยตั้งใจอ่านมันอย่างจริงจังใครมันจะไปคิดล่ะว่าวันหนึ่งจะต้องประสบเหตุการณ์อย่างนี้นี่สินะเขาถึงสอนกันว่าไม่ให้ดำรงชีวิตอยู่บนความประมาทหลังจากฟุ้งซ่านไปสักพักน้ำก็เพิ่มสูงถึงหัวเข่าเธอที่นั่งอยู่เสียแล้วมี่อิงรีบคลำไปตามประตูฝั่งตัวเองนับเป็โชคดีของเธอที่รถคันนี้ไม่ใช่รุ่นใหม่มากนักกระจกยังคงเป็แบบหมุนอยู่เธอหมุนเลื่อนกระจกอย่างช้า ๆ ไม่ให้น้ำไหลเข้ามาเร็วเกินไปเมื่อน้ำเริ่มเข้ามามากขึ้นรถที่แต่เดิมก็จมเร็วอยู่แล้วกลับจมเร็วขึ้นอย่างััได้เธอรอจนกระทั่งน้ำเข้ามาจนเกือบถึงคอก็สูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วหมุนกระจกลงรวดเดียวแล้วดันตัวเองออกมาก่อนถีบเข้าอย่างแรงกับตัวรถ
เมื่อออกมาจากรถได้มี่อิงก็เริ่มใจชื้นขึ้นมาก่อนจะตีขาว่ายน้ำเดี๋ยวก่อนนะว่ายน้ำ เธอลืมไปว่าตัวเองว่ายน้ำไม่เป็! ให้ตายเถอะมี่อิงแทบอยากจะทึ้งหัวตัวเองให้ผมหลุดหมดหัวแต่ด้วยอากาศในปอดมีไม่มากเธอไม่สามารถขยับตามใจชอบได้มี่อิงตัดสินใจหยุดนิ่งปล่อยตัวตามสบายเพื่อให้ร่างกายลอยขึ้นสู่ผิวน้ำเองอย่างช้าๆใจได้แต่ภาวนาหวังว่าอากาศคงไม่หมดก่อนที่เธอจะโผล่พ้นน้ำหรอกนะ ลอยไปได้สักระยะอากาศที่มีเริ่มหมดเมื่อมองขึ้นไปด้านที่กำลังลอยขึ้นกลับเห็นเพียงความมืดมิดราวกับไม่มีทางให้ขึ้นไปความกลัวเริ่มกลับเข้าสู่จิตใจอีกครั้งแม้จะพยายามควบคุมจิตใจเท่าไหร่แต่ความสิ้นหวังกลับพยายามแทรกเข้ามาไม่หยุดเมื่ออากาศที่มีหมดร่างกายของเธอก็ราวกับไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไปเริ่มมีอาการพยายามหายใจอันเป็ปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกายจนสุดท้ายเมื่อไม่อาจทนสัญชาตญาณได้ไว้มี่อิงก็สูดเอาน้ำจำนวนมากมายเข้าสู่ปอดทั้งทางปากและจมูกอย่างแรงสติที่มีเริ่มเลือนรางจนเกือบจะวูบหลับ
ตอนนี้เธอสามารถตัดใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองว่าไม่อาจฝืนต่อไปได้อีกแล้วภาพั้แ่เธอจำความได้ไหลวนเข้าหัวอย่างช้าๆั้แ่ภาพเด็กผู้หญิงผอมแห้งอดอยากที่ถูกขายไปเป็คนรับใช้ให้บ้านหลังหนึ่งภาพการถูกใช้งานอย่างหนักราวกับไม่ใช่มนุษย์ภาพที่เธอถูกรับเลี้ยงโดยผู้ชายใจดีที่ถ่ายทอดการทำอาหารและสมุนไพรให้ั้แ่เด็กก่อนที่เมื่อเธอโตจนอายุ17ปีชายใจดีคนนั้นก็ขายเธอไปให้เศรษฐีแก่ใกล้ตายแต่ตัณหากลับคนหนึ่งวันนั้นเองที่เธอรับรู้ว่าความใจดีทั้งหมดเป็เพียงภาพลวงตาทุกอย่างที่เขาสอนเธอก็เพียงเพื่อให้เธอไปคอยปรนนิบัติตาแก่ตัณหากลับคนนั้นจากใจดีก็กลายเป็ใจร้ายถือไม้เฆี่ยนตีเพื่อบังคับให้เธอยอมรับชะตากรรมภาพการหลบหนีออกจากนรกขุมนั้นอย่างยากลำบากภาพการทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพและตั้งตัวอันแสนทรหด ภาพร้านอาหารอันแสนภาคภูมิใจใช่สินะร้านอาหารของเธอ หวังว่าจะสามารถเปิดต่อไปได้อย่างราบรื่น ร้านอาหารคงเป็อย่างเดียวบนโลกใบนี้ที่ทำให้เธอคิดอยากอยู่ต่อได้แต่สุดท้ายเมื่อไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้อีกเธอคงได้แต่ปล่อยวางแล้วสินะลาก่อนทุกสิ่งบนโลกนี้ ลาก่อนมี่อิงเธอบอกลาเป็ครั้งสุดท้ายก่อนที่สติที่มีจะวูบไป
หืม? ความรู้สึกเบาสบายนี้คืออะไรกันตายแล้วรู้สึกอย่างนี้หรอ? ไหนจะทุกอย่างรอบตัวที่ล้วนเป็สีดำเหมือนยืนอยู่บนส่วนที่ลึกที่สุดที่ไม่มีใครมองเห็นไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆ แล้วนี่จะไม่มีใครมารับดวงิญญาเธอหน่อยเหรอหรือเพราะตายก่อนเวลาเธอเลยต้องรออยู่ที่นี่ก่อน สับสนชะมัดใครก็ได้อธิบายให้เธอเข้าใจหน่อยได้ไหม เธอไม่เคยตายนะจะได้เข้าใจทุกอย่างดัวยตัวเองความสงสัยยังไม่ทันถูกคลี่คลายเสียงชายสูงวัยที่ไม่ว่าจะคิดยังไงก็แสนจะคุ้นหูก็ดังขึ้นมาก่อน
“ไปเถิดเขารอเ้าอยู่นานแล้ว อย่าปล่อยให้เขารออีกเลย” ใครรอใครแล้วคนที่พูดเป็ใครทำไมไม่เห็นมีคนหรือิญญาอะไรอยู่แถวนี่เมื่อคิดจะเปล่งเสียงถามออกไปกลับไม่มีเสียงอะไรออกมาทั้งสิ้นและในตอนนั้นเองในความมืดมิดก็เกิดแสงสว่างเล็กที่อยู่ไกลออกไปขึ้นมา
ด้วยสัญชาตญาณหรืออะไรบางอย่างดึงดูดให้เธอวิ่งเข้าหาแสงสว่างนั้นอย่างโหยหาราวกับแสงสว่างนั้นคือทุกสิ่งที่เธอตามหามาทั้งชีวิตเมื่อมาถึง แสงสว่างนั้นก็ทำราวกับมีชีวิตเข้าครอบคลุมร่างของเธอทั้งร่างความอบอุ่นอ่อนโยนเข้าแทรกซึมทั้งจิตใจและร่างกายขับไล่ความหนาวเย็นของสายน้ำไปจนหมดสิ้นก่อนที่เธอจะรู้สึกถึงความอึดอัดบางอย่างและค่อยๆ ปลอดโปร่งราวกับได้รับอิสระ
อุ๊แว้ๆๆๆ
เสียงเด็กทารกที่หลุดออกมาจากปากสร้างความงุนงงให้มี่อิงเป็อย่างยิ่งเมื่อลองพยายามยกสองแขนของตัวเองขึ้นมาดูอย่างยากลำบากสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาคือมือน้อยๆ ของเด็กทารกแถมยังแดงราวกับพึ่งเกิดอีกด้วย!นี่มันเื่บ้าอะไรกัน มี่อิงะโลั่นออกมาอย่างห้ามไม่ได้แต่เสียงที่เล็ดลอดออกมานั้นกลับกลายเป็เสียงร้องไห้จ้าของเด็กทารกแทน
“คุณหนูน้อยเ้าคะ เหตุใดจึงร้องไห้ขนาดนี้เล่าเ้าคะ” เสียงหญิงสูงวัยดังอยู่เหนือหัวพร้อมแรงโยกเบาๆทำให้มี่อิงหยุดโวยวายแล้วเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย เมื่อกี้เรียกเธอหรอ?แต่สิ่งที่หญิงคนนั้นเห็นกลับเป็เพียงเด็กน้อยตาแป๋วที่มองมาด้วยแววตาอยากรู้เท่านั้น
“แม่นมหยง ส่งลูกมาให้ข้าดูที” เสียงระโหยโรยแรงดังขึ้นก่อนที่เธอจะถูกส่งต่อให้หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียง
“แปลกเหลือเกินเ้าค่ะฮูหยิน คุณหนูน้อยมองข้าราวกับมองเห็นแล้วแถมยังขยับแขนขาได้ดีกว่าเด็กแรกเกิดทั่วไป” หญิงสูงวัยกล่าวขณะส่งทารกน้อยให้แก่มารดา
“เด็กคนนี้ก็แปลกั้แ่อยู่ในท้องแล้วมิใช่หรือ นางอยู่ในท้องข้านานจนชนปีคลอดช้ากว่าเด็กคนอื่นตั้งหลายเดือน” ผู้เป็แม่รับบุตรสาวเข้าสู่อ้อมอกพิศมองลูกน้อยด้วยความรัก เดิมกำหนดคลอดของนางคือ่ปลายฤดูหนาวแต่เด็กน้อยของนางคนนี้กลับชอบอยู่ในครรภ์มารดาเหลือเกินลากยาวมาจนปลายฤดูใบไม้ผลินางจึงยอมออกมาในบิดามารดาชื่นใจ
“จริงด้วยเ้าค่ะ คุณหนูน้อยอยู่ในท้องฮูหยินนานจนท่านเ้าเมืองร้อนรนไปหมด”หญิงสูงวัยกล่าวปนเสียงหัวเราะในลำคอ
“บุตรสาวของข้า นางช่างน่ารักน่าชังเหลือเกิน” เธอเกิดใหม่แล้วหรอ?งั้นหญิงสาวคนนี้คงเป็แม่เธอสินะ ดูแล้วอายุคงไม่น่าเกิน 25 ปีเท่านั้น หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ไม่ได้งามล่มเมืองแต่ก็ไม่ได้ดาษดื่นฟังจากคำพูดคำจาของคนรอบตัวที่กำลังทำความสะอาดเก็บกวาดข้าวของที่นี่คงเป็ยุคโบราณสักยุค ส่วน่เวลาไหนนั้น เื่นี้คงต้องรอเธอโตพอจะอ่านตำราได้ก่อนจึงจะสามารถระบุได้อย่างชัดเจน
“ฮูหยินจะให้ไปเชิญท่านเ้าเมืองเลยหรือไม่เ้าคะ เห็นว่านั่งรออยู่นานแล้วกระวนกระวายใจน่าดูเชียวเ้าค่ะ” คนที่ถูกเรียกว่าแม่นมหยงนั่งลงบนพื้นข้างเตียงแล้วกระซิบกระซาบกับแม่ของเธออย่างขบขัน
“เดี๋ยวเถอะแม่นม รีบไปเชิญท่านพี่มาเถิด” ท่านแม่ดุเบาๆอย่างไม่จริงจัง ก่อนที่แม่นมหยงจะลุกออกไปผ่านไปเพียงครู่เดียวก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งเข้ามาข้างเตียงอย่างรวดเร็ว
“ซินเอ๋อร์เ้าเป็อย่างไรบ้าง เจ็บมากหรือไม่” ชายคนนี้น่าจะเป็ท่านพ่อของเธอสินะดูท่าคงรักท่านแม่มากทีเดียวไม่งั้นตามหลักผู้ชายยุคโบราณมักสนใจบุตรมากกว่าภรรยาแต่นี่เพียงแต่ก้มมองเธอเป็ระยะๆเท่านั้นมือใหญ่นั้นเอาแต่ลูบใบหน้าท่านแม่ไปมาอย่างทะนุถนอม
“ท่านพี่ข้าคลอดลูกคนที่สองแล้วนะเ้าคะแถมบุตรสาวเรายังคลอดง่ายกว่าหรงเอ๋อร์มากนัก” ท่านแม่อมยิ้มอย่างขบขันดูท่าท่านพ่อคงเป็ห่วงท่านแม่อยู่มากทีเดียว
“โถ่ ซินเอ๋อร์เ้าเป็ยอดดวงใจพี่ พี่ย่อมเป็ห่วงมากเป็ธรรมดามิใช่หรือ?ไหน ขอพี่ดูบุตรของเราหน่อยเถิด นางเป็สตรีใช่หรือไม่?” ชายคนนั้นพูดอย่างอายๆ ก่อนจะเปลี่ยนเื่แล้วรับเธอไปอุ้มไว้แนบอกก้มมองดูด้วยแววตารักใคร่อย่างสุดซึ้งตอนนั้นเองที่เธอรู้ตัวว่าตอนนี้เธอไม่ใช่เด็กกำพร้าเหมือนโลกนู้นอีกแล้วเธอมีท่านพ่อท่านแม่และคาดว่าน่าจะมีพี่อีกหนึ่งคน เธอไม่ได้ตัวคนเดียวอีกแล้วสินะพวกเขาเป็ครอบครัวของเธอใช่หรือไม่ พวกเขาจะไม่ทอดทิ้งเธอเหมือนพ่อแม่ที่โลกนู้นทำใช่ไหมพวกเขารักเธอจากใจจริงใช่หรือเปล่า คำถามมากมายเกิดขึ้นในหัวของมี่อิงไม่หยุด
“เ้าค่ะท่านพี่ ท่านตั้งชื่อให้ลูกสาวเราสิเ้าคะ” ซินเหลียนเอ่ยขึ้นมาเบาๆทั้งยังเอามือเขี่ยแก้มลูกสาวตัวน้อยที่ตอนนี้มีน้ำตาเอ่อคลออยู่
“ให้นางชื่อลู่จื้อดีหรือไม่” เลี่ยงหวงตอบกลับโดยที่สายตายังไม่ละจากดวงหน้าน้อยของลูกสาวเขาตั้งชื่อนี้ให้นางเพราะตลอดเวลาั้แ่ที่เขาเดินเข้ามาในห้องตอนที่พูดคุยกับซินเหลียนหรือแม้แต่ตอนที่กำลังอุ้มนางอยู่ดวงตากลมโตนั้นขยับไปมาตามการสนทนาราวกับฟังออกและมองเห็น ทั้งตอนนี้ยังสบตากับเขาอย่างไม่ลดละไม่ร้องไห้งอแงเหมือนเด็กพึ่งคลอด ลู่จื้อ แปลว่าหยกแห่งความฉลาดเฉลียวโตขึ้นนางจักต้องเป็สตรีที่ฉลาดมากเป็แน่ เขาเชื่อเช่นนั้น
“เพราะเหลือเกินเ้าค่ะนางจะต้องงดงามดังหยกทั้งยังต้องฉลาดเฉลียวดังชื่อเป็แน่ จื้อเอ๋อร์ของแม่”ซินเหลียนก้มลงหอมแก้มบุตรสาวเบาๆสายตานางจึงละจากเลี่ยงหวงมาสบตานางบ้างก่อนจะมองสลับไปมาระหว่างสองคนที่ก็มองนางด้วยความรักใคร่อย่างสุดซึ้งตอบเช่นกัน
ลู่จื้องั้นหรือจากนี้นางคือลู่จื้อไม่ใช่มี่อิงที่โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้วหากนางจะตัดสินใจรักท่านพ่อท่านแม่ตัวเองคงไม่เป็ไรใช่หรือไม่นางจะไม่ต้องเสียใจทีหลัง ไม่ต้องถูกหักหลังใช่ไหมเื่นี้คงมีแต่วันเวลาเท่านั้นที่พิสูจน์ทุกอย่างได้ตอนนี้พวกเขาคือครอบครัวของนางที่นี่ เช่นนั้นลองเสี่ยงดูสักครั้งย่อมไม่เสียหาย
................
Let's Talk สวัสดีนักอ่านที่น่ารักทุกท่าน ยินดีเป็อย่างยิ่งที่ได้มารู้จักกันผ่านตัวหนังสือนิยายเื่นี้ไรต์เขียนมาั้แ่ปีหนึ่ง ลากยาวมาจนเรียนจบปีห้าต้องหยุดเขียนไปเพราะต้องตั้งใจเรียนตอนนี้เรียนจบแล้วสัญญากับตัวเองอย่างหนักแน่นว่าจะต้องเขียนให้จบฝากนักอ่านมากระตุ้นเตือนกันด้วยนะคะ
ป.ล.1 เนื่องจากการเศรษฐกิจที่ดีเหลือเกินและไรต์ยังไม่มีงานทำ ดังนั้นถึงกลางเื่แล้วไรท์จะลงฟรี 1 วันแล้วติดเหรียญนะคะ เข้าใจกันหน่อยน้าา
ป.ล.2 คอมเมนต์มีผลต่อเรี่ยวแรงในใจไรต์ช่วยคอมเมนต์กันด้วยนะคะ และที่สำคัญที่สุด อย่าลืมสุภาพกับทุกคนด้วยน้า
1 คอมเมนต์ = 1 กำลังใจ
หอมราตรีกาล