สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 ตอนที่ 226 ดาบพิทักษ์ราชา

        นั่นคือแสงสว่างที่เจิดจรัสอย่างไม่มีที่เปรียบ เป็นดวงอาทิตย์ที่แสนร้อนแรงร้อนแรงจนสามารถเผาคนได้

 

        ติงเซิ้นซาที่อยู่ภายใต้แสงสว่างนี้ก็ไม่อาจต้านทานมันได้เช่นกันเดิมทีเขาเคยเป็นผู้มากพรสวรรค์มาก่อน อีกทั้งการเดินเส้นทางมารก็ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งในตัวไม่น้อยแต่สำหรับอันเจิงเขาก็เป็นได้แค่ผู้พ่ายแพ้ แพ้ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่เคยชนะอันเจิงเลยสักครั้ง และไม่เคยมีศักดิ์ศรีเมื่ออยู่ตรงหน้าอันเจิง

 

        หลังจากอันเจิงฆ่าติงเซิ้นซา ร่างกายเขาก็อ่อนแอลงไปมากการเลื่อนระดับพลังถึงหกขั้นดูแล้วเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่สำหรับด้านร่างกายแรงกดดันเช่นนี้ก็มากจนไม่อาจเปรียบได้

 

        ร่างอันเจิงโซเซอย่างไม่อาจควบคุมได้จากนั้นก็กระอักเลือดออกมา

 

        พลังที่โหมกระหน่ำและแผ่ไปทั่วในตอนแรกค่อยๆ สงบลง ส่วนพลังในทะเลปราณที่วุ่นวายก่อนหน้านี้ก็สงบลงมาก อันเจิงนั่งยอง ๆและหายใจหอบ ร่างของเขาสั่นเทาอย่างต่อเนื่อง

 

        การต่อสู้ระหว่างอันเจิงและติงเซิ้นซาดุดันมากแต่ทว่าไม่ได้ใช้ระยะเวลานานนัก ขณะที่อันเจิงนั่งลงหายใจหอบ ตู้โซ่วโซ่วก็วิ่งออกมาจากในห้องไม่นานหลังจากนั้น ชวีหลิวซี กู่เชียนเยว่ และหญิงสาวอีกสองคนก็พุ่งเข้ามาด้วยสีหน้าที่ตกตะลึงคนหนึ่งก็คือซางโหยว ส่วนอีกคนก็คือติงหนิงตง

 

        สีหน้าติงหนิงตงแย่มากเพราะต่อให้จะอยู่ในระยะที่ห่างออกไป แต่นางก็เห็นว่าใครคือคู่ต่อสู้ของอันเจิงนางเห็นติงเซิ้นซาถูกฆ่าไปต่อหน้าต่อตา ยิ่งไปกว่านั้น พี่ชายไม่เหลือแม้กระทั่งร่างเลยด้วยซ้ำ

 

        แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรนางกลับไม่มีความรู้สึกเกลียดชังอันเจิงเลยสักนิดนางคิดว่าตัวเองควรจะเกลียดอันเจิงถึงจะถูก เพราะอย่างไรอันเจิงก็เป็นคนทำให้คนในครอบครัวนางตายทั้งบิดา พี่ใหญ่และพี่รอง ทุกคนต่างตายด้วยน้ำมือของอันเจิง จู่ ๆนางก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไร้ค่าและไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดีนางควรจะแก้แค้นใช่หรือไม่? แต่เพราะอะไรนางถึงไม่มีความรู้สึกอยากฆ่าอันเจิงเลยสักนิด?

 

        ท่ามกลางความมึนงงเมื่อเห็นอันเจิงนั่งยอง ๆ แล้วหายใจหอบ นางรู้สึกเหมือนหวนกลับไปในวันที่พวกเขาทั้งสองอยู่ในบ้านจูเก๋อเชียวหยุนตอนที่อันเจิงสูดกลิ่นของสมุนไพรพิษเหล่านั้นเข้าไป

 

        นางวิ่งออกไปอย่างไม่อาจควบคุมได้ ดังเช่นวันนั้นวันที่นางพุ่งเข้าไปประคองอันเจิงในบ้านของจูเก๋อเชียวหยุน

 

        มือของนางชนเข้ากับมือของชวีหลิวซี

 

        ทั้งสองคนสบตากันครู่หนึ่งติงหนิงตงรีบเก็บมือกลับอย่างรวดเร็วและไม่กล้าสบตากับชวีหลิวซีอีกนางไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้ตัวเองกำลังกลัวอะไรอยู่ หรืออาจเพราะความจริงนางไม่มีความกล้าที่จะอยู่ตรงหน้าอันเจิงเลยด้วยซ้ำ

 

        “เขา...ไม่เป็นไร เพียงแค่พลังปราณในร่างวุ่นวายมากจึงต้องการการพักผ่อน”

 

        ติงหนิงตงพูดขึ้นจากนั้นก็หันหลังวิ่งออกไป

 

        ชวีหลิวซีจับที่ข้อมือของอันเจิงและรู้สึกได้เหมือนกันว่าอันเจิงไม่ได้บาดเจ็บเพียงแค่พลังปราณในร่างกายวุ่นวายมากเกินไปเท่านั้นเอง นางมองหน้าอันเจิงจากนั้นก็มองไปยังแผ่นหลังของติงหนิงตงที่เพิ่งวิ่งจากไปขณะนี้นางไม่รู้ว่าตัวเองควรพูดอะไรดี

 

        ซางโหยวมองไปยังอันเจิง จากนั้นก็หันไปมองติงหนิงตงที่วิ่งจากไปนางรีบเร่งฝีเท้า จากนั้นก็หยิบเกล็ดมัจฉาออกมาวางไว้ข้างอันเจิงก่อนพูดขึ้น“ความจริงพวกเราสองคนมาถึงนานแล้ว เพียงแค่เห็นการต่อสู้ระหว่างเจ้ากับพี่ชายนางพวกข้าจึงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี...โดยเฉพาะติงหนิงตง นางลำบากใจมากเมื่อครู่ข้าเห็นเจ้าใช้ของชิ้นนี้ ข้าก็มีอยู่ชิ้นหนึ่งเหมือนกันแต่กลับไม่รู้ว่าคืออะไรและไม่รู้ว่าควรใช้มันอย่างไรดี ฉะนั้นข้าขอมอบมันให้เจ้าเมื่อมันอยู่กับเจ้าน่าจะมีประโยชน์มากกว่า”

 

        หลังจากวางเกล็ดมัจฉาไว้ข้างอันเจิงนางก็หันหลังวิ่งตามติงหนิงตงไป

 

       อันเจิงมองหญิงสาวทั้งสองที่วิ่งตามกันออกไป ในใจก็ไม่รู้จะพูดอะไรดีติงหนิงตงมีชีวิตอยู่ด้วยความเจ็บปวด ตอนที่บิดาและพี่ชายยังอยู่นางก็ไม่เคยได้รับความอบอุ่น แต่อย่างไรพวกเขาก็คือครอบครัวเดียวกันครอบครัวนางถูกทำลายเพราะเขา สำหรับอันเจิงแล้ว ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกผิดกับนาง

 

        “ประคองข้าลุกขึ้นหน่อย!”

 

        อันเจิงพูดขึ้นจากนั้นก็ให้ชวีหลิวซีประคองเขาเดินไปอีกด้าน ด้านข้างเงียบมาก และเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้นทั้งนั้นเขาต่อสู้กับติงเซิ้นซาอยู่ด้านนอก ส่วนด้านในกลับเหมือนไม่มีใครอยู่

 

        ชวีหลิวซีประคองอันเจิงเดินไปจนถึงหน้าประตูพวกเขาทั้งสองคนยืนนิ่ง ราวกับร่างกลายเป็นรูปปั้นไปแล้ว

 

        ฮวาถางถางนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นพลางใช้มือประคองไหล่ของตัวเองตรงไหล่ของนางมีเลือดไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ไกลออกไป ฉางฮวันที่ตรงหน้าอกมีแผลฉกรรจ์นั่งพิงเสาอยู่แผลนั้นมีเลือดไหลออกมาไม่ขาดสาย ตอนนี้เขาดูอ่อนแอมาก สภาพไม่ต่างไปจากคนตาย

 

       ส่วนตรงหน้าฮวาถางถางก็คือซ่งเฉาเซิงที่ตายไปแล้ว

 

        อาจารย์ที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวและตายไปด้วยความโดดเดี่ยวที่มากยิ่งกว่าตรงหน้าอกเขาเปิดออกเป็นรูใหญ่ ส่วนอวัยวะภายในก็แหลกหมดแล้วมีดสีดำเล่มหนึ่งปักทะลุร่างของเขาแล้วตรึงไว้บนพื้น ฮวาถางถางคุกเข่าอยู่ด้านข้างนางไม่ได้ร้องไห้ แต่ความเจ็บปวดที่สื่อออกมาทางสายตาดูแล้วน่าเศร้าเหลือเกินส่วนฉางฮวันที่อยู่ไม่ไกลออกไปพยายามลุกขึ้นหลายครั้ง แต่ทว่าก็ทำไม่สำเร็จเขานั่งมองศพของซ่งเฉาเซิงด้วยน้ำตาคลอเบ้า

 

        ชวีหลิวซีรีบวิ่งเข้าไปและจับชีพจรของฮวาถางถางที่อยู่ใกล้สุดจากนั้นก็วิ่งไปดูบาดแผลของฉางฮวัน และตัดสินใจว่าตอนนี้บาดแผลของฉางฮวันเสี่ยงจะถึงแก่ความตายมากกว่านางหยิบโอสถวิญญาณออกมาใส่ในปากของฉางฮวัน จากนั้นก็ใช้มือทั้งสองปิดบาดแผลเอาไว้ฝ่ามือของนางประกายลำแสงสีเขียวเล็กน้อย ลำแสงนี้ให้ความรู้สึกอ่อนโยนและอบอุ่นผ่านไปครู่หนึ่ง เลือดจากบาดแผลของฉางฮวันก็หยุดไหล

 

        “อย่าขยับ แผลของท่านสาหัสมาก โอสถนี้ช่วยรักษาได้เพียงชั่วขณะเท่านั้นข้าจะช่วยท่านห้ามเลือดก่อน อีกประเดี๋ยวยังต้องฝึกโอสถวิญญาณที่เหมาะสมกับร่างกายท่านอีก”

 

        ชวีหลิวซีห้ามเลือดให้ฉางฮวันจากนั้นก็วิ่งไปรักษาบาดแผลของฮวาถางถาง

 

        ภายใต้การเคลื่อนไหวรวดเร็วของชวีหลิวซี ยามนี้ฮวาถางถางและฉางฮวันก็ไม่ต่างจากคนที่ตายไปแล้วในแววตาพวกเขาทั้งสองดูปราศจากความรู้สึก

 

        อันเจิงเดินเข้ามาจากนั้นก็คุกเข่าอยู่ข้างศพซ่งเฉาเซิงแล้วมองมีดบนร่าง พร้อมประกายกลิ่นอายสังหารออกมา

 

        คนคนนั้น...มารลำดับที่สิบเก้า!

 

        ซ่งเฉาเซิงตายแล้ว ตายในหน้าที่เขารู้ว่าตัวเองต้องไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมารลำดับที่สิบเก้าแน่นอนแต่เขากลับไม่ถอยหนี ความจริงสำนักวรยุทธ์ชางสูญเสียไปตั้งแต่ตอนที่มารลำดับที่สิบเก้าเข้ามาครั้งแรกแล้วหลังจากเจ้าสำนักที่มีพลังวัตรสูงตายไป เจ้าสำนักที่มาสืบทอดตำแหน่งทั้งสามคนต่างก็เป็นนักบุ๋นถึงแม้จะมารับหน้าที่อันใหญ่หลวงนี้ต่อ แต่พวกเขาก็เหมือนคนที่ไม่มีกำลังต่อสู้เช่นเดียวกับซ่งเฉาเซิงและฮวาถางถางที่เป็นผู้ดูแลหอตำราในสำนักวรยุทธ์ชางรุ่นที่สองความจริงพวกเขาทั้งสองไม่มีความจำเป็นต้องมารับหน้าที่เฝ้าหอตำรานี้เลยแต่ในเมื่อรับหน้าที่นี้มาแล้ว พวกเขาย่อมไม่มีทางละเลยมันอย่างแน่นอน

 

        ฝ่ามืออันเจิงลูบผ่านดวงตาของซ่งเฉาเซิงแต่ทว่าเขากลับไม่ยอมหลับตา

 

        อันเจิงพูดเสียงเบา “อาจารย์วางใจเถอะข้าต้องแก้แค้นให้ท่านแน่”

 

        ราวกับดวงตาทั้งสองของซ่งเฉาเซิงกะพริบเป็นครั้งสุดท้ายจากนั้นก็ค่อย ๆ หลับตาลง

 

        ท่ามกลางความวุ่นวายตอนนี้บันไดที่จะเดินขึ้นชั้นสองและชั้นสามของหอตำราพังทลายจนหมดแต่ทว่าพวกเขาก็ยังไม่อาจหยุดมารลำดับที่สิบเก้าได้ ตำรากระบวนวรยุทธ์ระดับสีม่วงบนชั้นสามถูกมารลำดับที่สิบเก้าขโมยไปส่วนเป้าหมายที่ขโมยไปคืออะไร เกรงว่าคงไม่มีใครรู้

 

        ห่างจากสำนักวรยุทธ์ชางห้ากิโลเมตร ทางทิศใต้ของเมืองฟางกู้

 

        มารลำดับที่สิบเก้าอยู่ท่ามกลางต้นไม้เขาค่อย ๆ สูดลมหายใจ และไม่อาจปกปิดความดีใจบนใบหน้าได้ เขาก้มหน้าหยิบตำรากระบวนวรยุทธ์ระดับสีม่วงออกมาแล้วในแววตาก็ประกายลำแสงแห่งความดีใจ

 

        “เศษสวะ!”

 

        หลังจากเสียงนั้นดังขึ้นมารลำดับที่สิบเก้าก็หันหน้าไปทางต้นเสียงอย่างรวดเร็ว

 

        เขาเห็นเฉินเซ่าป๋ายค่อย ๆ เดินออกมาจากหลังต้นไม้แล้วสีหน้าเขาก็ค่อย ๆ ดีขึ้น “ข้าเป็นเศษสวะ แล้วเจ้าไม่ใช่รึ?”

 

        เฉินเซ่าป๋ายวางร่มกระดาษสีดำในมือลงจากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “เจ้าและข้าไม่ใช่คนเดินทางเดียวกัน”

 

        มารลำดับที่สิบเก้ายิ้มเยาะ“น่าขันสิ้นดี ไม่ว่าเจ้าจะคิดอย่างไรเจ้าก็เป็นบุตรชายของเขาหรือเจ้าจะเปลี่ยนตัวตนของตัวเอง? ด้วยตัวตนของเจ้า ยังกล้ามาบอกว่าข้าเป็นเศษสวะ...เจ้าไม่รู้สึกหรือว่าเจ้าเฒ่าที่ยังไม่ตายอย่างบิดาเจ้าเป็นเศษสวะมากกว่า?”

 

        เฉินเซ่าป๋ายพูดขึ้น“เสียดายที่ข้ารู้สึกตัวช้าไปหน่อย ไม่อย่างนั้นข้าคงไม่มีทางปล่อยให้เจ้าฆ่าผู้บริสุทธิ์”

 

        มารลำดับที่สิบเก้าหัวเราะเสียงดัง“หากคำพูดที่เจ้าพูดออกมาเมื่อครู่คือการหยอกล้อ อย่างนั้นมันก็เป็นการหยอกล้อที่น่าขันจริงๆ เจ้ากล้าพูดว่าข้าฆ่าคนบริสุทธิ์? ในใต้หล้านี้ยังมีใครฆ่าคนมากกว่าบิดาเจ้าอีกหรือ?ตอนนั้นคนที่เขาฆ่าแล้วฝังเอาไว้ เกรงว่าจนถึงตอนนี้กระดูกยังอยู่เลยหรือจะให้ข้าช่วยขุดขึ้นมารื้อฟื้นความจำให้ แล้วให้เจ้านับดูสิว่าจำนวนกระดูกเหล่านั้นมันมากมายแค่ไหน!”

 

        เฉินเซ่าป๋ายเบ้ปาก “เรื่องที่เจ้าเป็นเศษสวะไม่เกี่ยวกับเรื่องอื่นตอนนั้นเจ้าทรยศ คนที่อยู่ข้างเจ้าคงเหลือไม่กี่คนแล้วสินะหลายปีมานี้เจ้าอยากได้ตำรากระบวนวรยุทธ์นี้มาโดยตลอดความจริงมันก็เป็นเพียงวิชาเปลี่ยนถ่ายวิญญาณเท่านั้น”

 

        มารลำดับที่สิบเก้าดูดุร้ายมากขึ้น“เจ้าพูดไม่ผิด! แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่บิดาเจ้ามอบให้ข้าทั้งนั้น!หากตอนนั้นไม่มีบิดาเจ้า ตอนนี้ข้าจะอยู่ในสภาพไม่ใช่ทั้งคนไม่ใช่ทั้งผีอย่างนี้รึ?”

 

        สิ้นสุดเสียงคำราม ร่างของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

 

        เขาเปลี่ยนเป็นคนที่มีเลือดท่วมตัวแล้วร่างกายก็ไม่ครบสามสิบสองส่วน ไหล่เขามีรอยแผลใหญ่ที่ดูน่ากลัวมากมันเหมือนถูกอาวุธบางอย่างตัดผ่าน จึงทำให้แขนของเขาขาดห้อยลงมาเกือบหลุดออกจากกันแต่เพราะยังมีกระดูกชิ้นเล็ก ๆ เชื่อมอยู่ จึงทำให้แขนไม่หลุดจากกัน มันเป็นภาพที่น่าสยดสยองมากส่วนที่ท้องของเขาก็มีรูใหญ่ ในรูมีมีดติดอยู่ด้านในและมีเลือดท่วมมีดที่ปักอยู่ตรงท้องเขาตัดลำไส้ขาดทั้งหมด แต่ทว่าเขากลับยังไม่ตาย

 

        หากอันเจิงเห็นสภาพนี้ละก็ อันเจิงต้องรู้แน่นอนว่ามีดครึ่งหนึ่งที่ปักอยู่ในท้องของเขาเหมือนกันกับมีดที่ทะลุร่างซ่งเฉาเซิงไม่มีผิด

 

       มีดครึ่งบนปักเข้าในร่างของมารลำดับที่สิบเก้าส่วนมีดครึ่งล่างปักอยู่ที่กลางอกของซ่งเฉาเซิง มีดสีดำเล่มนี้ก็คืออาวุธมารชิ้นต้นๆ ของมารลำดับที่สิบเก้านั่นเอง

 

        มารลำดับที่สิบเก้ายกนิ้วที่ไม่สมประกอบชี้ไปยังไหล่ของตัวเองจากนั้นก็ชี้ไปยังใบหน้าที่ไม่ครบถ้วน แล้วค่อย ๆชี้ไปที่ท้องน้อยในตำแหน่งที่มีมีดปักอยู่ “แผลพวกนี้...บิดาของเจ้าเป็นคนมอบให้ข้าทั้งหมดหากเจ้าจะพูดว่าข้าฆ่าคนบริสุทธิ์ไปมาก อย่างนั้นก็คงต้องคิดบัญชีนี้ที่บิดาเจ้าแล้วล่ะหากไม่ใช่เพราะบิดาเจ้าทำให้ข้าบาดเจ็บมากขนาดนี้ข้าก็คงไม่ต้องมาหาของชิ้นนี้ในสำนักวรยุทธ์ชางที่อยู่ในแคว้นเล็ก ๆ นี้หรอก”

 

        หึ!เฉินเซ่าป๋ายเปล่งเสียงที่เย็นยะเยือก “ที่บิดาข้าทำมันยังน้อยไป เขาควรฆ่าเจ้าตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว”

 

        มารลำดับที่สิบเก้ายิ้มอย่างดุร้าย“เจ้าช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจริง ๆ เลยนะ คิดว่าบิดาเจ้าจะฆ่าข้าได้ง่ายขนาดนั้นรึ? หากมันง่ายขนาดนั้นเขายังต้องเสี่ยงชีวิตไปแย่งสร้อยลูกประคำโลหิตมาอีกทำไม? ถึงแม้ตอนนั้นข้าจะไม่เห็นมันกับตาแต่อย่างไรสร้อยลูกประคำโลหิตต้องตกไปอยู่ในมือเขาแน่ และไม่นานมานี้ข้าเห็นของชิ้นนั้นอยู่บนตัวเด็กหนุ่มที่ชื่ออันเจิง และนั่นก็หมายความว่า เด็กหนุ่มคนนั้นจะเป็นซากศพแทนบิดาเจ้า?ตอนนี้เจ้ายังมีสิทธิ์อะไรมาว่าข้า? ดูแล้วเด็กหนุ่มคนนั้นมีวรยุทธ์ที่ไม่เลวแต่อย่างไรอนาคตก็ต้องกลายเป็นซากศพอยู่ดี!”

 

        เฉินเซ่าป๋ายพูดด้วยเสียงที่เย็นยะเยือก“ไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามาถามเรื่องพวกนี้”

 

        มารลำดับที่สิบเก้ามองไปยังเฉินเซ่าป๋าย“ทำไม นี่เจ้าคิดจะมาฆ่าข้าแทนบิดาเจ้ารึ? ตอนนั้นบิดาเจ้ายังฆ่าข้าไม่ได้แล้วเจ้าคิดว่าตอนนี้ตัวเจ้าทำได้? ถึงแม้ตอนนี้พลังของข้าจะเหลือไม่ถึงหนึ่งในสามส่วนก็ตามแต่เด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้าก็ไม่มีทางฆ่าข้าได้ ข้าว่าเจ้าไสหัวกลับไปเตือนบิดาเจ้าจะดีกว่าว่าข้ามารลำดับที่สิบเก้ารอให้เขากลับมาฆ่าอีกครั้ง”

 

        เฉินเซ่าป๋ายสูดหายใจเข้าลึก ๆ“ต่อให้จะฆ่าเจ้าไม่ได้ แต่ข้าก็ยังอยากลองดูหน่อย”

 

        เขาโบกมือจากนั้นในมือก็ปรากฏดาบที่เปล่งประกายไปทั่ว ดาบนั่นเต็มไปด้วยพลังที่เย็นยะเยือก

 

        หลังจากเห็นดาบเล่มนั้นสีหน้าของมารลำดับที่สิบเก้าก็เปลี่ยนไป “ดาบพิทักษ์ราชาที่เป็นสัญลักษณ์ของตระกูล...ดูแล้วบิดาเจ้ารักเจ้ามากนี่บิดาเจ้าอาจซ่อนตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่งเพื่อฟื้นฟูร่างกายส่วนเจ้าก็คอยเฝ้าสร้อยลูกประคำโลหิตนี้...ในเมื่อเป็นแบบนี้ข้าก็จะฆ่าเจ้าหลังจากเจ้าตายแล้ว...ข้าค่อยไปกำจัดสร้อยลูกประคำโลหิตนั่น อย่างนั้นบิดาเจ้าที่ควรจะตายตั้งแต่แรกก็มีชีวิตต่อได้อีกไม่นานแล้ว”

 

        สีหน้าเขาดุร้ายขึ้น“เจ้ารนหาที่ตายเองนะ อย่าหาว่าข้ารังแกเจ้าล่ะ”

 

        เฉินเซ่าป๋ายยกดาบชี้ขึ้นฟ้า “อย่างนั้นก็ต้องดูว่าใครฆ่าใคร!”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน