หลังจากที่อันตรายทั้งหมดผ่านพ้นไปแล้วหญิงสาวก็ทิ้งตัวลงอย่างหมดแรง แอเรียสรีบไปประคองนางเอาไว้เพื่อไม่ให้ล้มลงไปกองกับพื้นก่อนที่จะช่วยพยุงร่างของนางมานั่งพักที่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆกับบริเวณนั้น
“ ปะ..ปล่อยมือของท่านออกได้แล้ว ข้าไม่เป็อะไรแล้ว”
นางเอ่ยปากออกมาด้วยเสียงสั่น สรรพนามในการเรียกเปลี่ยนไปจากคราแรกที่พบเจอกัน ใบหน้าของนางแดงซ่านด้วยความเขินอาย ั้แ่นางเกิดมาหากไม่นับพ่อของนางแล้วนางก็แทบจะไม่ถูกเนื้อต้องตัวบุรุษเพศเลยแม้แต่ผู้เดียว หากเป็ยามปกตินางคงต้องโกรธเกรี้ยวไปแล้วแต่ชายหนุ่มผู้นี้เป็ถึงผู้ที่ช่วยชีวิตนางทำให้ภายในใจของนางเกิดความสับสนขึ้น
“สภาพของเ้าในตอนนี้เรียกว่าไม่เป็อะไรอย่างนั้นรึ”
แอเรียสไม่ได้ปล่อยมือจากตัวนางแต่กลับถือวิสาสะสำรวจไปยังาแต่างๆบนร่างกายของนางแทน เขาพบว่ามีร่องรอยาแหลายแห่งบนร่างนางที่ค่อนข้างจะสาหัสจนน่าเป็ห่วง
“เม็ดยานี่จะช่วยรักษาาแบนร่างของเ้าได้ เ้าคงไม่อยากให้ร่างกายที่งดงามของเ้ามีาแหรอกใช่หรือไม่”
แอเรียสนำเม็ดยาอาบจันทราที่เหลืออยู่หนึ่งเม็ดมาส่งมอบให้กับนาง ยามที่นางมองไปยังเขานางเห็นรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้า ฮู้ดที่ขาดออกระหว่างการต่อสู้ทำให้สามารถมองเห็นดวงตาของเขาได้แม้จะมองเห็นเพียงข้างเดียวก็ตาม มันเป็ดวงตาที่เปล่งประกายความกล้าหาญและความเด็ดเดี่ยวแต่ก็แฝงไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นทำให้นางอดไม่ได้ที่จะจ้องมองไปยังดวงตานั้นอย่างลืมตัว แม้จะไม่สามารถมองเห็นใบหน้าที่ชัดเจนแต่นางก็รู้สึกว่าเขาเป็คนที่น่าประทับใจคนหนึ่งสำหรับนาง
นางรับยามาจากมือของเขาอย่างว่าง่าย ก่อนจะใช้พลังเวทตรวจสอบยาเม็ดนั้นอยู่เล็กน้อย
“ นี่มัน..เม็ดยาระดับสูง !?”
นางเงยหน้าไปมองเขาอีกครั้งด้วยความไม่อยากเชื่อ เขาผู้นี้เป็ใครกันแน่ ผู้ที่อยู่ๆก็ยื่นมือเข้ามาช่วยชีวิตนางไว้แถมยังมอบเม็ดยาระดับสูงให้กับนางอย่างง่ายดายอีกด้วย นางรู้ดีถึงคุณค่าของเม็ดยาระดับสูงมันไม่ใช่สิ่งของที่จะส่งมอบให้ผู้ใดโดยง่ายดายเช่นนี้ มันเป็เม็ดยาที่ทำให้บางคนถึงกับฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงมันแต่เด็กหนุ่มลึกลับผู้นี้กลับส่งมอบมันให้กับนางอย่างไม่เสียดาย
“กินมันเข้าไปเถอะอย่าได้ใส่ใจจะเม็ดยาระดับสูงหรือระดับต่ำมันก็มีไว้เพื่อรักษาชีวิตเ้าในยามนี้ อาการของเ้าค่อนข้างสาหัส แถมกระดูกแขนข้างนั้นก็มีรอยร้าวอยู่อีกด้วย หากปล่อยไว้ไม่รีบรักษามันจะส่งผลในอนาคต”
แอเรียสเอ่ยวิเคราะห์อาการาเ็ของนางออกมาอย่างแม่นยำราวกับว่ามองเห็นภายในร่างกายของนางทั้งหมด
“ท่านเป็ใครกันแน่ แล้วเหตุใดจึงช่วยชีวิตข้าไว้”
หลังจากกินเม็ดยาอาบจันทราเข้าไปแล้วอาการาเ็ต่างๆในร่างก็เริ่มคลายความเ็ปลง ในที่สุดนางก็ตัดสินใจเอ่ยถามข้อที่สงสัยมาตลอด
“ข้าก็แค่นักเวทคนหนึ่งที่ผ่านทางมา ส่วนเหตุผลที่ช่วยเ้า..ก็คงเพราะข้าคงรู้สึกผิดไปอีกนานแน่ ๆ หากสาวงามเช่นเ้าต้องมาตกตายไปต่อหน้าต่อตาข้าเช่นนี้”
แอเรียสเลือกที่จะตอบด้วยคำพูดหยอกล้อเพื่อบ่ายเบี่ยงและปกปิดตัวตนของเขาเอาไว้ ในตอนนี้เขายังไม่อยากให้ผู้ใดรู้ว่าเขาไม่ใช่แอเรียสที่แสนอ่อนแอคนเดิมอีกต่อไป
เมื่อได้ยินคำพูดหยอกล้อของแอเรียสก็ทำให้ใบหน้าของนางแดงซ่านด้วยความเขินอายอีกครั้ง
“ถึงตาข้าถามเ้าบ้าง เ้าเป็ใครเหตุใดจึงมาอยู่คนเดียวเช่นนี้”
แอเรียสเอ่ยถามเื่ที่ค้างคาใจของเขาเช่นกัน หญิงสาวที่งดงามผู้นี้เหตุใดจึงมาอยู่ในสถานที่อันตรายเช่นนี้ได้ นี่เป็คำตอบที่แม้แต่เขาเองก็ไม่อาจรู้ได้
“ข้าชื่อว่าเฮเลน่า เอ่อ…บังเอิญข้าพัดหลงกับพรรคพวกของข้าแล้วมาเจอกับฝูงจิ้งจอกอัคคีเข้า ตอนแรกข้าคิดว่าจะรับมือมันได้ด้วยตัวคนเดียวได้ แต่คาดไม่ถึงว่าจะมีเ้าตัวที่หลบซ่อนอยู่ หากไม่ได้ท่านช่วยชีวิตไว้ข้าคงตายไปแล้ว”
หญิงสาวเอ่ยตอบพลางมองมายังแอเรียสอย่างสำนึกบุญคุณ หากไม่ได้เขาผู้นี้มายื่นมือเข้ามาช่วยนางคงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่หรืออาจจะตายไปนานแล้ว หากมีโอกาสนางจะต้องตอบแทนบุญคุณของเขาสักครั้ง
“เฮเลน่า..เป็ชื่อที่ไพเราะนัก ข้าจะจดจำเอาไว้”
แอเรียสมองไปยังใบหน้าของนางพลางยกยิ้มขึ้น
รอยยิ้มของชายหนุ่มผู้ช่วยชีวิตทำเอาหัวใจของหญิงสาวเต้นรัวราวผู้สติไม่สถิตอยู่กับตัว ั้แ่เกิดมาจนอายุสิบหกปีนี่เป็ครั้งแรกที่นางมีความรู้สึกเช่นนี้ มันเป็ความรู้สึกที่นางเองก็ไม่สามารถบรรยายออกมาได้รู้แต่เพียงว่ายามที่มองไปยังรอยยิ้มนั้นมันก็ทำให้ใจของนางสั่นไม่เป็จังหวะ สุดท้ายนางจึงจำต้องหันหน้าหนีเพื่อหลบจากรอยยิ้มนั้น
“ข้ามีสิ่งใดน่าหวาดกลัวอย่างนั้นรึเ้าถึงต้องหันหน้าหนีข้าเช่นนี้”
แอเรียสคล้ายจะเริ่มสนุกกับการหยอกล้อนางมากขึ้น เขาขยับกายเข้าไปแนบชิดกับนางอีกเล็กน้อย
“ไม่ใช่เช่นนั้น..แต่ท่านขยับมาใกล้ข้าเกินไปแล้ว”
เฮเลน่าใช้มือผลักแอเรียสออกไปเบาๆ การใกล้ชิดกับบุรุษเพศมากขนาดนี้เป็สิ่งที่ไม่ควรนัก
“หน้าเ้าแดงมากเลยนะรู้ไหม นั่งพักฟื้นอาการาเ็ของเ้าเถอะตัวยาน่าจะเริ่มออกฤทธิ์บ้างแล้ว เดี๋ยวข้าขอตัวไปจัดการกับร่างของจิ้งจอกอัคคีสักหน่อย”
แอเรียสหัวเราะออกมาเบาๆก่อนจะผละออกจากร่างของเฮเลน่าและเลิกกลั่นแกล้งนาง แอเรียสเดินมาสำรวจยังศพของของจิ้งจอกอัคคีทั้งสามตัว จากนั้นจึงใช้ดาบผ่าไปยังตำแหน่งใกล้เคียงกับหัวใจของจิ้งจอกอัคคี เขาใช้มือล้วงเข้าไปในรอยผ่าก่อนจะนำสิ่งที่คล้ายกับก้อนผลึกขนาดเล็กออกมา ทั้งสามตัวต่างมีผลึกนี้เหมือนกันเพียงแต่ผลึกของตัวจ่าฝูงจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวอื่นๆอยู่เล็กน้อย
ผลึกที่อยู่ในมือของแอเรียสเรียกว่าแก่นอสูรเป็สิ่งที่รวบรวมพลังงานเวทภายในร่างของอสูรเอาไว้ มันคล้ายคลึงกับแก่นเวทในร่างของมนุษย์เพียงแต่มีบางอย่างที่แตกต่างกันออกไป แม้ภายในแก่นอสูรจะมีพลังงานเวทที่สามารถดูดซับได้แต่ก็ไม่เป็ที่นิยมมากนัก มันมักถูกใช้เป็วัตถุดิบในการสร้างอาวุธเวทเสียมากกว่า มูลค่าของมันในท้องตลาดก็นับว่ามีราคาอยู่ไม่น้อย ส่วนราคาของมันก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของสัตว์อสูร ส่วนร่างของจิ้งจอกอัคคีเองก็มีมูลค่าเช่นกันแต่แอเรียสรู้สึกว่าเสียเวลามากเกินไปที่จะไปจัดการกับมันเขาจึงปล่อยมันทิ้งไว้แบบนั้นและไม่ได้สนใจมันอีก
“รับนี่ไว้สิ มันเป็ของเ้า”
หลังจากจัดการนำแก่นอสูรจากร่างของจิ้งจอกอัคคีทั้งสามออกมาแล้วแอเรียสจึงส่งแก่นอสูรทั้งสามชิ้นให้กับเฮเลน่า
“ข้ารับมันไว้ทั้งหมดไม่ได้หรอก ข้าเป็คนสังหารมันเพียงตัวเดียวเท่านั้นส่วนตัวเหลือก็ล้วนแต่เป็ฝีมือท่านทั้งหมด”
เฮเลน่ารับแก่นอสูรจากมือแอเรียสมาเพียงชิ้นเดียวเท่านั้นก่อนจะส่งอีกสองชิ้นคืนเขาไป
การกระทำของเฮเลน่านั้นทำให้แอเรียสรู้สึกค่อนข้างประทับใจกับนิสัยของนาง นางไม่ได้ปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำจิตใจของนางอย่างที่มนุษย์หลายคนเป็
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอเก็บไว้เพียงแก่นอสูรของเ้าตัวที่ฝากรอยแผลให้ข้าไว้ก็แล้วกัน”
แอเรียสยิ้มรับแล้วหยิบมาเพียงแก่นอสูรของตัวจ่าฝูงเท่านั้น
“จริงสิท่านเองก็าเ็เหมือนกัน เหตุใดจึงไม่รีบกินเม็ดยาเพื่อรักษาอาการาเ็”
คำพูดของแอเรียสทำให้เฮเลน่านึกขึ้นได้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ก็ได้รับาเ็เช่นกันหนำซ้ำยังมีาแที่ใบหน้าอีกด้วย แล้วเหตุใดจึงไม่รีบรักษา ขนาดาแที่ค่อนข้างสาหัสของนางหลังจากกินเม็ดยาที่แอเรียสมอบให้ไปแล้วยังทุเลาลงไปมาก โลหิตก็หยุดไหลและาแก็เริ่มสมานตัวเข้าหากันแล้ว ดูจากาแของเด็กหนุ่มที่ไม่ลึกมากนักหากกินเม็ดยาเข้าไปเพียงไม่นานก็คงหายดี
“ไม่ต้องเป็ห่วงข้าหรอกาแนี่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนเม็ดยานั่นข้าก็ขายมันไปจนหมดแล้ว เหลืออยู่เพียงเม็ดเดียวที่พึ่งมอบให้เ้าไปนั่นแหละ”
ทุกอย่างเป็ไปตามที่เขากล่าวออกมา าแบนร่างของเขาเป็าแเล็กน้อยเท่านั้นด้วยความรู้ที่เขามีอยู่เขาสามารถรักษามันได้โดยไม่เหลือแม้ร่องรอยของแผลเป็ แต่อาการาเ็ของหญิงสาวนั้นนับว่าสาหัสกว่าเขามาก ด้วยเหตุนี้เขาจึงเลือกจะมอบเม็ดยาให้แก่นางไป
“ทำไมกัน..”
เมื่อได้ยินคำตอบนางเพียงเอ่ยออกมาเบาๆด้วยความนิ่งอึ้ง นางไม่รู้เพราะเหตุใดเขาจึงทำดีกับนางมากถึงเพียงนี้ แต่ก็ไร้คำตอบจากแอเรียสมีเพียงรอยยิ้มเท่านั้นที่ตอบกลับมา
แอเรียสนั่งฟื้นฟูพลังเวทและรักษาอาการาเ็บางส่วนบนร่างกายของตนอยู่ข้างๆเฮเลน่า ตอนนี้อาการาเ็บนร่างของนางนับว่าดีขึ้นมากแล้ว หากพักฟื้นอีกไม่กี่วันก็คงจะหายดี ผลของยานี้ทำให้เฮเลน่าค่อนข้างรู้สึกทึ่งไม่น้อย นางเองก็เคยใช้เม็ดยารักษาอาการาเ็มาบ้างแต่กลับไม่เคยพบเจอเม็ดยาใดที่รักษาอาการาเ็ได้ดีเท่านี้มาก่อน
“ข้าว่าพวกเรากลับเข้าไปในเมืองกันดีกว่า อยู่ตรงนี้คงไม่ปลอดภัยสักเท่าไหร่ สัตว์อสูรตัวอื่นอาจจะถูกดึงดูดด้วยกลิ่นคาวเืและมาโจมตีพวกเราได้”
ด้วยกลิ่นคาวเืที่มาจากเฮเลน่าและศพของจิ้งจอกอัคคีนั้นอาจจะดึงดูดสัตว์อสูรตัวอื่นๆให้มาที่นี่อีกได้ แอเรียสจึงชวนนางกลับเข้าไปในเมืองแทนที่จะนั่งรอเป็เหยื่ออยู่ตรงนี้
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะเดินทางกลับเข้าไปในเมืองแอเรียสก็หันกลับไปมองทางด้านหลัง เขารู้สึกได้ว่ามีบางอย่างกำลังเคลื่อนที่มาทางที่พวกเขาอยู่ด้วยความรวดเร็ว ดาบอสูรมายาถูกเรียกออกตั้งท่าเตรียมพร้อมรับมือกับศัตรู แอเรียสจ้องมองไปทางที่มาของเสียงอย่างจดจ่อ ‘หรือจิ้งจอกอัคคีจะย้อนกลับมาล้างแค้นให้ฝูงของมัน ดีเหมือนกันข้ากำลังคันไม้คันมือพอดี’
ทันทีที่ร่างนั้นโผล่ออกมาแอเรียสกลับพบว่ามันไม่ใช่จิ้งจอกอัคคีแต่กลับเป็หญิงสาวอายุประมาณยี่สิบเจ็ดถึงสามสิบปี นางสวมชุดเกราะอัศวินสีขาวที่เต็มไปด้วยลวดลายอันงดงาม ในมือถือหอกยาวเปล่งรัศมีความแข็งแกร่งออกมา ระดับพลังของนางเป็ถึงระดับผู้ใช้มนตราขั้นที่แปด
ลักษณะของนางราวกับกับอัศวินผู้งามสง่า ดวงตาเต็มไปด้วยความกล้าหาญต่างจากสตรีทั่วไป ทว่าดวงตาที่แฝงด้วยความกล้าหาญนั้นกลับมองมายังแอเรียสด้วยความชิงชังราวกับโกรธแค้นเขามานับสิบปีแถมยังมีจิตสังหารแผ่ออกมาอีกด้วย กลับกันสายตาคู่นั้นกลับมองไปยังเฮเลน่าด้วยความห่วงใยไม่เหมือนกับที่มองแอเรียสเลยแม้แต่น้อย
“ถอยมาให้ห่างจากคุณหนูซะ!! ก่อนที่ข้าจะสังหารเ้า”