เทพมารลิขิตฟ้า

    ตอนที่ 34 - เจียวเหมย ผู้ที่มิอาจตอแย !!

    เงาร่าง เจียวเหมย ค่อยๆลุกขึ้น ผมเผ้าของนางยุ้งเหยิงเสื้อผ้าอาภรปรากฏรอยฉีกขาดเล็กน้อย 

    “ว๊อททททท....ต่าาาา เฮลล”

    “เป็นไปไม่ได้” 

    “นางโดนขนาดนี้กลับยังลุกขึ้นมาได้อีก?”

    “ถ้าหากเป็นข้าแทนร่างคงจะกลายเป็นเศษชิ้นเนื้อไปแล้ว”


    เสียงของผู้ชมดังขึ้นมาอีกครั้งสายตาแปรเปลี่ยนเป็นไม่น่าเชื่อ บางคนก็ตื่นตะลึง ผู้ประลองที่ตกรอบไปก่อนหน้านี้พลางคิดในใจว่าดีแค่ไหนแล้วที่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง

    กงจี้ ร่างกายแข็งทื่อไม่ขยับเขยื้อนกาย สองตาสั่นไหว มันที่อยู่ชั้น 
    “ปราณทองคำขั้นที่เจ็ด” ภายในพรรคมันคือศิษย์ลำดับหนึ่งนับว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์หนึ่งในหมื่น นอกจากโลหิตที่นางกระอักออกมาในคราแรกนั้น


    ทั่วร่างก็ไม่ปรากฏโลหิตอีกเลยแม้แต่หยดเดียว มันเชื่ออย่างสุดใจแม้ใครจะมาถกเถียงด้วยมันล้วนต้องสวนกลับแบบหัวชนฝา กรงเล็บพยัคฆ์และการโจมตีต่อเนื่องของพยัคฆ์อีกตัวนั้นรุนแรงจนสามารถฉีกกระชากให้ ผู้ฝึกยุทธที่ต่ำกว่าชั้นปราณแตกฉานต้องตกตายได้อย่างง่ายๆ


    เมื่อผู้คนเห็น เจียวเหมย ค่อยๆผุดขึ้นจากหลุมอย่างช้าๆทุกย่างก้าวของนางล้วนบางเบาดุจเดินอยู่บนเมฆ เอ๊ะ! แต่เดี๋ยวก่อน!! สายตาของผู้คนเมื่อมองดูดีๆ นางไม่ได้เดิน!! นางกำลังเหินขึ้นมาจากหลุมอย่างช้าๆต่างหาก


    ถ้าหากผู้ฝึกฝนพลังปราณคนใด ที่ระดับพลังปราณของตัวเองอยู่ในระดับปราณนภา ระยะทางจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปเพราะเมื่อใดที่ระดับพลังปราณอยู่ในขั้นนี้ จะได้รับความสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างอิสระ


    ความสามารถนี้สามารถใช้เสริมทักษะการต่อสู้ได้ทุกแขนง  


    ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อของ เจียวเหมย นั้นอ้าเผยอออก “จริงๆแล้วข้าคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ก็สามารถที่จะเอาชนะเจ้าได้โดยง่ายแต่ดูเหมือนว่าข้าจะประเมิณตัวเจ้าต่ำไป”


    กงจี้ 
    “...” สองคิ้วของมันขมวดชิดเข้ายิ่งกว่าเดิมร่างกายยังคงแข็งค้างไม่ไหวติง ความรู้สึกแปลกๆพิกลเริ่มที่จะปรากฏขึ้นในใจของมัน ทุกการประลองของมันไม่เคยดูถูกคู่ต่อสู้เลยแม้แต่น้อยถึงแม้ว่าคนๆนั้นจะมีพลังปราณที่ต่ำกว่ามันขนาดไหน


    มันจะประเมิณคู่ต่อสู้ก่อนที่จะลงมือโจมตีทุกครั้ง ทุกการโจมตีล้วนใช้พลังออกไม่ต่ำกว่าเจ็ดส่วน แต่สิ่งที่ไม่หน้าเชื่อก็ปรากฏอยู่ต่อหน้ามันแล้วบัดนี้ มันคิดว่าถ้าหากโจมตีแบบไม่ให้นางตั้งตัวจะเป็นการที่ทำให้มันได้เปรียบอย่างสุดแสน 


    คอมโบของมันที่ผ่านมาไม่มีให้นางได้หยุดพักหายใจเลยแม้แต่แครั้งเดียว ทุกวาจาของเจียวเหมยเมื่อครู่ล้วนซึมซับเข้าไปข้างในโสตประสาท 
    “นางพูดบ้าอะไร?” ในหัวของมันมีคำพูดอยู่มากมายที่มิอาจเปล่งเสียงพูดออกมาได้


    “ถ้ายังขืนข้ายังทำเป็นเล่นแบบนี้อีกต่อไปคงจะต้องแพ้ให้เจ้าจริงๆแล้ว” หลังสิ้นคำพูด นางยกมือซ้ายไปถอดแหวนที่สวมอยู่ที่นิ้วชี้ข้างขวาอย่างช้าๆ 


    ครืนนนนน!


    บังเกิดลมพายุฉีกกระชากอากาศอย่างรุนแรง แหวนที่เพิ่งถูกถอดออกแตกสลายทันที พลังปราณในตัว เจียวเหมย ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้มันมากเกินพอที่จะกดดัน กงจี้ ได้อย่างสบายๆ


    “ปราณนภา..”


    “บากะน่าาา”


    บางคนถึงกับอ้าปากโหว๋ ตอนนี้ผู้คนเริ่มที่จะเข้าใจแล้วว่าเหตุใด พรรคมังกรอัสนีถึงส่งผู้เข้าร่วมการประลองเพียงแค่นางคนเดียว เพราะในการประลองครั้งนี้พวกมันล้วนรู้อยู่แล้วว่าผู้ที่ได้ลำดับหนึ่งในการประลองเป็นผู้ใด 


    กงจี้ เข่าข้างซ้ายของมันทรุดลงกระแทกพื้นทันที แรงกดดันมหาศาลนี้แค่มันกลืนน้ำลายได้ก็ถือว่าสวรรค์ทรงโปรดแล้ว 
    “เจ้า...ที่แท้..” กงจี้มันกัดฟันแน่นเสียงที่เปล่งออกมาเมื่อครู่นั้นช่างลำบากสุดแสน


    ดวงตาคู่หนึ่งที่ดูเย็นชาอำมหิต กำลังจับจ้องมายังร่างของมัน ร่างกายของมันเริ่มที่จะสั่นไหว เมื่อมันเงยหน้าสบตาของ เจียวเหมย เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่สบตามันต้องก้มหัวหนีอย่างเร็ว 


    อาการสั่นไหวเริ่มสั่นมากขึ้นทีละนิดๆ มันพลางคิดในใจว่าอารมณ์ที่กำลังรู้สึกอยู่ในตอนนี้คืออะไรกันแน่ มันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนในชีวิต  ไม่นานใบหน้ามันก็เปลี่ยนเป็นอ้ำอึ้งคล้ายบรรลุบางสิ่งบางอย่าง ความรู้สึกของมันในตอนนี้ก็คือ 
    “ความกลัว”


    “โอ๊ะ ขออภัยข้าไม่คิดว่าพลังเพียงเศษเสี้ยวเล็กจ้อยของข้าจะกดดันให้เจ้าจนต้องคุกเข่าลง” เสียง เจียวเหมย ดังขึ้นพลังมหาศาลที่กดดันร่างของกงจี้ เริ่มที่จะคลายออก 


    อาการสั่นของ กงจี้ ก็ค่อยๆหายไปเช่นกันจากนั้นมันก็ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ถึงอาการสั่นของมันจะหายไปแต่ความกลัวที่เกิดขึ้นภายในใจก็ยังคงอยู่เมื่อมันยืนขึ้นมันต้องฝืนความกลัวภายในใจจับจ้องไปยังร่างของนางที่อยู่เบื้องหน้า


    คิ้วของ เจียวเหมย ยกขึ้นเล็กน้อย “อะไรกัน เจ้ากลัว?
    ” คำพูดหยอกล้อของนางทำให้ ใบหน้า กงจี้ หม่นลงมันกัดฟันไว้แน่น แววตาดุร้ายขึ้นกว่าเดิม มือข้างขวาที่กำชับกระบี่ไว้สั่นไหวอย่างรุนแรง



    “ข้าจะฆ่าเจ้า” มันกล่าวคำพูดออกมาด้วยความโกรธแค้น กระบี่ในมือแทงเข้าใส่ เจียวเหมย อย่างรวดเร็วความเร็วของกระบี่นี้ทำให้อากาศถูกตัดออกเป็นเสียงร้องหวีดดังขึ้น ที่มองเห็นได้ชัดคือเงากระบี่ตามหลัง 


    “ฮึดื้อรั้นเสียจริง” นางไม่ได้ตื่นตระหนกอะไรเลยแม้แต่เพียงนิด มือขวายกขึ้น


    กึกกก


    กระบี่ของ กงจี้ ถูก เจียวเหมย ใช้เพียงสามนิ้วในการรับมันไว้  สองตา กงจี้ โตจนแทบถลนออกจากเบ้ามันพยายามใช้แรงทั้งหมดที่มาชักกระบี่กลับแต่ว่า กระบี่ของมันที่ถูกนางจับไว้นั้นนิ่งสนิท การดึงกระบี่ออกจากมือของนางนั้นไม่ต่างอะไรกับยกภูเขาขึ้นบ่า


    “ข้าเองก็อยากรู้ขีดจำกัดของพลังตัวเองอยู่พอดีถ้าหากใช้พลังออกทั้งหมดเจ้าคงจะต้องตกตายเป็นแน่...งั้นข้าจะใช้ออกเพียงสามส่วนก็แล้วกัน ฮึ!! เจ้านับว่ามีบุญวาสนาแล้วที่ถูกข้าใช้เป็นหนูลองยา” หลังกล่าวจบ นางค่อยๆยกมือซ้ายขึ้นมาจากนั้นค่อยๆกำหมัดพลังปราณสีแดงสดใสปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง


    กงจี้ สีหน้าซีดเผือดลงทันทีใบหน้ามันล้วนบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ มือขวาที่จบกระบี่ของกงจี้ไว้ถูกดึงเข้ามาเล็กน้อย แค่ออกแรงดึงเล็กน้อยแต่ว่า กงจี้ เสมือนร่างกำลังถูกดูดเข้าไปเหมือนกับใบไม้ 


    ร่างของมันลอยติดตามกระบี่ที่ถูก เจียวเหมย ดึงออกไป ขณะที่ร่างของมันลอยหมัดซ้ายของเจียวเหมยก็ต่อยเข้าที่หน้าอกมันอย่างถนัดถนี่ ส่งร่างของมันปลิวกลับหลังหลายสิบลี้ หลงเหลือไว้เพียง โลหิต ที่พุ้งออกจากปากของมันลอยอยู่กลางอากาศดุจสายรุ้ง


    เมื่อร่างของมันกระทบถึงพื้นก็ยังไถลต่อไปอีก ใบหน้าเจ็บปวดสุดพรรณาร่างคดงอเป็นกุ้งมือทั้งสองข้างของมันกุมหน้าอกไว้แน่น แต่หางตาของมันเห็นร่างของ เจียวเหมย ลอยตามมาพร้อมที่จะลงมือใส่มันอีกครั้ง


    “ขะ.ข้ายอมแพ้ ข้ายอมแพ้แล้ว” เสียงแหบพร่า ของ กงจี้ ดังขึ้น ร่างของ เจียวเหมย ค่อยลดความเร็วลงช้าๆ  สายตาเย็นชาอำมหิต ของเจียวเหมยค่อยๆกลับสู่แววตาปกติของนางอีกครั้ง นางอยู่ห่างจากร่างของ กงจี้ ไม่มากเท่าไหร่ สองมือของนางยื่นออกมาพลังปราณสีฟ้าเข้มค่อยๆเข้าครอบคลุมร่างของกงจี้ 


    ใบหน้าเจ็บปวดของมันค่อยๆคลายความเจ็บปวดลง  “ขะ..ขอบคุณ” ถึงแม้อาการบาดเจ็บของมันจะหลายไปบ้างแล้วบางส่วนแต่มันก็ยังไม่สามารถที่จะลุกขึ้นได้ 


    “ไม่ต้องขอบคุณ
    ” บางสบัดมือคราหนึ่งจากนั้นค่อยๆเหินร่างออกไปเล็กน้อย 


    “กงจี้ ประกาศขอยอมแพ้ เจียวเหมย จากพรรคมังกรอัสนี เป็นฝ่ายชนะ เข้ารอบชิงชนะเลิศในอีกสองวันข้างหน้า!!” หลี่ต๋า ตะโกนเสียงดัง 

    แปะ แปะ

    แปะ แปะ แปะ


    เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วลานประลอง ถึงแม้ กงจี้ จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์สูงส่งของตัวมันเอง ทุกกระบวนท่าที่ใช้ออกล้วนถูกผู้คนยอมรับโดยแท้จริง มันคิดว่าการพ่ายแพ้ครั้งนี้คือความ 
    “อัปยศ” แต่เมื่อมันได้ยินเสียงปรบมือ ความ “อัปยศ” ภายในใจล้วนสลายหายไปทันที มันหลับตาลงเผยรอยยิ้มน้อยๆออกมา


    แต่ความโดดเด่นที่แท้จริงในครั้งนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เจียวเหมย พลังปราณนภา ของนาง ล้วนทุบทำลายความภาคภูมิใจในพรสวรรค์ของศิษย์พรรคต่างๆไปอย่างสิ้นเชิง อายุเพียงสิบแปดปี กลับครอบครองพลังปราณระดับนี้ อนาคตล้วนไม่มีใครสามารถเดาเลย


    “ธิดาของเจ้าพรสวรรค์ของนางเมื่อเทียบกับข้าเมื่ออายุเท่ากับนางในตอนนี้ล้วนต่างกันราวฟ้ากับเหว” ฟางหรง เอ่ยปากขึ้นมาอย่างน้อยใจ สองสามีภรรยาที่นั่งอยู่ใกล้ ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันที


    “อะแฮ่ม หลังจากนี้จะมีการเลี้ยงฉลองภายในตำหนักท่านเจ้าเมืองศิษย์อาจารย์พรรคใดต้องการเข้าร่วมก็เชิญได้เลย ส่วนใครที่ต้องการพักผ่อนเราผู้เฒ่าก็จะไม่บังคับ”


    “การประลองในวันพรุ่งนี้ จิ๋นเม่ยหลง พบกับ หยางเฉินจากพรรคหมาป่าอัสนี” หลังจากกล่าวจบ หลี่ต๋าก็หันหลังเดินออกทันที


    “ท่านอาจารย์ ศิษย์ซิ่นลี่ คืนนี้ขอกลับไปพักผ่อนที่บ้านได้หรือไม่”  ผู้อาวุโสผู้นี้แต่งกายอย่างเรียบๆแต่เผยบรรยากาศอันสูงศักดิ์ออกมา หนวดเคราสีขาวล้วนเข้ากันกับใบหน้าที่ดูอ่อนโยนอย่างไร้ที่ติ ผู้อาวุโสเผยยิ้มออกมาเล็กน้อย 
    “เจ้าไปเถอะ อาศัยอยู่กับมารดาแค่สองคนป่านนี้มารดาเจ้าคงเหงาแย่” 


    ซิ่นลี่ ดีอกดีใจ เร่งโค้งคำนับ 
    “ขอบคุณท่านอาจารย์ ศิษย์ ซิ่นลี่ ขอตัว” หลังจากกล่าวจบมันเร่งฝีเท้าตรงกลับบ้านทันที  ร่างของซิ่นลี่ ไกลออกไปจนหายไปจากสายตา “เด็กหนอ เด็ก” เสียงของผู้อาวุโสหนวดขาวท่านนี้ดังขึ้นอีกครั้งก่อนที่จะเดินไปทางตำหนักท่านเจ้าเมืองอย่างช้าๆ


    ยามนี้อำนาจพรรคมังกรอัสนีล้วนเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่งแล้วศิษย์ภายในพรรคที่อ่อนแอที่สุดตอนนี้ก็มิมีใครบังอาจกล้าข่มเหงรังแกได้อย่างเด็ดขาด



    คล้ายกับเรื่องเทพมารลิขิตฟ้า ที่คุณอ่าน