ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่40 บททดสอบ


            ทั้งสามรอจนถึงเที่ยงวันการรับสมัครจึงสิ้นสุดลง แท่นหินด้านหน้าก็เกิดการเคลื่อนตัวให้สูงขึ้นไปอีกจากเดิมที่อยู่หนึ่งจั้งบัดนี้สูงถึงสิบจั้งไปแล้ว!

     

            หนิงเฟยหลง หนิงอันอัน และซ่งจิ่นติ้ง ต่างยืนมองแท่นหินนี้ด้วยความสงสัยผู้คนมากมายก็ไม่ต่างกันต่างพากันมองดูอยากจะรู้ว่ามันคือสิ่งใดกันแน่และการทดสอบจะเริ่มขึ้นเมื่อใด?

     

            ไม่นานก็มีบุคคลผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นบนแท่นโดยที่พวกมันทุกคนไม่สามารถรับรู้ถึงการมาถึงของชายผู้นี้

             

            “สำนักยุทธ์หลวงยินดีต้อนรับพวกเจ้าทุกคนข้าถูลู่หลิ่งเป็นผู้อาวุโสฝ่ายนอกได้รับคำสั่งจากท่านเจ้าสำนักให้รับผิดชอบในการทดสอบพวกเจ้าทั้งหลายในการเข้าเป็นศิษย์หากพวกเจ้าอยากเข้าเป็นศิษย์สำนักยุทธ์หลวงจะต้องผ่านด่านทดสอบทั้งสามให้ได้เสียก่อน ข้อห้ามในการทดสอบนั้นไม่มีส่วนผู้ที่ได้ลำดับหนึ่งในการทดสอบจะได้เข้าหอคัมภีร์ยุทธ์หลวง และยังจะได้ถูกแต่งตั้งเป็นขุนนาง

             

            การทดสอบเริ่มแรกคือการทดสอบลมปราณของพวกเจ้าซึ่งจะต้องอยู่ขอบเขตแดนกายขั้นหกขึ้นไป และอายุต้องต่ำกว่าสิบหกปีเท่านั้น!”กล่าวจบแล้วถูลู่หลิ่งก็เคลื่อนย้ายหายไปคงเหลือไว้แต่แท่นหินที่อยู่เบื้องหน้า

             

            หนิงเฟยหลงนำพาพวกของตนเดินไปยังแท่นหินเพื่อรับการทดสอบทว่ากลับมีกลุ่มคนผู้หนึ่งเคลื่อนตัวมายืนหยุดพวกมันไว้

             

            “หยุด! พวกเจ้ารอก่อนคุณชายของเราต้องเริ่มทดสอบก่อน!”เสียงบุรุษร่างกายกำยำแผดเสียงเตือน!

             

            ผู้คนมากมายต่างหยุดอยู่กับที่ รอให้บุรุษหน้าตาหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาสวมอาภรณ์สีเขียวก้าวเดินไปยังแท่นหินเพื่อทำการทดสอบ หนิงเฟยหลงเองก็ยังไม่อยากมีเรื่องกับผู้ใดจึงนิ่งอยู่

             

            ชายหนุ่มอาภรณ์เขียวค่อยๆสืบเท้าไปยังหน้าแท่นหินจากนั้นประกบฝ่ามือเข้ากับแผ่นหิน ระเบิดพลังลมปราณออกมา

             

            ตู้ม!

             

            กระแสลมปราณพัดพาเอาฝุ่นดินทรายปลิวว่อนไปทั่ว แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของชายผู้นี้

             

            “ยอดเยี่ยมจริงๆ สมแล้วที่เป็นคุณชายสี่ของตระกูลถู”ผู้คนมากมายต่างพากันชื่นชม

             

            เมื่อแท่นหินได้รับลมปราณเข้าไปก็ปรากฏแสงสีฟ้าจ้าออกมา“ยินดีด้วยคุณชายท่านผ่านการทดสอบแล้ว” ชายร่างกำยำรีบเข้าไปประจบจากนั้นมันก็เข้าไปทดสอบเช่นกัน

             

            หลังจากที่พวกมันทดสอบเสร็จแล้วก็เดินจากไปหนิงเฟยหลงสืบเท้าขึ้นมาเดินตรงไปยังแท่นศิลา ทำการทดสอบชายหนุ่มลดทอนพลังตนเองให้ต่ำลงเหลือขั้นที่เก้า แล้วค่อยนำฝ่ามือประกบเข้าไปทว่าไม่ได้เกิดสิ่งใดขึ้นเลยนอกจากแสงสีฟ้าสว่างขึ้นและยังสว่างกว่าคุณชายตระกูลถูผู้นั้นเสียอีกเพียงแต่ไม่มีการระเบิดพลังที่รุนแรงก็เท่านั้น

             

            ผู้คนมากมายต่างคิดว่าชายหนุ่มผู้นี้คงอ่อนด้อยแต่ก็พอมีฝีมืออยู่บ้างพวกมันคิดว่าการที่ระเบิดพลังรุนแรงออกมานั้นย่อมจะต้องมีความสามารถมากกว่าผู้อื่น

             

            แต่พวกมันคิดผิดแล้วในเรื่องนี้ เพราะพวกมันใช้ความรู้ขอบเขตแดนกายมาตัดสินผู้ที่มีขอบเขตที่เหนือกว่าย่อมเป็นธรรมดาที่จะคาดเดาผิดไป หนิงเฟยหลงนั้นอยู่ขอบเขตแดนพลังแล้วมันไม่มีความจำเป็นต้องระเบิดพลังรุนแรงออกมาแม้นจะระเบิดรุนแรงก็สมควรที่แท่นหินนี่จะรับได้ไม่ไหว!

             

            เมื่อทดสอบเสร็จชายหนุ่มก็เดินมุ่งไปยังด่านทดสอบต่อไปโดยไม่รอหนิงอันอันและซ่งจิ่นติ้ง มันมีความเชื่อมั่นว่าทั้งสองต้องเข้ารอบได้อยู่แล้วและนี่ก็ถือเป็นการไปเตรียมตัวก่อนจะรับการทดสอบ

             

            ..........

             

            “หึ!ซื่อจื่อผู้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ เจ้านำจดหมายนี่ไปให้ท่านแม่ทัพข้าจะเฝ้าดูอยู่ที่นี่” ชายผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีครามซึ่งบ่งบอกว่าเป็นผู้อาวุโสฝ่ายนอกกำลังกำชับศิษย์ผู้หนึ่งทว่าสายตากลับไม่ว่างเว้นจากบุรุษผู้สวมอาภรณ์ขาวหน้าตาหล่อเหลาท่วงท่าองอาจที่กำลังเดินไปยังด่านทดสอบที่สอง ในใจก็บังเกิดความชื่นชมแต่อีกใจก็รู้สึกเสียดายไม่น้อย

             

            “หากเจ้าเกิดในตระกูลถู ชีวิตนี้ของเจ้าคงรุ่งโรจน์จนหาคนมาทาบรัศมีเจ้าได้ยากเป็นแน่!...”

             

            ..........

             

            หนิงเฟยหลงเดินมาหยุดอยู่ในบริเวณต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งสายตาสอดส่องเข้าไปในลานกว้างก็ไม่พบกับอะไรที่ผิดปกติเลยมีเพียงแต่ลานกว้างกับใบไม้ที่ร่วงหล่น

             

            ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น “เจ้ามานี่หน่อย!”

             

            เมื่อได้ยินเสียงหนิงเฟยหลงก็หันไปมองก็พบกับชายร่างกำยำที่กำลังจ้องเขม็งมาทางตนมันไม่ได้สนใจเพียงหันหน้ากลับมามองลานกว้างเช่นเดิม

             

            “เจ้าหูหนวกหรืออย่างไร! ข้าบอกให้มาก็มาสิ!”เมื่อเห็นหนิงเฟยหลงแสดงอาการนิ่งเฉย มันจึงตวาดออกไปด้วยโทสะ!

             

            หนิงเฟยหลงยังคงนิ่งเฉยเช่นเดิม ไม่ได้สนใจชายร่างกำยำแต่ประการใดนั่นทำให้ชายร่างกำยำยิ่งเกิดโทสะคิดจะลงมือ ทว่าก็มีเสียงหนึ่งมาหยุดมันไว้

             

            “ถูกังเจ้าใจเย็นหน่อย ชายผู้นั้นคงไม่ธรรมดาไม่เช่นนั้นคงไม่เมินเฉยต่อเจ้า ซึ่งเป็นการเมินเฉยต่อข้าเป็นแน่ รอดูไปก่อนอีกสักครู่คงมีคนเข้ารอบมาอีก”ชายอาภรณ์เขียวกล่าวขึ้น มันเองก็ไม่ใช่คนโง่ไหนเลยจะดูไม่ออกว่าคนที่นิ่งเฉยต่อมันนั้นมีสองประเภท นั่นคือ คนโง่และคนมีฝีมือ

             

            ถูกังสงบสติอารมณ์แล้วจึงรออยู่จนกระทั่งมีอีกสองคนเดินเข้ามาเป็นชายหญิงคู่หนึ่ง ใบหน้าหญิงสาวขาวเนียนดุจหยกคิ้วโก่งดั่งวงเดือนดูเด่นและงดงามเป็นพิเศษทว่าชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายนั้นค่อนข้างจะอัปลักษณ์ด้วยมีปานดำประดับอยู่บนใบหน้ามองดูไม่น่าพิสมัยเท่าใดนัก

             

            แต่สำหรับหญิงสาวที่เดินคู่มานั้น ทำให้คุณชายน้อยแห่งตระกูลถูและถูกังเหม่อมองอยู่นานลืมสำรวมกริยาอาการ สายตาที่จ้องมองนั้นเยิ้มจนน่ารังเกียจ

             

            “พี่ชายเหตุใดท่านไม่รอพวกเราเลย”ชายผู้เดินเคียงข้างสตรีน้อยเอ่ยถามชายหนุ่มที่กำลังจ้องมองไปทางลานกว้างอยู่

             

            “ลานนี้แปลกประหลาดนัก เงียบสงบผิดปกติพวกเจ้ารีบมาเร็วเถอะ”หนิงเฟยหลงไม่ได้ตอบคำถามชายหนุ่มที่เดินมา แต่กล่าวสวนกลับไปด้วยเรื่องของลานทดสอบที่สอง

             

            ทั้งสองจึงรีบก้าวเดินไปหาอย่างรวดเร็วเมื่อถึงแล้วก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดขึ้นจ้องมองตามหนิงเฟยหลงไปทางลานกว้าง

             

            ระหว่างนั้นสายตาของคุณชายจากตระกูลถูยังคงมองหญิงสาวอย่างไม่วางตาแทบจะกลืนกินไปทั้งตัวด้วยความหื่นกระหายอย่างยิ่งหญิงสาวผู้นั้นก็คือหนิงอันอันนั่นเอง

             

            วันนี้นางสวมอาภรณ์สีสมพูอ่อน ทำให้ยิ่งดูอ่อนหวานยิ่งและใบหน้าที่ดูงดงามแต่เดิม นั่นยิ่งทำให้นางยิ่งดูยิ่งมีเสน่ห์ท่วงท่ากิริยาของนางในวันนี้ก็นับได้ว่าดูสง่างามสมเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่จึงไม่น่าแปลกใจที่จะทำให้คุณชายน้อยตระกูลถูเกิดจะเกิดความคิดที่อยากครอบครองนาง

             

            แม้กระทั่งตอนที่นางปรากฏตัวเริ่มแรกก็ได้ทำให้ชายหนุ่มหลายต่อหลายคนพากับตาโตหยุดหายใจไปตามๆกันหัวใจของพวกมันพองโตและสั่นระรัวเมื่อได้เห็นนาง

             

            และอันที่จริงหนิงอันอันนั้นก็นับเป็นสาวงามผู้หนึ่งที่ผู้ชายหลายคนหมายปองแต่หากรู้ว่านางซุกซนก็คงจะต้องปวดหัวเฉกเช่นเดียวกับหนิงเฟยหลงเป็นแน่เพียงแต่คราวนี้นั้นนางปฏิบัติตนอย่างเรียบร้อยเพราะเกรงจะทำให้ผู้อื่นต้องเดือดร้อนอีก

             

            ในระหว่างที่พรรคพวกของหนิงเฟยหลงกำลังให้ความสนใจกับลานทดสอบอยู่นั้นคุณชายแห่งตระกูลถูและผู้ติดตามก็ได้เดินเข้ามายังกลุ่มของหนิงเฟยหลง

             

            “เมื่อสักครู่ที่ผู้ติดตามของข้าเสียมารยาทต้องขออภัยต่อท่านด้วยข้ามีนามว่า ถูหย่งเฮ่า ไม่ทราบว่าพวกท่านเป็นผู้ใดกัน”คุณชายถูกล่าวพร้อมประสานมือขอภัยคล้ายแสดงด้วยความจริงใจ

             

            “มิกล้ารับคำขออภัยจากคุณชายท่านหรอก ข้ามีนามว่า หนิงเฟยหลงคุณชายท่านมีธุระอันใดกับพวกข้าหรือไม่?” หนิงเฟยหลงกล่าวด้วยความไม่ใส่ใจแม้กระทั่งหันหน้ามาสนทนาด้วยก็ไม่ได้กระทำคล้ายว่าไม่ได้สนใจจะมีความสัมพันธ์อันดีกับถูหย่งเฮ่าเลยแม้แต่น้อย

             

            เมื่อถูหย่งเฮ่าเห็นอาการดังนั้นก็บังเกิดความไม่พอใจมันเป็นถึงคุณชายตระกูถูซึ่งเป็นตระกูลที่ทัดเทียมกันกับตระกูลหนิงหากจะกล่าวให้ถูกต้องตระกูลถูในตอนนี้นั้นควรนับว่าเป็นตระกูลอันดับหนึ่งทั้งอำนาจในราชสำนัก ทั้งกองทหารล้วนอยู่เหนือตระกูลทั้งสองแต่หนิงเฟยหลงผู้นี้กลับเสียมารยาทต่อมัน ทั้งที่ฐานะทั้งคู่ก็เทียบเท่ากัน! และอาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำไป!

             

            ถูหย่งเฮ่าพยายามข่มความรู้สึกเพราะจุดประสงค์ที่มันเข้ามาหากลุ่มของหนิงเฟยหลงไม่ได้มาเพื่อหาความยุ่งยากแต่มาเพื่อสานสัมพันธ์กับสตรีน้อยที่อยู่ในกลุ่มนี้เท่านั้น

             

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน