นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 311 ครอบครัว

        ตอนที่ 311 ครอบครัว

         

         

        “เธอเป็นถึงผู้เรียนรู้ 5คำในตำนานเลยนะครับ ผมก็เคยคิดว่าเป็นแค่เรื่องแต่ง ไม่คิดเลยว่าจะมีคนที่ค้นพบคำแห่งพลังได้ 5คำก่อนการทำพิธีสลักคำครั้งแรกจริง ๆ”

         

        “ผมเองไม่มีโอกาสนั้นแล้วล่ะครับ แต่ชีวิตตอนนี้ก็ไม่แย่เท่าไหร่เลยนะ” เจ้าม้านั่งลงข้างนิทานหลังจากโดนผลักออกไปเพราะเล่นเยอะเกิน มันไถหัวตนเองกับกองหินอีกครั้ง

         

        “ฟืด!”

        สนุกดี!

         

        “แล้วก็มีสิ่งที่ผมอยากทำแล้วนะครับ ผมอยากชนะงานประลองของจักรวรรดิมาลาไค อยากรู้ว่าตัวผมเองจะไปได้ไกลแค่ไหน อยากรู้ว่าผมจะมีความสามารถพอจะขีดเขียนชะตาได้มั้ย” นิทานเอนหลังลงกับพื้น นอนแผ่ยาวอย่างสบายใจ

         

        “มีสัญญาที่งานประลองด้วยครับ เพราะงั้นจะให้ผิดสัญญาก็คงจะไม่ได้”

         

        “เพราะงั้นช่วงหลังก็เลยวุ่นวายไปหมดเลย ต้องวิ่งทำนู่นทำนี่ไปทั่ว” นิทานโบกคทาของตนไปมา คทาสีเขียวด้ามนี้คือร่มปกปักหทัยที่ถูกปลอมแปลงมา

         

        “โอ๊ะ จริงด้วยครับ ตอนนี้คนเข้าใจไปกันหมดเลยว่าผมเป็นผู้เรียนรู้ 5คำในตำนานเหมือนกัน ไพลินก็ฉลาดมากเลยครับ เธอปล่อยข่าวลือเรื่องการทำพิธีสลักคำในสมัยก่อนของผมว่าเป็นแค่ตัวหลอกเพื่อปกปิดสถานะที่แท้จริง” นิทานเล่าเสริมเรื่องราวหลายอันที่เขาข้ามไปก่อนหน้า

         

        เรื่องราวของนิทานยังคงดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง หลังจากเรื่องราวของขุนนางพันธุ์ผสมที่นิทานเล่าข้ามไปข้ามมาอย่างคนพูดไม่เก่งแล้วเขายังเหลือเรื่องราวหลังจากนั้นอย่างเรื่องที่หมู่บ้านเขาวัวอีก

         

        เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้นิทานนิ่งเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง คีตาในทีแรกตั้งใจจะเข้าไปช่วยอยู่ข้าง ๆ แต่เมื่อเห็นสีหน้าของนิทานที่กระจ่างขึ้นมากมันจึงเลือกที่จะไม่ทำสิ่งใด

         

        เรื่องราวทั้งหมดถูกนิทานเล่าออกมาด้วยท่าทีที่อ่อนล้าไม่น้อย แม้กระนั้นเขาก็ดูไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือทรมานอยู่ภายในนั้นอีก เหลือเพียงความตั้งใจที่จะไม่ผิดพลาดกับสิ่งเดิมซ้ำสอง

         

        บทเรียนราคาแพงนั้นเขาขอจ่ายมันเพียงครั้งเดียว

         

        “ไม่เคยรู้มาก่อนเลยครับว่าชีวิตของคนอื่นมันจะหนักขนาดนี้” นิทานพูดยิ้ม ๆ เขาเด้งตัวลุกขึ้นมานั่งอีกครั้ง เขานั้นดีขึ้นมากแล้ว เพียงแต่เขาไม่ได้ดีขึ้นโดยการลืมเรื่องเหล่านั้นไปเสียหรือปลอบใจตนเองว่านั่นไม่ใช่ความผิดตน

         

        เขาเลือกที่จะแบกรับสิ่งที่เกิดขึ้นเอาไว้ ไม่ใช่เพื่อโทษตนเองแต่เพื่อสอนตนเองถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เขาเลือกที่จะให้เกียรติเหล่าคนที่ตายจากไปโดยการไม่ลืมสิ่งที่เกิดขึ้นและจะพยายามให้ดีที่สุดเพื่อที่ในสักวันหนึ่งเขาอาจช่วยชีวิตคนสักคนไว้ได้บ้างในจังหวะที่เขาทำได้

         

        หลังจากเล่าเรื่องทั้งหมดโดยการเลี่ยงไม่พูดถึงเทพมาร ไลแลคและผู้ศรัทธาแห่งรักแล้วเขาจึงบิดขี้เกียจอีกครั้งหนึ่ง การเล่าเรื่องครั้งนี้กินเวลาหลายชั่วโมงกว่าที่นิทานคิดมาก ดูจากทิศทางของพระจันทร์แล้วอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงเขาสมควรได้ยินเสียงบทสวดและคำสรรเสริญ

         

        นิทานลุกขึ้นเตรียมกล่าวลา ขณะที่เขาลุกขึ้นนั่นเองที่ใบไม้ใบหนึ่งร่วงหล่นลงมาเกี่ยวกับเส้นผมของเขา จุดที่ใบไม้ตกลงนั้นคือบริเวณที่เคยเป็นหางม้าที่เขามัดเป็นประจำ

         

        นิทานอมยิ้มน้อย ๆ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาลืมสิ่งใดไป นิทานหยิบกระดาษแปรภาพเหมือนออกมาจากกระเป๋าบรรจุวัง ฉีกมันในขนาดหนึ่งหน้ากระดาษ แล้วจึงถ่ายทอดความคิดของตนลงไปในนั้น

         

        คีตาเมื่อเห็นว่านิทานกระทำสิ่งใดมันก็ผุดลุกขึ้นมาเอาหน้าจ่อกระดาษช่วยอีกแรง หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ภาพของชายหนุ่มในชุดแขนยาวสีดำ เสื้อกั๊กแขนกุดสีน้ำเงิน และกางเกงยาวลายสีน้ำตาลสลับน้ำเงินก็ปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษ บริเวณหางม้าของเขาที่ด้านหลังสามารถมองเห็นริบบิ้นสีน้ำเงิน ลวดลายกุหลาบสีน้ำเงินตรงริบบิ้นนั้นค่อนข้างยากแก่การมองเห็น

         

        ทางด้านข้างชายหนุ่มผู้นั้นคือหมาป่าตัวใหญ่สีดำ ที่เท้าทั้ง 4 ของมันคือรองเท้าหนังที่มีรูตรงปลายสำหรับกรงเล็บ ข้างตัวคือกระเป๋าพาดใบหนึ่งที่ถูกผ้าปิดทับไว้อย่างหลวม ๆ บริเวณอกของมันมีร่องรอยการติดเครื่องประดับเล็กน้อย แต่โดยส่วนมากคีตาเลือกจะไม่ติดเครื่องประดับเพราะมันจะพันกับขน

         

        “นี่ผมกับคีตาเองครับ” นิทานยิ้มน้อย ๆ ชูกระดาษแปรภาพเหมือนให้กองหินสองกองด้วยความภูมิใจ “ผมเริ่มหัดแต่งตัวแล้วนะครับ ไม่ใส่เสื้อผ้าซ้ำ ๆ เหมือนแต่ก่อนแล้ว”

         

        “ฟืด!”

        คีตาสูงขึ้นนะ!

         

        คีตาย่ำเท้าไปมาอยู่กับที่ ตัวของมันจากที่สูงเท่าหน้าท้องนิทานในช่วงแรกตอนนี้มันสูงเกือบเท่าอกของนิทานแล้ว ดูเหมือนเจ้าหมาอายุ 6ปีตัวนี้จะยังโตได้อีก มันในร่างม้าแผงคอแดงพยายามอวดส่วนสูงของตน

         

        “คนในเมืองเขาแต่งตัวกันหล่อสวยมากเลยครับ ถ้าผมไม่แต่งบ้างคนอื่นเขาจะรู้หมดว่ามาจากบ้านนอก” นิทานหัวเราะ นั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่นิทานเริ่มแต่งตัว แต่เหตุผลหลักนั้นไม่ใช่สิ่งนั้นแม้แต่น้อย

         

        นิทานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบริบบิ้นสีน้ำเงินจากในรูปออกมาให้กองหินทั้งสองดู “แล้วก็… มีหลายคนทำหน้าเซ็ง ๆ กับชุดผมตลอดเลยครับ” เขาเกาแก้มของตน หัวเราะแห้ง ๆ

         

        นิทานยังจำสายตาของเพื่อนแต่ละคนที่เห็นเขาแต่งตัวซ้ำ ๆ ในแต่ละวันได้ ปัจจุบันนี้ถึงนิทานจะยังแต่งตัวซ้ำ ๆ แต่อย่างน้อยมันก็ดูดีขึ้นบ้าง

         

        ยังไม่รวมถึงที่คนรอบข้างมักจะชมเวลาเขาตั้งใจแต่งตัว ยิ่งเมื่อเจอกับคนที่แต่งตัวดี ๆ แล้วเขาก็อดจะก้มมองดูเสื้อผ้าเก่า ๆ เน้นใช้งานของตนไม่ได้ เขาไม่ได้มีปัญหาเรื่องการเงิน ไม่ได้ชอบชุดนั้นเพราะเป็นที่พึ่งทางใจหรือขาดความมั่นใจในการแต่งตัวใด ๆ เขาเพียงไม่เคยคิดลองและขี้เกียจเลือกชุดในแต่ละวันเท่านั้น

         

        การได้แต่งตัวจึงถือเป็นหนึ่งในการพัฒนาตนเองที่เขาอยากอวดให้พ่อกับแม่ได้เห็น “เครื่องประดับก็ใส่นะครับ”

         

        นิทานหันไปมองท้องฟ้ายามค่ำคืน ดูจากเวลาแล้วหากจะให้นอนตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว เช่นนั้นเขาขออยู่โต้รุ่งเล่าเรื่องราวอื่นอีกสักหน่อย ยังไงนักสลักเอกเช่นพวกเขาย่อมไม่มีปัญหาอะไรกับการอดนอนแค่คืนเดียว โดยเฉพาะกับทั้งสองที่มักนอนหลับตาข้างเดียวตรวจตรารอบตัวเป็นนิสัย

         

        กระดาษแปรภาพเหมือนม้วนเดิมถูกนำมาใช้งานอีกครั้ง เขาบรรจงสร้างภาพเหมือนของเพื่อนแต่ละคนจากความทรงจำของเขาเอง เขาเริ่มอธิบายนิสัยของแต่ละคนอย่างร่าเริง

         

        คีตาสะกิดนิทาน เตือนเขาเรื่องที่ว่าไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อนอย่างเดียวที่จะแนะนำ นิทานจึงเริ่มถ่ายทอดภาพของผู้ที่สูงอายุกว่าและคอยช่วยเหลือเขาอย่างหัวหน้าสิงค์ ผู้พันลาลันตา อริยะแปลงเพลิง เตวัน อารากะ ดยุคเรนนัส หรือแม้แต่ดักลาส

         

        “คนนี้ชื่อเพชฌฆาตครับ เขาแก่กว่าผมสิบกว่าปี เลยเป็นเหมือนพี่ชายผมคนหนึ่ง ติดที่พูดมากสุด ๆ เลย”

         

        “น่ารักใช่มั้ยล่ะครับ พ่อแม่อาจจะเคยได้ยินชื่อมาด้วยก็ได้นะครับ เธอคือไพลินที่ผมเล่าให้ฟัง เป็นองค์หญิงลำดับ 4 ของราชวงศ์ไฟกัลป์ครับ เป็นเพื่อนสนิทคนสำคัญของผมเอง”

         

        “กลุ่มนี้เป็นเพื่อน ๆ ที่ทำงานของผมเองครับ สมาชิกหน่วย 3 แห่งหน่วยพิทักษ์เมือง”

         

        “มีเพื่อนจากต่างเผ่าด้วยนะครับ อย่างเด็กคนนี้ชื่อโอไรออน คนนี้ก็มีครูส”

         

        “คนนี้คือผู้พันลาลันตาครับ เธอคอยช่วยเหลือมาตลอดหลังจากที่พ่อกับแม่จากไป ถ้าไม่มีเธอผมคงไม่ยิ้มได้เหมือนทุกวันนี้”

         

        นิทานที่คิดว่าตนหมดเรื่องพูดแล้วกลับพบว่าเขายังมีเรื่องราวอีกมากมายที่สามารถเล่าให้พ่อกับแม่ฟังได้ กับคนสนิทอย่างเพชฌฆาตและไพลินนิทานมีเรื่องราวมากมายให้เล่า เขาอย่างอวดเพื่อนสนิทของตนอย่างไพลินให้พ่อแม่ได้รู้จัก ให้พวกเขาได้รับรู้ว่าเธอคือบุคคลที่ยอดเยี่ยมเพียงไร

         

        ยิ่งการที่เขานั้นได้ไพลินและอริยะแปลงเพลิงช่วยไว้หลายต่อหลายเรื่องทำให้ส่วนหนึ่งในใจของนิทานมองพวกเขาทั้งสองดั่งครอบครัว ยิ่งนิทานเล่าใบหน้าของเขาก็อบอุ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ

         

        โดยที่ไม่รู้ตัว ครอบครัวที่เคยมีเพียงแค่เขาและคีตาบัดนี้มีสมาชิกมากมายถึงเพียงนี้แล้ว

         

        ครอบครัวที่เชื่อมกันโดยสายเลือดนิทานไม่เหลืออีกแล้ว แต่กับครอบครัวที่เชื่อมด้วยความไว้ใจ มันได้เติบโตงอกเงยจนเขาในอดีตย่อมไม่มีทางเชื่อ

         

        กองหินสองกองนั้นตลอดการเล่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับพวกมัน แม้แต่ยามที่คีตาเอาหน้าไปถูกองหินทั้งสองก็ไม่ขยับเขยื้อนแต่อย่างใด ในอดีตนิทานเคยใช้พลังเชื่อมโยงยึดพวกมันไว้กับดินโคลน

         

        แต่ยามที่นิทานเล่าเรื่องครอบครัวใหม่ของเขา พื้นดินรอบด้านเหมือนจะสั่นไหวเล็กน้อย นำพาให้กองหินทั้งสองนั้นเขยื้อนเล็กน้อย ดุจว่าพวกมันกำลังหัวเราะและแบ่งปันรอยยิ้มกับนิทาน

         

        ตัวนิทานและคีตาเองกลับคลาดรายละเอียดเช่นนี้ไปทั้ง ๆ ที่ไม่สมควรเกิดขึ้น เขาทั้งสองจมจ่อมอยู่กับความสุขจากเรื่องเล่า

         

        ภาพสุดท้ายที่นิทานแสดงให้กองหินทั้งสองเห็นคือสตรีผู้หนึ่งที่มีปีก 2คู่ ผมสีส้มอัสดงในรูปนั้นเป็นสีเดียวกันกับผมของเธออย่างไม่ผิดเพี้ยน แม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยตามร่างกายและใบหน้าก็เหมือนจริงราวกับภาพสะท้อน

         

        กระดาษแปรภาพเหมือนจะแปรภาพออกมาจากความทรงจำ รายละเอียดของรูปเพื่อน ๆ คนอื่นนั้นชัดเจนมากแล้ว แต่กับรูปของสตรีเผ่าซือบาสผู้นี้กลับเสมือนจริงราวกับเธอได้สถิตอยู่ในกระดาษแผ่นนี้

         

        ผมสีส้มอัสดงที่ยาวจนถึงกลางหลัง ปอยผมด้านหน้าที่ไหลตกลงมาทั้งสองด้าน เป็นปอยเพียงไม่กี่เส้นที่ไม่ได้ใช้เพื่อปิดแก้มแต่อย่างใด เพียงใช้ตกแต่งให้รูปหน้าของเธอดูโดดเด่นขึ้นไปอีกขั้น

         

        เครื่องหน้านั้นเป็นส่วนผสมระหว่างความดุดัน แหลมคม และนุ่มนวล เป็นส่วนผสมประหลาดที่ไม่เข้ากันหากกลับเกิดเป็นผลลัพธ์อันน่าอัศจรรย์บนใบหน้า

         

        หางตาที่เฉียบคมดังเหยี่ยวนั้นกลับไม่อาจโดดเด่นเท่าดวงตาสีน้ำเงินครึ้มดุจท้องนภาที่เต็มไปด้วยหมู่เมฆ อัดแน่นไปด้วยอารมณ์อันหลากหลาย ทั้งหมดทั้งมวลที่ก่อให้เป็นตัวเธอนั้นมีรายละเอียดที่ชัดเจนบนกระดาษ

         

        แม้จะไม่ได้สวยงามโดดเด่นที่สุด แต่กลับเป็นความงดงามที่ประทับในจิตใจของนิทานจนไม่อาจลืมเลือน ภาพของซอเด็ตในจิตใจของเขาชัดเจนยิ่งกว่าภาพของตัวเขาเองเสียอีก คงมีเพียงภาพของคีตาเท่านั้นที่ประทับฝังลึกยิ่งกว่า

         

        กองหินสองก้อนไม่ได้ขยับเขยื้อนใด ๆ จันทราที่ใกล้หายไป ณ ปลายขอบฟ้านั้นเริ่มถูกหมู่เมฆเคลื่อนเข้าหา เกิดเป็นแสงเงินที่ส่องมาทางพื้นที่แถบนี้มากขึ้นเล็กน้อย

         

        ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่โดดเด่นที่สุดยังคงเป็นเส้นผมสีส้มอัสดงแสนสวยงามของเธอ เป็นสีส้มที่ชวนให้เกิดความคิดของสิ่งที่ผ่านพ้นไปและสิ่งใหม่ ๆ ที่กำลังจะมาเยือน

         

        “คนนี้คือซอเด็ต เอเทลครับ” นิทานยิ้มน้อย ๆ ชูกระดาษให้กองหินชมด้วยสองมือ

         

        “เป็นเพื่อนอีกคนหนึ่งที่…เป็นคู่แข่ง…แล้วก็เป็นคนที่ผมอยากสนิทด้วยมากกว่านี้ครับ”


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน