ชาติก่อนข้าคืออดีตรัชทายาท [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 59 สอบซ่อม (ตอนแรก)

            เนื่องจากวันแข่งขันเฉาอู๋จิ่วและหม่านหรงต่างมีเรียนด้วยกันทั้งคู่ จึงไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น สามวันหลังจากนั้น หมิงหยวนก็เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการเรียน สหายที่พึ่งรู้จักอย่างหวงสื่อเหว่ยจึงอาสาเป็นคนสะสางเรื่องนั้นแทน พร้อมลากหนิงตวนเฉิงและตี้อู่จิี้หวามาร่วมด้วย หลังจากที่ได้ยินดังนั้นหมิงเยี่ยก็รีบเข้ามาเช่นกัน

            "มันไม่ได้มากมายอะไร เจ้าไม่ต้องจัดการเองหรอก"

            "ครอบครัวข้าเตรียมทุกอย่างไว้ล่วงหน้าแล้ว" หวงสื่อเหว่ยเอนกายลงบนโต๊ะอย่างไม่สนใจ เขาไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากช่วยด้วยสายตา "เพื่อนร่วมสำนักศึกษาของข้ากำลังจะจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ แต่ข้าไม่ชอบพวกหยิ่งยโส และก็ขี้เกียจเกินกว่าที่จะไป ดังนั้นข้าเลยขอมาพักผ่อนเงียบๆ ที่นี่ละกัน"

            "เจ้ามากินข้าวดื่มสุรากับพวกเราไหม" หมิงหยวนที่กำลังจัดข้าวของก็หยุดชะงัก

            หืม? ไม่ได้ส่งเทียบเชิญให้เจ้าหรือ?” หนิงต้วนเฉิงเตะขาหวงสื่อเหว่ยไปหนึ่งทีก่อนหันกลับมายิ้มแหยๆ ให้อีกคน 

            หมิงหยวนยิ้มตอบ ทำเหมือนไม่เก็บมาใส่ใจ “ข้าภูมิหลังต่ำต้อย อาจเพราะข้ามิใช่คนระดับเดียวกันกับพวกเขา” 

            หวงสื่อเหว่ยและคนอื่นๆ รู้สึกสับสนแล็กน้อย เนื่องจากหมิงหยวนกลับเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันทีที่เหลือบไปเห็นข้าวของที่พวกเขาหอบหิ้วมาด้วย มีทั้งผลไม้ ชุดน้ำชา และอีกหลายอย่าง เขากล่าวในขณะที่ไม่รู้จะแสดงสีหน้าอย่างไรดี “ข้ารู้สึกว่ามันมิใช่งานฉลองขึ้นบ้านใหม่เสียหน่อย” 

            “เช่นนั้นก็ถือว่าหม่านสือชีเป็นศิษย์รุ่นพี่พวกเขาหนึ่งปี เท่ากับเป็นศิษย์รุ่นพี่ของหมิงหยวนสองปี เป็นบัณฑิตชั้นปีที่สามของฝ่ายสังคีตศิลป์ เหล่าคนเด็กกว่าจึงลุกขึ้นเคารพและฝากเนื้อฝากตัวกับศิษย์รุ่นพี่ 

            “ท่านผู้นี้เป็นศิษย์พี่ของพวกเราสินะ” หมิงหยวนเอ่ยหยอกล้อก่อนรินสุราให้เขา “แล้วเจ้าจะเอาอย่างไรกับเรื่องสอบซ่อม?” 

            หม่านสือชีกลอกตา "พวกเจ้ากลัวอะไรกันนัก ถ้าข้าโดนไล่ออกจริงๆ ข้าก็จะไปเข้าร่วมกองทัพเป่ยฝู่เหมือนท่านป๋อน้อย” 

            “เกิดเรื่องอันใดขึ้นอย่างนั้นหรือ?” บัณฑิตน้องใหม่อย่างหมิงหยวนรีบเอ่ยถาม

            ความจริงแล้วหมิงเยี่ี่ยก็พอรู้ตัวว่าผลการเรียนของตนอยู่ระดับธรรมดา แต่เขาเป็นถึงบัณฑิตของสำนักศึกษากลาง ไม่มีผู้ใดคิดยื่นมือเข้าไปยุ่งกับบัณฑิตพวกนี้อยู่แล้ว ส่วนเฉาอู๋จิ่วที่มีผลการเรียนระดับปานกลางก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องสอบ ทว่าการเรียนของหม่านสือชีนั้นเรียกได้ว่าอยู่ในขั้นวิกฤตและน่าเป็นห่วงมาก ถึงขั้นถูกอาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาหลวงเรียกตัวไปพบมาแล้ว  

            ที่สำนักศึกษาหลวงแบ่งออกเป็นสี่แขนงวิชา ได้แก่ ปรัชญา วรรณกรรม ขี่ม้ายิงธนู และคุณธรรม สอบสองครั้งต่อปีการศึกษา 

            หม่านสือชีลูกหลานเลือดนักรบ เชี่ยวชาญขี่ม้ายิงธนูไม่มีผู้ใดเทียบ ทำคะแนนได้อันดับหนึ่งทุกรอบจนผู้คนมีประโยคติดปากว่า “การทดสอบขี่ม้ายิงธนูนั้นจัดขึ้นเพื่อชิงอันดับสอง” ส่วนคะแนนในบรรดาวิชาบุ๋นก็แทบจะเหมือนกันทุกปี เขาเพียงแค่สอบผ่านไปอย่างลวก ๆ และแทบไม่เข้าเรียนเลย เขามักจะงีบหลับทุกครั้งเวลาหยิบตำราขึ้นมา แต่กลับกันดาบและธนูของเขานั้นได้รับการขัดทุกวัน

            เขาควรโดนไล่ออกเพราะสอบตกสองวิชาติดต่อกัน แต่ทุกคนในวิชาขี่ม้าและยิงธนู ตั้งแต่อาจารย์ไปจนถึงผู้ฝึกสอน ต่างปฏิบัติกับเขาเหมือนเป็นสมบัติล้ำค่า และไม่เต็มใจที่จะปล่อยเขาไป พวกเขาได้ร้องขอความช่วยเหลือซ้ำแล้วซ้ำเล่าในนามของพวกเขาเอง และในที่สุดก็สามารถให้โอกาสเขาได้เข้าสอบซ่อมในช่วงต้นปีการศึกษาครั้งนี้ได้ ถ้าเขาผ่านเขาก็จะได้อยู่ต่อ แต่หากเขาล้มเหลวเขาก็จะต้องเก็บข้าวของและจากไป

            แต่เขาจะชดเชยคาบเรียนและเวลาที่ขาดหายไปได้อย่างไร? ดังนั้นทุกๆ คน ตั้งแต่อาจารย์สอนม้าและยิงธนูไปจนถึงอาจารย์สอนการแสดง รวมไปถึงเพื่อนร่วมชั้นและเพื่อนๆ ของเขา ต่างก็เป็นห่วงเขา เพียงแต่เขาไม่ได้เอาจริงเอาจังกับมัน เขาแค่เดินเล่นไปรอบๆ ทุกวัน ขี่ม้าและฝึกยิงธนู

            "เจ้าควรจะจริงจังกว่านี้นะ" ขนาดเฉาอู๋จิ่วยังต้องถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหน่าย 

            “พวกเจ้าเองก็รู้ระดับความรู้ของข้าดีมิใช่หรือ? แค่ข้าท่องบท ‘สหายจากแดนไกลมาเยี่ยมเยียน’ ได้ก็นับว่าดีเกินคาดแล้ว” หม่านสือชีียักไหล่ไม่แยแส “เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนก็จะถึงวันสอบแล้ว แม้แต่มหาเทพก็ช่วยเขาไม่ได้

            “วรรณกรรม วรรณกรรมยากมั้ย?” ในที่สุด ตี้อู่จี้หวาก็รวบรวมความกล้าได้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ โดยไม่รู้ว่าการสอบเข้าสำนักศึกษาหลวงที่มีชื่อเสียงนั้นยากเพียงใด

            เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลนะจี้หวา" หมิงหยวนปลอบประโลมด้วยร้อยยิ้ม "หม่านสือชีให้ความสำคัญกับศิลปะการต่อสู้มากกว่าวรรณกรรม ดังนั้นเขาจึงไม่สรรทัดข้อสอบพวกวิชาบุ๋น แต่สำหรับเจ้าแล้ว เรื่องนี้คงทำได้ง่าย"

            จู่ๆ ดวงตาของหมิงเยี่ยก็พลันสว่างขึ้น อย่างมีความหวัง เขาคว้าหมิงหยวนก่อนที่จะส่งสายตาอ้อนวอนเขา "หยวนเก้อเอ๋อร์"

            "อะไร ข้าเพิ่งเริ่มเรียนเองนะ เจ้าอยากสร้างปัญหาให้ข้าหรอ"

            "ข้าเปล่านะ"

            "ข้าไม่ได้ทำชั่วช้าเช่นนั้นมานานแล้ว หากจะให้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เจ้าอาจจะไม่กลัวแต่ข้ากลัว” 

            หมิงเยี่ยเอ่ยเสียงเขียว “เจ้าพูดอย่างนี้ไม่ละอายบ้างหรือ? ท่านพ่อข้าปฏิบัติต่อเจ้าอย่างอ่อนโยน ทีกับข้าเอาแต่มองตาเขียวปัด ไม่รู้ผู้ใดกันแน่เป็นบุตรชายแท้ๆ ของเขา” จบประโยคนั้นเสียงหักนิ้วก็ดังกร๊อบแกร๊บ "ข้าไม่ได้จะให้เจ้าทำผิดกฎสักหน่อย นี่มันเป็นเรื่องความเป็นความตายของหม่านสื่อชี ถ้าหากเขาสอบตกขึ้นมา เขาต้องถูกไล่ออกเป็นแน่"

            ไจ้เฉินพอจะมีวิธีช่วยเขาหรือ?” เฉาอู้จิ่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน "ไจ้เฉินมีวิธีอันใด? รีบบอกมาเร็วเข้า” 

            “ใช่ๆ รีบบอกมาเร็วเข้า” 

            หมิงหยวนถึงกับต้องร้องโอดครวญ “สวรรค์เมตรา ฟ้าเห็นใจ ข้าหรือจะมีวิธีการใด ข้ายังไม่ทันได้เรียนบทเรียนพวกนั้นด้วยซ้ำ” 

            หมิงเยี่ยผู้สร้างเรื่องรีบบรรยายขยายความให้ทุกคนฟังทันที “โธ่เอ๊ย พวกเจ้าไม่รู้หรอกว่าไม่ว่าการสอบเล็กหรือใหญ่ ข้าก็ได้หมิงหยวนนี่แหละช่วยเหลือมาตั้งแต่เล็กจนโต” เอ่ยจบพลันนึกถึงงานเลี้ยงปีนั้นจึงรีบเอ่ยเสริม “เขามีวิธีการสอนและเคล็ดลับที่ทำให้เข้าใจบทเรียนได้ง่ายด้วยล่ะ” 

            หมิงหยวนจ้องเขาตาเขม็ง 

            คนที่เหลือได้แต่มองหน้ากันไปมาเงียบๆ เมื่อเห็นหมิงเยี่ี่ยกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งน้ำเสียงก็ฟังดูโอ้อวดด้วยความภาคภูมิเสียขนาดนั้น หากไม่คิดจะเชื่อเลยก็กระไรอยู่ อีกทั้งเวลานี้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกเสียจากต้องรักษาม้าตายให้กลายเป็นม้าเป็น

            “หยวนเก้อเอ๋อร์ ถ้าเจ้ามีความคิดที่ดี ได้โปรดชี้แนะข้าด้วย" เฉาอู๋จิ่วเอ่ยในวันนี้ก็คือขอร้องให้หมิงหยวนช่วยหม่านสือชี “เราหม่านเฉาสองตระกูลมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมารุ่นสู่รุ่น ประมุขตระกูลหม่านก็ฝากฝั่งเขาไว้กับข้า หากข้าปล่อยให้เขาต้องออกจากสำนักไปอยู่ค่ายทหาร แล้วข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด หากเจ้าช่วยเขาก็เท่ากับช่วยข้าด้วย” 

            นอกจากนั้นเฉาอู๋จิ่วยังยื่นแก้วสุรามาให้หมิงหยวนด้วยมือทั้งสองข้าง

            หมิงหวนรีบกล่าวขอบคุณ ซึ่งตอนนี้เขาไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับสถานการณ์ตรงหน้า จะหัวเราะหรือจะร้องไห้ดี อย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถสอบแทยหม่านสือชีได้ แต่ตอนนี้หมิงเยี่ยและทุกคนที่ยุยงเขาก็มองเขาด้วยความกระตือรือร้น เขาจึงไม่สามารถปฏิเสธได้ ทำได้แค่ถนหายใจและดื่มสุราในแก้วนั้น

            "ข้าเคยบอกไปแล้ว ว่าข้าปฏิเสธตั้งแต่แรก แต่พวกเจ้าก็ยังยืนกรานจะให้ข้าไป แต่ถ้าสุดท้ายผลมันออกมาไม่ตามที่หวัง พวกเจ้าก็จะโทษข้าใช่ไหม"

            "ไม่ๆ " เมื่อเห็นว่าหมิงหยวนตกลง หมิงเยี่ยก็รู้สึกดีใจราวกับสอบผ่านเสียแล้ว 

            -------------------------------------------------------- 

           

    คล้ายกับเรื่องชาติก่อนข้าคืออดีตรัชทายาท [จบ] ที่คุณอ่าน

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663