ตอนที่ 28 ทุกสิ่งล้วนด้อยค่ามีเพียงการศึกษาเท่านั้นที่สูงส่ง
“หน้าเืหมายถึงคนตระหนี่ถี่เหนียวเยี่ยงไรเล่า"
หลินหานหน้าแดงขึ้นมาทันใด "ข้ามิใช่คนตระหนี่ถี่เหนียวข้าเพียงแค่คิดว่าพวกเรามีเงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มิควรใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยและควรจะเก็บออมเอาไว้"
“เก็บออมไปเพื่ออันใดกัน ? ”
“แน่นอนว่าเก็บไว้ใช้ในวันข้างหน้า”
“นั่นถือเป็การใช้จ่ายเช่นกัน ดังนั้นจ่ายเร็วกับจ่ายช้าต่างกันตรงที่ใด? ”
“ไม่... มันมีความแตกต่าง ! ” หลินหานเกือบจะหลงกลนางเสียแล้ว
“อาหร่วน พวกเรามิสามารถใช้เงินมือเติบได้เ้าโชคดีที่สามารถล่าสัตว์ได้ แต่ก็มิมีผู้ใดรับประกันได้ว่าเ้าจะโชคดีแบบนี้ตลอดไป...”
"แต่ข้ารับประกันได้"
หลินหร่วนเอ่ยขัดหลินหานทั้งที่ยังเอ่ยมิจบ
“มิต้องกังวลไปหรอก ต่อให้ในอนาคตข้าจะมิสามารถล่าสัตว์ได้แต่ข้ายังมีวิธีอื่นในการหาเงิน วางใจเถิด เ้าเพียงแค่กินดื่มให้อิ่มท้องก็พอเ้าเพิ่งจะอายุเพียงแค่เก้าปีเท่านั้น อย่าทำตัวเหมือนคนแก่นักเลย เพราะข้ามิชอบคนประเภทนี้มากที่สุด"
หลินหาน “......”
เขาแค่้าวางแผนสำหรับอนาคตเท่านั้น เขาผิดมากเลยหรือ ?
หลินหร่วนมิสนใจเขาอีกต่อไป นางลากเขาไปยังร้านอาหารเล็กๆ ข้างถนน
จากนั้นก็สั่งเนื้อสองจานอาหารมังสวิรัติสองจาน และหมั่นโถวอีกสองสามลูก
แต่พออาหารถูกยกขึ้นโต๊ะหลินหานก็ลงมือสวาปามทันใด
หลินหร่วน “......”
หลังจากกินอาหารจนอิ่มท้องแล้ว ทั้งสองจึงเตรียมพร้อมกลับหมู่บ้าน
เนื่องจากร้านขายยาจี้ชื่อถังอยู่อีกฟากหนึ่งของตลาดดังนั้นหากพวกเขา้ากลับหมู่บ้าน ก็จำต้องเดินผ่านเมืองทั้งเมืองหลินหร่วนขอให้หลินหานเดินช้าลง เพื่อที่นางจะได้ชมบรรยากาศโดยรอบ
ยุคสมัยที่นางอยู่ในตอนนี้คือยุคสมัยของราชวงศ์ต้าโจวเป็ราชวงศ์ที่มิเคยมีอยู่ในประวัติศาสตร์ของโลกใบก่อน
ทว่าสิ่งเหล่านี้มิได้สำคัญสำหรับนางตราบใดที่นางยังคงมีชีวิตอยู่ มิว่าจะเป็ยุคสมัยใดก็ได้ทั้งนั้น
เมืองยู่หลินอยู่ภายใต้การปกครองของจังหวัดหวายหยางซึ่งจังหวัดหวายหยางมีอาณาเขตอยู่ใกล้กับเมืองหลวง ตระกูลใหญ่หลาย ๆ ตระกูลได้ก่อตั้งอุตสาหกรรมขึ้นมาในจังหวัดหวายหยางดังนั้นเศรษฐกิจในจังหวัดหวายหยางจึงค่อนข้างรุ่งเรือง
ทว่าเมืองยู่หลินเป็เขตที่ตั้งอยู่ไกลที่สุดในจังหวัดห้วยหยางเมื่อเปรียบเทียบกับเมืองอื่น ๆ แล้วมันซบเซากว่ามากนัก
ทันใดนั้นก็มีกลุ่มเยาชนในชุดคลุมเดินเข้าพวกเขาเดินผ่านสองพี่น้องไป หลินหานดึงหลินหร่วนไปหลบข้างถนน ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความอิจฉาที่มิสามารถปกปิดได้
หลินหร่วนเหลือบมองเขาด้วยสายตาสงสัย “คนเ่าั้เป็ผู้ใดกัน? ”
สายตาของหลินหานยังคงจับจ้องไปที่คนเ่าั้"ศิษย์ของสำนักศึกษาชิงซาน"
“ที่นี่มีสำนักศึกษาด้วยหรือ ? ”
หลินหานพยักหน้าพลางยกนิ้วชี้ออกไป “สำนักศึกษาชิงซานตั้งอยู่ด้านหน้านั่น”
เมื่อเห็นความอิจฉาในดวงตาของหลินหาน หลินหร่วนจึงเอ่ยถามว่า“เ้าอยากเข้าเรียนในสำนักศึกษาหรือไม่ ? ”
หลินหานชะงักค้างไปชั่วครู่เมื่อได้สติกลับมาจึงส่ายศีรษะเป็พัลวัน "ข้ามิ้า เร็วเข้า พวกเราต้องรีบกลับไปสร้างกำแพงบ้านรีบไปกันเถิด"
เมื่อเอ่ยจบก็ทำหน้าบูดบึ้งเดินออกไป
เมื่อหลินหร่วนเห็นดังนั้นก็อดมิได้ที่จะส่ายศีรษะพร้อมกับยกยิ้มเล็กน้อยเขาช่างน่าสงสารยิ่งนัก !
เยี่ยงไรก็ตามการไปโรงเรียนถือเป็เื่ดีและการอ่านตำราก็เป็วิธีที่ดีที่สุดสำหรับเด็กยากจนที่้าเปลี่ยนโชคชะตาของพวกเขาแม้ว่าจะเรียนมิเก่ง แต่อย่างน้อยพวกเขาก็จะมีสติและสามารถแยกแยะถูกผิดชั่วดีได้พวกเขาจะมิกลายเป็คนโง่เขลา
หลินหานเพิ่งจะอายุเก้าปีเท่านั้น ยังมิสายเกินไปที่จะส่งเขาไปศึกษาตำรา
หลินหร่วนครุ่นคิดเกี่ยวกับเื่นี้ ทว่ามิได้เอ่ยอันใดออกมานางเพียงเดินตามหลังหลินหานไปอย่างเงียบ ๆ
เมื่อทั้งสองกลับถึงบ้าน ในลานบ้านของพวกเขากำลังยุ่งวุ่นวายกับการต่อเติมกำแพงและหลินจงก็อยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน
ครานี้สัตว์ร้ายลงมาจากูเามากจนเกินไปชาวบ้านจึงช่วยกันโค่นล้มต้นไม้พร้อมกับนำก้อนหินมาจากแม่น้ำ โดยให้คำมั่นว่าจะสร้างกำแพงบ้านให้แข็งแรง
ดังนั้นกำแพงบ้านจึงมิอาจสร้างเสร็จได้ภายในครึ่งวัน
เพื่อความปลอดภัยของเด็กทั้งสาม หัวหน้าตระกูลและหลินจงยืนกรานมิให้พวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเก่าจนกว่าจะสร้างกำแพงเสร็จ
ดังนั้นหลินหร่วนจึงต้องพาหลินหานกับหลินซิ่วไปอาศัยอยู่ที่บ้านของป้าโจวเป็การชั่วคราว
การอาศัยอยู่ในบ้านของป้าโจวย่อมมิสะดวกสบายเหมือนอาศัยอยู่ในบ้านของตนเอง เพราะนางมิสามารถหาโอกาสขึ้นไปบนูเาได้เลย
นางตกลงกับหลงจู๊เฉียนว่าจะนำผลไม้ไปส่งให้เขาทุกๆ สองวัน ทว่าบัดนี้นางมิอาจขึ้นไปบนูเาได้ เช่นนั้นนางจะนำผลไม้จากที่ใดไปส่งให้หอจุ้ยเซียนกัน?
หลินหร่วนรู้สึกปวดศีรษะมากยิ่งนัก
“อาหร่วน เ้ามิได้บอกว่าจะไปซักผ้าที่แม่น้ำหรอกหรือ ? ”
ฉินซื่อยืนถามอยู่นอกประตู
“ใช่เ้าค่ะ อาสะใภ้รอข้าสักประเดี๋ยว”
หลินหร่วนจำต้องลืมเื่ผลไม้ไปก่อน นางเก็บเสื้อผ้าที่หลินหานและหลินซิ่วใส่เรียบร้อยแล้วลงไปในอ่างไม้จากนั้นก็เดินออกไปจากประตู เพื่อตามฉินซื่อไปที่แม่น้ำ
นี่เป็คราแรกในรอบหลายวันที่หลินหร่วนเดินทางมาซักผ้ายังแม่น้ำ
แม่น้ำสายนี้เป็แม่น้ำสายเดียวกันกับแม่น้ำที่ไหลผ่านบ้านเก่าตระกูลหลินว่ากันว่าต้นน้ำมาจากูเาเฉินวู มันมีความกว้างเพียงสามหรือสี่จั้งเท่านั้นทั้งยังมิลึกมากนัก จุดที่ลึกที่สุดของมันอยู่ใต้เข่าของผู้ใหญ่เท่านั้น ทว่าน้ำใสเป็อย่างมากใสจนสามารถมองเห็นปลาและกุ้งตัวเล็ก ๆ เวียนว่ายอยู่ในน้ำ
ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลินมักจะซักผ้าและล้างผักในแม่น้ำสายนี้พวกเขามักจะตักน้ำมาจากแม่น้ำโดยตรงเพื่อให้คนและสัตว์ดื่ม
เมื่อทั้งสองมาถึงแม่น้ำก็เห็นสตรีหลายคนมาถึงก่อนแล้ว
“ฉินซื่อ อาหร่วน มานี่เร็วเข้า”
อีกฝ่ายโบกมือทักทายอย่างกระตือรือร้น
หลินหร่วนเปิดโหมดระมัดระวังตัวทันใด นางทราบว่านี่คือป้าหกของตระกูลฉินทั้งยังเป็สะใภ้เล็กของตระกูลโจว
ตระกูลโจวมีบุตรชายทั้งสิ้นหกคน ลุงโจวเป็พี่ชายคนโต
ฉินซื่อพาหลินหร่วนเดินเข้าไป "ท่านป้าห้าท่านป้าหก เหตุใดพวกท่านถึงมาเร็วนักเล่า ? ”
ฉินซื่อขยับไปด้านข้างเพื่อเหลือที่ว่างเอาไว้ ดังนั้นสตรีที่อยู่ข้างๆ ฉินซื่อจึงต้องขยับออกไปด้วย
ซึ่งนางคือสะใภ้ห้าของตระกูลโจว
รูปแบบครอบครัวของตระกูลโจวถือว่ามิเลวพี่น้องและคนอื่น ๆ ในตระกูลมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ต่างจากตระกูลหลินลิบลับ
หลินหร่วนนั่งลงข้าง ๆ ป้าห้าพร้อมกับอ่างไม้ ในขณะที่ฉินซื่อนั่งอยู่ข้างๆ ป้าหก
ป้าห้าเอ่ยถามขณะที่มือกำลังซักผ้าไปด้วย"อาหร่วน กำแพงบ้านของเ้าต้องใช้เวลาสร้างกี่วันถึงจะเสร็จ ? "
“ราวสองวันเ้าค่ะ ท่านหัวหน้าตระกูลกล่าวว่าจำต้องสร้างให้แข็งแรง”
“เยี่ยงไรก็ต้องสร้างให้แข็งแรงสักหน่อย เหตุการณ์ครานี้น่ากลัวจนเกินไปโชคดีที่ราตรีนั้นพวกเ้ามิได้อยู่ในบ้าน มิเช่นนั้น...”
ทันใดนั้นป้าหกก็เอ่ยออกมาว่า “หากให้ข้าเอ่ย...ก็คงเป็เพราะมารดาของพวกเขากำลังเฝ้ามองอยู่บน์เพราะมิมีมารดาคนใดที่มิดูแลลูก"
หลินหร่วนนึกขำขันในใจ คนโบราณช่างงมงายเสียจริงพวกเขาล้วนเชื่อเื่ผีสาง หากตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เขามิสามารถปกป้องบุตรของตนได้เช่นนั้นเขาจะเข้มแข็งได้เยี่ยงไรเมื่อเขาตกตายไป ?
แต่หลินหร่วนก็มิได้แสดงสีหน้าใดออกมา นางเพียงพยักหน้าเห็นด้วย“ข้าคิดว่ามารดาคงกำลังปกป้องพวกเราอยู่ มิเช่นนั้น พี่น้องของพวกเราคงมิรอดมาจนถึงตอนนี้”
ป้าห้าถอนหายใจยาวออกมาสีหน้าของนางเต็มไปความเวทนา
ป้าหกก็ถอนหายใจออกมาเช่นกัน จากนั้นก็เอ่ยว่า “หากจะโทษก็ต้องโทษพ่อตาของอาหร่วนเขาเป็คนขี้ขลาด !หากย้อนกลับไปในตอนนั้น อาหร่วนถูกคนแซ่หวังทำร้ายต่าง ๆ นานา หากเป็ข้า คงส่งนางสตรีอสรพิษผู้นั้นกลับไปบ้านบิดามารดาของนางเนิ่นนานแล้วเช่นนี้ถึงจะเป็การดีสำหรับอาหร่วนและเด็กคนอื่น ๆ ทว่าผลลัพธ์สุดท้ายเด็กทั้งสามคนที่ยังมิบรรลุนิติภาวะกลับต้องแยกบ้านออกไปใช้ชีวิตตามลำพัง”