ทะลุเวลามาเป็นพ่อค้าระหว่างมิติ

    ตอนที่ 38 มิติขยายพื้นที่

             จางหมิงแม้จะประหลาดใจกับการกระทำของอีกฝ่ายแต่เขาก็รีบปิดไฟฉายของตัวเองลง จากนั้นก็มองสำรวจจนมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ตรอกแห่งนี้เขาก็ยื่นมือออกไปแตะตะกร้าทั้งสามเพื่อส่งเข้าไปเก็บในแหวนมิติ

             จากนั้นเขาก็ออกจากตรอกแล้วเดินดูสินค้าตามร้านต่างๆแต่หลังจากที่ซื้อหินหน้าตาประหลาดที่คนขายบอกว่าเป็นหินอุกกาบาตแล้วแหวนหยกของเขาก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรอีกเลย

             เกือบตีห้าเขาจึงเดินกลับไปโรงแรมที่พัก“อาหมิง!!นายก็มาเดินเล่นที่ตลาดผีเหมือนกันเหรอ”

             จางหมิงที่ใกล้จะเดินถึงโรงแรมก็หันไปตามเสียงเรียกก็พบว่าเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มากับแฟนของเธอและอีกฝ่ายก็เป็นเพื่อนสนิทกับหลินอ้ายถง

            “เธอเองเหรอเสี่ยวถง”จางหมิงถามออกไปแล้วก็ต้องกังวลตามมา กลัวว่าอีกฝ่ายจะถามถึงหลินอ้ายถงที่ไม่ได้ตามเขากลับมาด้วย

            “ก็ฉันน่ะสิอาหมิงนายก็มาที่ตลาดผีเหมือนกันสินะ แล้วนายได้อะไรติดมือกลับมาบ้างไหมอาหมิง”เสี่ยวถงถามกลับตามปกติ พร้อมกับชูของในถุงของตัวเองให้จางหมิงดู“ของฉันได้แก้วกาแฟมาด้วยล่ะ เห็นว่าลายน่ารักดีก็เลยซื้อมา”

            “ของฉันก็ได้เข็มกลัดดอกไม้น่ะ”เขาชูเข็มกลัดอัญมณีให้เสี่ยวถงดู

            “ว้าว!นี่มันสวยมากเลยนะ นายซื้อมาราคาเท่าไหร่อาหมิง” เธอขยับเข้าใกล้จางหมิงอีกสองก้าวโดยที่แฟนหนุ่มของเธอก็เดินตามมาด้วย “ขอฉันดูหน่อยได้ไหม”

            “ได้สิ เห็นว่าสวยดีก็เลยซื้อมาราคาก็ไม่ได้แพงอะไรคิดว่าไม่น่าจะใช่ของจริงอะไรหรอก”

            เสี่ยวถงพอได้ยินว่าราคาไม่แพงและไม่น่าจะใช่ของจริงก็เพียงหยิบไปดูแล้วก็ส่งคืน ตอนแรกเธอคิดจะซื้อต่อจากจางหมิงแต่ถ้าไม่ใช่ของจริงเธอก็ไม่คิดจะเสียเงินจ่ายออกไป

            “ของทุกวันนี้ทำเลียนแบบได้เหมือนจริงจนน่าตกใจเลยนะตอนแรกฉันยังนึกว่าเป็นของจริงเสียอีก ไม่อย่างนั้นคงจะซื้อจากนายสักสิบล้านน่าเสียดายจริงๆ”

            จางหมิงยิ้มเจื่อนในทันทีจะซื้อต่อในราคาสิบล้านหยวนเลยอย่างนั้นเหรอปากเขานี่มันยังไงกันแต่จะให้กลับคำก็ไม่ทันแล้ว “น่าเสียดายจริงๆนั่นแหละเสี่ยวถง”

            “ไหนๆก็ใกล้จะสว่างแล้วพวกเราไปหาอะไรกินที่ร้านค้าตรงโน้นดีไหม อ้อ ฉันลืมแนะนำแฟนให้นายรู้จักนี่คืออู๋เหวินจี้แฟนของฉัน ที่รักคะนี่จางหมิงเพื่อนฉันเองค่ะ”

            “สวัสดีครับคุณจางผมเคยได้ยินชื่อคุณมาก่อน วันนี้ได้เจอตัวจริงแล้ว”

            จางหมิงได้แต่ยิ้มรับ ไม่รู้ว่าเสี่ยวถงคนนี้พูดถึงเขาว่ายังไงบ้างแต่ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่เอ่ยถึงหลินอ้ายถงก็นับว่าใช้ได้

            “สวัสดีครับคุณอู๋เสี่ยวถงนี่สายตาดีมากเลยนะครับ” หยอดคำหวานสักหน่อยก็แล้วกันพวกเขาจะได้ไม่พูดถึงคนอื่น

            อู๋เหวินจี้ยิ้มออกมาพร้อมกับยืดอกอย่างภาคภูมิใจแต่ก็ยังพูดประโยคที่ถ่อมตัวออกมา “ต้องบอกว่าเสี่ยวถงเลือกผมมากกว่าครับด้วยสถานะของเธอจะเลือกคนที่ดีกว่าผมก็ย่อมได้”

            “ไม่จริงหรอกครับ พวกคุณเหมาะสมกันมากเอาล่ะๆ เสี่ยวถงฉันคงไปกินอาหารกับเธอไม่ได้แล้วนะวันนี้ยุ่งมาทั้งวันแล้วต้องกลับไปนอนพักเสียหน่อย”

            “น่าเสียดายจังเลยแต่ไม่เป็นไรเอาไว้วันหลังก็แล้วกันนะอาหมิง นายยังอยู่ในกลุ่มใช่ไหม”

            “อืม ฉันยังอยู่ในกลุ่มแชทของคณะแล้วค่อยคุยกันนะ”

            “ได้ เธอรีบกลับไปพักผ่อนเถอะ”

            จางหมิงพูดกับเสี่ยวถงและแฟนของเธออีกสองสามประโยคแล้วก็รีบชิ่งกลับไปที่โรงแรมทันที

             

            เมื่อมาถึงห้องพักเขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกแต่คิ้วก็ยังคงขมวดมุ่นเพราะมีเรื่องให้เขาต้องครุ่นคิดและสงสัยขึ้นมา

            “ทำไมทำเหมือนไม่เคยรู้จักหลินอ้ายถงเลยนะหรือว่าตัวตนของเธอที่โลกนี้จะถูกลบไปแล้ว” พูดพลางเขาก็เดินไปทิ้งตัวลงนอนที่เตียง

            แต่ไม่นานก็รีบหยิบเข็มกลัดดอกไม้ออกมาสีหน้าของเขายามนี้เจ็บปวดไม่น้อย “เงินตั้งสิบล้านเลยนะแม้จะมีเงินในบัญชีเยอะแล้ว แต่ใครจะรังเกียจตัวเองที่มีเงินมากมายล่ะ เฮ้อ!หรือจะเอาไปขายที่ร้านของเก่าดีนะ”

            พอสิ้นเสียงของจางหมิงแหวนหยกบนนิ้วของเขาก็เกิดร้อนวูบวาบขึ้นมาอีกครั้ง

            “หืม ไม่อยากให้ฉันเอาเจ้านี่ไปขายอย่างนั้นเหรองั้นก็เข้าไปอยู่ข้างในก็แล้วกัน เก็บให้ด้วยนะฉันจะนอนสักสามสี่ชั่วโมง”เขาแตะเข็มกลัดไปที่แหวนหยก มันก็ถูกเก็บเข้าไปทันที “เฮ้อ! ทั้งที่ก็ได้นอนพักไปแล้วหลายชั่วโมงแต่ทำไมถึงยังรู้สึกเหนื่อยแบบนี้นะ” พูดออกไปแล้วตาก็เริ่มปรือเขาจึงขยับหมอนเล็กน้อยให้รองรับศีรษะตามองศาที่พอใจและไม่นานก็หลับไปราวกับว่าการไปเดินดูของที่ตลาดผีมันสิ้นเปลืองพลังงานหนักหนาทั้งที่เดินแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

             

            จางหมิงตื่นมาอีกทีก็เกือบเที่ยงแล้วชายหนุ่มทำเพียงแค่ล้างหน้าแปรงฟันแล้วก็เช็คเอาท์ออกจากโรงแรม

            ขณะที่กำลังจะเดินไปที่ร้านอาหารฝั่งตรงข้ามโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น “ครับพี่เติ้ง”

            เหล่าเติ้งคนที่ได้แต่งงานกับอาจิ้งไปแล้วหัวเราะร่ามาตามสาย แต่ก็ยังไม่ลืมจะพูดถึงสิ่งที่เขาต้องการ “ฉันโทรมาถามนายว่านายสนใจเนื้อไก่และเนื้อเป็ดด้วยไหมเสี่ยวจาง อ้อ มีไข่ของพวกมันด้วยนะ”

            “มีแหล่งซื้อเหรอครับพี่เติ้ง”ชายหนุ่มคุยโทรศัพท์พลางก็เดินข้ามถนนไปด้วย ไม่นานเขาก็มาถึงหน้าร้านอาหาร

            “แน่นอนว่ามีอยู่แล้ว สนใจหรือเปล่าล่ะฉันจะให้อาจิ้งติดต่อกับญาติของเธอให้”

            “ดีสิครับพี่เติ้งผมเองก็คิดจะโทรไปถามพวกพี่อยู่เหมือนกันเนื้อเป็ดเนื้อไก่เอาอย่างละสามพันชั่งนะครับ ส่วนไข่ไก่กับไข่เป็ดมีเท่าไหร่ก็เอามาหมดเลยครับ”

            เหล่าเติ้งเงียบไปอึดใจจึงได้ถามออกมาอย่างตื่นเต้น “เสี่ยวจาง นายกำลังจะเปิดร้านค้าอย่างนั้นเหรอ”

            “ก็ไม่เชิงหรอกครับพี่เติ้งทำงานให้เจ้านายน่ะ ผมเองก็ไม่รู้ว่าเจ้านายจะเอาของพวกนี้ไปทำอะไรเหมือนกัน”ชายหนุ่มโกหกอย่างคล่องปาก

            “แบบนี้นี่เองถ้ามีความคืบหน้ายังไงพี่จะติดต่อนายมาอีกทีนะ ตอนนี้พี่สะใภ้ของนายกำลังรออยู่ที่รถแล้วล่ะ”

            “ได้ครับพี่เติ้ง”

            พี่เติ้งวางสายไปแล้วจางหมิงที่ยืนคุยโทรศัพท์อยู่หน้าร้านก็มองเข้าไปข้างในเห็นว่ามีคนไม่มากเขาจึงเปิดประตูเข้าไป

            พนักงานของทางร้านก็เข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้นและพาเขาไปนั่งที่โต๊ะริมหน้าต่างซึ่งมองออกไปเห็นวิวที่ดีที่สุดของย่านนี้

            สั่งอาหารสองสามอย่างระหว่างที่รออาหารอยู่นั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูยอดเงินที่เหลือ

            เขาจ่ายค่าหินอุกกาบาตไปล้านเจ็ดแล้วก็จ่ายค่าเข็มกลัดดอกไม้อัญมณีอีกสองพันหยวนแต่ยอดเงินยังคงเหลืออยู่มหาศาล มุมปากของจางหมิงยกขึ้นน้อยๆอย่างอิ่มเอมการมีเงินมันดีแบบนี้นี่เอง

            ไม่นานอาหารก็ถูกเสิร์ฟขึ้นโต๊ะไม่รู้ว่าเป็นเพราะต่อมรับรสของเขาดีเกินไปหรือว่าอาจจะเป็นด้วยเหตุผลอื่นแต่เขาไม่รู้สึกว่าอาหารของที่นี่อร่อยเลยสักนิด เรื่องนี้มันแปลกจริงๆ

            เขาฝืนกินต่อไปได้อีกเล็กน้อยเท่านั้นก็ทนไม่ไหวจึงเดินไปจ่ายเงานแล้วก็เดินออกจากร้านอย่างเซ็งๆ“อาหารพวกนั้นก็สั่งมาจากร้านค้าต่างๆนะเพียงแค่เก็บเอาไว้ในพื้นที่ของแหวนหยกเท่านั้น” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ“ปกติก็ไม่รู้สึกถึงความแตกต่างมากนัก พอทนกินได้จนหมดแต่วันนี้ไม่รู้เป็นอะไรทำไมทนไม่ไหวกันนะ” ระหว่างที่บ่นกับตัวเองเขาก็เรียกแท็กซี่จากแอปไปด้วย

            รอไม่นานแท็กซี่ก็มาชายหนุ่มก้าวขึ้นรถก็พบว่าเป็นคุณป้าน่าจะอายุห้าสิบกว่าแล้วที่มาขับรถแท็กซี่โดยธรรมชาติของเขาถ้าใครไม่ร้ายกับเขาก่อน เขามักจะรู้สึกสงสารเห็นใจคนแก่ผู้หญิงและเด็กเสมอ และการเห็นผู้หญิงที่อายุมากขนาดนี้แล้วยังต้องมาขับแท็กซี่อีกเขาก็ยิ่งสงสาร

            บรรยากาศภายในรถค่อนข้างเงียบเพราะคุณป้าคนขับไม่ค่อยชวนคุยสักเท่าไหร่ เมื่อผ่านไปนานเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วจางหมิงจึงได้เริ่มเปิดบทสนทนาก่อน

            “ภูเขาแถวนี้ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีแล้วนะครับเหมือนที่หมู่บ้านในชนบทของผมเลย”

            “เธอเองก็มาจากชนบทเหมือนกันเหรอช่วงนี้ที่หมู่บ้านของฉันพ่อกับแม่สามีก็โทรมาเล่าให้ฟังเหมือนกันที่นั่นใบไม้เปลี่ยนสีสวยมาก มีนักท่องเที่ยวไปที่นั่นเยอะเลยนะ”

            “จริงเหรอครับภูเขาที่หมู่บ้านของผมก็สวยเหมือนกัน น่าเสียดายที่ไม่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยว”

            คุณป้าวัยกลางคนเอ่ยกลั้วหัวเราะออกมาปนเสียดสีหน่อยๆ“ดีแล้วล่ะที่ไม่มีนักท่องเที่ยวไปที่หมู่บ้านนาย”

            “ทำไมเหรอครับ”

            “ก็จะได้ไม่มีปัญหามากมายตามมาน่ะสิโดยเฉพาะขยะและธรรมชาติที่ถูกทำลายไป เฮ้อ!ปีนี้ก็มีนักท่องเที่ยวไปเยอะตามเคย”

            “นั่นมันอยู่ที่การบริหารจัดการของเจ้าหน้าที่ที่นั่นไม่ใช่เหรอครับถ้าบริหารจัดการดีไม่เพียงแต่เรียกนักท่องเที่ยวให้ไปเยี่ยมชมที่นั่นทำให้ชาวบ้านมีรายได้ แต่ยังทำการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้นี่ครับ”

            “หืม มันก็จริงนะ ฉันคงต้องโทรไปบอกสามีกับลูกชายที่บ้านแล้วล่ะว่าให้พวกเขาเสนอแนวคิดนี้ขึ้นไป”

            “ลองดูนะครับ”แม้จางหมิงจะสงสัยว่าสามีกับลูกชายของคุณป้าคนนี้อาจจะทำงานในหน่วยงานของรัฐแต่เขาจะไม่ถามออกไปหรอก

            “ใช่ต้องลองดูถึงจะรู้ว่าผู้ใหญ่จะเห็นด้วยหรือเปล่า ขอบใจนายมากนะหนุ่มน้อยไม่คิดเลยว่าพวกเราจะคุยกันถูกคอแบบนี้”ว่าแล้วคุณป้าร่างบางก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข

            จางหมิงรู้สึกเกินคาดอยู่บ้างกับคำพูดของคุณป้าคนนี้แต่เขาเริ่มจะเคยชินการพูดคุยกับคนมีอายุมากกว่ามาตั้งแต่เด็กแล้วจึงไม่ได้คิดอะไรมาก “เคยมีคนบอกกับผมว่าเรามักจะได้เพื่อนระหว่างการเดินทางน่าจะเป็นเรื่องจริงนะครับ”

            “อืมนายก็นับว่าเป็นเพื่อนต่างวัยของฉันได้เลยนะ”

            จางหมิงหัวเราะออกมาน้อยๆก่อนจะตั้งคำถามกับคุณป้าวัยกลางคน“ในอนาคตผมสามารถไปเที่ยวที่หมู่บ้านของคุณได้ไหมครับ”

            “แน่นอนว่าต้องได้อยู่แล้วถ้าอยากจะไปวันไหนนายโทรบอกฉันได้เลย ฉันกับลูกสาวจะเป็นไกด์นำเที่ยวให้นายเอง”

            “ลูกสาวเป็นไกด์เหรอครับอาชีพนี้น่าสนุกดีนะครับ”

            “อืมได้ท่องเที่ยวและได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่เลยล่ะลูกสาวน่ะหน้าตาของเธอคล้ายสามีของฉันแต่นิสัยกลับเหมือนฉันมาก ซึ่งไม่ชอบอยู่เฉยๆส่วนลูกชายน่ะเหรอหน้าตาเหมือนฉันแต่นิสัยเหมือนพ่อของเขาทุกอย่างตอนนี้ก็ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่ที่บ้านเกิดนั่นแหละ ส่วนฉันกับลูกสาวก็มาหาอะไรทำในเมืองพอเบื่อๆก็เดินทางกลับไปพักที่บ้าน พอเบื่อๆที่บ้านก็ออกมาหาอะไรทำอีก”

            จางหมิงเข้าใจได้ในทันที“เมื่อก่อนผมก็ชอบอยู่บ้านนะครับ แต่พอพ่อกับแม่เสียแล้วก็ชอบที่จะออกเดินทาง”

            “อ่า เสียใจด้วยนะ ไฮ้!คุยกันมาตั้งนานฉันยังไม่รู้จักชื่อของเธอเลยเธอชื่ออะไรพ่อหนุ่มน้อย”

            จางหมิงมองป้ายชื่อและรายละเอียดของคุณป้าที่ติดเอาไว้ในรถก็รู้ว่าเธอชื่อจางฮุ่ย ก็หัวเราะออกมาอย่างผ่อนคลาย“ช่วงนี้คนที่ผมรู้จักเป็นคนแซ่จาง คุณก็แซ่จางเหมือนผมเลยครับขอแนะนำตัวอีกครั้งนะครับ ผมจางหมิง มาจากซีอานครับ”

            “โอ้!เหมือนพบหน้าญาติที่ไม่พบกันนานเลยนะจางหมิง นายคงรู้จักชื่อของฉันแล้วสินะฉันจางฮุ่ยยินดีที่ได้รู้จัก”

            “ยินดีที่ได้รู้จักครับป้าจาง”

            “อืมฉันขอเรียกนายว่าเสี่ยวหมิงก็แล้วกันนะจะได้รู้สึกสนิทสนมหน่อยนายเองก็เรียกฉันว่าป้าฮุ่ยได้นะ”

            “ได้ครับป้าฮุ่ย”

            จากนั้นพวกเขาก็ได้แอดวีแชทกันแล้วก็คุยเรื่องราวต่างๆอีกมากมายราวกับญาติพี่น้อง ที่จากกันไปนานแล้วได้กลับมาพบกันอีกครั้งจริงๆ

            พอมาถึงซอยทางเข้าตึกห้องเช่าจางหมิงก็ได้บอกกับป้าฮุ่ยของเขาว่า “ว่างๆแชทคุยกันนะครับป้า”

            “ได้ๆๆเดี๋ยวป้าจะดึงนายเข้ากลุ่มของที่บ้านด้วย พวกเขาจะต้องดีใจแน่ๆ”

            “ครับ ผมไปก่อนนะครับ”

            “อืม ไปเถอะ” จางฮุ่ยมองตามแผ่นหลังของจางหมิงแล้วก็ต้องสะดุดตากับท่าเดินของชายหนุ่มที่เพิ่งรู้จักและนับญาติกันเป็นที่เรียบร้อย“ช่างเหมือนจริงๆ แต่จะเป็นไปได้เหรอถ้าเขาไม่สวมหมวกปิดใบหน้าเอาไว้เกือบครึ่งก็คงได้เห็นชัดๆอยากรู้จริงๆว่าเขาจะเหมือนกับเจ้าเด็กนั่นหรือเปล่า”

             

            พอมาถึงห้องพักชายหนุ่มก็รู้สึกร้อนที่นิ้วมือที่สวมแหวนหยกเอาไว้จึงได้เข้าไปด้านในแหวนมิติจะได้รู้ว่ามันเกิดจากสาเหตุอะไร

            แต่เขาก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้า“ว้าว!!พื้นที่ขยายออกไปสุดลูกหูลูกตาเลย อ๊ะ!มีเรือนสี่ประสานด้วยอย่างนั้นเหรอ สุดยอดไปเลย!!”

            พูดได้เพียงเท่านั้นจางหมิงก็วิ่งเข้าไปในเรือนสี่ประสานที่สวยงามและโอ่อ่าพอเข้าไปข้างในแล้วเขาจึงรู้ว่ามันมีถึงสามชั้น ชายหนุ่มหัวเราะร่าอย่างมีความสุขแล้วก็วิ่งไปดูจุดนั้นจุดนี้ราวกับเด็กน้อยที่ได้ของเล่นถูกใจ

            กระทั่งวิ่งไปถึงเรือนชั้นในที่เป็นส่วนของเรือนพักเขาก็เห็นว่าที่เรือนหลังใหญ่ที่สุดนั้น มีบ่อน้ำพุร้อนอยู่ด้านหลังเรือนด้วย“ว้าว!! มีน้ำพุร้อนให้แช่ตัวด้วย นี่มันสวรรค์ชัดๆเลยนี่”

            ขณะที่เขาพูดก็มีกระดาษแผ่นหนึ่งลอยลงมาอย่างอ้อยอิ่งเขาเอื้อมมือออกไปคว้าจับเอาไว้ แล้วก็คลี่ออกอ่าน“เป็นเพราะหินอุกกาบาตที่ส่งเข้ามาอย่างนั้นเหรอ ใช้ไปทั้งหมดห้าสิบก้อนได้พื้นที่ว่างเปล่ามาเพิ่มเจ็ดพันหมู่และก็มีเรือนสี่ประสานหนึ่งหลังส่วนพืชผักที่ปลูกไปก่อนหน้าก็ถูกเก็บเกี่ยวหมดแล้ว ส่งไปเก็บไว้ที่ไหนกันนอกจากผักสามชนิดที่ปลูกไปก็ยังมีต้นส้มโอด้วยนะ”

            ทันทีที่คำถามจบลงข้อมือของเขาก็รู้สึกได้ถึงสัมผัสเย็นเยียบที่คุ้นเคย “จะพาฉันไปดูอย่างนั้นเหรอ”

            ข้อมือของเขากระตุกหนึ่งครั้งแล้วเขาก็เดินตามการจับจูงของอีกฝ่าย

            และเขาก็พบว่ามีโรงครัวขนาดใหญ่อยู่ในเรือนสี่ประสานนี้จางหมิงเดินตรงไปที่ตู้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และเขาก็เปิดมันออกมา “อ้อถูกเก็บเอาไว้ในนี้สินะ ดีจริงๆเหมือนกระเป๋ามิติย่อมๆเลยแล้วข้าวของเครื่องใช้ที่ฉันซื้อมาก่อนหน้าล่ะ หายไปไหนหมดแล้วหรือว่าจะอยู่ที่ห้องเก็บของ”

            ข้อมือของจางหมิงกระตุกหนึ่งครั้งแล้วเขาก็ถูกจับจูงไปยังเรือนหลังใหญ่ที่อยู่ข้างๆเรือนนอนเมื่อเปิดประตูเข้าไปจึงได้พบว่ามันก็คือห้องเก็บสมบัติย่อมๆของเขา

            “ว้าว!! สุดยอดไปเลย!!” เขาวิ่งไปดูราวกับเด็กน้อยอีกครั้ง“ของประเภทเดียวกันก็เก็บเอาไว้ในลิ้นชักเดียวกันสินะ ดีเลย ดีจริงๆ”แล้วเขาก็เปิดลิ้นชักเก็บของที่ไม่ต่างจากสมบัติวิเศษ

            เงาร่างสีดำสูงใหญ่มองโฮสต์ของเขายิ้มๆก่อนจะโบกมือหนึ่งครั้ง แอปเปิลแห่งปัญญาที่ปอกเปลือกแล้วก็ลอยไปตรงหน้าอีกฝ่าย

            จางหมิงเห็นแอปเปิลที่ถูกปอกเปลือกมาแล้วเรียบร้อยก็กินอย่างไม่คิดอะไรมากเพียงไม่นานเขาก็กินจนหมดเหลือแค่แกนและเมล็ดเล็กๆเท่านั้น

            เขามองเมล็ดแอปเปิลแล้วก็หันไปมองทิศทางที่เงาร่างสูงยืนอยู่“ไม่รู้เมล็ดพวกนี้จะปลูกได้ไหมนะ”

            เพียงสิ้นคำถามก็มีกระดาษลอยมาตรงหน้าชายหนุ่มรีบหยิบมาอ่านแล้วก็ต้องผิดหวัง “ที่บอกว่าตอนนี้ยังปลูกไม่ได้น่ะมันหมายความว่ายังไง”

            ตัวอักษรบนกระดาษเลือนหายแล้วก็ปรากฏข้อความใหม่ขึ้นมา “ถึงเวลาแล้วจะรู้เอง เฮ้อ! ฉันชักไม่แน่ใจแล้วว่าฉันเป็นเจ้าของมิติแห่งนี้หรือเป็นทาสรับใช้กันแน่น่าเสียดายผักและต้นส้มโอที่ปลูกไปก่อนหน้าจริงๆ”

    คล้ายกับเรื่องทะลุเวลามาเป็นพ่อค้าระหว่างมิติ ที่คุณอ่าน