จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 39 เข้าร่วมแข่งขันกินแหลก 3 Re

            วันรุ่งขึ้นไป่เจ๋อตื่นตั้งแต่ตี 3 เพื่อฝึกปราณของเขากำหนดการณ์ของวันนี้คือผู้เข้าแข่งขันต้องพร้อมที่รถบัสตอนตี 5เพื่อเดินทางไปยังสถานที่แข่งรอบคัดเลือกรอบสุดท้าย โดยจะคัดให้เหลือ 1 คนเท่านั้น

             

             

            หลังไป่เจ๋อฝึกปราณได้1 ชั่วโมง เขาก็ไปอาบน้ำแต่งตัว ขณะแต่งตัวสมาร์ทโฟนของเขาก็ดังขึ้นไป่เจ๋อหยิบขึ้นมาดู

             

             

            “เบอร์นี้ไม่คุ้นเลย”ไป่เจ๋อกดรับสาย

             

             

            [พี่เขยๆ พี่ตื่นรึยัง] เสียงดังสดใสของไป๋หู่ดังมากระแทกหูของไป่เจ๋อจนเขาต้องเอาสมาร์ทโฟนออกห่างจากหูของเขาทันที

             

             

            “ตื่นแล้วแล้วก็ห้ามเรียกฉันว่าพี่เขยด้วย พี่นายจะเสียหายเอาได้” ไป่เจ๋อกล่าว

             

             

            [ว่าแต่วันนี้พี่ว่างรึเปล่าผมว่าจะชวนพี่มาฝึกให้ผมที่ตระกูลไป๋น่ะ] ” ไป๋หู่กล่าว

             

             

            “วันนี้ฉันติดถ่ายรายการไม่ว่างไปหรอก” ไป่เจ๋อกล่าว

             

             

            [เอ๋พี่เป็นดาราเหรอ รายการอะไร ถ่ายที่ไหน ผมอยากไปดู] ไป๋หู่ดูตื่นเต้นมากฟังจากเสียงเจ้าตัวก็รู้ได้ แต่ไหนเอ็งบอกจะฝึกวิชาไง

             

             

            “ไม่รู้สถานที่หรอกแล้วก็เลิกเรียกพี่ได้แล้ว ฉันกับนายอายุเท่ากัน” ไป่เจ๋อกล่าวพอสิ้นคำว่าอายุเท่ากัน ปลายสายก็เงียบไป ก่อนที่จะ...

             

             

            [เอ๋ไม่จริงน่า อายุเท่ากันแต่สูงตั้ง 190 ซม. เนี่ยนะ]น้ำเสียงของไป๋หู่ดูเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่

             

             

            “เมื่อวานฉันปลอมตัวไปฉันไม่ได้มีฐานอำนาจคุ้มครองเหมือนนายกับพี่กุ้ยอิงนะอีกอย่างฉันเองก็เป็นคนในวงการบันเทิง หากไปที่สมาคมการค้าโดยไม่ปลอมตัวมันอันตรายกับตัวเองและคนรอบข้างของฉัน”ไป่เจ๋ออธิบาย

             

             

            [เข้าใจแล้วพี่กลัวพวกตาแก่ตัณหากลับจะเอาพี่ไปเป็นของเล่นบนเตียงสินะงั้นผมเรียกพี่ว่าอาจารย์ ผมจะส่งคนของตระกูลไป๋ไปคุ้มกันให้เห็นแบบนี้แต่ตระกูลไป๋ก็มีบริษัทรักษาความปลอดภัยที่มีชื่อเสียงในระดับแนวหน้าเชียวนะ]ไป๋หู่ยังคงติ้อไม่เลิก

             

             

            “ไม่นายกับฉันน่าจะกำลังเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ดถ้าอยู่โรงเรียนเดียวกัน นายเรียกฉันว่าอาจารย์มันจะดูแปลก ๆ นะแล้วก็หยุดเรียกพี่ได้แล้ว” ไป่เจ๋อกล่าว

             

             

            [เอ๋พะ... เอ่อ นะ...นายจะสอบเข้าที่โรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ดเหรอ เยี่ยมเลย]ไป๋หู่ที่อยู่ปลายสายท่าทางจะดีใจสุดขีด

             

             

            “ว่าแต่นายไปได้เบอร์ฉันจากไหน”ไป่เจ๋อรู้สึกสงสัยอย่างมาก

             

             

            [ไม่เห็นยากเลยฉันแค่ขู่พี่สาวว่าถ้าไม่ให้เบอร์พี่อวี้จะเอาเรื่องที่พี่สาวแอบออกพบหาผู้ชายไปฟ้องพ่อกับแม่ เท่านั้นแหละพี่สาวก็ให้มาเลย] ไป๋หู่หัวเราะคิกคัก

             

             

            “นายระวังโดนพี่กุ้ยอิงคิดบัญชีให้ดีเถอะหากพี่เขาไม่มีชนักติดหลัง นายโดนฆ่าแน่ ๆ” ไป่เจ๋อเตือนอีกฝ่ายเพราะผู้หญิงเวลาที่น่ากลัวที่สุดคือ เวลาโกรธ กับหึงหวงนี่แหละ

             

             

            “โอเคสรุปพี่จะไม่บอกจริง ๆ เหรอว่าจะไปถ่ายรายการที่ไหน” ไป๋หูถามย้ำ

             

             

            “ไม่รู้สถานที่หรอกทีมงานไม่ได้บอกไว้ อีกเดี๋ยวก็ต้องไปขึ้นรถบัสตอนตี 5 แค่นี้ก่อนแล้วกัน”ไป่เจ๋อตัดสายไปทันที เขาเก็บของแล้วเดินออกจากห้องพัก เพื่อไปยังล็อบบี้ของโรงแรมคาดว่าตอนนี้คนอื่น ๆ คงอยู่กันที่ห้องอาหารเพื่อทานอาหารเช้ากันแล้ว

             

             

            พอถึงเวลาตี5 พิธีกรกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นลงมาที่ล็อบบี้โรงแรม ก่อนจะพากันไปขึ้นรถบัสเพื่อไปยังสถานที่แข่งขันต่อไป ส่วนไป่เจ๋อนั้นพอขึ้นมาบนรถเขารอให้สัมภาษณ์เล็กน้อย ก่อนจะไปนั่งที่แล้วหลับตาลง

             

             

            “ไป่เจ๋อทำไมนายขึ้นรถทีไรต้องนอนตลอดเลย หรือเมื่อคืนตื่นเต้นจนนอนไม่หลับฉันเห็นนายแขวนป้ายห้ามรบกวนไว้หน้าห้องด้วย” ผิงฮัวถามเธอสังเกตเรื่องนี้มาได้สักพักแล้ว

             

             

            “ผมเมารถน่ะเลยต้องนอนหลับตา จะได้ไม่เมารถ” ไป่เจ๋อตอบ

             

             

            ทุกคนต่างหัวเราะกันใหญ่ใครจะไปคิดว่าไป่เจ๋อที่กินเยอะเท่าไหร่ก็ไม่ขยาด ลุคนายแบบมืออาชีพ จะมีจุดอ่อนคือเมารถแบบนี้ไป่เจ๋อไม่สนใจ เขาคิดว่าต้องนั่งรถให้บ่อย ๆ จะได้ชิน

             

             

            คฤหาสน์ตระกูลไป๋

             

            ตอน6 โมงเช้า ไป๋กุ้ยอิงอาบน้ำแต่งตัวลงมาทานอาหารพร้อมกับครอบครัวคุณพ่อกับน้องชายของเธอเต็มไปด้วยเหงื่อจากการฝึกตอนเช้า ทั้ง 2มีนิสัยเหมือนกันคือหลังฝึกต้องกินมื้อเช้าก่อนจะไปอาบน้ำ

             

             

            “สวัสดีค่ะคุณพ่อ คุณแม่” ไป๋กุ้ยอิงทักทายท่านทั้ง 2 ก่อนจะนั่งลง

             

             

            เธออยากจะบอกคุณพ่อกับน้องชายเหลือเกินว่ากรุณาไปอาบน้ำกันก่อนได้ไหมเธอต้องมาทนนั่งดมกลิ่นเหงื่อทุกวันแบบนี้ ใครจะไปทานอาหารลงกัน

             

             

            ไป๋กุ้ยอิงยกน้ำส้มขึ้นมาดื่มแต่คุณพ่อของเธอกลับถามคำถามหนึ่งขึ้นมา

             

             

            “ลูกรู้จักกับอวี้กงนานรึยัง”ด้วยคำถามนี้ไป๋กุ้ยอิงที่เพิ่งดื่มน้ำส้มเข้าไปถึงกับพ่นมันออกมาและคนรับน้ำส้มนั้นก็คือไป๋หู่

             

             

            “พี่ทำอะไรของพี่เนี่ยตัวผมเลอะหมดแล้ว” ไป๋หู่โวยวาย

             

             

            “เดี๋ยวนายก็อาบน้ำแล้วอย่าเยอะ” ไป๋กุ้ยอิงกล่าว

             

             

            “ไป๋หู่หยุดบ่นพ่อกำลังถามเรื่องสำคัญอยู่” ไป๋ชินหลง ดุลูกชายหัวแก้วหัวแหวนและนำบทสนทนากลับมาสู่หัวข้อคำถามที่เขาถามไปเมื่อครู่

             

             

            “เอ่อรู้จักกันได้ไม่ถึงอาทิตย์ค่ะ หนูรู้จักเขาตอนไปเยี่ยมแม่เฒ่าตระกูลหลี่ค่ะ”ไป๋กุ้ยอิงกล่าว

             

             

            “งั้นเหรอนึกว่าลูกกับเขาคบกันมานานแล้วซะอีก เพราะไม่ว่าพ่อจะหาคู่ดูตัวให้กี่คนลูกก็ไม่ถูกใจสักคน แต่ดูเหมือนว่าอวี้กงคนนี้จะเก่งกาจใช้ได้ทีเดียวแค่การใช้เจตจำนงกระบี่ได้นับร้อยก็นับเป็นยอดบุรุษเลยทีเดียว” ไป๋ชินหลงกล่าว

             

             

            “แล้วทำไม่คุณพ่อถึงรู้เรื่องของอวี้กงได้ล่ะคะหรือว่าไป๋หู่เล่าให้ฟัง” ไป๋กุ้ยอิงมองไป๋หู่ส่วนไป๋หู่ยกมือทั้งสองขึ้นเป็นการบอกว่าเขาไม่ได้ปากโป้งนะ

             

             

            “พ่อได้ข่าวมาจากที่สมาคมการค้าตะวันจันทราน่ะ”ไป๋ชินหลงกล่าว

             

             

            “เอ๋ข่าวมันเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ” ไป๋กุ้ยอิงสงสัย

             

             

            “ก็เด็กนั่นดันไปมีเรื่องกับคนของตำหนักเทพวิหคสีชาดน่ะสิดูเหมือนเขาจะปกป้องลูกจากผู้อาวุโสของตำหนักเทพเสียด้วยซ้ำยังทำให้อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บภายในถ้าได้มาเป็นลูกเขยล่ะก็....พวกตาแก่เรื่องมากในตระกูลจะได้หุบปากเรื่องหาคู่ให้ลูกเสียที”ไป๋ชินหลงกล่าว ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิดเพราะผู้อาวุโสบางคนเจ้ากี้เจ้าการเรื่องการแต่งงานของลูกสาวเขาแทบทุกวัน

             

             

            “ค่ะ”ไป่กุ้ยอิงพยักหน้า

             

             

            “กุ้ยอิงแม่ภูมิใจมากที่ลูกพบคนที่ลูกรัก ฝากบอกอวี้กงด้วยว่าถ้าว่างก็แวะมาทานข้าวที่นี่บ้าง” ไป๋ซูฉี แม่ของไป๋กุ้ยอิงกล่าวกุ้ยอิงได้แต่ถอนหายใจก่อนที่จะบอกเรื่องอายุของไป่เจ๋อออกไป

             

             

            “เขาเพิ่ง15 เองนะคะ อายุก็เท่ากับไป๋หู่ อีกอย่างหนูเพิ่งรู้จักกับเขา ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรู้สึกที่รู้สึกนั้นเป็นความรักหรือการชื่นชมกันแน่”ไป๋กุ้ยอิงอธิบาย

             

             

            “ไม่เห็นเป็นไรนี่จ๊ะรออีก 3 ปีค่อยแต่งก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีชวนเขามาเที่ยวที่ตระกูลเราบ่อย ๆ ก็ได้นะล่าสุดเห็นคุณปู่กับคุณตาบ่นว่าอยากเจอหลานเขยคนนี้เร็ว ๆ” ไป๋ซูฉีหัวเราะไป๋กุ้ยอิงได้แต่ส่ายหน้า ตระกูลเธอที่มีไป๋หู่เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำอยู่แล้วทำไมต้องบีบบังคับให้เธอรีบแต่งงานด้วย

             

             

            มื้อเช้าของไป๋กุ้ยอิงก็มีแต่บทสนทนาเกี่ยวกับไป่เจ๋อเธอไม่คิดเลยว่าพ่อกับแม่จะไม่คัดค้าน แถมยังส่งเสริม เห็นดีเห็นงามอีกด้วย

             

             

            เมืองชายทะเล

             

            กลับมาที่ไป่เจ๋อตอนนี้รถบัสได้เดินทางมาถึงเมืองชายทะเลที่ขึ้นชื่อเรื่องตลาดอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

             

             

            ผู้เข้าแข่งขันลงมาจากรถบัสและเดินตามพิธีกรไปยังตลาดปลา พวกเขาเดินชมตลาดกันสักพักก่อนที่พิธีกรจะพามาที่สะพานปลา ที่ตอนนี้ถูกจัดให้เป็นสถานที่จัดการแข่งขัน

             

             

            “สวัสดีครับต่านต้าน วันนี้จะได้รู้แล้วนะครับว่าใครจะได้เป็นตัวแทนเมืองหลวงไปแข่งกับคุณ”พิธีกรกล่าว

             

             

            “จะใครก็ได้สุดท้ายพวกเขาก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับผมอยู่ดี” ต่านต้านมองมาที่ไป่เจ๋อซึ่งตอนนี้ทุกคนไม่รู้ว่าที่ต่านต้านทำนั้นคือสคริปที่รายการกำหนดไว้หรือเป็นการกระทำของเขาจริงๆ

             

             

            “งั้นได้เวลาสอบถามคนจมูกดีแล้ว ไป่เจ๋อ วันนี้อยากทายอาหารที่เป็นโจทย์วันนี้รึเปล่า”พิธีกรถาม

             

             

            “อยากครับสักครู่นะครับ” ไป่เจ๋อหลับตาแล้วเริ่มการสูดลมหายใจเข้าและออกช้า ๆก่อนจะลืมตาขึ้น

             

             

            “วันนี้เป็นกุ้งชุบแป้งทอดสินะครับมีของทอดติดกัน 3 รอบเลยเหรอครับ” ไป่เจ๋อหันมาถามพิธีกรซึ่งพิธีกรได้ให้ทีมงานนำอาหารที่ใช้แข่งในรอบนี้ออกมาทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงอีกครั้งเมื่ออาหารที่จะใช้แข่งคือกุ้งชุบแป้งทอดอย่างที่ไป่เจ๋อบอกจริง ๆ

             

             

            “ตรงนี้ทางPD เป็นคนกำหนดมาแม้แต่ผมที่เป็นพิธีกรก็ไม่รู้โจทย์จนกว่าจะได้เห็นอาหารพร้อมกับพวกคุณนี่แหละเอาล่ะ ๆ ทุกคนเข้าประจำที่กันได้เลย เราจะแข่งกันแล้ว”พิธีกรที่ได้รับสัญญาณจากผู้กำกับรายการก็รีบบอกให้ผู้เข้าแข่งขันเข้าประจำที่ทันที

             

             

            “เอาล่ะครับการแข่งกินกุ้งชุบแป้งทอด ภายในเวลา 45 นาที เริ่มได้”พิธีกรเป่านกหวีดเป็นการให้สัญญาณเริ่มแข่งขัน

             

             

            “ครั้งนี้เราไม่ได้ให้กินเปล่าๆ นะครับ เรามีซอสให้เลือก ไม่ว่าเป็นซอสแบบดั้งเดิมที่ใส่ขิงลงไปเพื่อตัดเลี่ยนหรือจะเป็นซอสมะเขือเทศ กับซอสมายองเนส เราก็มีให้ด้วย จะได้กินกันได้เต็มที่นะครับ”พิธีกรกล่าว

             

             

            “ขอเพิ่มครับ”ไป่เจ๋อเร่งสปีดตั้งแต่แรก เขาคิดแผนทิ้งห่างคู่ต่อสู้เอาไว้แล้ว

             

             

            “ขอเพิ่มค่ะ”ผิงฮัว ตามไป่เจ๋อมาติด ๆ จากนั้นผู้เข้าแข่งขันที่เหลือก็ขอเพิ่มกันแต่ไป่เจ๋อนั้นกินกุ้งตัวละคำเลยทีเดียว ทำให้เขาสามารถทิ้งห่างผิงฮัวได้ตั้งแต่ต้นเกม

             

             

            “โอ้โหไป่เจ๋อกินกุ้งคำละตัวเลยเหรอ แถมไม่จิ้มซอสด้วย ระวังจะเลี่ยนจนกินไม่ลงนะครับ”พิธีกรเตือน

             

             

            “ผมเองก็ขอเตือนไป่เจ๋อนะครับหากกินเร็วเกินไประวังจะทำให้จุกนะครับ” ต่านต้านยิ้มเยาะ

             

             

            ไป่เจ๋อไม่สนใจรอบนี้เขากะว่าจะกินให้นำไปก่อน จากนั้นค่อย ๆ กิน เพื่อรักษาที่ 1 เอาไว้

             

             

            “กุ้งชุบแป้งทอดจานนึงมี2 ตัว หนักจานละ 100 กรัม ตอนนี้ผ่านไปแล้ว 5 นาที ไป่เจ๋อกินไปแล้ว 15 จานแล้วเร็วจริง ๆ ครับ” พิธีกรทึ่งมาก ครั้งนี้ไป่เจ๋อแทบจะกลืนหลังใส่กุ้งทอดเข้าไปในปากส่วนคนอื่น ๆ ตอนนี้ยังกินกันไม่ถึง 10 จานกันเลย

             

             

            “ครั้งนี้มีแผนยังไงบอกได้ไหมครับ”พิธีกรยื่นไมค์เข้าไปถามไป่เจ๋อ

             

             

            “ครั้งนี้ผมว่าจะรีบกินให้ทิ้งห่างแล้วค่อย ๆ กินเพื่อรักษาอันดับ 1 ไว้น่ะครับ” ไป่เจ๋อตอบ

             

             

            “โอเคสู้ ๆ นะ ในการแข่งรอบนี้เราจะคัดคนออก 1 คน ใครที่รั้งท้ายจะต้องตกรอบไปนะครับ”พิธีกรเตือนเพื่อกระตุ้นเกมการแข่งขันให้ร้อนระอุขึ้นไปอีก

             

             

            เวลาได้ผ่านไปอีก25 นาที ไป่เจ๋อเริ่มชะลอความเร็วในการกินลงเล็กน้อยนั่นทำให้คนอื่นพยายามที่จะเร่งขึ้นมา แต่พวกเขาก็พบกับปัญหาหนึ่งนั่นก็คือ “ความร้อน”

             

             

            นี่ก็อยู่ในแผนของไป่เจ๋อเช่นกันที่เขารีบกินในช่วงแรก เพราะกุ้งชุบแป้งทอดชุดแรก ๆ นั้นทอดมาแล้วสักพักหนึ่งทำให้มันไม่ร้อน และกินง่าย พอถึงช่วงกลางของการแข่งขันกุ้งทอดทุกจานก็คือกุ้งทอดที่เพิ่งนำขึ้นมาจากการทอดได้ไม่นานทำให้เสียเวลาเป่าไล่ความร้อนกัน

             

             

            “เหลือเวลาอีก15 นาที ตอนนี้คนที่ยังนำอยู่คือไป่เจ๋อ เขากินไปทั้งหมด 60 จานแล้วตอนนี้อิ่มรึยังครับ” พิธีกรถาม

             

             

            “ยังครับแต่ผมว่าจะลดความเร็วในการกินลงอีกครั้งครับ” ไป่เจ๋อตอบ

             

             

            “ผิงฮัวคุณกินไปได้ 50 จาน นี่ไม่ธรรมดาเลยนะครับเนี่ย” พิธีกรหันมาสัมภาษณ์ผิงฮัวบ้าง

             

             

            “ค่ะแต่ไป่เจ๋อกินเร็วจนน่ากลัวเลยค่ะ ฉันเองก็เริ่มกลืนไม่ลงแล้ว” ผิงฮัวตอบ

             

             

            “ที่เหลืออีก2 คน พวกคุณต้องพยายามอย่าให้เป็นอันดับสุดท้ายนะครับ” หลังพิธีกรพูดกระตุ้น 2คนที่รั้งท้ายก็เริ่มเร่งความเร็วในการกิน ถ้าไม่อยากตกรอบ

             

             

            เวลายังคงผ่านไปเรื่อยๆ จนเข้าสู่ช่วง 5 นาทีสุดท้าย ซึ่งไป่เจ๋อยังคงรักษาอันดับ 1 ไว้ได้ด้วยการกินไปทั้งหมด 80 จาน ส่วนที่ 2 คือผิงฮัว กินไป 55 จาน ที่เหลืออีก 2คนกินไปแล้ว 46 จาน

             

             

            “เริ่มนับถอยหลังแล้วนะครับเหลือเวลาอีก 5….4….3….2….1….หมดเวลา” พิธีกรเป่านกหวีดอีกครั้งจากนั้นเขาก็ประกาศผลการแข่งขัน สุดท้ายไป่เจ๋อไม่ได้กินเพิ่มแต่อย่างใดรวมถึงผิงฮัวด้วย ส่วนที่ 3 นั้นเฉือนที่ 4 ไปแค่จานเดียวเท่านั้น

             

             

            “เอาล่ะครับเราจะขึ้นรถบัสไปสู่สถานที่ตัดสินสุดท้ายกัน โอ้”พิธีกรกล่าวขึ้นพร้อมกับกำหมัดแล้วชูขึ้นพวกไป่เจ๋อได้รับการนัดแนะเอาไว้แล้วว่าให้ทำตามด้วย

             

             

            ไป่เจ๋อยังคงหลับระหว่างอยู่บนรถบัสเหมือนเดิมจากที่ถามจากทีมงาน หากสามารถเป็นตัวแทนของเมืองหลวงได้การแข่งรอบถัดไปจะเริ่มขึ้นในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าเท่ากับว่าอาทิตย์หน้าไป่เจ๋อจะไม่มีแข่งแต่เขาก็ต้องไปงานเปิดตัวหนังสือของตัวเอง ซึ่งทางอู๋เจี่ยได้โทรมาหาเขาแล้ว

             

             

            ทางสำนักพิมพ์ทำงานกันเร็วมากจริงๆ วันเสาร์หน้าจะเข้าสู่เดือนใหม่ หนังสือของเขาก็จะวางขายทั้งอู๋เจี่ยยังถามเขาอีกว่าได้อ่านคำวิจารณ์ที่ทางเฉียนม่อกับคนในสมาคมนักเขียนแห่งชาติเขียนลงไปในเว็บไซต์ทางการของสมาคมนักเขียนแห่งชาติรึยัง

             

             

            ไป่เจ๋อจึงตอบไปเพียงแค่ว่าช่วงนี้เขายุ่งๆ เลยยังไม่ได้เข้าไปอ่าน อู๋เจี่ยจึงบอกให้เขาลองเข้าไปอ่านดูไป่เจ๋อรับปากอีกฝ่ายก่อนจะวางสายไป

             

             

            เมื่อรถบัสมาถึงที่หมายทุกคนลงมาจากรถ และต้องตกใจกับความใหญ่โตของคฤหาสน์โบราณแต่กับไป่เจ๋อนั้นไม่ใช่เลย สีหน้าของเขาบูดบึ้งขึ้นมาทันทีเพราะป้ายนั้นมีตัวหนังสือเขียนไว้ว่า ตระกูลไป๋

             

             

            ‘บัดซบทำไมถึงมาแข่งที่นี่กัน’ ไป่เจ๋อก่นด่าในใจ

             

             

            “เอาล่ะทุกคนการแข่งรอบสุดท้ายเราจะมาแข่งกันที่นี่ คฤหาสน์ตระกูลไป๋ที่นี่นอกจากจะเป็นสถานที่ฝึกศิลปะการต่อสู้แล้วยังเป็นสถานที่สำหรับฝึกศิลปะการทำอาหารอีกด้วย”พิธีกรเริ่มแนะนำสถานที่แข่งขันพร้อมกับพาผู้เข้าแข่งขันเดินเข้ามาตรงลานกว้างที่คาดว่าน่าจะเป็นลานฝึกซึ่งตอนนี้ทางทีมงานได้จัดสถานที่ไว้เรียบร้อยแล้ว

             

             

            “ไป่เจ๋อลองทายดูไหมว่าอาหารที่เป็นโจทย์ครั้งนี้คืออะไร” พิธีกรถามแน่นอนว่าไป่เจ๋อตอบได้ทันที เพราะเขาได้กลิ่นตั้งแต่เดินเข้ามาแล้ว

             

             

            “มันคือขาหมูน้ำแดงครับ”ไป่เจ๋อตอบอย่างมั่นใจ พิธีกรเลยให้ทีมงานนำอาหารที่โจทย์แข่งในรอบนี้ออกมาและทุกคนก็ต้องปรบมือให้กับไป่เจ๋อที่ทายถูกอีกครั้ง

             

             

            “เอาละครับถ้าทุกคนพร้อมแล้วเข้าประจำที่กันได้เลย” พิธีการกล่าว

             

             

            “แข่งกินขาหมูน้ำแดงสูตรโบราณของตระกูลไป๋ เป็นเวลา 60 นาที เริ่มได้” หลังจากเสียงนกหวีดดังขึ้นการแข่งขันรอบคัดเลือกรอบสุดท้ายก็ได้เริ่มต้นขึ้น

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน