ทุกคนต่างมุมานะฝึกฝนเพื่อพัฒนาทักษะการต่อสู้ของตนเองอย่างตั้งอกตั้งใจ จนเวลาผ่านมาเกือบสองชั่วยามแล้ว เป็นเสี่ยวฟ่านที่ทิ้งร่างลงนอนแผ่หลาก่อนใครเพื่อน
“เฮ้ออ..ไม่ไหวแล้ว ข้าขอนั่งพักก่อน”
เมื่อเสี่ยวฟ่านทิ้งกายลงไปกับพื้น ทุกคนจึงผละมือจากการฝึก ตงห่าวที่รู้สึกหิวมาก รีบทิ้งกายลงนั่ง คว้าถุงขนมออกมาจากแหวนมิติ หยิบใส่ปากกัดเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
ขณะที่ทุกคนกำลังนั่งพักอยู่ ปิงหยุนกับโม่เฟิงกำลังสนทนาถึงเรื่องการฝึกฝนในวันนี้ “โม่เฟิง เจ้าช่างแข็งแกร่งนัก ขนาดพวกข้าสี่คนเข้าโจมตีพร้อมกันยังเอาชนะเจ้าไม่ได้ง่าย ๆ” หลังจากที่พ่ายแพ้ให้กับโม่เฟิงในครั้งคราแรก ต่อมาพวกเขาจึงไม่กล้าประมาทอีก แม้จะยากอยู่สักหน่อย แต่ก็พลิกกลับมาเอาชนะโม่เฟิงได้หลายครั้ง
“พวกเจ้าอย่าถึ่งท้อแท้ไป พวกเจ้ายังไม่ได้ดึงศักยภาพของเคล็ดวิชาที่ข้าให้ไปออกมาใช้ ความแข็งแกร่งที่พวกเจ้ามีอยู่ตอนนี้ จึงสูงกว่าคนทั่วไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่พวกเจ้าใช้ทักษะและกระบวนท่าที่มีอยู่ในเคล็ดวิชาเหล่านั้นได้ทั้งหมด ความแข็งแกร่งของพวกเจ้าจะสูงมากกว่านี้ เมื่อถึงเวลานั้นหากต่อสู้กันต่อตัวกับข้า พวกเจ้าทุกคนก็มีโอกาสที่จะเอาชนะข้าได้”
ปิงหยุนพยักหน้า “มันเป็นอย่างที่เจ้าบอก เคล็ดวิชาที่ได้รับมาจากเจ้านั้น พวกข้ายังไม่อาจฝึกฝนสำเร็จได้แม้แต่เศษเสี้ยว นอกจากนั้น กระบวนท่าที่อยู่ด้านในยังเข้าใจได้ยากมาก ไม่ว่าพวกข้าจะระดมสมองกันขนาดไหน ก็ยังไม่อาจใช้กระบวนท่าเหล่านั้นออกมาได้”
แม้จะรู้สึกผิดหวังกับตนเอง แต่ปิงหยุนยังคงไม่ยอมแพ้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “ต่อจากนี้ไป...พวกข้าจะตั้งใจฝึกฝนให้มากขึ้น จะไม่มีทางปล่อยให้เคล็ดวิชาที่ได้รับมาจากเจ้านั้นสูญเปล่า”
เห็นความตั้งใจของปิงหยุน โม่เฟิงจึงได้มองย้อนกลับมาดูตัวเอง หากเขาไม่มีบันทึกอสูร ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้อาจจะด้อยกว่าทุกคนก็เป็นได้ ข้าเองก็จะพยายามฝึกฝนให้มากขึ้น แต่ตอนนี้ข้าควนจะไปทดสอบกระถางหลอมโทสะดูซักหน่อย
ก่อนไปโม่เฟิงได้นำดวงจิตของมังกรปฐพีหางหนามออกมามอบให้กับตงห่าว “ดวงจิตของหมูป่าสองเขี้ยวที่เจ้าใช้อยู่ ทำให้เจ้าดึงพลังลมปราณที่อยู่ในร่างออกมาใช้ได้ยาก เอาดวงจิตของมังกรปฐพีหางหนามที่ข้าประมูลได้ไปใช้ การดึงพลังลมปราณออกมาใช้จะทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย”
ตงห่าวผละมือจากถุงขนมที่กำลังกินอยู่ ก่อนจะยื่นมือออกมารับดวงจิตของมังกรปฐพีหางหนามพร้อมกล่าวคำขอบใจ เสี่ยวฟ่านเห็นเช่นนั้นจึงนึกอยากจะได้บางพลางเอ่ยปากถาม
“แล้วของข้าล่ะ?”
“สิ่งที่ข้าประมูลมาได้ ข้าก็ต้องการนำมาให้พวกเจ้าอยู่แล้ว” โม่เฟิงนำชุดเกราะออกมาให้ปิงหยุน ลู่หานและเสี่ยวฟ่าน
“พวกเจ้าทั้งสามไม่ได้อยู่ในสายสถิตวิญญาณ ร่างกายไม่มีความแข็งแกร่งทนทาน จำเป็นต้องมีชุดเกราะเอาไว้ใช้ป้องกันตัว ข้าเลยตั้งใจประมูลชุดเกราะอ่อนพวกนี้มาให้พวกเจ้า”
“ชุดเกราะอ่อนระดับสามขั้นกลางทั้งสามชุดนี้มีชื่อว่า ‘เกราะอ่อนห้วงลมปราณ’ เกราะอ่อนตัวนี้มีความบาง ไม่กระทบต่อการเคลื่อนไหวของพวกเจ้าอย่างแน่นอน นอกจากความบางของชุดเกราะที่ทำให้เคลื่อนไหวได้สะดวกแล้ว เวลาที่ถูกโจมตี พวกเจ้าสามารถใช้พลังลมปราณอันน้อยนิด กระตุ้นชุดเกราะตัวนี้ เพื่อสร้างเกราะลมปราณขึ้นมาปกป้องชีวิตของพวกเจ้าได้”
โม่เฟิงได้ทดสอบพลังของเกราะอ่อนห้วงลมปราณให้ทุกคนได้เห็น โดยการส่งพลังลมปราณเข้าไปในเกราะอ่อน คลื่นพลังลมปราณที่เคยมีอยู่ในชุดเกราะได้แผ่ขยายออกมาเป็นวงกลม ห่อหุ้มร่างของโม่เฟิงเอาไว้ด้านใน
“ความแข็งแกร่งทนทานของเกราะลมปราณที่ถูกสร้างขึ้น สามารถป้องกันการโจมตีของผู้ที่มีพลังอยู่ในขอบเขตหลอมดวงจิตได้หนึ่งครั้ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการโจมตีของขอบเขตหลอมกายา หากไม่ยืนเป็นเป้านิ่ง ก็ยากที่จะทะลวงผ่านเกราะลมปราณนี้เข้ามาได้”
เสี่ยวฟ่านดีดตัวขึ้นมาจากพื้น หยิบเกราะลมปราณจากโม่เฟิงไปสวมใส่ ก่อนจะลองขยับร่างกายของตนดู “โห..ไม่มีความรู้สึกว่าข้ากำลังสวมชุดเกราะอยู่เลย”
นอกจากชุดเกราะแล้ว โม่เฟิงยังมอบเคล็ดกระบวนท่าให้กับพวกเขาไปอีกคนละหนึ่งชุด
“เคล็ดวิชาที่ข้าให้พวกเจ้าไปก่อนหน้านี้ เป็นวิชาที่มีระดับสูงมาก กระบวนท่าเหล่านั้นจึงยากที่จะฝึกฝนได้สำเร็จ พวกเจ้าลองเอาวิชาพวกนี้ไปฝึกฝนควบคู่กันดู มันจะช่วยให้กระบวนท่าของพวกเจ้าพัฒนาได้มากขึ้น”
ทุกคนเดินมารับเคล็ดวิชาไปฝึกฝน ความมั่นใจของพวกเขาพวยพุ่งขึ้นมาได้อีกหลายส่วน “ข้าจะต้องแข็งแกร่ง!”
โม่เฟิงมองทุกคนอย่างคาดหวัง “การคัดเลือกตัวแทนของสถาบันใบไม้เขียวใกล้เข้ามาแล้ว ข้าหวังว่าพวกเจ้าทุกคนจะได้เป็นตัวแทนของสถาบันแห่งนี้”
เสี่ยวฟ่านตอบกลับด้วยสีหน้ามั่นใจ “เจ้าไม่ต้องห่วง แม้ข้าจะสู้กับเจ้าตัวต่อตัวไม่ได้ แต่ความแข็งแกร่งของพวกเราตอนนี้ สามารถเอาชนะพวกผู้ที่อยู่ในขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สิบได้อย่างแน่นอน เมื่อถึงวันคัดเลือกตัวแทนของสถาบัน แม้แต่ฮัวเจี่ยก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเรา ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ!”
หลายครั้งที่คำพูดของเสี่ยวฟ่านดูจะไม่ค่อยน่าเชื่อถือนัก แต่เรื่องครั้งนี้ ปิงหยุน ตงห่าวและลู่หานต่างเห็นด้วยกับสิ่งที่เขากล่าว ถึงตอนนี้ทุกคนจะอยู่ขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับเก้าและสิบ แต่ความแข็งแกร่งของพวกเขาตอนนี้เทียบได้กับขอบเขตหลอมกายาระดับที่หนึ่งเลยทีเดียว
เมื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกคนด้วยการมอบของจำเป็นต่อการฝึกเรียบร้อยแล้ว เขาจึงปล่อยให้ผองเพื่อนทำการฝึกต่อไป แยกตัวออกมาเพื่อทำการทดสอบกระถางหลอมโทสะที่ประมูลมาได้
โม่เฟิงหาที่โล่ง ๆ นำกระถางหลอมโทสะออกมาจากแหวนมิติ ลงมือสำรวจลวดลายและอักขระที่ถูกแกะสลักเอาไว้รอบตัวกระถาง
ตัวอักษรพวกนี้ เป็นตัวอักษะชนิดเดียวกับที่ถูกเขียนอยู่บนยันต์อักขระ และวัตถุวิเศษทุกชนิด มีชื่อเรียกว่าตัวอักษร ‘ถงฮัว’ โดยตัวอักษรถงฮัวนั้น ถูกสร้างขึ้นโดยเผ่าพันธุ์มนุษย์ยุคก่อน เนื่องจากในยุคนั้น เผ่าพันธุ์มนุษย์อ่อนแอมาก พวกเขาไม่มีพลังเพียงพอที่จะไปต่อกรเผ่าพันธุ์อื่น ๆ จึงใช้เวลากว่าหลายล้านปี คิดค้นตัวอักษรถงฮัวที่เป็นเสมือนแหล่งกำพลังงานขึ้นมาใช้
ตัวอักษรถงฮัวที่เผ่าพันธุ์มนุษย์คิดค้นขึ้นมานั้น จะทำหน้าที่เป็นเสมือนชิ้นส่วนกลไกของเครื่องยนต์ ตัวอักษรหนึ่งตัวให้กำเนิดพลังลมปราณได้เพียงเล็กน้อย แต่เมื่อนำหลาย ๆ ตัวมาต่อเข้าด้วยกัน จะทำให้เกิดเป็นค่ายกลที่ช่วยมอบพลังอันมากมายมหาศาลให้กับอาวุธ วัตถุ หรือสิ่งปลูกสร้างที่ถูกสลักตัวอักษรลงไป
ตัวอักษรถงฮัวนั้นมีอยู่มากกว่าหนึ่งพันตัวอักษร หากนำมาผสมเข้าด้วยกันจะให้กำเนิดรูปแบบมากมาย ซึ่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้จัดเก็บรูปแบบพวกนั้นเอาไว้โดยตั้งชื่อมันว่า ‘บัญญัติฟ้า’
ยิ่งวันเวลาผ่านไป รูปแบบที่ทรงพลังมากมายถูกบัญญัติฟ้าเก็บเอาไว้มากขึ้นเรื่อย ๆ ความความแข็งแกร่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด พวกเขาใช้เวลาไม่นาน ก็ขึ้นมายืนเทียบเคียงกับเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ได้
แต่ทว่า...ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วจนเกินไป ย่อมนำมาซึ่งความขัดแย้ง
มนุษย์ทุกคนต่างก็ต้องการครอบครองบัญญัติฟ้า เผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เคยสามัคคีกันเริ่มเกิดความแตกแยก ถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ก่อสงครามช่วงชิงบัญญัติฟ้า และในช่วงที่พวกเขาก่อสงครามกันอย่างบ้าคลั่ง บัญญัติฟ้าก็ได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องลอยโดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
เมื่อบัญญัติฟ้าหายไป เผ่าพันธุ์มนุษย์จึงตกต่ำลงอีกครั้ง กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป ความรู้เรื่องตัวอักษร และวัตถุวิเศษเริ่มเลือนหาย และเมื่อมาถึงยุคปัจจุบัน มันก็แทบจะสูญสิ้นไปหมดแล้ว
แต่ถึงความรู้เรื่องตัวอักษรพวกนี้จะหลงเหลืออยู่ไม่มาก แต่ในบันทึกภูติของโม่เฟิงนั้น กลับมีตัวอักษรถงฮัวและรูปแบบมากมายถูกบันทึกเอาไว้
โม่เฟิงเริ่มอ่านตัวอักษรที่ถูกสลักเอาไว้บนกระถางหลอมโทสะจนสามารถจดจำได้ทั้งหมด “กระถางหลอมโทสะมีความสามารถอยู่ด้วยกันสองรูปแบบ หนึ่งคือการบีบอัดพลังลมปราณ เพื่อเพิ่มระดับให้กับศาสตราวุธที่ใส่ลงไป สองคือการฝังดวงจิตของสัตว์อสูร ทำให้ศาสตราวุธนั้นมีจิตสำนึกเป็นของตนเอง”
หากข้าสามารถทำให้ศาสตราวุธที่ต่ำกว่าระดับสี่ลงมา มีสำนึกเป็นของตนเองได้ล่ะก็ คงจะทำเงินได้ไม่น้อย เพราะโดยปกติแล้ว ศาสตราวุธที่มีจิตสำนึกเป็นของตนเองนั้น ล้วนแต่เป็นศาสตราวุธที่อยู่ตั้งแต่ระดับสี่ขึ้นไป และไม่เคยมีศาสตราวุธที่ต่ำกว่าระดับสี่ชิ้นไหน มีจิตสำนึกของสัตว์อสูรแฝงอยู่เลย
แต่ถึงแม้กระถางหลอมโทสะจะสามารถฝังดวงจิตของสัตว์อสูรลงไปในศาสตราวุธได้ แต่ดวงจิตที่ต้องการฝังลงไปในศาสตราวุธนั้น จะต้องมีระดับพลังที่สัมพันธ์กับศาสตราวุธชิ้นนั้น ๆ และยังต้องใช้ดวงจิตของสัตว์อสูรถึงสิบตนด้วยกัน
ถ้าโม่เฟิงต้องการทำให้ศาสตรวุธระดับสองมีจิตสำนึกเป็นของตนเอง เขาต้องใช้ด้วงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายาจำนวนสิบตัว แต่ถ้าต้องการทำให้ศาสตรวุธระดับสามมีจิตสำนัก เขาต้องใช้ดวงจิตของสัตว์อสูรระดับหลอมดวงจิต และจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ถึงแม้สิ่งนั้นจะเป็นศาสตราวุธในขอบเขตสวรรค์ก็ตามแต่
หลังได้อ่านวิธีการฝังดวงจิตของสัตว์อสูร โม่เฟิงจำใจต้องเก็บกระถางหลอมโทสะกลับเข้าไปในแหวนมิติอีกครั้ง เพราะตอนนี้เขาไม่มีดวงจิตของสัตว์อสูรหลงเหลืออยู่เลย
ส่วนการบีบอัดพลังลมปราณให้กับศาสตราวุธ โอกาสสำเร็จมีแค่ครึ่งเดียว ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่คุ้มเสีย ตอนนี้เขาจึงต้องล้มเลิกทุกอย่างไปก่อน เมื่อไม่ได้ทดสอบกระถางหลอมโทสะ โม่เฟิงจึงตัดสินใจเดินทางไปที่ป่าจิตอสูร
ตอนนี้เขาไม่ต้องเป็นกังวลว่ากลุ่มของชายชุดดำจะมาขโมยกระถางหลอมโทสะ เพราะจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ มีการเพิ่มกำลังทหารที่ออกลาดตระเวนในเมืองตะวันดับขึ้นเป็นเท่าตัว ดังนั้นไม่มีทางที่กลุ่มของชายชุดดำจะย้อนกลับมาก่อเหตุที่เมืองตะวันดับแห่งนี้ได้อีกครั้ง
โม่เฟิงเดินไปถึงป่าจิตอสูร จากระดับพลังของเขาตอนนี้ หากเขานำกระต่างหางดาบและอสรพิษเกล็ดดำออกไป เขามันใจว่าจะสามารถบันทึกดวงจิตของสัตว์อสูรระดับเดียวกับเสือโคร่งเนตรอัคคีมาเก็บไว้ใช้งานได้อีกสองตัว
“หากได้สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งระดับเดียวกับเสือโคร่งเนตรอัคคีมาอีกสองตัว ต่อให้เป็นทผู้ที่อยู่ในขอบเขตหลอมกายาระดับที่หนึ่งหรือสอง ข้าก็สามารถเอาชนะได้ง่าย ๆ เลย”
โม่เฟิงเดินเข้าสู่ป่าจิตอสูร ระหว่างทางพบกับสัตว์อสูรระดับหกและเจ็ดอยู่มากมาย แต่นั่นก็ไม่ใช่เป้าหมายของเขา สิ่งที่เขาตามหาอยู่ตอนนี้คือสัตว์อสูรระดับสิบเท่านั้น
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ