ตอนที่ 4 กลับนครหลวงหวนคืนสู่ตระกูลเหยียน (1)
ณ นครหลวงต้าฉู่
สามวันที่ผ่านมาเหยียนจื่อม่อพูดน้อยคำยิ่งนัก ทุกถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยล้วนเป็การตอบรับวาจาของเจี่ยนซื่อทั้งสิ้น ทันทีที่นางเข้าสู่นครหลวง หัวใจยังสั่นสะท้านอยู่เล็กน้อย
นี่ควรเป็ครั้งที่สองในชีวิตนี้ที่เหยียนจื่อม่อได้เข้านครหลวง เพียงแต่ครั้งแรกที่นางมาที่นี่เพื่อหนีชะตากรรมการแต่งงาน แม้สุดท้ายจะถูกตระกูลจางจับกลับไปได้ก็ตาม เมื่อนึกถึง่เวลาแห่งการพบพานกับ ‘คนผู้นั้น’ นางก็แค่นเสียงขึ้นจมูกแ่เบา
ตลอดสามวันเจี่ยนซื่ออยู่ข้างกายเหยียนจื่อม่อทั้งยามกินยามนอนไม่ยอมห่าง นางกลัวว่านี่จะเป็เพียงความฝันอันแสนเลื่อนลอย เมื่อตนลืมตาตื่นอีกครั้ง สรรพสิ่งจะกลายเป็เพียงภาพมายา
“ม่อเอ๋อร์ ที่นี่คือนครหลวงนะ”
“อื้อ”
เหยียนจื่อม่อยกยิ้มน้อยๆ ทว่ารอยยิ้มเบาบางดุจดอกถาน[1]นั้นกลับทำให้เจี่ยนซื่อเบิกบานสุดหัวใจ บุตรสาวของนางผู้นี้ไม่ค่อยแสดงอารมณ์มากนัก นอกจากยามร่ำไห้เมื่อรู้ฐานะของตนเองในตอนแรกแล้ว ท่าทางที่เหลือล้วนแสดงออกอย่างผิวเผิน
“ม่อเอ๋อร์ แม่ขอโทษเ้านะ!”
ครั้นศึกพิทักษ์บัลลังก์ปะทุขึ้น ทัพทหารของต้าฉู่ปราชัยแก่ชนเผ่าต๋าต๋า ท้ายที่สุดแม้แต่นครหลวงก็แตกพ่าย เจี่ยนซื่อคลาดกับคนตระกูลเหยียนตอนหลบหนีออกมาพร้อมฝูงชนจำนวนมาก จากนั้นระหกระเหินไปถึงหมู่บ้านชิงสุ่ย แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่ายามนั้นจะมีคนฉวยโอกาสกับนาง
เมื่อคิดถึงบุตรสาวที่บ้านซึ่งตนรักถนอมมาั้แ่เล็กจนโตผู้นั้น นางอดกุมมือเหยียนจื่อม่อแน่นไม่ได้ หวังว่าเด็กทั้งสองจะเข้ากันได้นะ!
เหยียนจื่อม่อหาได้สังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปครู่หนึ่งของเจี่ยนซื่อไม่ ความสัมพันธ์ฉันแม่ลูกของนางกับเหยียนจื่อหลิงงอกเงยทีละน้อยจากการเลี้ยงดูตลอดระยะเวลาสิบสามปี สิ่งนี้ไม่ใช่อะไรที่สามารถจางหายไปได้ในระยะเวลาสั้นๆ
นางเพียงแค่มีเวลาเรียนรู้ขัดเกลาสิ่งต่างๆ อย่างเหมาะสมเท่านั้น หาไม่แล้วชีวิตนี้คงน่าเบื่อแย่!
หลังมาถึงเรือนตระกูลเหยียน เหยียนจื่อม่อเดินเข้าประตูหลักไปพร้อมกับเจี่ยนซื่อช้าๆ เมื่อเห็นตัวอักษรลงทองคำว่า ‘จวนผิงซีโหว’ มุมปากของนางก็กดลงเล็กน้อย ใครจะคิดว่าจวนผิงซีโหวที่ได้รับความโปรดปรานในวันนี้จะตกต่ำจนมีสภาพเช่นนั้นได้!
...บุรุษกลายเป็ทาส สตรีกลายเป็ของเล่นชั้นต่ำ
สิ่งแรกที่ต้องทำคือการไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าที่เรือนส่วนในของตระกูลเหยียน แม้สามีจะไม่อยู่แล้ว แต่เก้ามิ่งฮูหยิน[2]ยังมีบุตรชายผู้กตัญญู สะใภ้เปี่ยมคุณธรรม และหลานๆ เต็มเรือน
เหยียนจื่อม่อมาถึงโถงหรงหย่างพลันสังเกตเห็นว่าสตรีทุกคนล้วนมวยผมและประดับกายอย่างงดงามราวกับตั้งใจมาต้อนรับนาง แต่ก็เหมือนมารอชมเื่สนุกด้วยเช่นกัน ยามนางคุกเข่าคารวะท่านย่าตระกูลเหยียน ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่นาง
คนตระกูลเหยียนล้วนเป็ผู้สูงศักดิ์ บุตรชายสามคนต่างเป็บุตรที่เกิดจากภรรยาเอก ส่วนตระกูลของสะใภ้ทั้งสามถือว่ามีศักดิ์ฐานะทัดเทียมกัน ปกติจึงไม่ได้มีเื่กระทบกระทั่งกันมากนัก ทว่าแม้จะมีทายาทมากมาย แต่ลูกหลานรุ่นหลังกลับยังไม่ได้แต่งงานออกเรือนสักคน
ฮูหยินผู้เฒ่าพินิจใบหน้าสะสวยของเหยียนจื่อม่อครู่หนึ่ง ก่อนถอนสายตาเบนไปทางเด็กสาววัยแรกรุ่นอายุราวสิบสองสิบสามแทน “เสี่ยวซื่อ นี่คือน้องหญิงห้าของเ้า”
เด็กสาวในชุดกระโปรงยาวพันสามทบสีเขียวสดคลี่ยิ้มให้ฮูหยินผู้เฒ่า และเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส “น้องหญิงห้า หากภายหน้ามีสิ่งใดติดขัดในจวนนี้ก็มาหาพี่หญิงสี่ได้นะ”
เหยียนจื่อม่อในชีวิตที่สองจะลืมเสียงของเหยียนจื่อหลิงได้อย่างไร สตรีผู้นี้ลำพังมองจากรูปลักษณ์ไม่ได้โดดเด่นมากนัก แต่ยังมีเค้าความสง่าอย่างเ้านายตระกูลจาง อีกทั้งพร์ของอีกฝ่ายก็ทำให้คนตื่นตาได้ไม่น้อย
“ขอบคุณพี่หญิงสี่ นอกจากเื่พ่อแม่ปลอมๆ ของข้าแล้ว เื่อื่นก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกเ้าค่ะ”
เหยียนจื่อม่อกล่าวเสียงใสเสนาะหู ท่าทีตื่นคนเล็กน้อยของบุตรสาวทำให้หัวใจของเจี่ยนซื่อปวดแปลบไปหมด จึงไม่ทันได้ฟังความนัยในวาจาของนาง
ขณะที่ความกังวลส่งผลให้เจี่ยนซื่อรู้สึกปั่นป่วน คนอื่นกลับไม่ได้หูหนวกตาบอด หลังเห็นสีหน้านิ่งอึ้งเล็กน้อยของเหยียนจื่อหลิง ผู้คนที่มาชมเื่สนุกกลับผ่อนคลายสีหน้าลง ดูเหมือนยายหนูจากชนบทผู้นี้จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว
...ถ้อยคำประโยคเดียวกลับฉีกกระชากความหวังดีของคุณหนูจวนผิงซีโหวเสียไม่เหลือชิ้นดี
เชิงอรรถ
^ ดอกสีขาวขนาดใหญ่ มีกลิ่นหอม โดยหนึ่งปีจะบานเพียงคืนเดียว ได้รับฉายาว่า ดอกราชินีแห่งรัตติกาล^ คำเรียกมารดาหรือภรรยาของขุนนางระดับสูง ที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์หรือยศตำแหน่งจากฮ่องเต้