บทที่ ห้าสิบสาม
หลิวชิงเซียงในชุดแพรบางยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยขณะก้าวเดินออกจากศาลาริมน้ำหลังน้อมส่งไท่ผินสีหน้านางอิ่มเอิบไปด้วยความพึงใจจนไม่อาจซ่อนเร้นได้ ดวงตาเรียวยาวส่องประกายลมหายใจยาวลึกผ่อนคลายจากความกังวลที่กดทับอยู่ก่อนหน้านี้
นางเหม่อมองแนวต้นไม้ริมทางที่ผลิดอกบานสะพรั่งกลีบดอกสีขาวโปรยปรายปลิวไสวในสายลมบรรยากาศสงบงามหลิวชิงเซียงปล่อยให้ปลายนิ้วสัมผัสกับกลีบดอกที่ลอยผ่านก้าวเดินไปพลางทบทวนบทสนทนากับไท่ผินเมื่อครู่ในใจอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ตลอดชีวิตที่ฝึกฝนหวังช่วยงานหลี่เสวี่ยเป็นมือขวาให้นางแม้จะวางแผนปกครองจัดการคนไม่เก่งเท่าแต่นางพอมีความสามารถสังเกตจับสีหน้าท่าทางผู้คนได้กลายเป็นอาวุธประจำตัวนางต่อให้เป็นเสียงถอนหายใจเบาหวิว หรือการเกร็งปลายนิ้วเพียงน้อยนิดก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาเหยี่ยวของหลิวชิงเซียงได้ยิ่งถ้าอยู่ในช่วงปฏิบัติงาน
ระหว่างที่นั่งประสานสนทนากับไท่ผินนั้นนางสังเกตเห็นอย่างชัดเจนว่าสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้มีท่าทีผ่อนคลายเป็นธรรมชาติดวงตาเปล่งประกายอ่อนโยน น้ำเสียงเรียบนิ่งอบอุ่น ไม่พบร่องรอยฝืนฝังหรือกระสับกระส่ายคล้ายปิดบังความจริง
แม้กระทั่งปลายนิ้วเรียวยาวที่ยกถ้วยน้ำชาขึ้นก็มั่นคงไม่สั่นไหวการกระทำเล็กน้อยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เรื่องราวที่ไท่ผินเล่ามานั้นน่าจะเป็นความทรงจำจากใจจริงไร้ซึ่งการเสแสร้งหรือปรุงแต่ง
ยิ่งเมื่อนางเอ่ยถึงองค์หญิงเล่อเยว่แววตาไท่ผินยิ่งทอประกายชื่นชมอบอุ่นรอยยิ้มที่ระบายบนเรียวปากเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูบางช่วงที่เล่าถึงเรื่องราววัยเยาว์ขององค์หญิง ยังเผลอหัวเราะเบาๆ อย่างไม่รู้ตัวราวกับห้วงเวลาเหล่านั้นยังแจ่มชัดอยู่ในห้วงความคิด
หากจะกล่าวว่าในใจคนมีร้อยพันเงื่อนงำซ่อนเร้นคลื่นใต้น้ำแต่ครั้งนี้หลิวชิงเซียงย่อมมั่นใจได้ว่าความรู้สึกของไท่ผินต่อองค์หญิงเล่อเยว่คือความรักใคร่อย่างแท้จริงดั่งน้ำพุใสที่ไม่มีโคลนตมขุ่นมัวปนเปื้อน
ส่วนเมื่อกล่าวถึงเฉียนอ๋องนั้นแม้น้ำเสียงของไท่ผินยังคงสุภาพนุ่มนวล แต่ความชื่นชมที่แฝงอยู่กลับหนักแน่นมั่นคงยิ่งกว่าประโยคที่กล่าวถึงความสามารถ ความองอาจ และการพัฒนาบ้านเมืองที่เฉียนอ๋องกระทำล้วนเอ่ยด้วยแววตาอิ่มเอิบและน้ำเสียงเปี่ยมศรัทธา
อย่างไรก็ดีหากเทียบระหว่างการพูดถึงองค์หญิงเล่อเยว่กับเฉียนอ๋องหลิวชิงเซียงก็ยังจับได้ถึงความแตกต่างที่มีเส้นบางๆ กั้น ยามเอ่ยถึงองค์หญิงนั้นแววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนห่วงหาทว่าเมื่อเอ่ยถึงเฉียนอ๋องแม้จะมีความชื่นชมอย่างสุดใจแต่กลับไม่ปรากฏแววห่วงหาเท่าธิดาทั้งที่ไม่พบหน้ากันนานเกินครึ่งปีหากถ้าเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของบุตรชายจนไม่ต้องวิตกกังวลหรือก็อาจจะมีเห็นผลอื่น
นางเดินทอดน่องช้าๆผ่านสวนหย่อมเล็กริมทาง ต้นหลิวห้อยกิ่งไสวปลิวตามแรงลมเสียงสายน้ำจากลำธารเล็กข้างทางดังคลอเบาๆหลิวชิงเซียงกวาดตามองรอบกายแล้วถอนหายใจแผ่วเบาความรู้สึกหนักอึ้งในอกคล้ายได้ระบายออกไปกับสายลม
ก่อนหน้านี้แม้อิงหลานและฟ่านหรูจะเคยเล่าเรื่องไท่ผินกับเฉียนอ๋องให้นางฟังอยู่บ้างแต่นางก็ยังอดระแวงไม่ได้ว่าข่าวลือจะผิดเพี้ยนไปจากความจริงหรือไม่จนกระทั่งได้มาเจรจาพูดคุยและสัมผัสด้วยตนเองวันนี้ ความลังเลจึงค่อยๆเลือนหายไปทีละน้อย
ไท่ผินเป็นสตรีอ่อนโยนนอบน้อมไม่ยกตนข่มท่านนางไม่แสดงความถือตัวหรือเย่อหยิ่งแม้แต่น้อยเมื่อสนทนากับหลิวชิงเซียงทั้งที่รู้ฐานะของตนสูงส่งกว่านักขนาดไหนน้ำเสียงและกิริยาล้วนเต็มไปด้วยความเมตตาใจดีนับว่าหาได้ยากนักในวังหลวงอันแสนเย็นชาแห่งนี้
ส่วนเฉียนอ๋องหากคำบอกเล่าไม่ผิดเพี้ยน เขาย่อมเป็นผู้มีความสามารถและความตั้งใจเชี่ยวชาญในการพัฒนาบ้านเมืองอย่างแท้จริง การที่เทียนหลงฮ่องเต้ส่งเขาไปปกครองพื้นที่ทางเหนือก็น่าจะเพราะเล็งเห็นความสามารถอันโดดเด่นของเขาหาใช่เพราะต้องการกันให้ออกจากเมืองหลวงเท่านั้น
บางที..นางอาจพอฝากอนาคตของหลี่เสวี่ยไว้กับบุรุษผู้นี้ได้
เมื่อความคิดดำเนินมาถึงตรงนี้มุมปากของหลิวชิงเซียงก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆประหนึ่งมวลเมฆหมอกในใจได้สลายหายไปครึ่งหนึ่งนางยกมือปัดปลายผมที่ปลิวมาติดแก้มออกเบาๆร่างเพรียวบางในชุดแพรดูเปล่งประกายในแสงอ่อนของยามบ่ายคล้อย
"หลี่่ผิน..เรากลับกันเลยไหมเพคะ" อิงหลานผู้คอยติดตามอยู่ด้านหลังเอ่ยขึ้นเสียงเบานางเห็นใบหน้าของหลิวชิงเซียงอ่อนโยนลงอย่างหาได้ยากยิ่งในช่วงนี้
หลิวชิงเซียงหันกลับมามองพลางยิ้มบาง"ไปเถอะ กลับตำหนักฟู่ตงกัน" เสียงของนางนุ่มนวลดุจสายลมฤดูวสันต์ชวนให้ใจผู้ฟังพลันสงบเย็นตาม
คณะเล็กๆเคลื่อนตัวไปตามทางเดินคดเคี้ยว บัดนี้ในใจของหลิวชิงเซียงกลับสงบนิ่งขึ้นกว่าทุกคราหลี่เสวี่ยและเผ่าซาเฟิงสามารถได้รับการยกเว้นโทษแล้วถ้าจากนี้เฉียนอ๋องทำอะไรหรือแม้แต่ตัวนางเองทำผิดใดๆ ก็ยังไม่มีผลถึง ขอแค่เฉียนอ๋องดูแลบุคคลที่เป็นดั่งนายหญิงเพื่อนรักหรือเป็นดั่งพี่น้องของนางดีมากพอนางก็จะอยู่ที่นี่ต่อไปได้อย่างวางใจมากขึ้น และบุรุษผู้นั้นก็ไม่ได้แย่เท่าไร..
ขณะเดินผ่านริมสระน้ำหลิวชิงเซียงอดไม่ได้ที่จะหยุดเท้ามองน้ำในสระซึ่งสะท้อนภาพฟากฟ้าและเมฆบางเบานางหลับตาลงชั่วครู่ อย่างไรบุรุษผู้ครองบัลลังก์มังกรก็เอาใจนางอย่างมากแม้ทำผิดหนีออกจากวังก็ไม่ลงโทษไม่สืบสาวราวเรื่องเปลี่ยนกฎวังหลังและหาสนามฝึกซ้อมให้อีกที่สำคัญคือเขารับฟังความเห็นนางแม้ตนจะเป็นสนมเล็กๆ อย่างตอนซุ่ยหยวนไม่ว่านางจะเอ่ยอะไรก็ไม่ละเลย บุรุษเช่นนี้แม้แต่ในเผ่าซาเฟิงเองก็อาจจะจะหายาก..
ขณะที่หลิวชิงเซียงหลับตาซึมซับความรู้สึกอยู่นั้นเสียงหัวเราะพูดคุยและเสียงก้าวเดินก็แว่วมาแต่ไกลนางพลันลืมตาขึ้นมองที่ต้นทางทาง ดวงตาส่องไกลเห็นกลุ่มสตรีห้าคนในชุดแพรไหมลวดลายวิจิตรกำลังตรงมาอย่างอ้อยอิ่งโดยเดินมาทางที่ตนอยู่อิงหลานฟ่านหรูที่ยืนเยื้องด้านหลังก็เริ่มขมวดคิ้วมองสบตากัน
นางรีบกวาดสายตาหาทางเลี่ยงทันทีทว่าทางเดินออกจากศาลานี้เป็นซอกตันอีกทั้งล้อมรอบด้วยแนวกำแพงแนวเตี้ยและไม้พุ่มหนาหากจะหันหลังกลับหรือหลบก็สายเกินกว่าจะทำได้โดยไม่เป็นที่สังเกตหลิวชิงเซียงเม้มริมฝีปากแน่น ลอบถอนหายใจแผ่วๆ นางออกจากที่ตำหนักมาก็เลี่ยงยากที่จะไม่เจอสนมคนอื่นๆ
โดยเมื่อกลุ่มสตรีนั้นสบมาเห็นหลี่ผินพวกนางก็หยุดฝีเท้าเล็กน้อยจ้องมองมาอย่างเปิดเผยก่อนแต่ละนางจะปรายตามองกันเองแล้วส่งยิ้มแปลกประหลาดให้กันประหนึ่งมีนัยซ่อนเร้นใบหน้าที่แต่งเติมด้วยแป้งหอมละมุนล้วนแฝงประกายเจือความดูแคลนที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้พ้นสายตาหลิวชิงเซียง
ทันทีที่นางจะตัดสินใจก้าวผ่านไปอย่างรวดเร็วหนึ่งในสตรีเหล่านั้นที่สวมชุดผ้าแพรสีม่วงครามก้าวเท้าออกมาขวางหน้าทันทีมือเรียวแกว่งไกวเล็กน้อยด้วยท่วงท่าเรียบร้อยแต่จงใจ
"หลี่ผิน ก็มาชมอุทยานหลวงหรือเจ้าคะ?" เสียงหวานอ่อนที่เต็มไปด้วยน้ำเสียงสูงที่จงใจให้เกิดเป็นคำถามหญิงสาวผู้ทักนางคือน่าจะเป็นอวี๋กุ้ยเหริน หนึ่งในสองกุ้ยเหรินที่เดินมาด้วยกัน
หลิวชิงเซียงย่อมรู้จักกฎเกณฑ์ดีแม้ภายในวังหลังนี้จะอาศัยตำแหน่งเป็นใหญ่ แต่ไมตรีก็เป็นเกราะคุ้มภัยอันดี นางจึงยกมือปัดชายกระโปรงเล็กน้อยคลี่ยิ้มบาง "ใช่แล้ว ข้าขอตัวก่อน" เสียงนางนุ่มนวลพอดีไม่สูงไม่ต่ำเกินงาม
หากแต่ดูเหมือนฝ่ายตรงข้ามไม่คิดจะปล่อยมือกันง่ายๆเมื่อหญิงสาวอีกนางหนึ่งในชุดสีชมพูอ่อนเสียงใสกังวานเอ่ยอย่างสุภาพแต่แฝงเจตนาไม่ปล่อยไปง่ายๆ "หลี่ผินมาเดียวดายเช่นนี้น่าเบื่อหน่ายนัก มิสู้ร่วมเดินชมดอกไม้กับพวกเราดีหรือไม่เจ้าคะ?"
นางผู้นั้นคือน่าจะเป็นหนึ่งในกุ้ยเหรินแต่หลิวชิงเซียงจำชื่อแซ่นางไม่ได้ส่วนอีกหนึ่งในกลุ่มที่มีตำแหน่งต่ำกว่าคือฉางจ้าย พวกนางแนบชิดเบียดกันเข้ามาซึ่งเหล่าฉางจ้ายนางจำแซ่ไม่ได้สักคน ผู้หนึ่งในชุดสีเขียวหยกอ่อนอีกคนในชุดสีเหลืองนวลคนสุดท้ายในชุดฟ้าไพลิน
หลิวชิงเซียงลอบประเมินรวดเร็วนางพ่นลมหายใจแผ่วเบาในใจ ครานี้หาใช่ตนเมื่อครั้งก่อนที่ต้องประคองท่าทีหวาดหวั่นอีกต่อไปเวลานี้นางเป็นหลี่ผิน แม้ไม่ใช่ตำแหน่งสูงส่งระดับชายาแต่ก็เป็นสนมขั้นสูงสุดในรุ่นใหม่ของเทียนหลงฮ่องเต้ถ้าหากมิใช่เหล่าสนมของฮ่องเต้พระองค์ก่อน หากมิใช่ไท่เฟยหรือไท่ผินย่อมไม่ต้องเกรงใจเกินควรนัก
รอยยิ้มที่มุมปากจึงแผ่วลงนางเอ่ยเสียงเย็นแต่ไม่ไร้มารยาท "ข้าซึ้งใจที่เจ้าเป็นห่วง เพียงแต่ข้ารู้สึกอ่อนเพลียแล้วไว้โอกาสหน้าแล้วกัน"แม้เสียงจะสุภาพแต่ท่าทีปฏิเสธชัดเจนปกติเหล่าสตรีในวังเมื่อถูกปฏิเสธเช่นนี้ หากไร้ข้ออ้างย่อมปล่อยมือ แต่ดูเหมือนครั้งนี้จักมิใช่
อวี๋กุ้ยเหรินคลี่ยิ้มละไมใบหน้าขาวนวลแต้มด้วยเครื่องหอมส่งกลิ่นจางๆนางโค้งเล็กน้อยก่อนกล่าวด้วยท่วงท่าสุภาพ "เช่นนั้นขอพวกหม่อมฉันน้อมส่งหลี่ผินถึงตำหนักแทนเถิดเจ้าค่ะ"
หลิวชิงเซียงขมวดคิ้วที่แทบไม่ค่อยได้เห็นนางรู้สึกว่ากลิ่นดอกเหมยที่ปลิวมาก่อนหน้านี้ยังหอมกว่าคำพูดที่ปั้นแต่งอย่างแยบยลนี้นางพ่นลมหายใจยาวอีกครั้งในใจ ก่อนจะหมุนตัวไปข้างหน้าโดยไม่เสียเวลาโต้ตอบอีก
แต่ไม่รอให้ได้คำอนุญาตเหล่าสตรีทั้งห้าก้าวตามมาติดๆราวกับเงาที่สะท้อนตามสายน้ำ แม้จะก้าวเดินอย่างสงบแต่บรรยากาศโดยรอบกลับหนาวเย็นลงอย่างประหลาดเสียงกระซิบกระซาบเริ่มดังขึ้นจากทางด้านหลังบ้างเป็นครั้งคราวแม้หลิวชิงเซียงจะมิได้ตั้งใจฟังแต่ก็เล็ดลอดมาเป็นระยะเช่นการเอ่ยชมสวนดอกเหมยของตำหนักเฉียนชิงหรือว่ากลิ่นน้ำหอมใหม่ที่ฉางจ้ายผู้หนึ่งได้มาใหม่จากหัวเมืองใต้
บทสนทนาเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นการพูดคุยกันเองมากกว่าจะสนทนากับนางราวกับต้องการใช้บรรยากาศเป็นหมากกระดานลับคมความรู้สึกหลิวชิงเซียงเม้มริมฝีปากนิ่งไม่เอ่ยตอบแม้จะถูกบทสนทนาล่อหลอกมากเท่าใดหากแต่บรรยากาศยิ่งเย็นลงเรื่อยๆแสงตะวันเอียงทาบผนังตำหนักจนเกิดเงายาวเหยียดตามพื้นหินทุกฝีก้าวของหลิวชิงเซียงนั้นแม้จะเยือกเย็นมั่นคงแต่แววตากลับเริ่มแปรเปลี่ยนไปทีละน้อยเมื่อต้องทนฟังบทสนทนาของกลุ่มนางสนมที่ยังคงเดินติดตามมาดังเงาในแสงโพล้เพล้
“หลี่ผินเจ้าคะ..เมื่อสองสามวันก่อนหม่อมฉันได้ยินว่าฮ่องเต้พาหลี่ผินไปยังสนามฝึกซ้อมด้วยหรือเจ้าคะ” เสียงใสหวานของฉางจ้ายที่ตอนนี้นางรู้แล้วว่านางคือซ่งฉางจ้ายนางเอ่ยขึ้นทำท่าทางอย่างไม่ตั้งใจนัก แต่กลับดังชัดในความเงียบของทางเดินหินเรียบ
“จริงหรือ?” เวินฉางจ้ายเบิกตาเล็กน้อยแล้วยกหลังมือแตะริมฝีปากราวตกใจ“หลี่ช่างเป็นที่โปรดปรานยิ่งนักฮ่องเต้ถึงพาไปด้วยองค์เองเสียด้วย”
แม้ถ้อยคำจะฟังดูชื่นชมหากแต่เสียงหัวเราะในลำคอที่ตามมากลับทำให้หลิวชิงเซียงรู้ได้ทันทีว่าน้ำเสียงนั้นมิได้มีความยินดีอยู่เลยดวงตานางหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนริมฝีปากพลันจางหายกลับมาเป็นสีหน้าเย็นเยียบดั่งปกติ “ที่แท้หลี่ผินก็มีฝีมือที่ลุ่มลึกถึงเพียงนี้น่าอิจฉายิ่งนักเจ้าค่ะ”หานฉางจ้ายกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงคล้ายจะใสซื่อหากแต่คำที่เลือกใช้นั้นเป็นเสมือนมีดบางปลายแหลมแฝงด้วยยาพิษ
“แต่นอกจากนั้นข้ายังได้ยินอีกว่าฮ่องเต้ก็พระราชทานกระบี่ให้หนิงผินด้วยนะเจ้าคะ” อวี๋กุ้ยเหรินเปรยขึ้นบางอย่างคล้ายชวนสนทนากับเหล่าฉางจ้ายมือขาวยกพัดผ้าแพรขึ้นโบกเบาๆ อย่างเรียบร้อยแต่ช่างยั่วเย้า “หรือว่าฮ่องเต้จะทรงอยากให้เหล่าผินทั้งหลายเริ่มฝึกวรยุทธ์พร้อมๆกันด้วยกระมัง?”เฉินกุ้ยเหรินแสร้งหัวเราะเบาๆแววตาเจือความขบขันมากกว่าความเคารพ “หากเป็นเช่นนั้นจริงพวกเราที่ไม่ได้อยู่ในขั้นผินก็คงหมดโอกาสแล้วกระมังเจ้าคะ?”
เสียงหัวเราะเบาๆดังคลอประหนึ่งเสียงระฆังทองเคลือบพิษ หลิวชิงเซียงได้แต่เดินต่อไปไม่ลดฝีเท้าราวกับไม่ได้ยินสิ่งใดทั้งสิ้น แม้ในใจจะเริ่มขุ่นมัวขึ้นมาทีละน้อย
“ว่าถึงกระบี่ที่หนิงผินได้รับนั้นวันนั้นข้าก็เห็นเจ้าค่ะ”ซ่งฉางจ้ายเอ่ยต่อดวงตาสะท้อนแสงโคมกะพริบพราว “เป็นกระบี่ที่วิจิตรงดงามยิ่งใบกระบี่เรียวยาว มีอักขระโบราณสลัก ด้ามจับประดับหยกขาวหากถือไว้ในมือแล้วคงยิ่งเสริมสง่าราศีเจ้าค่ะ”
“ฮ่องเต้คงหมายมั่นให้หนิงผินเป็นผู้ที่งดงามทั้งศาสตร์ศิลป์และยุทธ์กระมังเจ้าคะ?” เวินฉางจ้ายเสริม “ก็แหม ก่อนหน้านี้ตอนวันคัดเลือกข้าเองก็ได้เห็นกับตาว่านางร่ายรำได้อ่อนช้อยดุจสายหมอกอีกทั้งยังร้องเพลงเสียงใสพริ้งน่าฟังยิ่งนัก”
“ใช่เจ้าค่ะหากผู้มีพรสวรรค์เช่นนี้ฝึกวรยุทธ์อีก คงไร้ผู้ใดเทียบทันกระมังเจ้าคะ?” หานฉางจ้ายคลี่ยิ้ม
หลิวชิงเซียงยังคงไม่เปล่งวาจาสักคำดวงตาคมส่องไกลดุจพญาอินทรียังทอดมองเบื้องหน้าโดยไม่เหลียวหลัง
“จี้ผินเองก็ดูจะเตรียมพร้อมอยู่ไม่น้อยนะเจ้าคะ” ฉินกุ้ยเหรินเปรยขึ้นต่อราวเพิ่งนึกออก“เมื่อวานนี้หม่อมฉันพึ่งได้ยินมาว่าได้รับอนุญาตให้จัดเตรียมสวนหลังตำหนักเป็นลานฝึกโดยเฉพาะเจ้าค่ะ”
“ไม่ใช่เพียงจัดตำหนักนะเจ้าคะ” อวี๋กุ้ยเหรินยิ้มเอียง “ข้าพบว่านางยังสั่งให้จัดเก็บตำรายุทธ์มาจากหอสมุดอีกด้วยเห็นทีว่าอีกไม่นานพวกเรา..เอ่อพวกท่านคงได้ร่วมประลองฝีมือกันกระมังเจ้าค่ะ?” เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังแทรกขึ้นอีกคราชวนให้บรรยากาศในทางเดินดูหนาวเย็นลงทั้งที่อยู่ในฤดูร้อน
หลิวชิงเซียงในครานี้พลันเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่ากลุ่มสตรีนี้แม้จะพูดกันเองเป็นส่วนใหญ่แต่หาได้ตั้งใจกล่าวถึงหนิงผินหรือจี้ผินเพียงลอยๆ ไม่ หากแต่กำลังวกกลับมาสั่นคลอนจิตใจของนางต่างหากกลยุทธ์ไร้คมดาบแต่เฉือนลึกถึงใจ ความสงบคือจุดที่พวกนางต้องการทำให้สั่นคลอน
ผู้เดินนำหน้ามองตรงพลางขบกรามแน่นยกมือประคองชายกระโปรงเล็กน้อยก้าวเดินเร็วขึ้นอย่างมีจังหวะจนเหล่าฉางจ้ายและกุ้ยเหรินทั้งห้าเริ่มต้องเร่งฝีเท้าตามนางไม่คิดจะตอบโต้ ไม่ใช่เพราะไม่มีปัญญาหากแต่เพราะรู้ว่าเมื่อธารานิ่งจะสะท้อนฟ้าได้ชัดเจนกว่าน้ำที่ขุ่นมัว
เมื่อถึงหน้าตำหนักฟู่ตงหลิวชิงเซียงก็หยุดฝีเท้าลงพร้อมหมุนตัวไปเปิดประตูไม้ที่สลักลายนางไม่กล่าวเชื้อเชิญใดๆ ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีวาจาส่ง เหลือเพียงการหมุนกายแล้วปิดประตูตามหลังอย่างเงียบเชียบปล่อยให้นางกำนัลที่เดินตามมาปิดบานประตูตามหลัง
เสียงประตูไม้ปิดสนิทดังก้องในความเงียบงันพอให้คนด้านนอกสะดุ้งเล็กน้อยหากแต่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยต่อ ต่างก็ได้แต่มองหน้ากันเงียบๆ ก่อนจะค่อยๆหันกลับเดินจากไปทางเดิม
ภายในตำหนักฟู่ตงกลิ่นไม้หอมลอยจางอยู่ทั่วห้อง หลิวชิงเซียงเดินผ่านม้านั่งหยกตรงเข้าห้องด้านในด้วยใบหน้าเรียบนิ่งแต่เพียงเมื่อบานม่านถูกเลื่อนปิดลงนางก็ถอนหายใจแรงราวกับสลัดกลิ่นความรำคาญออกจากอก
“อิงหลาน ฟ่านหรู” นางเรียกขึ้นพลางนั่งลงที่ขอบเตียงห่มด้วยผ้าปักลายเมฆา“ไปแจ้งห้องเครื่องให้เตรียมผลไม้เชื่อมไว้ให้ข้าด้วยเย็นนี้ข้าอยากได้ของหวาน”
อิงหลานกับฟ่านหรูที่เฝ้าอยู่ข้างประตูก็รีบประสานมือรับคำแล้วถอยตัวไปทันทีนางกำนัลทั้งสองรู้ดีว่านายหญิงของตนไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะอธิบายสิ่งใด
หลิวชิงเซียงเอนกายลงบนเตียงนอนเส้นผมยาวปลิวแผ่กระจายเป็นม่านสีดำสนิทอยู่บนหมอน นางหลับตาลงช้าๆปล่อยให้ความเงียบไหลเวียนในห้วงคิดราวกับกำลังสะสมพลังเพื่อเตรียมรับศึกใหม่ที่อาจจะรออยู่ในคืนนี้
-----------------------------------------------------------------
เชิงๆ แวะมาแจ้งค่ารีดที่น่ารักทุกคน เล่ม5 ซึ่งเป็นเล่มจบคลอดแล้วค้าบทุกคน
สำหรับใครที่ต้องการซิ่งไปถึงบทสุดท้าย (มีตอนพิเศษให้ด้วยน้า)
ขอบให้เป็นสุดสัปดาห์ที่เอนจอยนะคะ เลิฟๆ